ถึงจะเขียนไม่เก่งแต่ก็ฝันอยากเป็นนักเขียนกับเค้าบ้าง อิอิอิ

<<
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
5 พฤศจิกายน 2552
 

ตะลุยเคนยา ตามล่าบิ๊กไฟส์ ตอนที่16 (ตอนจบ)

Out of Africa


เช้าวันสุดท้ายในเคนยา ฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวานจนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ระหว่างอาหารเช้าพวกเราปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไรกับเจ้าเสือดาวตัวนั้นดี คนขับรถบอกว่าฝนตกลงมาหนักมากจนอาจทำให้รถของเราไม่สามารถข้ามแม่น้ำไปดูได้ และทำให้เสียเวลาอาจตกเครื่องบินกลับบ้านไม่ทัน ทีมงานจึงเสนอว่าถึงแม้โอกาสจะน้อยที่จะกลับไปเจอแต่เราก็น่าจะลองเสี่ยงดู ที่ข้างโรงแรมนี้ก็มีสนามบินอยู่ หลังจากเราไปดูเสือดาวเสร็จ ก็ให้คนขับรถย้อนกลับมาส่งที่สนามบินแล้วเราจะลากับคนขับรถกันที่นี่เลย เราจะซื้อตั๋วเครื่องบินจากมาไซมาราไปยังไนโรบีแทนเพื่อย่นระยะเวลา ไม่มีใครคัดค้านแต่ปรากฏว่าเมื่อเช็คแล้วไม่มีตั๋วพอสำหรับพวกเรา จึงเป็นอันต้องล้มเลิกการไปถ่ายรูปเสือดาวตัวนั้น

ระหว่างทางที่ออกมาจากมาไซมาราพวกเราก็ได้เห็นสัตว์อีกหลายตัว แต่ก็ไม่ได้เจอชนิดใหม่เพิ่มเติม ถึงแม้ในใจผมก็มีความหวังภาวนาขอให้เสือชีตาร์วิ่งมาให้เราดูสักทีเถอะ แต่ก็ยังไม่เห็น ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำมาราตรงที่ฮิปโปเคยอยู่ ขณะนี้น้ำในแม่น้ำขึ้นสูงจากเดิม น้ำมีสีข้นและไหลเชี่ยวมาก จนไม่รู้ว่าฮิปโปหายไปไหนกันหมด เมื่อออกจากอุทยานผมรู้สึกใจหาย แล้วเราก็ได้เวลาเก็บกล้องใส่กระเป๋า หลังคาก็พับเก็บลงเช่นเดิมเป็นอันสิ้นสุดทริปท่องป่าเคนยาซาฟารี เราผ่านหมู่บ้านชาวมาไซ เด็กๆชาวมาไซทิ้งวัวที่เลี้ยงอยู่รีบวิ่งมาโบกมือให้กับพวกเรา ผมสัญญาว่าหากมีโอกาสได้มาในครั้งหน้าจะซื้อลูกอมติดมาเยอะๆ เพื่อแจกเด็กๆเหล่านี้

ขากลับเราใช้คนละเส้นกับตอนขามา ทางเริ่มไต่ระดับขึ้นสูง จากอากาศที่เย็นสบายยิ่งสูงก็ยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆจนผมต้องเอื้อมไปปิดหน้าต่างที่แง้มเอาไว้ วิวทิวทัศน์ก็สวยงามไม่แพ้กับเส้นทางที่ผ่านมา ดีไปอีกอย่างหากเลือกนั่งเครื่องบินเราก็คงไม่เห็นธรรมชาติที่สวยงามเช่นนี้ เมื่อมาถึงในเมืองช่วงบ่ายๆ ตามโปรแกรมของเราคือจะต้องเดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์ของคาเรนบริกเซน แต่เรายังไม่มีของฝากใดๆให้กับญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเลย ฝนก็ตกตลอดทางทำให้เราเดินทางใช้ล่าช้ากว่าปกติ เราจึงขอเลือกไปเดินช๊อปปิ้งดีกว่า เมื่อไม่ได้ไปผมจึงขอเล่าประวัติของคาเรน บริกเซนซักเล็กน้อย เพราะเห็นว่าน่าสนใจดีครับ


