เ ที่ ย ว ไ ป ต า ม ะ วั น
Group Blog
 
All blogs
 

Istanbul ในที่สุดก็มาจนได้ ! (8) จบแล้วจ้า

อังคารที่ เก้า พฤษภาคม สองห้าสี่เก้า (ต่อ)

จากโบสถ์เหล็กมุ่งหน้าไปโบสถ์อิฐ

…Adventure #16 – ผจญภัยในดงมุสลิม
จากโบสถ์บัลกาเรียน เราเดินย้อนกลับมาเล็กน้อย แล้วก็เดินขึ้นเขา มุ่งหน้าไปยังโบสถ์ที่เห็นลิบๆ อยู่บนยอด (นี่เป็นเขาลูกที่เท่าไหร่แล้วเนี่ยที่พวกเราเดินขึ้นมา) เราเดินผ่านเขตที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เขต Fatih นี่เป็นเขตที่อยู่ที่ขึ้นชื่อว่าคนเคร่งศาสนามากๆ ผู้หญิงต้องโพกหัวปกปิดร่างกายมิดชิด บางคนถึงกับแต่งชุดดำทั้งชุด ผิดกับคนอิสตันบูลทั่วไปที่ค่อนข้างจะมีชีวิตทันสมัยหน่อย พวกเราเดินไปก็รู้สึกเป็นตัวประหลาด รีบเอาเสื้อแจ๊กเก็ตมาใส่แทบไม่ทัน

ดีนะเนี่ยที่มาแถบนี้ ได้เห็นชีวิตชาวบ้านจริงๆ ถ้ามากับทัวร์ทั่วไปคงไม่ได้มาเห็นชีวิตคนที่นี่แบบนี้ แต่นี่เรามากับทัวร์ Barış เลยได้เซอร์วิสพิเศษ ที่หัวหน้าทัวร์สารภาพว่าตัวเองก็ไม่เคยมา Zone นี้เหมือนกัน ยังรู้สึกหนาวๆ อยู่ เดินไปทางไหนก็เจอแต่คนพูดภาษาอารบิก ที่เพื่อนเราก็ยังฟังไม่ออก

พวกเราพิศวงงงงวยกับการตากผ้าของคนที่นี่มาก ระหว่างเดินขึ้นเขานี่ เดินลอดใต้ผ้าที่ชาวบ้านตากไม่รู้กี่ราว คือเค้าตากผ้ากันข้ามตึกง่ะ มันจะมีรอกไว้สาวเสื้อออกไปตากห้อยอยู่กลางอากาศ ถ้าเพื่อนบ้านอยากได้เสื้อตัวไหน แค่สาวรอกก็เก็บเสื้อไปได้เลย

Istanbul 710
- ชีวิตชาวบ้านแท้ๆ -


Istanbul 713
- โปรดสังเกตการตากผ้าข้ามตึก -


เราเดินมาถึงโบสถ์อีกแห่ง The Greek Orthodox Patriarchate ที่เดิมทีตั้งใจจะตั้งเป็นศูนย์กลางศาสนาคริสต์นิกายกรีกออโธดอกซ์ เหมือนที่นครวาติกันที่โรมเป็นศูนย์กลางศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคธอลิก แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากรัฐบาลไม่สนับสนุน พระเจ้าก็คงไม่เป็นใจเหมือนกัน เพราะพวกเราเดินวนอยู่รอบนอกโบสถ์จนรอบแล้วก็ยังหาทางเข้าไม่เจอ เล่นเอาจ๋อย จะถามใครก็ฟังไม่รู้เรื่อง

Istanbul 718
- มาถึงแล้วโบสถ์นิกาย Orthodox ที่หาทางเข้าไม่เจอ -


Istanbul 720
- โบสถ์ออโธดอกซ์อีกซักรูป -


ที่เราบอกว่าโชคดีที่ได้เที่ยวถิ่นนี้ เพราะทัวร์ไหนก็ไม่มีทางพามาน่ะ เริ่มเปลี่ยนใจแล้ว ก็หัวหน้าทัวร์เราเริ่มก๊ง หาทางเข้าโบสถ์ก็ไม่เจอ สื่อสารกับชาวบ้านก็ไม่รู้เรื่อง แถมยังหาทางกลับลงเขาไม่ได้อีก เริ่มเดินเริ่มมั่ว ไกด์สารภาพ ว่าตัวเองก็เคยมาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน

อ่ะ นั่นแน่ะ มีสามสาวเดินมา เป็นแม่หนึ่ง กับลูกสาววัยสะรุ่นหน้าตาสะสวยสองคน (ขนาดโพกผ้าคลุมตัว เห็นแต่หน้านะเนี่ย ยังเห็นว่าสวยขนาดนี้) Barış เดินดิ๊กดิ๊ก เข้าไปถามทางออกจากเขาวงกตทันที และด้วยสัญชาติญาณ...แน่น้อน...เพื่อนเราเข้าไปถามสาวน้อยแสนสวย

แล้วก็แน่นอน...คุณแม่ตอบแทนแบบหวงลูกสาว รีบกันคุณลูกไปแอบอยู่ด้านหลัง

ก็รู้ทั้งรู้ว่าคนแถบนี้ Conservative !

เราเดินลงไปตามทางที่คุณแม่บอก ผ่านโรงเรียน ผ่านร้านค้า ตลาดสด ตลาดนัด มีของขายเต็มไปหมด พริกหยวก พริกหวาน เห็ดเหิ่ด ผักเผิ่ก ผลไม้ มะกอก สดๆ ทั้งนั้น มีเครื่องใช้ ของใช้กระจุกกระจิกขายเหมือนตลาดนัดบ้านเรา พี่ตาโตสอยแก้วชาแบบตุรกีมาได้สมใจ หลังจากเสาะหาแก้วชา (ถูกๆ) มาหลายวัน

แล้วในที่สุดเราก็เดินมาถึงถนนใหญ่


…Adventure #17 – เดิน เดิ๊น เดิน เดิน เดิน
หัวข้อก็บอกแล้วว่าเดิน เราเดินโผล่มาเลยโบสถ์เหล็กบัลกาเรียนมาอีก จุดหมายคือเดินมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเรื่อยๆ จนถึงเขต Eyüp สุด Golden Horn โน่น (กลับไปดูแผนที่อิสตันบูลในตอน Istanbul 1 ได้นะ แผนที่เหลืองๆ น่ะ) เราเดินจากเขต Fatih จนถึง Eyüp เห็นมั้ยว่าไกลโคตรโคตร !

โอย...คุณเอ้ย ไม่คิดเลยว่ามันจะไกลขนาดนี้ แล้วคิดดูอากาศก็(โคตร)ร้อน แดดเปรี้ยงเลย เดินจนเหงื่อตกก็มาถึงกำแพงเมืองเก่า (ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย ขอบอก) เราแวะเข้าไปโผล่ดูหลังกำแพงนิดนึง มันเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ มีที่สำหรับสวดมนต์ของชาวมุสลิมอยู่ Barış บอกให้พวกเราเข้าไปดู ปรากฏว่าที่เค้าเข้าไปไหว้ๆ กันน่ะเป็นโลงศพของใครก็ไม่รู้ เรากับพี่โตมองหน้ากัน แล้วก็บอก Barış ว่า ...“หึ ไม่เข้าดีกว่า”

Istanbul 724
- กำแพงเมืองเก่า -


พวกเราเดินกันต่อ ผ่านใต้สะพานข้าม Golden Horn (สามารถเห็นได้ในแผนที่นะจ๊ะ) เดิน เดิ๊น เดิน จนเราเริ่มหมดแรงคอนแฟลกตอนเช้า คนอื่นคงยังพอมีแรงเพราะเพิ่งทานกันมา (พี่ตาโตแย่งพี่บูกิน Kebab ไปหน่อยนึง) ก่อนที่ดาวจะเป็นลม ก็ได้มาพักร้อน เดินผ่านชุมนุมชน มาที่มัสยิด วันนี้ไม่โบสถ์ ก็มัสยิดแหละ โบสถ์ เอ้ย...มัสยิดนี้ชื่อ Eyüp Sultan Mosque เป็นมัสยิดใหญ่ เต็มไปด้วยผู้คน มีต้นไม้ใหญ่อยู่ตรงกลางร่มรื่น จะเข้าข้างในก็ต้องถอดรองเท้าโพกหัวตามระเบียบ ข้างในมัสยิดมีโลงศพอีกแล้ว แต่โลงนี้ประดับประดาสวยงาม ทองอร่าม คนเข้าไปเคารพกันใหญ่ ไม่รู้เป็นศพใคร รีบออกดีกว่า ไม่ค่อยจรรโลงใจเลย

ยั้งงงง...การเดินของเรายังไม่จบแค่นี้นะคะพี่น้อง จุดมุ่งหมายคือ Eyüp โป้นโน่น เห็นร้านอาหารอยู่บนเขาลิบๆ เราเริ่มมีกำลังใจเดิน ก้าวซ้าย...อาหาร ก้าวขวา...อาหาร เราเดินผ่านสุสานมาจนถึงสถานีกระเช้าไฟฟ้า

“จะเดินขึ้นหรือจะนั่งกระเช้า” Barış หันมาถาม
“กระเช้าเด่ะ” ถามได้ เดินขาลากมาป่านนี้ จะให้ตะกายขึ้นเขารึยังไง

ถึงข้างบนไม่พูดพล่ามทำเพลงหรือถ่ายร่งถ่ายรูปอะไรทั้งนั้น ข้าพเจ้าขอจับจองโต๊ะนั่งก่อนเลย เปิดดูเมนู...อ้าวเวร..มีแต่ชากับกาแฟ

“ว่าไงล่ะพี่ จะรับชาตุรกี หรือกาแฟตุรกีคะ”
“ชาาาาา” ต่างก็เข็ดมากับ Turkish coffee กันถ้วนหน้า
“รู้ป่าว ว่าที่ตุรกีเนี่ย เค้าดูดวงจากถ้วยกาแฟกัน” Barış พูดขึ้นมา
“ทำไงน่ะ” เคยได้ยินมาเหมือนกัน แต่ไม่รู้เค้าทำกันอีท่าไหน
“สั่งกาแฟดิ เดี๋ยวดูดวงให้” เคยได้ยินมาเหมือนกัน แต่ไม่รู้เค้าทำกันอีท่าไหน
“เราเคยลองกาแฟแล้วอ่ะ แต่เอาชาดีกว่านะ” ก็กาแฟมันข้นอย่างกับโคลน ทุกคนเลยมั่นคงอยู่กับชา
“งั้นเดี๋ยวไอสั่งกาแฟเองก็ได้” Barış จำต้องเสียสละ

วิวจากร้านนี่สวยมากมาก (ถ้าไม่รวมว่าเห็นฮวงซุ้ยขาวๆ อยู่ด้านล่างอ่ะนะ) เห็นทะเล Marmara กับฝั่งทวีปเอเชียอยู่ลิบๆ โห นี่เราเดินมาไกลขนาดนี้เลยหรือนี่

Istanbul 725
- วิวจากยอด Eyüp เนินทางซ้ายมือคือ Taksim ส่วนขวามือลิบๆ คือ Eminönü

เราเดินมาได้ไกลขนาดนี้ได้ไงเนี่ย -


Istanbul 726
- Golden Horn สุดแค่นี้แหละ -


เรานั่งจิบชา ดื่มด่ำกับบรรยากาศไปเรื่อยๆ (เราแอบเอาช็อกโกแลตในกระเป๋ามาทานจนหมดแท่ง เพิ่มน้ำตาลในเลือด ก่อนจะตัวสั่นด้วยความหิว) โอ้..ค่อยยังชั่ว Barış ดื่มกาแฟจนดื่มไม่ได้อีก (ไม่ได้ดื่มจนหมดนะ ก็บอกแล้วว่ามันข้นคลั่ก) ก็จัดแจงคว่ำถ้วยลงบนจานรอง เทคนิคการคว่ำคือต้องหมุนถ้วยออกนอกตัว (เอ หรือหมุนเข้าตัวหว่า จำไม่ค่อยได้แล้วอ่ะ) นั่นแหละ..แล้วเราก็นั่งรอการทำนายอยู่นานมากกกก...นานจนลูกค้าต้องสั่งชามาอีกคนละถ้วย


…Adventure #18 – จะไป Airport ยังไงน้อ ?
กริ๊งงงง....เสียงโทรศัพท์มือถือของ Barış ดังขึ้น (จริงๆ แล้วเสียงมันทันสมัยกว่านี้นะ)
“อ้าว ว่าไง Aylin” อ๊ะ Aylin โทรมาเหรอ
“อืม....Eyüp…ดาว....อือ...Sabiha Gökçen….อือ อือ....Taksim...oh อือ ok…bye” จับความได้เท่านี้อ่ะ เพราะฟังไม่ออก