ที่มา //www.nongpangbook.com/shop/n/nongpangbook/img-lib/spd_2008112404212_b.jpg


ที่มา //ecx.images-amazon.com/images/I/51DD0KYZVTL._SL500_AA240_.jpg

ในปีพ.ศ.2480 คาเรน บริกเซน (Karen Blixen) หรือนามปากกาว่า “ไอแซค ไดนีเซน” ได้เขียนหนังสือที่สร้างชื่อเสียงให้เธอ เคยได้อ่านกันบ้างมั้ยครับชื่อ “Out of Africa” แปลเป็นไทยโดย สุริยฉัตร ไชยมงคล ชื่อ “พรากจากแสงตะวัน” เคยดัดแปลมาเป็นภาพยนต์ชื่อไทยว่า “รักที่ริมขอบฟ้า” ออกฉายในปี พ.ศ.2528 ที่เมอริล สตรีฟและโรเบิร์ต เรดฟอร์ด แสดง เธอได้เขียนเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตจริงของเธอในประเทศเคนยา จนโด่งดังมากในหรัฐอเมริกา และเป็นหนังสือดีเด่นในปีถัดมา และเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล ถึงแม้เธอจะไม่ได้รับรางวัลแต่ก็มีคนกล่าวถึงเป็นอย่างมาก
เริ่มต้นจากที่เธอและสามีย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนกาฬทวีปพร้อมเงินจำนวนหนึ่ง เธอมุ่งหวังว่าจะนำเงินมาซื้อที่ดินและทำฟาร์มโคนม แต่หารู้ไม่ว่าสามีตัวดีเดินทางล่วงหน้า เอาเงินทั้งหมดมาซื้อที่ดินถึง 15,000 ไร่เพื่อปลูกกาแฟ ซึ่งเป็นพื้นที่มากมายและใหญ่ที่สุดในเคนยา ผลคือการทำกาแฟไม่ประสบความสำเร็จเพราะใช้เวลานาน ผลผลิตไม่แน่นอน แถมยังไม่มีใครมารับซื้อ หนี้สินจึงตามมา สามีตัวดียังผลักภาระการดูแลทั้งหมดให้เธอซะอีก ส่วนตัวเองก็หลงระเริงไปกับการมีหน้าที่เป็นคนนำทาง พานักท่องเที่ยวเพื่อเข้าป่าล่าสัตว์

ที่ร้ายที่สุดคือระยะเวลาเพียงแค่ปีเดียวที่อยู่ด้วยกัน สามีก็นำเชื้อซิฟิลิสมาติดเธอเข้าซะแล้ว สภาพธุรกิจที่แย่ ไฟไหม้โรงคั่วกาแฟเสียหาย หนี้สินล้นตัว นำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด หลังจากผ่านเรื่องเลวร้ายมาเยอะ เธอก็ยังไม่สิ้นหวัง จนได้ไปพบรักเข้ากับหนุ่มเชื้อสายขุนนางจากอังกฤษ มีอาชีพเป็นพ่อค้างาช้าง เป็นวีระบุรุษขี่ม้าขาวเข้ามาเติมเต็มชีวิตรักอย่างที่เธอต้องการ จากที่เธอเริ่มเกลียดแอฟริกา เดนิสทำให้หัวใจของเธอหลงรักแอฟริกาไปพร้อมกับตัวเค้าด้วย แต่ก็เป็นความสุขในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เค้าจากเธอไปโดยอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ศพของเขาถูกฝังอยู่ในที่ดินของเธอนั่นเอง ความเสียใจทำให้เธอต้องออกจากแอฟริกาโดยไม่คิดที่จะหวนกลับมา วาระสุดท้ายเธอยังต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคซิฟิลิสคุกคาม เธอถึงแก่กรรมในเดือนกันยายน ปีพ.ศ.2505

ที่ดินของเธอถูกนักพัฒนาที่ดินซื้อไปและตั้งชื่อว่า “District Karen” เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ บัจจุบันบ้านของเธอได้ถูกดัดแปลงกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่มีพวกของใช้ ภาพเขียนของเธอยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี ในโปรแกรมการท่องเที่ยว ถ้าหากใครมาเคนยานอกจากจะต้องไปที่ภัตาคารคาร์นิวอร์แล้ว จะต้องมีพิพิธภัณฑ์คาเรนบริกเซนบรรจุเอาไว้ในโปรแกรมอยู่เสมอ



ผ่านจากจากเรื่องราวเศร้าๆ เราไปเดินช๊อปปิ้งกันดีกว่าครับ จุดที่เราไปเดินมีชื่อว่า “Village Market” ผมนึกบ่นนิโคลัสในใจว่าจะพามาหาซื้อของราคาถูกทำไมถึงพาเรามาห้างได้ เดินผ่านห้างขึ้นมาชั้นสองอ้อมมาทางด้านหลังตึก จะเห็นเป็นลานกว้าง ไม่น่าเชื่อว่าตรงนี้แหล่ะครับที่บรรดาพ่อค้าปูเสื่อจับจองพื้นที่ขายของแบกะดินอยู่เต็มไปหมด ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวพื้นเมืองทั้งนั้น สอบถามราคาก็ไม่ถูกนักแต่สามารถต่อราคาได้เยอะ มีหน้ากากไม้อยู่อันหนึ่งดูสวยดีถามราคาว่าเท่าไหร่ เค้าเรียกมาก็ตกประมาณ 1,000 บาท แต่ต่อได้เหลือแค่ 300 บาท ผมดีใจที่ต่อได้ถูกเลยซื้อมาอันหนึ่งเอาไปอวดเพื่อน เพื่อนขำกลิ้งบอกเค้าต่อได้แค่ 200 บาทเท่านั้นเอง ผมหน้าแหกที่ต่อราคาไม่เก่งเลยเดินดูคนอื่นต่อราคา หากได้ราคาถูกแล้วของถูกใจผมก็เอาบ้าง อย่างพวงกุญแจหนังสัตว์เป็นรูปบิ๊กไฟส์แต่ละชนิด ขายอันละ 100 บาท เพื่อนผมต่อได้ 5 อัน 100 บาท



ตกเย็นไม่ทันไรฝนเริ่มก่อตัวอีกแล้ว ช่วงนี้เลยต้องซื้อของทำเวลา คนขายยิ่งลดราคากระหน่ำเข้าไปอีก พวกเราลืมตัวสนุกกับการต่อราคาจนเพลิน ขนมากันเพียบ ให้มันรู้ซะบ้างว่าคนไทยเป็นนักช๊อปติดอันดับโลก บางคนก็ซื้อยีราฟตัวสูงท่วมหัวแต่จ่ายไปแค่สองพันกว่าบาท แต่ตอนเอากลับบ้านนี่ซิลำบากพอดู

เสร็จจากการช๊อปก็สบายใจสบายกระเป๋า เพราะแฟบลงเยอะ พวกเราก็เตรียมมุ่งหน้าไปดินเนอร์สุดหรูที่ใครมาเคนยาแล้วจะต้องไปแวะชิมนั่นก็คือภัตตาคารคาร์นิวอร์กัน ระหว่างทางเดินทางการจราจรในเคนยาก็วุ่นวายพอสมควร ช่วงที่ติดไฟแดง ถ้าหากเป็นบ้านเราคงจะคุ้นเคยกับภาพเด็กๆมาเดินขายพวงมาลัย แต่ที่นี่เป็นเด็กๆมาเดินเร่ขายอุปกรณ์มือถือ แบ๊ตเตอรี่และที่ชาร์จแบ๊ตเตอรี่ ส่วนผู้ใหญ่ที่เดินตะโกนถามรถแต่ละคันเห็นเค้าขายมือถือด้วยก็ดูแปลกดี เด็กบางคนก็มายืนเกาะกระจกแบมือขอเงิน ไล่ยังงัยก็ไม่ไป คนนี้ไปคนใหม่มาอีก รถคันอื่นๆก็มองพวกเรากันใหญ่ ว่าเราจะให้เงินเด็กเหล่านี้หรือเปล่า ผมไม่รู้ทำยังงัยก็เลย แกล้งหลับดีกว่า.....