“เออ เกิดอะไรขึ้นในโลกเหรอเพื่อน” เล่าให้ฟังหน่อยดิ
“เพื่อนยูบอกว่าเดี๋ยวจะมาหา นัดกันแล้วอีกสักพักเราไปเจอกันที่ Taksim” เย้ จะได้เจอ Aylin อีกครั้ง ก่อนกลับ
“ไอเล่าให้ Aylin ฟังด้วยว่าไม่มีรถไปสนามบิน เค้าเลยบอกว่าเดี๋ยวเค้าจะลองถามท่ารถแถวบ้านดู มันมีท่ารถของไอ้บริษัทรถเมื่อกี้แหละ แล้วถ้ามีรถบัส เค้าก็จะไปส่งที่ท่ารถให้”
เย้...ดีใจกว่าที่จะได้เจอ Aylin อีก
“อ้าว แล้วถ้าเกิดไม่มีรถล่ะ”
“เค้าก็จะไปส่งแถวบ้านเค้านั่นแหละ อีกไม่ไกลก็ถึง Airport แล้ว” เย้...ค่อยยังชั่ว ประหยัดค่ารถไปได้ตั้งเยอะแน่ะ

ในที่สุด ก็โชคดี (ในความซวย) มีราชรถมาเกย แล้วไอ้กาแฟยูเนี่ยมันไปถึงไหนแล้วล่ะ ??
“เออ จริงด้วย ลืมไปเลย” Barış หงายถ้วยกาแฟขึ้นมา (จำไม่ได้อีกง่ะ ว่าหมุนออกนอกตัวหรือเข้าหาตัว)

กากกาแฟส่วนใหญ่ค้างอยู่บนจานรอง เหลือคราบกาแฟดำๆ ขาวๆ อยู่ในถ้วย ว่าแล้วเพื่อนก็เริ่มทำการพยากรณ์ชะตาชีวิตของตัวเอง
“จริงๆ แล้วเค้าไม่ดูดวงให้ตัวเองนะ แต่ไอจะลองดู”
“ดูดิ แถบนี้สะอาดเชียว แสดงว่าเราเป็นคนจิตใจสะอาด” โห ประโยคแรกก็เชื่อจัง....มั่วชัดๆ
“อะไร ไม่เชื่อเหรอ นี่ไง ถ้วยด้านนี้ไม่มีคราบเลย” Barış ยังยืนกรานว่าตัวเองเป็นคนบริสุทธิ์ (ใจน่ะ อย่าคิดเป็นอย่างอื่นไป)

“เอาเหอะ แล้วไงต่อ”
“เนี่ย ในอนาคตเราจะได้เดินทางไปทวีปแอฟริกา” อะไรกันวะ ทำนายแต่ละอย่าง น่าเชื่อทั้งน้านนน
“นี่ไง ไม่เห็นเหรอ แผนที่ทวีปแอฟริกา” เออ จริง มันเป็นแผนที่แอฟริกาจริงๆ เปนปายด้ายงายเนี่ย

“นี่ตรงนี้เหมือนภูเขาไฟ” ถัดมาจากทวีปแอฟริกา คราบกาแฟเป็นรูปดำๆ เหมือนภูเขา ตรงกลางมีเส้นขาว เหมือนลาวา
“ภูเขาไฟกำลังจะปะทุแล้ว นี่เห็นป่าวมีควันๆ อยู่ข้างบนด้วย” คงเหมือนเพื่อนเราตอนนี้มั้ง ที่เริ่มจะทนพวกเราไม่ได้
“เอ่อ คือว่าเราจ่ายตังค์แล้วกลับกันเถอะ นัด Aylin ไว้กี่โมงนะ” เราก็ทนฟังเพื่อนทำนายอนาคตตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ท่าจะมั่ว


…Adventure #19 – โรแมนติกกลางป่าช้า
สี่โมงกว่า เราจ่ายตังค์แล้วก็ตัดสินใจเดินลง แทนที่จะขึ้นกระเช้า ก่อนลงเราก็ถ่ายรูปกันตามธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวเอเชียตรงจุดชมวิว (แปลว่าถ่ายรูปกันยกใหญ่) สุสานที่นี่ใหญ่โตกินเนื้อที่ทั้งเขา จัดเป็นบล็อกอย่างมีระเบียบ ทุกบล็อกถูกจับจองหมด แทบจะไม่มีที่ว่าง เราเดินลัดเลาะป่าช้าลงมา แดดร่มลมตก โรแมนติกยังไงพิกล แต่เดินยังไงก็ไม่พ้นหลุมศพซะที

…Adventure #20 – ผจญภัยอีกแล้วจ้า
พอลงมาถึงข้างล่าง จะเดินก็ไม่ไหว จะเรียกแท็กซี่ก็ผิดคอนเซ็ปต์การเดินทางวันนี้ เดี๋ยวจะลำบากไม่พอ ในที่สุดเราก็ตกลงกันว่าจะลองขึ้นรถเมล์เข้าเมืองดู

เรายืนรอรถเมล์อยู่ที่สามแยก รอ ร้อ รอ รถเมล์ที่จะขึ้นก็ไม่มา รถก็ติดเล็กน้อยถึงปานกลาง แล้วเราก็เห็นรถเมล์คันที่ต้องการวิ่งมาจากถนนข้างๆ ผ่านหน้าเราไป แป่วววว...รอผิดป้าย เรารีบกลับตัวกลับใจข้ามถนนไปรอรถอีกแยกนึง แล้วเมื่อไหร่อีกคันจะมาเนี่ย รถเมล์เบอร์อื่นมา Barış ยื่นหน้าเข้าไปถามคนขับ ปรากฏว่ารถคันนี้ไม่ผ่านป้ายที่เราจะไป ในที่สุดรถเมล์ที่ต้องการก็มา เราต่อแถวขึ้นรถ ตั๋วที่นี่เป็นตั๋วแม่เหล็กเล็กๆ กลมๆ มีด้าม ต้องคอยเติมเงินเหมือนบัตรโทรศัพท์ Barış ใช้เป็นพวงกุญแจ ก่อนขึ้นต้องเอาชิปนี่ไปนาบกับตัวอ่านข้างคนขับ

ตึ้ด...ตึ้ด...ตึ้ด...ตึ้ด...

เพื่อนกดไป 4 ตึ้ดสำหรับ 4 คน ถ้าคนไม่รู้จะทำไงเนี่ย ถ้าเรามากันเองคงเสร่อแป๊ะ ทำอะไรไม่ถูก ที่ป้ายรถเมล์ก็ไม่มีที่ซื้อตั๋ว ในรถก็ไม่มีตู้กด คนขับก็ไม่ขายตั๋ว แถมไม่มีกระเป๋ารถเมล์คอยเคาะกระบอกเก็บตังค์ผู้โดยสารด้วย ด้วยความงง เราเลยแย่งที่นั่งกับชาวบ้านไม่ทัน ต้องยืนโหนรถเมล์ต่อไป

ระหว่างทางมีหญิงสาวขึ้นรถมา เธอไม่มีตั๋วชิป เลยเดินถามผู้โดยสารคนอื่นว่ามีตั๋วมั้ย แล้วเธอก็เอาตั๋วเค้าไปกดตึ้ด พร้อมให้เงินเจ้าของตั๋ว ...อ้อ เค้าทำกันอย่างนี้นี่เอง...

พวกเราเหนื่อยอ่อนจากการเดินมาทั้งวัน พี่ตาโตแทบจะหลับทั้งยืน โชคดีที่มีคนลงรถบ้างระหว่างทาง พี่โตเลยมีบุญได้นั่งหลับ

เวลาหกโมงครึ่ง เราลงรถที่ Taksim แล้วก็เจอ Aylin อยู่หน้าร้านข้าวแกง (เรียกซะ) ที่เราฝากท้องไว้เมื่อวาน โห...ได้พักจากพวกเราไปหนึ่งวัน หน้าตาสดใสสวยปิ๊งมาเชียว นั่นแน่ ตัดผมมาใหม่ซะด้วย ไม่เหมือน Barış ที่หน้าตาเริ่มทรุดโทรม แล้วเราก็แนะนำ Aylin กับ Barış ให้รู้จักกัน เสียดายที่ทั้งคู่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว เราเลยอดทำตัวเป็นศิราณีเลย ทั้งสองทักทายกันหอมปากหอมคอ (อันนี้เป็นสำนวน แปลว่าทักทายกันพอเป็นพิธี ไม่ได้มีการหอมปากหอมคอติดเรทแต่อย่างใด) แล้วเราก็เดินเข้าร้านอาหารถัดไป ร้านนี้เป็นร้านอาหารแบบกริล อยากใด้เมนูไหนก็ชี้เอา แล้วเค้าจะไปย่างมาให้ เราเลือกสั่ง Aubergine เผาของชอบ อร่อยดี Aylin กับ Barış คุยกันอย่างเมามัน เหมือนรู้จักกันมาแรมปี Topic คงไม่พ้นนินทาพวกเราว่าเป็นตัวซวยขนาดไหน ทำให้เพื่อนลำบากสารพัด

ข่าวดีก็คือมีรถไปแอร์พอร์ตจากออฟฟิศใกล้บ้าน Aylin เดี๋ยว Aylin จะไปส่ง รถจะออกประมาณตีหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะมีเวลาเถลไถลได้เล็กน้อย หลังจากอิ่มหนำสำราญ (เพื่อนคงจะสำราญจริงๆ เพราะไอ้สามตัวนี้จะกลับแล้ว) เราก็เป็นอันต้องลาจากเพื่อนรัก ปล่อยให้เพื่อนไปสบาย พวกเราขอบคุณ Barış ที่ยอมสละความสุขส่วนตนเพื่อส่วนรวม รับรองผลบุญนี้ต้องส่งให้เพื่อนได้งานในไม่ช้าแน่นอน (ข่าวอัพเดทร้อนๆ Barış ส่งเมลล์มาบอกเมื่อไม่กี่วันนี้ ว่าตนได้งานทำเป็นอันเรียบร้อย สาธุ)

Aylin พาพวกเราไปแวะชมวิวเมืองอิสตันบูลยามค่ำคืนที่ Ulus Park มองเห็นสะพาน Bosphorus วิวสวยสุดๆ ยังกับอยู่ซานฟรานซิสโก ติดอยู่ที่ดันมีมัสยิดเปิดไฟสว่างไสวอยู่ข้างๆ พวกเราถ่ายรูปกันกระหน่ำ หนุกหนาน ไม่ยอมกลับ จนเพื่อนต้องบอกว่าถ้าไม่กลับ จะทิ้งให้อยู่ที่นี่ พวกเราเลยจำใจกลับขึ้นรถ ก่อนกลับ Aylin มีของฝากเล็กๆ น้อยๆ ให้เรากับพี่ตาโตด้วย น่ารักจริงๆ

Istanbul 744
- วิวจากสวน สวยมั้ยล่ะ -


Istanbul 755
- โรงเรียนราชนาวีที่เคยเห็นท่ามกลางพายุลูกเห็บ -


Istanbul 763
- San Francisco & มัสยิด -


แล้ว Aylin ก็พาเรามาปล่อยที่ท่ารถ เพื่อนทำท่าจะรออยู่ด้วยจนกว่ารถจะออก แต่พวกเรารีบบอกว่า ไม่ต้อง...แค่พาเรามาส่งถึงนี่ก็เป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว เพื่อนเลยยอมกลับไป จากนั้นพวกเราก็กลายเป็นสามกะเหรี่ยงนั่งเด๋ออยู่ที่ออฟฟิศที่มีพนักงานชายนั่งอยู่ 2 คน ต้องรอตั้งเกือบ 3 ชั่วโมงแน่ะ กว่ารถจะออกก็ตีหนึ่ง ใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมง เครื่องบินออกตอนตีสามกว่า พวกเราไม่มีอะไรทำเลยไปซื้อถั่วที่ซุปเปอร์ฝั่งตรงข้ามมานั่งกินเล่นฆ่าเวลา พนักงานคงสมเพชพวกเราเลยเอาชามาให้ดื่มแก้เซ็งด้วย

และแล้วรถก็มา รถบัสทั้งคันมีผู้โดยสารอยู่ 3 คนนี่แหละ โถ โถ...มันจะคุ้มมั้ยเนี่ย แล้วเราก็มาถึงสนามบินโดยสวัสดิภาพ เที่ยวบินกลับก็ราบรื่นดี แค่ไม่ได้นอนเท่านั้นเอง แถมไปถึงมิวนิคตอนตีห้ากว่า (เวลาถอยหลัง 1 ชั่วโมง) กว่าจะกลับถึงบ้านก็หกโมงกว่า ได้นอนชั่วโมงกว่า ก็ต้องตื่นเอาตัวไปทำงาน (สมองไม่ไปทำงานด้วย) พี่ตาโตโชคดีได้ลาต่ออีก 1 วัน ชีวิตเลยไม่ลำบากเหมือนเรา

สรุปแล้วทริปนี้ก็จบลงอย่างสวัสดิภาพเจ้า...แถมยังโชคดีที่เพื่อนทั้งสองยังไม่ตัดญาติขาดมิตร (ถ้ากลับไปอีกทีก็ไม่แน่)

มาติดตามกันคราวหน้านะ ทริปหน้าผจญภัยมากกว่านี้อีก พลาดไม่ได้เด็ดเด็ด !!




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2549    
Last Update : 21 สิงหาคม 2549 22:37:20 น.
Counter : 573 Pageviews.  

Istanbul ในที่สุดก็มาจนได้ ! (7)

อังคารที่ เก้า พฤษภาคม สองห้าสี่เก้า

วันสุดท้ายซะแล้ว เราสะลึมสะลือตื่นมาเก้าโมงครึ่ง ก็ด้วยความงกอีกนั่นแหละ อาหารเช้าโรงแรมเสิร์ฟถึงแค่สิบโมงนิ พี่ตาโตบอกว่าให้ลงไปก่อนเลย ไม่ต้องห่วงแล้วก็หลับต่อ ส่วนพี่บูไม่ต้องพูดถึง หลับไม่มีตื่น

…Adventure #12 – ปล่อยให้สาวสวยอยู่คนเดียวได้อย่างไร !!
เรามานั่งตาแดงทานบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าอยู่คนเดียว บ๋อยก็เข้ามาเสิร์ฟน้ำชา ทานไปทานมาก็มาเสิร์ฟชาอีกแล้ว เอ๊ะ ยังไง สักพักบ๋อยก็เข้ามาคุยด้วย ถามว่าเรามาจากไหน แล้วก็ถามชื่อ...เอ แต่จากบทเรียนจากตุรกีคราวที่แล้ว เราปฏิญาณตนไว้แล้วนิ ว่าจะไม่เอ่ยนามให้กับ(บ๋อย)หนุ่มใดอีก... ก็คราวก่อน บ๋อยถามชื่อเสร็จ ก็เอาชื่อไปหาเบอร์ห้อง แล้วขึ้นไปเช็คของในตู้เย็นในห้องเฉยเลย ทำเอา Carrie เพื่อนอเมริกันของเราแทบสติแตก นึกว่าโดนขโมยเงิน (ตอนนี้อ่านได้จาก Adventurous West Turkey (& Istanbul?) ! (1) นะจ๊ะ)

แต่มาคิดมาคิดไป คิดไปคิดมาถ้าไม่บอกชื่อเดี๋ยวจะอดดื่มชาอีก แล้วพี่บูก็ยังนอนอยู่ข้างบนด้วย ถ้าบ๋อยเปิดเข้าไปคงต๊กกะใจ ก็เลยบอกชื่อไป (ตามมารยาท) บ๋อยก็บอกชื่อตัวเองกลับมา แต่ก็นั่นแหละ...จำไม่ได้ เค้าเล่าว่าเค้ามาจากเมือง Antalya (เหมือน Barış เลย)

แล้วพี่ตาโตก็มาขัดจังหวะการสนทนาของเรา (อีกแล้ว) พี่มาได้จังหวะดีตามเคย อีก 5 นาทีเค้าก็จะเก็บอาหารหมดแล้วพี่ รีบตักเข้า พี่ตาโตบอกว่าพี่บูชาขอบาย ขุดจากเตียงไม่ขึ้น ระหว่างรอเราส่ง SMS หา Barış ให้มาหาที่โรงแรมตอนเที่ยง เพราะถ้าไปที่วังจะไปลำบาก Barış ก็ต้องเดินจากบ้านไปเหมือนกัน ถ้ามาหาเราที่โรงแรมจะได้นั่งรถไฟใต้ดินมาแค่ 2 ป้าย (เป็นไงล่ะ เหตุผลเหมือนห่วงเพื่อน จริงๆ คือขี้เกียจเดิน ที่สำคัญขี้เกียจเสียตังค์ค่าเข้าวัง)

ทานอาหารเช้าเรียบร้อย เราก็กลับขึ้นห้องไปสลบต่อ (ตื่นมาเพื่อกินจริงๆ) กว่าพี่บูจะเรียบร้อย (อีกนัยนึงคือ กว่าเราจะฟื้น) ก็เกือบเที่ยง เราเก็บข้าวของมาเช็คเอ้าท์ข้างล่าง ฝากของที่โรงแรม แล้วก็เหลือแต่รอเพื่อน แต่รอไปเถอะ…

Barış อยู่ไหนเนี่ย เที่ยงกว่าเข้าไปแล้ว เราจึงตัดสินใจส่ง SMS ไปถาม ว่าตกลงจะมามั้ย หรือจะให้พวกเราไปเจอที่ไหน ไม่นานก็ได้ข้อความกลับมาว่า เพิ่งเห็นข้อความของเรา ให้รออีก 20 นาที เดี๋ยวถึง ...ให้มันได้อย่างงี้สิเพื่อน... เราจึงตัดสินใจไปเดินรอบๆ ดูเวลาขึ้นรถบัสไปสนามบินที่ท่ารถใกล้ๆ โรงแรมที่ Aylin ชี้ให้ดูเมื่อวันก่อน


…Adventure #13 – No Bus to Airport !!
ไปถึงป้ายจอดรถ เห็นออฟฟิศบริษัทรถอยู่ทั้งสองฝั่งถนน เท่าที่เพื่อนบอกมาคือ ฝั่งตรงข้ามจะเป็นรถไปสนามบิน Atatürk ที่อยู่ฝั่งยุโรป ส่วนฝั่งโรงแรมนี่จะไปสนามบิน Sabiha Gökçen ฝั่งเอเชียที่เราต้องไป ทั้งๆ ที่อ่านภาษาตุรกีไม่ออก พวกเรายังรู้สึกได้ว่า ออฟฟิศมัน “ปิด” มีป้ายกระดาษแปะภาษาตุรกีกับเยอรมันอยู่หน้าออฟฟิศว่ามีเที่ยวรถไปสนามบินวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์เพื่อไปสายการบิน Germanwings แต่พวกเราจะไปสายการบิน Condor นี่นา วันนี้ก็วันอังคาร เอ...หรือเค้าจะหมายความว่าเป็นวันพุธ เพราะเที่ยวบินเราออกตอนตี 3 รถออกตี 1 มันก็เป็นวันพุธแล้วนา พวกเรายังพยายามมองโลกในแง่ดี ลองกดออดดู เผื่อจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ จะได้ถามให้รู้เรื่อง ปรากฏว่า มีพนักงานอยู่จริงๆ แต่เป็นพนักงานทำความสะอาด คุณลุงแก่ๆ ออกมาแง้มประตู พร้อมพูดภาษาตุรกีเป็นชุด เล่นเอางง เดี๋ยวก่อนนะลุง ขอกลับไปตั้งหลัก เอาเพื่อนมาเป็นเกราะกำบังก่อนนะ พวกเราถอยออกมา แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่จากภาษาใบ้ที่เราพยายามสื่อสารกันแล้ว ตีความได้ว่าวันนี้ไม่มีรถ แต่พวกเรายังคงมองโลกในแง่ดี ไม่มั้ง...เข้าใจผิดมั้ง...เดี๋ยวรอ Barış ให้มาคุยให้แล้วกัน

เราเดินกลับมาที่โรงแรม ระหว่างทางมีเอเจนซี่ทัวร์หลายเจ้า แปะป้ายหน้าร้านว่ามีรถไปสนามบิน เราเลยแวะเข้าไปถามซะหน่อยว่ามีรถไปสนามบินเขตกันดารของพวกเรามั้ย ไอ้พนักงานก็ทำเป็นโทรไปเช็คกับรถว่าว่างมั้ย แล้วก็บอกให้เรารอ สักพักอีกฝ่ายก็โทรกลับมา บอกว่าว่างพอดีเลย คิดค่าโดยสารคนละ 20 Lire เท่านั้น (รถว่างถ้าเรายอมจ่ายตังค์อ่ะเด่ะ) แถมยังไซโคพวกเราอีกนะ ว่านั่งแท็กซี่ไปน่ะ 60-80 Lire เชียวนะ แถมหลังเที่ยงคืนรถแท็กซี่จะคิดอีกเรท แพงขึ้นไปอีก เฮอะ...คิดเรอะว่าจะได้ตังค์จากกระเป๋าพวกเราน่ะ

แล้วเราก็ได้ SMS จาก Barış ว่าให้ไปเจอกันที่สถานีรถไฟใต้ดิน Taksim พวกเราที่อุตส่าห์เดินกลับโรงแรมเลยต้องเดินออกมาใหม่ ต้องเดินข้ามถนนสามตลบไปที่สถานีที่อยู่กลางวงเวียน แล้วทำไมสถานีรถไฟใต้ดินต้องอยู่ในวงเวียนด้วยล่ะ ?? พวกเรายืนรออยู่ปากทางออกบนพื้นดิน รอจนตัวเกรียม เนื่องจากแดดแรงมาก แหม...พอวันที่เราจะกลับเนี่ย แดดดีเชียว พยากรณ์อากาศบอกว่าอากาศจะดีขึ้นเรื่อยๆ อุ่นขึ้นด้วย ตอนที่เราไปนั่นอุณหภูมิประมาณ 10-15 องศา ยังค่อนข้างต่ำไปซะหน่อยสำหรับหน้าร้อน

“มันมีทางออกทางอื่นมั้ยเนี่ย รอตั้งนานแล้ว เพื่อนไม่เห็นมาเลย”
“เท่าที่เห็นเนี่ย ไม่มีแล้วนา มันก็มีแต่ที่นี่ กลางวงเวียนนี่แหละ” พี่โตว่า
“งั้นดาวลงไปดูข้างล่างนะ เผื่อ Barış จะรออยู่ข้างล่าง” เสนอตัวเหมือนเป็นคนดี แต่จริงๆ จะไปหลบแดด

เราวิ่งไปข้างล่าง...ไม่มี ลงไปอีกชั้น...ก็ไม่มี ไอ้เพื่อนบ้ามันอยู่ไหนนี่ ไหนว่าจะมาใน 20 นาที นี่ปาไปจะชั่วโมงแล้ว คิดดูดิ เราไปบริษัทรถโค้ชไปแอร์พอร์ตมาก็แล้ว ไปเอเจนซี่ทัวร์ก็แล้ว แล้วมายืนรอกลางวงเวียนก็แล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววเพื่อนรัก แต่เรายังยืนหลบแดดอยู่ข้างล่าง ไม่ยอมขึ้นไปส่งข่าวด้านบนว่าข้างล่างยังไม่เจอ จนพี่โตลงมาหลบแดดเป็นเพื่อน สักพักพี่บูจึงเดินหน้าเกรียมลงมาตาม มี Barış เดินตามมาด้านหลัง เคี้ยวตุ้ยๆ เพิ่งทานขนมปังมาใหม่ เพื่อนบอกว่าตอนมาไม่เห็นใครเลยไปซื้อขนมปังรองท้อง โถ...พี่บูอุตส่าห์หิ้วท้องรอ มันมาถึงตอนไหนเนี่ย...

แล้วทำไมสถานีรถไฟใต้ดินต้องอยู่กลางวงเวียนด้วยล่ะ ?? คำถามนี้ยังค้างอยู่ในใจ ถามเพื่อน เพื่อนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทางออกไม่ยักกะอยู่บนฝั่งถนน ปกติทั่วไปทางออกรถไฟใต้ดินจะมีอยู่สองฝั่งถนนใช่มั้ย นี่มันดันมาอยู่กลางวงเวียน ต้องให้คนข้ามถนนเสี่ยงตายมาตรงกลาง ทำให้รถติดเข้าไปอีก ตรงกลางวงเวียนก็ใช่ว่าจะมีร้านค้าที่ถ้าคนมาขึ้นตรงกลางแล้วจะทำให้ร้านมีรายได้เพิ่ม เหตุผลที่พอคิดออกและน่าจะเป็นไปได้ก็คงเพราะรัฐหมดงบสร้างทางออกหลายทาง เลยทำมันทางเดียวกลางวงเวียนซะเลย เพราะถ้าจะทำทางออกที่ฟุตบาธคงต้องทำหลายทาง เนื่องจากตรงนี้มันเป็นสแควร์


…Adventure #14 – เพื่อนเปื่อยไปอีกหนึ่ง
แทนที่เราจะได้ออกตะลุยเมืองกันต่อ เราต้องขอให้เพื่อนมาเป็นล่ามหาข้อมูลเรื่องรถไปสนามบินให้ก่อน แหม..Aylin นะ Aylin อุตส่าห์หาข้อมูลให้เราเสร็จเรียบร้อยว่ามีรถโค้ชจากในเมืองไปแอร์พอร์ต ราคาคนละไม่เกิน 10 Lire แต่ดันไม่บอกว่าวันอังคารน่ะ รถไม่วิ่ง

นึกออกใช่มั้ย ใช่แล้ว เราต้องข้ามถนนอีกสามตลบกลับไปฝั่งโรงแรมอีก ไปถึงออฟฟิศรถแอร์พอร์ตก็ได้ความว่าไม่มีรถจริงๆ เราลองข้ามไปถามออฟฟิศฝั่งตรงข้ามดู ปรากฏว่าก็ไม่มีรถเช่นกัน เอาไงเอากัน งั้นก็นั่งแท็กซี่ก็ได้ Barış บอกว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง เดี๋ยวเค้าจะโทรไปขอยืมรถเพื่อน แล้วขับไปส่งให้