จนมาถึงภัตตาคารคาร์นิวอร์ (Carnivore Restaurant) ที่แปลว่า “สัตว์กินเนื้อ” นั่นแหล่ะครับ มีสโลแกนว่า “All the meat you can eat” เปิดเฉพาะกลางวันและเย็นเท่านั้น ทางร้านจะจัดเป็นบุฟเฟห์มีเนื้อสัตว์หลายชนิดให้ได้ชิมกัน ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเคนย่า หากใครมาไม่ได้แวะละก็เสียดายแย่ มีคนโหวตจากนิตยาสารอังกฤษติดอันดับที่ 47 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก ในแอฟริกานอกจากที่ไนโรบีแล้วยังมีที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้อีกด้วย และยังมีสาขาตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลก แค่เดินเข้าไปน้ำลายสอแล้วครับ เพราะกลิ่นเนื้อย่างปนเครื่องเทศที่ใช้หมักหอมโชยมาแต่ไกล ภายในก็ปลูกต้นไม้จัดได้อย่างร่มรื่น การตกแต่งร้านก็ให้บรรยากาศซาฟารีจริงๆ บริเวณเตาย่างมีการก่ออิฐล้อมเป็นวงกลมสูงจากพื้นราว 1 เมตร มีถ่านไฟลุกแดง มีเหล็กแหลมยาวๆเสียบก้อนเนื้อสัตว์นับ 10 ชนิดวางเรียงอยู่เหนือเตา เสียงเนื้อถูกย่างไฟน้ำมันไหลลงเตาดังฉ่าๆ แต่ละก้อนก็ใหญ่หนักซัก 2-3 กิโลกรัมได้ ด้านบนมีสปอร์ตไลน์สีแดงสาดส่องลงมาทำให้บริเวณนี้ป็นสีแดงไปหมด ด้านข้างเตาก็จะมีป้ายไม้บอกไว้ว่าวันนี้มีเมนูอะไรบ้าง



เมื่อมานั่งที่โต๊ะก็เพลิดเพลินไปกับเพลงจังหวะซาฟารี บนโต๊ะมีถาด 2 ชั้นวางอยู่เป็นที่ใส่น้ำจิ้มกว่า 10 ชนิด บนถาดน้ำจิ้มก็มีธงสีขาวปักเอาไว้ ตราบใดที่เรายังไม่เอาธงลงพนักงานก็จะเสริฟเนื้อให้เราอย่างไม่อั้น พนักงานมาแนะนำเราอย่างรวดเร็วว่าน้ำจิ้มชนิดนี้ควรกินกับเนื้อประเภทไหน แต่ผมฟังไม่ทันรู้แค่ว่ามันมีเผ็ด หวาน แล้วก็เปรี้ยว พวกเราเอาวิสกี้มาเปิดด้วยครับ แต่พอพนักงานบอกต้องเสียค่าเปิดขวดเป็นเงินราว 3,000 บาท พวกเราจึงรีบเก็บวิสกี้กลับบ้าน แล้วสั่งเบียร์แก้วโตมากินคนละแก้ว มีสลัดผักและขนมปังเป็นออเดิร์ฟ แล้วพนักงานก็เดินมาที่โต๊ะของเราในมือถือเหล็กเสียบเนื้อก้อนโต มือขวาถือมีดปลายแหลมยาวราว 1 ฟุต มารู้ทีหลังว่ามีดชนิดนี้เป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่ชาวมาไซใช้กัน

เมื่อเนื้อชนิดไหนสุกได้ที่ พนักงานก็จะเดินเอามาเสริฟที่โต้ะ “Camel” พนักงานหนุ่มบอกเราว่าเนื้ออูฐมาแล้ว ใครเอาก็ให้ยกมื้อขึ้น บางคนขอบายไม่กล้ากิน แต่ผมอยากลองทุกอย่างอยู่แล้ว เค้าให้เราชี้ในส่วนที่เราต้องการ จะเอามากน้อยขนาดไหนก็บอกได้ ผมบอกขอเอานิดเดียวจะได้เก็บท้องไว้กินอย่างอื่นได้ จากนั้นเค้าก็จะเอาปลายเหล็กแหลมนั้นวางบนจานเรา แล้วก็ใช้มีดที่คมกริบเฉือนเนื้อลงใส่จาน

เมื่อลองชิมเนื้ออูฐดูก็เคี้ยวแทบไม่ไหวเพราะเหนียวและมีกลิ่นเล็กน้อย ดีที่ผมให้เค้าหั่นมานิดเดียว เมื่อพนักงานเสริฟให้กับทุกคนแล้วก็นำไปย่างบนเตาต่อผมลองน้ำจิ้มอยู่หลายชนิดก็ยังไม่ถูกปาก มาเจอน้ำจิ้มพริกป่น น้ำปลาและมะนาวสำเร็จรูป ที่มีคนเอาไปด้วย น้ำจิ้มอย่างอื่นเลยถูกลืมไปเลย บางคนไม่สันทัดการทานเนื้อเค้าก็ยังมีเมนูสลัด พิซซ่าเอาไว้บริการด้วย แต่ผมลองชิมพิซซ่าดูแล้วบอกได้ว่าไม่อร่อยเลย เนื้อชินที่สองเนื้อมีสีเหลืองดูยาวๆหยักๆมันคือโคนหางของจระเข้ บางคนก็ยังไม่กล้ากินอีก มีผมเป็นหนูทดลองอีกแล้ว รสออกคาวนิดๆ ปรุงหวานเยอะ ชิ้นที่สามดูไม่มีใครปฏิเสธนั่นคือปีกไก่หมักซอสบาร์บีคิวอร่อยมาก ตามมาด้วยเนื้อวัวรสนุ่มลิ้นหอมกลิ่นเครื่องเทศ นกกระจอกเทศ เนื้อแกะ ซี่โครงหมู แค่นี้พวกเราก็อิ่มกันแล้ว น่าเสียดายที่ไม่มีเนื้ออิมพาลาที่ได้ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดเค้าบอกว่าวันนี้ไม่มี เมื่อกินกันอิ่มแล้วก็เอาธงลงเป็นอันยอมแพ้

บางคนคิดว่าโหดร้ายทำไมถึงมีการเปิดให้กินเนื้อสัตว์ป่ากันขนาดนี้ทั้งที่เคนยาเป็นประเทศอนุรักษ์ตัวยง เนื้อสัตว์เหล่านี้ถูกต้องตามกฎหมายนะครับ ได้มาจากบริษัทเอกชนนำมาเพาะเลี้ยงชำแหล่ะขาย ภัตตาคารแห่งนี้ก็ไปซื้อมา บางครั้งสัตว์ป่าบางชนิดก็มีมากจนเกินไปจนต้องกำจัด แล้วนำมาแปรรูป เชื่อมั้ยครับบางครั้งก็อาจจะมีเมนูเนื้อช้างให้ได้กินด้วย เพราะช้างเป็นสัตว์ที่กินเยอะมาก เมื่อมันเพิ่มปริมาณมากเกินไป มันก็อาจจะไปกินหญ้าจนหมดป่าทำให้สัตว์อื่นๆพากันเดือดร้อนตายไปด้วย หรือบางปีเกิดภัยแล้งอย่างหนัก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องฆ่าแล้วนำเนื้อมาแปรรูป บ้างก็บรรจุกระป๋อง หรือส่งขายตามร้านอาหาร งา เขา นอ หรือหนัง ก็เอามาประมูลขายหาเงินมาหมุนเวียนช่วยเหลือสัตว์ชนิดอื่นๆ อาหารมื้อนี้ก็ถือว่าใครมาแล้วก็เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สามารถเอาไปโม้ต่อว่าเราเคยกินเนื้อบรรดาสัตว์ป่ามาแล้วครับ