“เฮ่ย ไม่ต้องหรอก พวกเราไปแท็กซี่ก็ได้” ตอบตามมารยาท จริงๆ อยากให้เป็นอย่างนั้นใจจะขาด
“ใช่ ไม่ต้องลำบากหรอก” พี่โตมารยาทดีไม่แพ้กัน

แป่ว....ปรากฏว่าเพื่อนของ Barış มีอันต้องใช้รถคืนนี้ อดเลย เลยต้องไปแท็กซี่เลย

“เดี๋ยวไอลองบอกแท็กซี่ให้คิดเรทปกติแล้วกัน” เพื่อนพยายามช่วยสุดฤทธิ์ ไม่ต้องเรทมิดไนท์หรอก เรทปกติก็แพงแล้วน่อ

เราเล่าให้ Barış ฟังว่า Aylin สบายดีแล้ว แต่วันนั้นกว่าจะกลับถึงบ้านได้ แทบแย่
“สบายดีก็ดีแล้ว แต่วันนี้ไอรู้สึกปวดหัวยังไงไม่รู้” อ้าว ไหงเป็นงั้นล่ะ
“อ้าว เฮ่ย ทำไมล่ะ เป็นเพราะพวกไอรึเปล่า” คงจะใช่
“ไม่หรอก คงเพราะใส่แว่นตอนอยู่บ้านตอนเช้า แล้วอยู่ๆ ต้องออกมาข้างนอกเลยเปลี่ยนเป็นคอนแทคเลนส์มั้ง มันเลยงงๆ มืนๆ” เพื่อนคงมารยาทดีเช่นกัน ไม่งั้นคงตอบมาตรงๆ ว่า ก็เพราะพวกยู (มึง) นั่นแหละ

ทำไมน้อ...คนที่มาเจอพวกเราหน่อยเดียว ต้องเป็นอันป่วยกลับไปทุกราย

แต่ตอนนี้เราคงต้องหาอะไรกินก่อน ไม่งั้นจะมีคนป่วยอีกราย พี่บูชาเริ่มเดินตัวลอยๆ ชอบกล

เราข้ามถนนไปอีกห้าตลบ ไปฝั่งขะโน้นนน ต้องข้ามวงเวียน (อีกแล้ว) ไปอีกฝั่ง มานั่งที่ร้าน Kebab พี่บูสั่ง Kebab แบบ wrap นั่งทานอยู่คนเดียวน่าอร่อย คนอื่นสั่งแค่น้ำผลไม้

“ว่าแต่ว่า ทำไมพวกยูไม่ไปวัง Dolmabahçe กันล่ะ” เพื่อนถาม

พวกเรามองหน้ากัน คนมารยาทดีจะแก้ตัวด้วยเหตุผลอะไรดีล่ะ หนึ่ง...ขี้เกียจ เพราะต้องเดินไป สอง...กลัวเพื่อนเหนื่อย เพราะจะต้องเดินไปหาพวกเราที่วังเหมือนกัน สาม...เสียดายตังค์ (สำคัญที่สุด) สี่...เสียดายตังค์ ห้า...เสียดายตังค์ หก...เสียดายตังค์ เจ็ด... (บอกแล้วว่าสำคัญสุด)

“ก็ไปวัง Topkapı มาแล้ว วังนี้ก็น่าจะคล้ายๆ กันแหละมั้ง” คงจะใช้ได้มั้ง เหตุผลนี้
“เมื่อคืนนั่งเม้าท์กันนานไปหน่อยด้วย ตื่นไม่ไหว เห็นป่าว ข้าวช้งข้าวเช้ายังไม่ได้ทานเลย” อะ อีกเหตุผลนึง
“น่าเสียดาย วังนี้สวยมากเลยนะ สวยจริงๆ” พูดทำไมให้เสียดายน่ะเพื่อน

มาค้นข้อมูลตอนหลัง ปรากฏว่า วัง Dolmabahçe นี่เป็นวังที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวังของราชวงศ์ Ottaman เป็นที่ที่สุลต่านราชวงศ์นี้ประทับอยู่หลังจากย้ายมาจากวัง Topkapı ความยาวของวัง ½ กิโลเมตร มีตั้ง 285 ห้อง 43 Salon มีโคมแชนดาเลียทำจากแก้วโบฮีเมี่ยนหนักตั้ง 4 ตันครึ่ง โอ้โห...เสียดาย ดูรูปแล้วสวยกว่าวัง Topkapı อีก แค่วัง Topkapı อยู่ใน Location ดีกว่า ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ ก็เท่านั้น เลยมีชื่อเสียงมากกว่า

“โปรแกรมวันนี้เป็นยังไงล่ะ” เปลี่ยนเรื่องดีกว่า
“ก็กะว่าจะพาไปเขต Fatih ที่นั่นมีโบสถ์น่าสนใจ มีโบสถ์บัลกาเรียน โบสถ์ออโธดอกซ์ เขตนี้เป็นเขตที่ชาวมุสลิมที่เคร่งศาสนาอาศัยอยู่”
“โบสถ์อีกแล้วเหรอ ???” อันนี้คิดในใจ
“แล้วจากนั้นก็จะไปเขต Eyüp ที่อยู่ปลาย Golden Horn เราขึ้นกระเช้าไปดูวิวบนยอดเนินได้” อ้อ...มีอย่างอื่นด้วย ค่อยยังชั่ว


…Adventure #15 – แท็กซี่หฤหรรษ์
อะแฮ่ม คราวนี้ไฮโซ Barış เรียกแท็กซี่แฮะ เรานั่งแท็กซี่ข้ามสะพานไปฝั่งเขต Fatih ที่อยู่ฝั่งเดียวกับ Old City ติดกับ Eminönü ทางตะวันตก เนื่องจากรถที่นี่ส่วนใหญ่ไม่มีแอร์ คนนั่งเลยต้องนั่งหัวฟูตากลม (ตาก-ลม) รถติดเล็กน้อยตามระเบียบ แต่แท็กซี่ขับรถได้อย่างเมามันมาก คนขับคงลุ้นจัดเนื่องจากฟังวิทยุถ่ายทอดสดฟุตบอลไปด้วย และตามธรรมเนียมการขับรถที่นี่แล้ว ต้องขับไปบีบแตรไป ไม่งั้นเดี๋ยวเพื่อนร่วมถนนจะแอบหลับ ขณะรถเริ่มเคลื่อนตัวเล็กน้อยหลังติดไฟแดง อยู่ๆ ก็มีแท็กซี่อีกคันขับมาเบียดทางขวา แล้วคนขับแท็กซี่คันนั้นก็ตบประตูรถที่เรานั่งดังป้าบบบบ....ตรงกับที่ที่ Barış นั่งพอดี...งง อ่ะดิ เพื่อนเราสะดุ้งตื่นเลย คนขับเราก็บีบแตรไล่หลังแท็กซี่คันนั้น ปากก็พูดอะไรก็ไม่รู้ พวกเรายิ่งงงเข้าไปใหญ่

“เกิดอะไรขึ้น จะเกิดเหตุการณ์นองเลือดมั้ยเนี่ย” ถ้าเป็นเรา ไอ้นั่นคงโดนปาดหน้า ด่าแม่ไปแล้ว
“เปล่าหรอก ไม่มีอะไร เค้ารู้จักกัน เลยทักทายกันเล็กน้อย” Barış ชี้แจง แต่ตัวเองก็ตกใจไม่น้อย ก่อนหน้านี้

“จอดดด......จ๊อดดดด” อยู่ๆ Barış ก็สั่งหยุดรถกระทันหัน กลางวงเวียน “ถึงแล้ว โบสถ์บัลกาเรียนอยู่ตรงนี้แหละ”
แล้วไม่บอกล่วงหน้านะ ทำเอาตกใจ จอดรถเสี่ยงชีวิตอีกแล้ว

พวกเรากระโดดลงจากรถ เดินผ่านสวนหย่อมที่คนงานกำลังปูพื้นอิฐบล็อกอยู่ เหมือนจะรู้ว่าพวกเราจะเสด็จมา เราเลยได้รับเกียรติเป็นคนแรกที่ได้ย่างกรายบนถนนนี้

ไปถึงหน้าโบสถ์บัลกาเรียน (The Bulgarian Church) ที่ดูธรรมด๊า ธรรมดา ลุงแก่ๆ คนนึงมาเปิดประตูให้แล้วกลับไปนั่งคลำลูกประคำต่อ เราเดินเข้าไปข้างใน หลังจากจ่ายตังค์ค่าเข้าแล้ว คุณลุงก็มาเล่าประวัติโบสถ์ให้ฟัง โบสถ์นี้เนี่ยเป็นโบสถ์ของชนกลุ่มน้อยของบัลกาเรีย เดิมทีเป็นโบสถ์ไม้เล็กๆ แต่ถูกไฟไหม้ เค้าก็เลยสร้างใหม่ด้วยเหล็กทั้งหลัง โครงเหล็กและบอร์ดเหล็กทั้งหมดถูกหล่อสร้างขึ้นมาที่กรุงเวียนนา แล้วส่งมาอิสตันบูลทางเรือผ่านทางแม่น้ำ Danube และทะเลดำ รวมแล้วหนักถึง 500 ตัน ใช้เวลาประกอบทั้งหมดหนึ่งปีครึ่ง สร้างเสร็จเรียบร้อยในปี 1898

Istanbul 703
- The Bulgarian Church -


หลังจากลุงโม้จบ พวกเราก็ออกมาข้างนอก Barış กระซิบว่าที่ลุงเล่ามาน่ะ เค้ารู้หมดแล้ว จากการอ่านหนังสือ โถ...แล้วไม่บอก ปล่อยให้คนแก่โม้ซะเหนื่อย

อ่านกันมาเหนื่อยอ๊ะยัง ตอนนี้ไม่ค่อยมีรูปเลย เดี๋ยวตอนหน้าจะลงรูปให้ดูเยอะๆ ดีกว่า



…to be continued…Istanbul (8)…






 

Create Date : 01 สิงหาคม 2549    
Last Update : 3 สิงหาคม 2549 18:39:56 น.
Counter : 366 Pageviews.  

Istanbul ในที่สุดก็มาจนได้ ! (6)

จันทร์ที่ แปด พฤษภาคม สองห้าสี่เก้า (ต่อ)

ไม่นานเท่าไหร่ อากาศก็เริ่มดีขึ้น ฝนตกบางลง เริ่มมองเห็นวิวบ้าง เรือแล่นผ่านสะพาน Fatih Bridge (แปลว่า Conqueror's Bridge) เป็นสะพานเชื่อมอิสตันบูลฝั่งเอเชียกับยุโรปแห่งที่ 2 ผ่าน Rumeli Fortress ที่สร้างในปี 1452 ตั้งอยู่ทางฝั่งยุโรป ถ้าอากาศสดใส ที่นี่คงจะสวยมากมาก ฝั่งตรงข้ามก็มี Anadolu Hisari (Fortress of Anatolia) ซึ่งเป็นป้อมขนาดเล็ก ถูกสร้างขึ้นในปี 1390

Istanbul 563
- Rumeli Fortress -


อากาศดีขึ้นเรื่อยๆ ฟ้าเริ่มสดใส แต่เป็นใสแบบเดี๋ยวใส เดี๋ยวไม่ใสนะ เรือแล่นผ่านวังอีกหลายวัง ผ่านหมู่บ้าน เมืองเล็กๆ หลายเมือง บ้านสองฝั่ง Bosphorus นี่คงจะมีแต่ผู้มีอันจะกินที่สามารถเป็นเจ้าของได้ แต่ละบ้านมีสระน้ำ แถมมีเรือยอร์ชจอดอยู่แทบทุกบ้าน

Istanbul 567
- วังหรือคฤหาสน์ใครก็ไม่รู้ -


Istanbul 584
- ถิ่นบ้านไฮโซ -


Istanbul 633
- ทะเลดำ ฟ้าฟ้า -


Istanbul 623
- ที่ที่เราจะไป เป็นท่าเรือสุดท้าย -


เห็นมะ เดี๋ยวฟ้าก็ใส เดี๋ยวก็ไม่ใส แต่เอาเหอะเดี๋ยวพวกเราต้องลงเรือแล้ว แค่ไม่มีฝนก็พอ เฟอร์รี่แล่นไปจนถึงปากทะเลดำ แล้วก็เลี้ยวกลับมาที่ท่าเรือที่เราจะลง ซึ่งเป็นท่าเรือสุดท้ายอยู่ฝั่งทวีปเอเชีย ชื่อ Anadolu Kavagi ถ้าเดาไม่ผิดคงแปลว่าท่า Anatolia เรือเฟอร์รี่จะจอดรออยู่ที่นี่ชั่วโมงครึ่ง ให้เราพอมีเวลาเดินเที่ยว แต่กองทัพย่อมเดินด้วยท้อง ตั้งแต่ทานอาหารเช้าที่โรงแรมก็ยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้อง นอกจากน้ำชา โอ๊ะ...ลืมเล่า ชาที่เสิร์ฟในเรืออร่อยมากๆ ตั้งแต่ดื่มมาหลายสิบถ้วยตั้งแต่มาตุรกีนี่ ชาที่นี่อร่อยที่ซู้ดดดด...สั่งชาร้อนมาตั้ง 2 ถ้วยแน่ะ เนื่องจากฝนตก อากาศเย็น ลมแรง (แล้วดันทะลึ่งนั่งตากลม (ตาก-ลม) อยู่ด้านนอก)