(หลังกลับจากเคนยามาได้ 2 ปี ผมปมีโอกาสไปลองชิมที่สาขาโจฮันเนสเบิร์ก ผมได้กินเมนูเนื้อสัตว์อีกหลายชนิดสมใจทั้งม้าลาย แรด กวางกูดู กวางอีแลนด์ และเนื้ออิมพาลาสมใจ นึกสงสัยว่าที่ไหนเปิดที่แรกกันแน่ พนักงานที่โจฮันเนสเบิร์กบอกว่าที่นี่เป็นสาขาแรก ไนโรบีคือสาขาที่สอง)

เมื่อออกมาจากภัตตาคาร นิโคลัสบอกว่าเค้าจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเรา เราถามอย่างมึนๆว่าอะไรเหรอ แกบอกว่าพวกเรายังไม่ได้เห็นชีตาร์เลย เค้าจะพาเราไปสวนสัตว์ไนโรบี พวกเรารีบห้ามแกว่าไม่ต้อง ขืนไปก็ตกเครื่องบินพอดี แกยังบอกต่ออีกว่าถ้าอย่างนั้นคราวหน้าเค้าจะพาไปดูอีกแน่นอน แล้วยังจะพาเราไปเที่ยวสถานเริงรมณ์ที่แกไปมาระหว่างที่เราพักอยู่ที่อุทยานนากูรูด้วย เราขอบคุณในความหวังดี แต่ขอแค่ให้เราได้มีโอกาสมาชมสัตว์อย่างเดียวก็พอ

มาถึงสนามบิน เมื่อมีพบก็ต้องมีจาก เป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเอาซะเลย ผมจับมือและโอบกอดนิโคลัสเพื่อนคราวพ่อของเรา ถึงจะกลิ่นแรงไปนิดแต่ผมก็ทำใจไว้แล้ว เพื่อนคนหนึ่งมอบหมวกงอบชาวนาที่ติดเอามาจากบ้านมอบให้แกด้วย ผมยื่นแบ๊งค์ร้อยของไทยเอาไว้ให้แกเก็บสะสมเอาไว้

บนเครื่องบินเที่ยวขากลับดูสะดวกสบายและใหม่กว่าขามามาก ก่อนเครื่องออกก็มีการพ่นยาฆ่าเชื้อโรค ด้านหน้ามีจอทีวีส่วนตัว ปรับไปดูเส้นทางบันทึกการบินได้ เมื่อเปลี่ยนช่องก็ได้เจอหนังการ์ตูนเรื่อง Lion King ด้วย
นึกย้อนไปก่อนออกจากรีสอร์ท พวกเราเดินไปเขียนสมุดบันทึกลงวันที่ 9 เมษายน 2548 พวกเราคนไทยทั้งหมด 10 ชีวิตได้เดินทางมาท่องเที่ยวถ่ายทำสารคดีที่ประเทศเคนยา แล้วพวกเราคือผู้ชนะที่สามารถตามล่าบิ๊กไฟส์ได้ครบทั้งหมด 5 ตัว พวกเรารู้สึกประทับใจมากและหากมีโอกาสพวก เราจะเดินทางมา “ตะลุยเคนยา ตามล่าบิ๊กไฟส์” กันอีกครั้ง