เข้าเรื่องต่อ ที่ท่านี้มีร้านอาหารทะเลเต็มไปหมด แต่เนื่องจากมีเวลาเพียงน้อยนิด (ไม่ใช่เพราะงกเลย) เราจึงสั่งปลาปิ้งใส่ขนมปัง เดินกิน ไม่ใช่เดินกินธรรมดา แต่เป็นเดินขึ้นเขา เห็นป้อมอะไรอยู่บนเขาในรูปเมื่อกี้มั้ย น่านแหละ...ที่ที่เราจะไป เค้าเรียกว่า ruined fortress of seven towers หรือบางคนก็เรียกว่า seven-towered Genoese fortress ซากป้อมนี่ตั้งอยู่บนเขา Yusa Tepesi (Joshua's Hill) ใช้เวลาไม่นานเราก็ได้มายืนชมวิวอยู่ด้านบน เห็นทะเลดำอยู่ลิบๆ มีเรือขนสินค้าแล่นไปแล่นมา ฝั่งทะเลดำน่ะฟ้าใสเชียว แต่พอมองกลับมาฝั่งเมืองอิสตันบูล ฟ้ายังคงทะมึนอยู่

Istanbul 671
- วิวจากด้านบน -


ชื่นชมบรรยากาศได้ไม่นานมาก ก็ต้องเป็นอันจรลี ไม่งั้นเรือจะจรลา เรามาถึงเรือกันทันเวลา เรือออกเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง กำหนดถึงท่าเรือ Eminönü ที่ที่เราขึ้นมา เวลาประมาณห้าโมงเย็น เที่ยวนี้เรากะจะไปนั่งตากลม (ตาก-ลม) อยู่บนชั้นสอง แต่ที่นั่งไม่ค่อยจะมี เดี๋ยวต้องนั่งเบียดกันกัน 4 คน เราเลยเสียสละให้พี่บูกับพี่โตนั่งเบียดกันสองคน เรากับ Barış ขอมานั่งสวีทกันขอบเรือด้านล่าง ซึ่งก็ต้องนั่งตากลม (ตาก-ลม) ไม่แพ้กัน แต่สวีทกันได้ไม่นาน ก็มีมาร...อ๊ะ ม่ายช่ายยย...ก็พี่ตาโตกับพี่บูทนนั่งตากลมตากลม (ตาก-ลม-ตา-กลม) อยู่ข้างบนไม่ไหว เนื่องจากฝรั่งเยอรมันที่นั่งข้างๆ ดันชวนคุยภาษาเยอรมันอันแสนจะถนัดซะนี่ ทั้งสองเลยขอมานั่งตากลม (ตาก-ลม) ข้างล่างกับเราดีกว่า แม่...เสียดายจัง

Istanbul 687
- มัสยิด Ortaköy อยู่ก่อนถึงสะพาน Bosphorus (สะพานแรก)

เมื่อตอนขามามองแทบไม่เห็นเพราะฝนตกหนัก -



นั่งคุยกันถึงแผนพรุ่งนี้ Barış แนะนำให้พวกเราไป วัง Dolmabahçe ที่เรือแล่นผ่านเป็นวังแรก วังนี้ Aylin ก็แนะนำให้มาเหมือนกัน ปะ...ไปก็ไป

“แต่ไอไม่ไปนะ” Barış บอก
“อ้าว ไหงงั้นล่ะเพื่อน” ทิ้งกันเห็นๆ ต้องเป็นเพราะโดนขัดใจ มีคนมาขัดจังหวะสวีทเมื่อกี้แน่ๆ เลย
“ก็ไอเคยไปมาแล้ว” Barış แก้ตัว
“ไปมาแล้วไปอีกก็ได้นี่ แล้วพวกไอจะไปกันถูกได้ไงล่ะ ยูไม่พาไปเนี่ย”
“ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวไอจะพาไปตอนเย็นนี้แหละ เดี๋ยวเราลงกันที่ท่าก่อนท่าสุดท้าย แล้วเราเดินไปทางนั้นกัน แล้วหลังจากนั้นไอต้องกลับบ้านก่อน พอดีมีธุระ เดี๋ยวไอจะชี้ทางกลับโรงแรมให้ เดินไม่ไกลหรอก” อ้าว...ทิ้งกันพรุ่งนี้ยังไม่พอ ยังเสือกใสไล่ส่งตั้งแต่เย็นนี้เลยเหรอเนี่ย

เอาไงก็เอา...เซ้าซี้ไปเดี๋ยวโดนเพื่อนเตะก้านคอตกทะเล เราลงเรือกันก่อนห้าโมงเล็กน้อย แล้วเดิน (คอตก) เลียบ Bosphorus กลับมาทางใต้ มุ่งสู่ตัวเมือง สักพักใหญ่ ก็มาถึงวังที่ว่า วัง Dolmabahçe นี่ยาวมากๆ กว่าจะเดินจากกำแพงทิศเหนือ มาถึงทางเข้าที่อยู่ทางทิศใต้ขาแทบลาก กำแพงวังก็สูงมากๆ มีแนวต้นไม้สูงปรี๊ดจากริมถนนด้านนอกโน้มลงไปด้านใน จนพี่บูชาเกิดความคิดว่าจะปีนต้นไม้เข้าวัง เอาเลยพี่ เดี๋ยวจะให้พี่ตาโตคอยหยอดน้ำข้าวต้มให้

…Adventure #11 – Oh my goddd…ปีนต้นไม้เข้าวังก็ได้
หน้าวังมีมัสยิดใหญ่ชื่อเดียวกับวังตั้งอยู่ เราถ่ายรูปกันเล็กน้อย เผื่อพรุ่งนี้อากาศไม่ดี หน้าวังมีป้ายค่าเข้าชมวังแปะอยู่ พวกเราเห็นราคาแล้วกลืนน้ำลาย แล้วก็ถ่ายรูปต่อ แต่คราวนี้ ถ่ายเพราะเผื่อพรุ่งนี้จะไม่มา ดูราคามันดิ ค่าเข้าคนละ 12 Lire (ปกติ 10 Lire เรายังว่าแพงเลย ค่าเข้าปราสาทที่เยอรมันยังแค่ 4-5 ยูโรเอง) ยังไม่พอ ถ้าจะเข้าชม Harem ต้องเสียเพิ่มอีกคนละ 10 Lire แพงเข้าไปใหญ่ มิหนำซ้ำ ถ้าจะเอากล้องเข้าไป ยังต้องเสียค่ากล้องอีกตัวละ 5 Lire !!! นี่ถ้ามีกล้องวีดีโออีกยังต้องเสียอีก 6 Lire นะเนี่ย ตูจะบ้าาาา…

“พี่บู อยากเข้ามั้ย ฝากถ่ายรูปด้วยนะ” เราเริ่มหาตัวแทน
“งั้นบูมาคนเดียวนะ เดี๋ยวโตรอที่โรงแรม” พี่โตเอามั่ง
“เฮ่ย ไหงงั้นล่ะ” พี่บูเริ่มโวยวาย
“ก็กล้องพี่น่ะโปรสุด เดี๋ยวให้งบเข้า Harem ด้วยอ่ะ” สนใจยัง? ทุ่มสุดตัวเลยนะเนี่ย
“ม่ายอาว...ม่ายอาว มาก็มาด้วยกันดิ” พี่บูตอบ

ประโยคเมื่อกี้แปลแล้วได้ความว่า “ไม่มาก็ไม่มาด้วยกันดิ”

ที่ถกเถียงกันเนี่ย Barış ไม่รู้เรื่องด้วยหรอกนะ มันยังคงคิดว่าพวกเราจะมากันเองพรุ่งนี้อยู่ แต่เท่าที่เรารู้ๆ นิสัยกันอยู่ จากโรงแรมก็ต้องเดินมา (ไม่งั้นต้องนั่งแท็กซี่) แถมมาแล้วต้องเสียเงินท่วมหัวหมดตัวเกินงบเลย (ถ้าไม่อยากเกินงบ ก็ต้องส่งตัวแทนเข้าไปถ่ายรูปมาให้ดู หรือจะให้ดีกว่านั้น..คงต้องปีนต้นไม้เข้าเหมือนที่พี่บูคิดเล่นๆ ตอนแรก) คิดแล้วพวกเราคงจะมากันหรอก

จากวังเราเดินเลี้ยวขวาตรงถนนแยกถัดไป ขึ้นเขาไปยังสนามฟุตบอลทีมอะไรก็ไม่รู้ เพื่อนบอกแล้วไม่จำ ตอนขับรถผ่านวันแรก Aylin ก็บอกทีนึงแล้ว คราวนี้เดินผ่าน Barış ก็บอกอีก แต่มันจำไม่ได้อยู่ดี จากสนามฟุตบอลก็ขึ้นเขาต่อไปอีก ตัดผ่านสวนอะไรไม่รู้ที่ Barış บอกว่าถ้ามาคนเดียวอย่าเดินลัดสวนแต่ให้เดินอ้อมไปทางถนนใหญ่ เดี๋ยวจะไม่ทะลุสวน แล้วเพื่อนก็เปลี่ยนใจ แทนที่จะแยกกลับบ้านไประหว่างทาง กลับเดินไปทางโรงแรมกับพวกเราเพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดินกลับบ้าน (คงไม่เชื่อใจ ว่าคนอย่างพวกเราจะไปกันเองรอด)

ทางกลับโรงแรมเรายังคงต้องเดินขึ้นเนินไปอีก สมแล้วที่อิสตันบูลได้ชื่อว่าเป็น “City of Seven Hills” แค่วันนี้เรายังขึ้นเขาลงเขามาแล้วตั้ง 4 ลูก (เริ่มจาก Taksim, Joshua's Hill, เขาตรงสนามฟุตบอล แล้วยังต้องขึ้นต่อมาทางโรงแรมอีก) ยังไม่นับเมื่อวานที่เราไป Old City สถานที่ท่องเที่ยวล้วนแต่อยู่บนเขา (แต่วันนั้นไฮโซ นั่งแท็กซี่ไป)

เราเดินไปส่งเพื่อนที่สถานีรถไฟใต้ดิน Taksim ที่อยู่เกาะกลางวงเวียน Taksim Square จริงๆ ไม่ได้กะไปส่งเพื่อนหรอก แค่อยากจะไปดูสภาพความเจริญของอิสตันบูล ก่อนลา Barış ย้ำว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้พอเราชมปราสาทเสร็จ ให้เราส่ง SMS ไป แล้วเค้าจะมาหาที่วัง (ฝันเถอะ ว่าเราจะมากัน)

เย็นนั้นเราไปทานอาหารเย็นที่ร้านที่เราไปเกาะขอบกระจกดูเมื่อวาน ร้านนี้คุยกับ Barış มาแล้วได้ข้อมูลมาว่าอร่อยกว่าร้านที่เราหลงเข้าไปเมื่อวาน ด้วยความช่ำชอง เราหยิบถาดต่อแถว ชี้โน่นชี้นี่ แล้วจ่ายตังค์ แน่ะ...เป็นไงเล่า อยู่วันเดียวก็เชี่ยวแล้ว เก่งที่สุด วันนี้หยิบขนมปังมาเพียบเลย รู้แล้วว่าฟรี วันนี้ทานอะไรไม่รู้จำไม่ได้แล้ว น่าจะเป็นพริกหวานยัดไส้อีก แต่เป็นแบบอุ่น จำได้แต่ว่าพี่บูสั่งเส้นสปาเก็ตตี้ที่มีซอสอยู่นิดหน่อย หน้าตาจืดๆ และก็จำได้ว่าขนมปังไม่อร่อยเล้ยยย ไม่เหมือนร้านเมื่อวาน สงสัยจะเป็นขนมปังเหลือมาจากเดือนที่แล้ว อุตส่าห์หยิบมาซะเยอะ ในที่สุดก็จบด้วยการกลับไปกินมาม่าใส่ไข่ที่ห้องอีกจนได้

คืนนี้ได้คุยกับ Aylin ด้วย เธอสบายดีแล้ว เมื่อวานระหว่างทางขับรถกลับบ้าน เธอต้องแวะ “อาเจียน” อีก 3 รอบ แล้วที่เราได้รับ SMS ว่าเธอถึงบ้านแล้วน่ะ เธอบอกว่าเธอรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายพิมพ์ข้อความส่งมาหาเรา แล้วก็สลบไปเลย...โถ Aylin....

จากนั้นแทนที่เราจะนอนเอาแรงเพื่อจะลุยต่อพรุ่งนี้ กลายเป็นว่าเราต้มมาม่ากับโจ๊กคัพ นั่งกินนั่งเม้าท์เมามันกันจนถึงตีสามกว่า



…to be continued…Istanbul (7)…




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 1 สิงหาคม 2549 2:24:05 น.
Counter : 589 Pageviews.  

Istanbul ในที่สุดก็มาจนได้ ! (5)

จันทร์ที่ แปด พฤษภาคม สองห้าสี่เก้า

ตื่นแต่เช้า ทานอาหารเช้าเสร็จ เราก็ลงมารอเพื่อนตกงานคนที่สองตรงล็อบบี้ด้านล่าง พี่บู พี่โตขอตัวขึ้นไปทำธุระส่วนตัวข้างบน (ธุระส่วนตัวทำกันสองคน??)

มาแล้ว Barış ไม่เจอกันสองเดือนเต็ม แต่เพื่อนมีพัฒนาการด้านร่างกายอย่างเห็นได้ชัด สงสัยแฟนจะเลี้ยงดี เพื่อนคนนี้มาเหมือนเพื่อนคนแรกเลย มาถึงก็ถามเราว่า “ไง...วันนี้เราจะไปไหนล่ะ” กรรม ! แล้วเราจะไปไหนดีล่ะ เมื่อวานก็ไปไอ้ที่เป็นไฮไลท์มาหมดแล้ว…Ayasofya เอย Blue Mosque เอย วัง Topkapı ก็ไปแล้วด้วย ที่นี่มีอะไรไปได้อีกล่ะ

หลังจากระดมสมอง (ย้ำอีกที...อันน้อยนิด) แล้ว เราตกลงกันว่าก่อนอื่นเราจะเดินขึ้นเขาไปตามถนน İstiklal Cad. (สังเกตตัว ไอตัวใหญ่ก็มีจุดนะ) อยู่มาตั้งสองวัน เพิ่งรู้ว่าไอ้ถนนที่เราเดินไปเดินมาสองวันนี่ระหว่าง Taksim Square กับฝั่ง Old City ทีเป็นที่ตั้งของมัสยิดและวังทั้งหลายนี่มันชื่ออย่างงี้นี่เอง จากนั้นเราก็จะขึ้นไปบน Galata Tower ซึ่งเป็นป้อมดูแลเมืองในสมัยก่อน บนนั้นเราจะเห็นวิวทั่วอิสตันบูลเลย หลังจากชมวิวจนอิ่มแล้ว เราก็จะไปนั่งเรือชมสองฝั่ง Bosphorus ซึ่งเป็นช่องแคบแบ่งเขตทวีปเอเชียกับยุโรป เชื่อมทะเลดำ (Black Sea) กับทะเล Marmara (ถ้านึกแผนที่ไม่ออก ก็กลับไปดูแผนที่ใน Istanbul 1 ได้นะ)

“เอ..แต่ไอ้ทัวร์ที่โฆษณาในแผนที่ที่เค้าแจกมาเนี่ย Bosphorus Tour มันอาจทำให้เราหมดตัวกันได้นิ” วิญญาณงกเข้าสิง
“ไม่ต้องห่วง เชื่อไอสิ เดี๋ยวไอพาไปเอง รับรองไม่มีแพง” เพื่อนงกพอกัน

โอเค สมาชิกพร้อม พี่ตาโตกับพี่บูทำธุระเสร็จแล้ว เราเริ่มออกตะลุยเมือง วันนี้จะเป็นการเที่ยวแบบยาจก แท็กซ่งแท็กซี่ไม่มีซะล่ะ เดินลูกเดียว !

เพื่อนเราไม่ได้พาเดินไปตามถนน İstiklal ตรงๆ นะ แต่เป็นการเดินซอกแซก เลี้ยวเข้าตรอกโน้น ทะลุตรอกนี้ แบบว่า Taksim พรุนเลย ไอ้ถนนที่เราเห็นว่าเป็นแหล่งร้านค้า ร้านอาหารธรรมดาถนนนี้เนี่ย ด้านหลังของตึกสองข้างทางยังมีอะไรให้ดูอีกเยอะแยะเลย มีร้านค้าย่อยๆ น่ารักๆ ร้านอาหารแบบเป็นดงเลย มีโรงหนังซ่อนอยู่ด้วย แถมยังมีโบสถ์คริสต์แทรกอยู่เป็นระยะๆ โบสถ์นี่มีเยอะเหมือนกันแฮะ เราไม่ยักกะสังเกต แถม Barış ไม่ได้เดินนำธรรมดา ปากก็เล่าประวัติเมือง เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ผิดกับ Aylin ที่ออกตัวไว้ตั้งแต่แรกว่า “เราพามาอย่างเดียวนะ อย่าถามประวัติศาสตร์เชียวนะ” เราก็คงเหมือน Aylin นี่แหละ ถ้าต้องพาเพื่อนเที่ยวเมืองไทย

Istanbul 438
- İstiklal Cad. ถนนช็อปปิ้งหลัก -


Istanbul 442
- ดงอาหารทะเล แอบอยู่ด้านหลังของถนนหลัก -


Istanbul 443
- ร้านอาหารทะเล ตอนเย็นคนคงแน่นน่าดู -


Istanbul 445
- คนขัดรองเท้ากับอุปกรณ์ไฮโซนี่เห็นได้ทั่วไปตามถนน -



“นี่ทำไมยูรู้เยอะจัง เพื่งย้ายมาอยู่ Istanbul ไม่ใช่เรอะ” เราถามด้วยความสงสัย ก็บ้านเกิดเพื่อนมันอยู่ Antalya (อ่านว่า อัน-ทา-เลีย) เมืองตากอากาศชายทะเล Mediterranean ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน
“ก็สองเดือนระหว่างหางานนี่ ไออ่านหนังสืออิสตันบูล แล้วก็ประวัติศาสตร์ต่างๆ นาๆ จบไปหลายเล่มแล้วนี่” เพื่อนตอบ
“โห..นี่ถ้ายังหางานไม่ได้ น่าจะไปเป็นไกด์นำเที่ยวนะเนี่ย” เราแนะนำ
“เฮ่ย..แช่งกันนี่หว่า”
“แหม แค่ไปสอบเป็นไกด์แค่นี้เอง แล้วเดี๋ยวเราหาลูกค้าส่งมาให้” เราเริ่มไอเดียธุรกิจส่งคนข้ามชาติ
“เอาเหอะ...ไว้หางานไม่ได้ก่อน แล้วจะพิจารณา แต่คนมีคุณภาพอย่างเรา หางานได้อยู่แล้ว” หาได้ แต่เมื่อไหร่ไม่รู้น่ะสิ

แล้วเราก็มาถึงป้อม Galata Tower ป้อมนี้ตั้งอยู่บนยอดเนินเขาของเขต Beyoğlu ฝั่งเดียวกับ Taksim นั่นแหละ ป้อมนี้เป็นป้อมที่เก่าแก่ที่สุดและสวยที่สุดใน Istanbul (เอ...เพิ่งนึกได้ ภาษาตุรกีจริงๆ ต้องเขียนว่า İstanbul นี่นา แต่ช่างมันเถอะ ตัว I นี่แหละ ง่ายดี) สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 548 สมัยจักรพรรดิ์ Justinianus แห่งอาณาจักร Byzantine จากนั้นในปี 1453 ก็ถูกยึดโดยพวกเติร์ก Galata Tower สูง 61 เมตรจากพื้นดิน หรือ 140 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.95 เมตร กำแพงหนา 3.75 เมตร ในส่วนของร้านอาหารด้านบน คุณจะไม่เพียงแต่ได้ลองลิ้มอาหารเริดรส ทั้งอาหารพื้นเมืองและอาหารนานาชาติเท่านั้น แต่คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์ของ Bosphorus และเมืองอิสตันบูลอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงค่ำคืนคุณจะได้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศ Istanbul by night พร้อมโชว์ Turkish folk dance กับ belly dance ระบำหน้าท้องที่คุณจะไม่มีวันลืม อุ๊บส์ส์...แปลเกินประวัติไปหน่อย (แปลมาจากหางตั๋วค่าขึ้นหอคอย)

โชคดีเป็นของพวกเรา ทางขึ้นเป็นลิฟต์ ไม่ต้องปีน (ตะกาย) บันไดขี้น ค่าขึ้นแบ่งเป็น 2 ราคา ชาวต่างชาติคิด 5 Lire ชาวตุรกีเสียแค่ 1 Lire เท่านั้น เหมือนบ้านเราที่ถือโอกาสกับนักท่องเที่ยว แต่เราขี้โกงกว่า เพราะเราจะเขียนราคาชาวไทยเป็นตัวเลขไทย นักท่องเที่ยวจะอ่านไม่ออกแล้ว แต่ค่าเข้าชมสถานที่บางแห่งบ้านเราเล่น ติดราคาคนไทย ๑๐ บาท ต่างชาติ 100 บาท หลักมันต่างกันเห็นๆ ใครบ้างจะไม่รู้เนี่ย

วิวข้างบนช่างน่าประทับใจ เห็นหมดเลย เสียดายแต่ว่าอากาศเริ่มขะมุกขะมัว ไม่เป็นใจ จึงเห็นวิวไม่ไกลเท่าไหร่ มองไปทาง Bosphorus ท้องฟ้าเริ่มเทาสลัว ขุ่นเชียว นั่งเรือไปจะเห็นอะไรมั้ยเนี่ย

Istanbul 473
- เห็น Old City ที่ไปมาเมื่อวาน ด้านหลังลิบๆ โน่นเป็นฝั่งเอเชีย -


Istanbul 474
- Istanbul เมืองแห่งมัสยิด -


Istanbul 470
- สะพานอีกแห่งอยู่ทางขวาของรูปด้านบน -


Istanbul 501
- เรือที่เราจะขึ้นในไม่ช้า -



…Adventure #9 – ลูกค้าคนแรก
ลงมาจากหอคอย Barış ยังพาเดินซอกแซกต่อ ระหว่างเดินผ่านตรอกเล็กๆ ลงเขาไปยังสะพาน Galata พวกเราก็เดินเจอโบสถ์เล็กๆ อีกโบสถ์นึง Barış ก็ถามว่าจะเข้าไปดูมั้ย พวกเราก็..เมื่อเช้าเข้ามา 2 โบสถ์แล้วนะ..เออ ตามใจ เข้าก็ได้
“ทำไมเหรอ..โบสถ์นี่มันน่าสนใจตรงไหนเหรอ ?” อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ เห็นพาเข้าทุกโบสถ์ที่ผ่านเลย
“ก็ตุรกีเป็นเมืองมุสลิม โบสถ์มันก็เลยน่าสนใจไง ว่ามีได้ไง ใครเป็นคนสร้าง” ไกด์จำเป็นชี้แจง
“เห็นมั้ย ยูเนี่ย น่าจะไปเป็นไกด์อาชีพนะ”

พูดไม่ทันขาดคำ...
“Excuse me…Are you a tour guide? Can I join you?” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นด้านหลัง
เจ้าของเสียงเป็นผู้หญิงตัวเล็กสะพายแบ็คแพ็กใบใหญ่
“Emmm….I have seen you guys walking around. And you explain everything. It would be great, if I can join you.” เธอเห็นพวกเราอื้งไป จึงอธิบาย และขอเดินด้วยอีกรอบ เธอคงเล็งพวกเรามานานพอสมควรแล้ว
“เอ่อ..คือว่าไอไม่ใช่ไกด์น่ะ ไอแค่พาเพื่อนเที่ยวเท่านั้นเอง” Barış แก้ตัว คงจะเขิน
“ว้า...but, anyway, can I join you guys? I think it would be very interesting. You seem to know a lot.” เธอยังพยายามต่อไป
“แหม แค่นี้เอง ทำไมจะไม่ได้ล่ะ มาด้วยกันนี่แหละ สนุกดี He can be a tour guide…just not yet qualified” เราคนไทย ใจดีอยู่แล้ว
“ยูกำลังจะไปไหนเหรอ” หญิงสาวถาม
“คือว่าเราจะเข้าไปดูโบสถ์ที่บังเอิญเจอนี่แหละ ไอยังไม่เคยเข้าไปเหมือนกัน” ไกด์เริ่มประหม่า เนื่องจากมีลูกทัวร์โดยไม่ตั้งใจ

ปรากฏว่าโบสถ์นั้นปิด เลยเข้าไปดูไม่ได้ พวกเราเดินกลับออกมา มุ่งหน้าไปสะพาน Galata เพื่อจะข้ามไปฝั่งโน้น สาวน้อยคนนี้เป็นชาวสวิส เธอแบกเป้เที่ยวอิสตันบูลคนเดียวมาหลายวันแล้ว แล้วหลังจากอิสตันบูล พรุ่งนี้เธอก็จะไปลุยต่อที่ตุรกีตอนกลาง จะแวะไป Pamukkale ที่เราไปมาคราวที่แล้วด้วย (อ่านตอน Adventurous Turkey กันรึยังจ๊ะ) รวมแล้วเธอจะอยู่ตุรกีอีกเป็นเดือน ลุยจริงๆ