+++++++++++++จบ+++++++++++++++++

ความหลงรักแอฟริกาและการถ่ายภาพของผมเกิดขึ้นพร้อมกัน เมื่อวันหนึ่ง ได้มีนิตยาสารชื่อดัง Nature Explorer ได้ประกวดเขียนบทความเกี่ยวกับประเทศเคนยาขึ้น ผมก็ได้เขียนส่งไปโดยไม่ได้คิดว่าบทความของผมจะถูกคัดเลือกจากทั้งหมด 5,000 คน เหลือแค่ 10 คน แล้วยังต้องนัดสัมภาษณ์เพื่อคัดให้เหลือแค่ 4 คน ในวันเดียวกันทีมงานโทรศัพท์มาแสดงความยินดีกับผม (มาทราบทีหลังว่าคนๆนี้คือ คุณดวงดาว สุวรรณรังษี นักเขียนในดวงใจของผม) ที่ได้เป็น 1 ใน 4 ผู้โชคดี ที่จะได้ไปสำรวจชีวิตสัตว์ป่าในเคนยากับทางทีมงาน ผมดีใจมาก เพราะเคนยาเป็นประเทศหนึ่งที่ผมใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปดูสัตว์ แถมยังได้ไปกับนักเขียนที่ผมชื่นชอบและเคยติดตามผลงาน นอกจากพี่ดวงดาวแล้วก็ยังได้ไปกับอาจารย์ธรณ์ หรือดอกเตอร์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ได้มอบหนังสือ "เคนยา ซาฟารี" พร้อมลายเซ็นต์ แล้วก็ยังมีพี่ ชาตรี ศรีโอภาสอีกด้วย เมื่อกลับมาจากเคนยาแล้ว ผมรู้สึกว่าแอฟริกาเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของผมเลย ผมยังถวิลหากลิ่นอายของแอฟริกา ทุ่งหญ้าสะวันนาสีทองไม่เคยลืม

ในปีถัดมาผมก็ได้รับโทรศัพท์จากสถานีเคเบิ้ลทีวีชื่อดัง ที่ผมส่งขอความไปร่วมสนุกทายผลเกี่ยวกับแอฟริกา เจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาบอกผมว่าผมได้รับรางวัลเป็นแพ๊คเกจทัวร์ประเทศแทนซาเนียสองที่นั่งเป็นเวลา 7 วัน นึกไม่ถึงว่าผมจะถึงโชคดีกับแอฟริกาขนาดนี้ (หรือว่าผมจะเป็นชาวมาไซกลับชาติมาเกิด) ในปีนั้นผมมีโปรแกรมพาคุณพ่อไปเที่ยวเมืองจีน ผมเลยชวนคุณพ่อไปแทนซาเนียแทน แต่เมื่อดูจากโปรแกรมเราต้องเดินทางด้วยตัวเองทั้งหมด ขอวีซ่าเอง มีคนมารอรับที่สนามบิน นอนเต๊นท์ และระหว่างเดินทางเราเกรงเรื่องความปลอดภัย ส่วนตัวผมเองน่ะไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ผมเป็นห่วงคุณพ่อมากกว่า จึงจำเป็นต้องขอร้องให้เค้าช่วยเปลี่ยนโปรแกรมจ่ายค่าเดินทางไปจีนให้เราแทน ปีนั้นผมก็เลยอดไปแอฟริกา แต่ปีถัดมาคุณพ่อก็ชวนผมไปเที่ยวแอฟริกาใต้ แต่การท่องซาฟารีที่นั่น ไม่ได้ได้อรรถรสถึงครึ่งของการผจญภัยในเคนยาเลย ผมยังคงคิดถึงเคนยา ยังเฝ้ารอวันที่จะกลับไปช่วงฤดูอพยพ นั่งบอลลูนดูสัตว์ในเคนยาอีกครั้ง

ความใฝ่ฝันต่อไปในการท่องโลกกว้าง ผมยังคงไม่เปลี่ยนใจไปจากแอฟริกาง่ายๆ นอกจากเคนยา ผมยังอยากนั่งรถจี๊ปตะลุยปากปล่องภูเขาไฟโงรงโงโร อุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ ในประเทศแทนซาเนีย หรือไม่ก็ล่องเรือซาฟารีชมสัตว์ เที่ยวน้ำตกวิคทอเรีย ใน 3 ประเทศ คือซิมบับเว บอสวานา และแซมเบีย เยือนถิ่นลิงลีเมอร์ ที่หมู่เกาะมาดากัสการ์