ระหว่างทาง Barış ก็ถูกสาวยิงคำถามประวัติศาสตร์ชาติตัวเองจนพรุน เดินไปคุยไปอย่างเมามัน จนข้ามสะพาน Galata ไปถึงฝั่ง Eminönü สาวน้อยก็เป็นอันต้องแยกตัวไป ดูท่าเธอจะรู้สึกเสียดายเป็นที่สุด ต้องเดินเที่ยวคนเดียวอีกแล้ว เนื่องจากเธอจะไปวัง Topkapı ซึ่งพวกเราไปมากันแล้วเมื่อวาน พวกเราชวนเธอไปนั่งเรือเที่ยว Bosphorus เหมือนกัน แต่เธอปฏิเสธ เพราะถ้าไปกับเรา เวลาจะไม่พอเที่ยวสถานที่ไฮไลท์ ก็เธอต้องไปเมืองอื่นแล้วคืนนี้

พอลูกทัวร์ที่ไม่ได้คาดหมายแยกไป พวกเราก็ได้ทีแซวไกด์ทันที
“เห็นมั้ย บอกแล้ว ยูน่าจะไปเป็นไกด์อาชีพนะ”
“ใช่ ใช่ พูดไม่ทันขาดคำ ลูกค้าก็โผล่มาเลย” พี่โตหนับหนุน
“เรามาเริ่มธุรกิจกันเหอะ ให้ Aylin เป็นคนจัดการเรื่องโรงแรม ยูเป็นไกด์ เดี๋ยวไอหาลูกค้าให้”
“ใจเย็น ใจเย็นๆ เอาไว้ให้ไอตกงานก่อนนะ” Barış คงแก้ตัวไปงั้นแหละ เห็นหน้าบาน คงจะภูมิใจ (จะว่าไปก็ตกงานอยู่แล้วนิ ข่าวล่าสุดก็ยังไม่เห็นได้งานเลย)

จากสะพาน เราเดินเลี้ยวซ้ายมาที่ท่าเรือ เรือเฟอร์รี่จอดรอ แบบจะออกมะรอมมะร่อ ไกด์ถามคนเฝ้าทางเข้าแล้วก็ตื่นตระหนก บอกให้พวกเรารีบวิ่งขึ้นเรือไปก่อนเลย ตัวเองจะไปซื้อตั๋ว แล้ว Barış ก็วิ่งตาลีตาเหลือกไปช่องซื้อตั๋ว พวกเรามองหน้ากันงงๆ ถ้าเราขึ้นเรือไป แล้วไกด์ขึ้นไม่ทัน จะทำยังไงกันเล่า

พอพวกเราขึ้นเรือมากันหมดเท่านั้น เรือก็ออกทันที โชคดีเป็นของเราอีกแล้ว เพราะถ้าพลาดเรือเที่ยวนี้ อาจจะต้องขึ้นคาน ...ไม่ช่าย...ไม่ใช่ รถด่วนซะหน่อย จริงๆ แล้วคือถ้าพลาดเรือเที่ยวนี้ เราจะต้องรอรอบต่อไปอีกชั่วโมงกว่า ไม่เป็นอันทำอะไรพอดี วันธรรมดาจะมีเรือรอบ 10:35 น. 12:35 น. 14:10 น. เราขึ้นเรือรอบเที่ยงครึ่งนี่แหละ เรือนี่เป็นเรือเฟอร์รี่ธรรมดาที่จะจอดตามท่าต่างๆ ไปจนถึงท่าสุดท้ายที่ Anadolu Kavagi สุดช่องแคบ Bosphorus ปากทะเลดำ จะใช้เวลาทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่ง


…Adventure #10 – ดวงเรามากับพายุ
สองฝั่งข้างทางช่างสวยงาม เริ่มจาก มัสยิด Dohmabahçe ที่อยู่หน้า วัง Dohmabahçe วันแรกที่มาถึงอิสตันบูล ขับรถผ่านวังนี้ด้วย Aylin ยังบอกให้เราแวะมาถ้ามีเวลา ถัดมาก็เป็น Çirağan Palace มัสยิด Ortaköy แล้วก็สะพาน Bosphorus พอพ้นสะพานข้ามฝั่งเอเชีย-ยุโรปสะพานแรกนี่แหละ ฝนก็เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลางมันมาตั้งแต่ตอนเราอยู่บน Galata Tower แล้วล่ะว่าวันนี้มันบรรยากาศมาคุชอบกล เราเริ่มเห็นเมฆฝนดำทะมึนตั้งแต่เรือแล่นผ่านวังแรกแล้ว แถมด้วยฟ้าผ่าเป็นระยะๆ แล้วฝนก็ตามมาอย่างรวดเร็ว ตกหนักจนมองสองฝั่งไม่เห็น

Istanbul 523
- Dohmabahçe Palace เริ่มเห็นเมฆฝนมาไกลๆ -


Istanbul 552
- แล้วก็มองอะไรไม่เห็นอีก อันนี้ท่าจะเป็นโรงเรียนราชนาวี Kuleli Naval Academy -


พายุฝนอย่างเดียวมันยังน้อยไป ผู้มากับดวง (ซวย) อย่างเราต้องเจออะไรมากกว่านั้น ปุ ปุ ปุ...ปุๆๆๆๆๆๆๆ อะไรน่ะ เสียงอะไรดังสนั่นบนหลังคาเรือเนี่ย

“เฮ่ย ลูกเห็บตก” เราตะโกนด้วยความดีใจ (ดีใจทำไมฟะ)
“ไม่ใช่แค่ลูกเห็บ อย่างนี้มันเรียกว่า พายุลูกเห็บแล้ว” เพื่อนๆ แย้ง
“เย้ สนุกจัง” ได้เจอปรากฏการณ์ประหลาดอีกแล้ว
“โรคจิต !!” ทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์ ทำไมต้องพูดพร้อมกันขนาดนั้นเล่า
“ยูนี่ซวยจริงๆ นะ คราวที่แล้วก็เจอพายุหิมะ คราวนี้ก็พายุลูกเห็บ”

Barış คงจะหมายความว่าเรานี่เป็น “ตัวซวย” จริงๆ มากกว่า พายุหิมะคราวที่แล้วนี่แล้วก็ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติตุรกี ไอ้พายุลูกเห็บคราวนี้ก็อีก ปกติช่วงนี้อากาศต้องดีมากๆ

“แหม เราออกจะโชคดี ได้เจอเหตุการณ์ตื่นเต้นตลอดเลย” ท่านแม่สอนว่าให้เป็นคนมองโลกในแง่ดี
“โรคจิต !!!” เอาอีกแล้ว เพื่อนๆ สามัคคีกันอีกแล้ว



…to be continued…Istanbul (6)…






 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2549 23:32:01 น.
Counter : 962 Pageviews.  

Istanbul ในที่สุดก็มาจนได้ ! (4)

อาทิตย์ที่ เจ็ด พฤษภาคม สองห้าสี่เก้า (ต่อ)

ต่อกันที่พระราชวัง Topkapı Palace กันเลยนะฮ้า ก่อนอื่นขอเล่าประวัติที่ไม่ค่อยจะรู้ซะหน่อยละกัน อะแฮ่ม...วังท็อปกะเปอะเนี่ยเป็นที่อยู่ของสุลต่านราชวงศ์ Ottoman มาเกือบ 4 ศตวรรษ ตั้งแต่สมัยสุลต่าน Mehmet ที่ยึดครอง Istanbul สำเร็จในปี ค.ศ. 1453 จนถึงสมัยสุลต่าน Abdulmecid I ด้วยความที่อายุของวังยาวนานหลายสมัย ตึกหลายตึกเลยมีสไตล์แตกต่างกันตามรสนิยมของสุลต่านแต่ละองค์ (สุลต่านเรียกเป็นองค์รึเปล่าอะ?) จนสมัยที่ตุรกีเป็นสาธารณรัฐ Republic ในปี 1923 วัง Topkapı ก็ถูกบูรณะและเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์

ไงล่ะ ปึ้กมั้ยคราวนี้ อ่านบล็อกนี้ก็ได้ความรู้กับเค้าเหมือนกันนะ..ขอบอก

วังนี้หญ่ายมั่กมั่ก บางส่วนก็ไม่เปิดให้เข้าชม บางส่วนเปิดให้เข้าชม แต่คนชมไม่อยากเสียตังค์ก็เลยอดชม อย่างไอ้ส่วน Harem เนี่ย อยากดู๊อยากดู ว่ามันจะเหมือนฮาเร็มที่ได้ยินมามั้ย แต่มันดันจะเก็บค่าเข้าต่างหากอีก 10 Lire (ค่าเข้าวังก็จ่ายมาแล้ว 10 Lire ยังจะมาเก็บเพิ่มอีก) ก็อย่างที่เคยบอก 1.67 Lire ประมาณ 1 ยูโร แล้ว 1 ยูโรก็ประมาณ 48 บาท (คำนวณกันเองนะ) เห็นมั้ย 10 Lire ไม่ใช่ถูกถูกนะคู้ณณ...

เดินไปเดินมา มีตึกหลายแบบจริงด้วย ออกมานอกชาน มองเห็นอิสตันบูลฝั่งเอเชียด้วย อากาศเย็นแต่แดดร้อน รู้สึกเหมือนน้ำจะหมดตัว พวกเราเริ่มเมื่อย เหนื่อย เนือย เฉื่อย เปื่อย แต่เนื่องจากได้มาทั้งที (เสียดายตังค์ค่าเข้า) จึงต้อง(ทน)ดูทุกอย่างให้หมด เราจึงต้องเดินดูเครื่องราชบรรณาการ เครื่องประดับ เครื่องแต่งกายแต่ละสมัย อาวุธ ภาพวาดสุลต่านทั้งหลาย และอะไรต่อมิอะไรที่โชว์อยู่ในห้องโน้นห้องนี้จนหมด

Istanbul 319
- ประตูทางเข้าวัง -


Istanbul 328
- บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในพระที่นั่งวิมานเมฆมั้ย -


Istanbul 382
- สวนทิวลิปด้านใน -


Istanbul 406
- มุมหนึ่งนอกชานของวัง -


Istanbul 397
- วิวจากนอกชานรูปเมื่อกี้ กับบรรยากาศมาคุ -


หมดแล้ว...หมดซะที...เย้ ดีใจจนออกนอกหน้า พวกเราเดินกะปลกกะเปลี้ยออกมานอกวัง หาที่นั่งพัก อากาศร้อนๆ หนาวๆ อ้าวๆ อย่างนี้ถ้ามีไอติมก็คงดี

เดิน เดิ๊น เดิน เดินออกมาตั้งไกล ยังไม่มีวี่แววไอติม หรือแม้แต่ที่นั่งพักเลย พวกเราเดินกลับมาทางด้านหลัง Ayasofya อ๊ะ...เจอแล้ว...คาเฟ่ แต่ดูไฮโซไปนิดนึงนะ แต่ เอาก็เอาวะ เมื่อยจะตายอยู่แล้ว พวกเราตะกายบันไดขึ้นไปยังร้านกาแฟซึ่งอยู่บนเทอเรซชั้นบน กว่าจะเลือกที่นั่งได้ ต้องใช้เวลาคำนวณมุมตกกระทบของแสงอีก (กลัวแดดขนาด) พอเปิดเมนูปุ๊บ จากไอติมก็เหลือแค่น้ำชาตามระเบียบ...บอกแล้วว่ามันดูไฮโซ ยาจกอย่างเราเลยต้องอดทน (ทนอด) ชาก็ชา

Istanbul 426
- วิวจากร้าน ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง -



…Adventure #7 – เพื่อนเปื่อย
แดดร่มลมตก ด้วยความที่เดินลุยมาทั้งวัน Aylin เริ่มออกอาการเหนื่อย(มาก) ก็เธอนอนดึก(มาก) แถมต้องตื่นแต่เช้า(มาก) บึ่งรถข้ามทวีปมาหาเราในเมือง(ไกลมาก) วันนี้ก็เดินทั้งวัน(นานมาก) ข้าวปลาก็ทานไม่เป็นเวลา(หิวมาก) ที่สำคัญต้องมาปวดหัว(มาก)กับพวกกะเหรี่ยงข้ามชาติอย่างเรา แล้ววันนั้นของเดือนก็กำลังจะมา(มาก)อีก อาการไมเกรนเธอจึงเริ่มกำเริ่บ

“กลับกันเถอะ” Aylin หน้าซีด
“ไป เรากลับแท็กซี่กัน” เป็นไงล่ะ ใจป้ำ อดไอติมมานั่งแท็กซี่ เพราะเดี๋ยวเพื่อนจะเดี้ยงซะก่อน

แท็กซี่มาส่งในจตุรัส Taksim กลางเมือง ใกล้โรงแรม กลางเมืองจริงๆ เพราะแท็กซี่มาปล่อยตรงกลางวงเวียนเลย พวกเราต้องเดินข้ามถนนฝ่าอันตราย (คนที่นี่ขับรถน่ากลัวโคตร) Aylin เริ่มอาการหนัก