นอกจากแอฟริกาก็อยากล่องแม่น้ำอะเมซอน ในทวีปอเมริกาใต้ เที่ยวชมหมู่เกาะกาลาปากอส ตามรอยชาร์ล ดาร์วิน ผมอยากไปประเทศที่ไปยากๆและไม่ค่อยมีคนเคยไป มีสัตว์และธรรมชาติให้ดูเยอะๆ
แล้วคุณผู้อ่านหล่ะครับ มีความฝันอะไรบ้าง ขอให้ทำตามความฝันให้เป็นจริงนะครับ




 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2552
4 comments
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2552 15:19:21 น.
Counter : 1453 Pageviews.

 
 
 
 
อยากไปแอฟริกาบ้างจัง ถ้าไปเองจะลำบากมั้ยครับ แล้วก็ค่าใช้จ่ายเยอะมั้ย ความปลอดภัยเป็นยังไง ตอนนี้หัดไปแถวๆนี้ก่อนน่ะครับผม
 
 

โดย: Prune วันที่: 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา:8:42:50 น.  

 
 
 
ตอบคำถามก่อน กลัวเนี่ย ความหมายว่ากลัวคนใช่ไหม?

ตอนแรกก็กังวล แต่พอมาจริง ๆ ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยไร้กังวลนะคะ คนดีคนร้ายปะปนกัน ไม่มีใครทราบ ^^

เดินทางแบบชาวบ้าน พักตามที่ไกด์บุ๊คแนะนำ สังเกตรอบข้างค่ะ แอฟริกายิ่งไกลเมืองยิ่งปลอดภัย

ไม่ทราบคุณเคยดู travel หนุ่มสาวจากฝรั่งเศสเดินเท้ารอบแอฟริกา ใช้เวลา 3 ปีไหมคะ เดาว่าคุณน่าจะชอบ ^^

สถานที่ึที่ึคุณว่ามา อุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ, น้ำตกวิคทอเรีย ฯลฯ ไปง่ายและสะดวกค่ะ ถ้าไม่เกี่ยงที่พัก อาหารการกินและการเดินทาง

ส่วนหมู่เกาะกาลาปากอส อันนี้ต้องมี pocket money เยอะหน่อย สำหรับชาวต่างชาติแพงมาก ๆ ค่ะ ทั้งตั๋วเครื่องบิน ค่าธรรมเนียม และที่พัก เราเองอยากไป ทั้งที่อยู่ใกล้นิดเดียวแต่ก็ต้องยกเลิกเพราะค่าใช้จ่ายนั่นแำหละ

สำหรับอเมซอน ถ้าึคุณชอบผจญภัย แนะนำว่าไป Pantanal ดีกว่า

เราก็เหมือนคุณ ชอบและหลงรักแอฟริกา เดือนที่นี่ให้อะไรเราหลายอย่าง คิดว่าต้องกลับมาอีกแน่นอน แต่คงไปโซนอื่น ๆ แทน ที่ต้องไปให้ได้คือนามิเบียค่ะ
 
 

โดย: ostojska วันที่: 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา:16:32:15 น.  

 
 
 
บินไปแถบนั้นรินไม่เคยเที่ยวเลยค่ะ .. แหะๆ ขอบคุณค่ะที่พาเที่ยว
 
 

โดย: xiao ye zi วันที่: 7 พฤศจิกายน 2552 เวลา:15:12:36 น.  

 
 
 
ยอดเยี่ยมเลยค่ะ เป็นอีกความฝันที่อยากมีโอกาสงี้บ้าง แวะเข้ามาเที่ยวค่ะ
 
 

โดย: LoveError (LoveError ) วันที่: 13 พฤศจิกายน 2552 เวลา:23:38:56 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Devilkae
 
Location :
ตาก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




กำลังศึกษาปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ แต่รักการถ่ายภาพการเขียน และการท่องเที่ยว อยากให้เพื่อนมีเวลาว่างๆมาจับกล้องถ่ายรูปกันครับ
[Add Devilkae's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com