“หิวป่าว Aylin หาอะไรรองท้องก่อนมั้ย” เราถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่หิว เราทนไหว อุ๊...” เพื่อนทำท่าพะอืดพะอม เหมือนอะไรจะกลับออกมาอย่างผิดทาง
“เป็นอะไรรึเปล่า นอนพักที่โรงแรมก่อนมั้ย”
“ไม่เป็นไร เราทนด้ายยยยย อุ อุ อั่วะ” Aylin ท่าจะแย่ รีบเอามือปิดปาก
ด้วยความเป็นห่วง เราเลยเอามือลูบหลังเพื่อน เลยโดนพี่ตาโตด่า
“ไปลูบหลังทำไม เดี๋ยวมันก็ออกมาหรอก” พี่โตรู้อาการดี เพราะเป็นไมเกรนประจำเหมือนกัน
“เอ่อ ไปโรงแรมก่อนก็ได้” Aylin เปลี่ยนใจ
เราเดินข้ามถนนอีกตลบ มุ่งหน้าไปโรงแรม

“เอ่อ รู้แล้ว เดี๋ยวไอมานะ” Aylin อาการดีขึ้นชั่วอึดใจ เธอข้ามไปอีกฝั่ง ไปขอถุงพลาสติกกับขนมปังสองสามชิ้นมาจากร้านค้า ร้านก็ใจดี๊ดี ขอก็ให้
“ไอกลับบ้านดีกว่า เดี๋ยวพักที่โรงแรมแล้วจะไม่ได้กลับ”
“แน่ใจนะ ไหวแน่นะ งั้นพวกเราเดินไปส่ง จอดรถไว้ไหนล่ะ”
“ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก เดินไปข้างหลังนี่แหละ”

เดินไปไม่กี่ก้าว Aylin ก็ “อั่วะ อั่วะ....อ้วกกกก”
“น้ำๆ”
“มีกระดาษทิชชู่ป่าว”
“ไหนล่ะน้ำ”
“เปิดฝาด้วยสิ”
“เอ้านี่ ถือๆ”

พวกเราตื่นตระหนกตกใจ โกลาหลกันใหญ่ Aylin ร้องไห้ครวญคราง โอ้ แย่แล้ว ไอแย่แล้ว ไม่ดีเลย แย่จริง

แต่พอได้อ้วกสักพัก อาการคงดีขึ้นเล็กน้อย แต่เธอยังไม่ยอมเปลี่ยนใจ จะกลับบ้านให้ได้ เดินไปขอถุงมาจากร้านอีกรอบ พวกเรารีบจ้ำ เดี๋ยวจะไปไม่ถึงรถ คนป่วยพาเราเดินเลี้ยวไป เลี้ยวมา ข้ามถนนแล้ว ข้ามถนนอีก โห...ไหนว่าไม่ไกลไง เดินจนขาลาก ขึ้นเขาอีกตังหาก

“อ้วกกกก” ว่าแล้ว...ต้องมีระลอกสอง
ฮืออ...Aylin น้ำตาเล็ด พยาบาลจำเป็นทำหน้าที่สุดความสามารถ

ในที่สุด ก็มาถึงที่จอดรถ
“แน่ใจนะว่าไหว”
“สบายมาก ไหวน่า”
“งั้นขับรถดีๆ นะ ถึงบ้านแล้วโทรมาบอกด้วย”
ก่อนร่ำลา เรามีของฝาก ซึ่งก็คือน้ำหอมที่แวะซื้อที่สนามบินมิวนิค ก่อนขึ้นเครื่องไม่กี่นาที เนื่องจากมาถึงสนามบินแล้วเพิ่งนึกได้ว่าควรจะมีของฝากเพื่อน (เป็นเพื่อนรักกันจริงๆ)
“แต้งกิ้วหลายๆ นะ Aylin ที่เสียสละชีพเพื่อเพื่อนที่ดีมากอย่างเรา”
“อะไรเนี่ย ไม่ต้องก็ได้ แค่นี้เองสบายมาก” สบายมากอะไรเล่า ตัวเองไม่สบายจะเป็นจะตายออกขนาดนี้
“รับไปเถอะ พวกเราอุตส่าห์ตั้งใจเจียดเงินกันซื้อเลยนะเนี่ย” Aylin คงซึ้ง
“ดีนะเนี่ยที่อ้วกไปแล้ว ตอนนี้ก็คงหายแล้ว ดมน้ำหอมก็ได้ หอมนะ” เราพูดด้วยความที่มองโลกในแง่ดี (เกินไป) นึกว่าเพื่อนอ้วกแล้วจะหาย
“เฮ่ย ไปพูดอย่างงั้นได้ไง เดี๋ยวก็อ้วกอีกหรอก” พี่ตาโตสะกิด

“อ้วกกกกกกก” พูดไม่ทันขาดคำ ระลอกสามก็มา

หลังจากปฐมพยาบาลด้วยความชำนาญ Aylin ก็ขอบคุณ ค้นหาถุงพลาสติกท้ายรถได้มาถุงเบ้อเริ่ม แล้วร่ำลากลับ เธอไม่วายบอกว่าถ้าวันมะรืนว่าง จะมาหาอีก อ้าว...นึกว่าจะไม่เจอกันแล้ว เลยอุตส่าห์แบกของฝากตระเวนไปด้วยทั้งวัน

พวกเรามองดู Aylin ขับรถออกไปด้วยความเป็นห่วง เราเดินข้ามเขากลับไปทางโรงแรม
“แล้วเราจะทานอะไรล่ะ คืนนี้”
“เราไปหาอะไรข้างทางทานมั้ย เมื่อวานทางกลับบ้าน เห็นร้านอาหารเยอะแยะ ถูกๆ น่ากิ๊น น่ากิน” พี่ตาโต น่ากิน หรือถูกกันแน่พี่
แต่ก็จริงของพี่ตาโต สองข้างทางถนนตรง Taksim Square นอกจากจะมีร้านค้าให้ช้อปแล้ว ยังมีร้านอาหารประมาณร้านข้าวแกงบ้านเราเต็มเลย แบบทำเสร็จแล้ว แค่ตักเสิร์ฟ
“ก็ดีพี่ สั่งง่ายดี แค่ชี้อย่างเดียว”


…Adventure #8 – Dinner...มื้อแรกที่ไม่มีไกด์พามากิน
พวกเราเดินข้ามถนนเสี่ยงตายอีกรอบมายังวงเวียนที่แท็กซี่เอาเรามาปล่อย แล้วข้ามอีกรอบไปฝั่งถนนอันศิวิไลซ์ เรามาหยุดยืนเกาะกระจกร้านข้าวแกงร้านแรกมองอาหาร ดูท่าที อาหารน่ากินจัง... แต่
“สั่งยังไงหว่า น่ากลัวจัง”
“งั้นเราลองเดินไปก่อน ดูว่าร้านอื่นเป็นยังไง”

ไม่ใกล้ไม่ไกล มีร้านแบบเดียวกันอีกร้าน
“เอาก็เอา เอาร้านนี้แหละ ลุย”
คนบอกลุย เข้าไปในร้าน แล้วยืนงงอีกพักใหญ่
“จะกินอะไรดีเนี่ย น่าตาแปลกไปหมดเลย”
“สั่งๆ ไปเหอะ ไม่ตายหรอก”

นอกจากเนื้อแกะสไลด์ใส่ขนมปัง ประเภท Döner Kebab แล้ว เราเคยทานอาหารตุรกีฝีมือแม่ Barış (เพื่อนอีกคนที่จะเป็นเหยื่อพวกเราพรุ่งนี้) ด้วยนะ เมื่อหลายเดือนก่อน สมัยที่ Barış ยังอยู่มิวนิค แล้วกลับไปเยี่ยมบ้านที่ Antalya แล้วเอาอาหารกลับมามิวนิคด้วย ที่เคยกินก็มีพริกหวานอบยัดไส้ข้าวผัดหมูกับเครื่องเทศอะไรซักอย่าง แล้วก็มีอาหารอื่นอีก แต่จำไม่ค่อยได้เพราะติดใจอยู่อย่างเดียว ไอ้พริกยัดไส้เนี่ยก็ทานมาแล้วที่ร้านอาหารไฮโซที่ Aylin พาไปเมื่อวาน Aylin อธิบายด้วยว่าพริกยัดไส้เนี่ยมี 2 แบบ แบบร้อน กับแบบเย็น ที่เราทานเป็นแบบร้อน

กลับมาเข้าเรื่องต่อ เรารวบรวมความกล้า หยิบถาดไปต่อแถว ชี้พริกหวานยัดไส้ตามถนัด พี่บูชาตามมาติดๆ ชึ้จานคนข้างๆ แบบว่าเอาแบบนี้น่ะ เป็นเนื้อแกะ Döner โปะบนข้าว กับสลัดแตงกวากับมะเขือเทศ พี่ตาโตสละสิทธิ์ ขอดูลาดเลาก่อน รอดตายมาเปลาะนึง ก่อนถึงแคชเชียร์มีถาดขนมปังแบบขนมปังฝรั่งเศสหั่นเป็นแว่นๆ วางอยู่เต็ม คนข้างหน้าหยิบขนมปังกันใหญ่เลย เรายืนงง จะหยิบดีมั้ยเนี่ย เสียตังค์รึเปล่าหว่า เราพยายามใช้สมอง (อันน้อยนิด) ชะโงกดูชื่ออาหารกับราคาบนเมนูตรงเคาน์เตอร์เพื่อจะคำนวณเงินว่าเค้าเสียตังค์ค่าขนมปังกันรึเปล่า ปรากฏว่า...แป่ววว...อ่านไม่ออก ไอ้อาหารที่คนข้างหน้าสั่งมันเรียกว่าอะไร จะไปรู้ได้ไงล่ะ เอาวะ ถามก็ได้
“ยู ยู ขนมปังนี่ ฟรีอ๊ะป่าวอ่ะ” แป่ววว...แคชเชียร์พูดอังกฤษไม่ได้
“The bread costs no free” คนข้างหลังแอบได้ยิน เลยใจดีช่วยตอบ แต่..อะไรนะ ฟังไม่ถนัดน่ะ มัน no free หรือ no fee กันแน่ งง
“ฮะ ว่าไงนะ How much?”
“No no no…no free” ตอบอีกก็งงอีก เอาล่ะลองหยิบดูละกัน เราเลยหยิบขนมปังมา 2 ชิ้น
พอจ่ายตังค์ ปรากฏว่าขนมปังมันฟรีอ่ะ แหมเสียดาย น่าจะหยิบมาอีก เลยรีบตะโกนบอกพี่บูให้หยิบขนมปังมาเยอะๆ แล้วไปหาโต๊ะนั่ง

“อ้าว พี่ บอกให้ขนมปังมาเยอะๆ ทำไมเอามาแค่ 3 ชิ้นเล่า”
“ก็มันเกรงใจเค้าน่ะ”
แต่พอมองโต๊ะรอบๆ เค้าหยิบขนมปังมาเป็นพะเนินทั้งนั้นเลย

“เอาล่ะ Guten Appetit นะค้า” ขอให้ทานอาหารให้อร่อยภาษาเยอรมัน
“โห ขนมปังอร่อยแฮะ ไม่น่าเชื่อ” ก็หน้าตามันดูไม่น่าอร่อยมากนี่นา
“เสียดายเนอะ”
“แต่ไอ้สลัดเนี่ย ไม่มีรสชาติเลย เหมือนแค่เอาแตงกวาไปล้างน้ำเลย” มันเป็นแตงกวาแช่น้ำจริงๆ รสธรรมชาติมั่กมั่ก
“ไอ้พริกยัดไส้นี่มันเย็นน่ะ นึกว่าร้อน” ก็เพื่อนก็บอกแล้ว ว่ามันมี 2 แบบไง
“ไอ้ข้าวนี่ก็รสปะแล่ม แกะก็มีกลิ่น”
ปรากฏว่ามื้อนี้ ขนมปังฟรีอร่อยสุด
“เรากลับไปตายรังกับมาม่าใส่ไข่ดีกว่า”

ทานเสร็จ เราข้ามถนนเสี่ยงตายอีก 3 ตลบมาถึงฝั่งโรงแรม พี่บูชาขอแวะร้านค้าที่ Aylin ไปขอถุงพลาสติก พี่ท่านกลับออกมาพร้อมเบียร์ 2 กระป๋อง น้ำแกลลอน และที่ขาดไม่ได้...“ไข่”

กลับถึงโรงแรมก็ได้รับ message สั้นๆ จาก Aylin ว่าถึงบ้านเรียบร้อย ค่อยยังชั่วหน่อย จากนั้นเราก็ส่งข้อความติดเรทให้ Barış “Hi, I’m at room 501 Hotel La Villa, Topçu Caddesi #28, Taksim. Tel 2565626. Pls call. See u…Dao” เพื่อนจะโดนแฟนฆ่ามั้ยเนี่ย ได้รับ Message ติดเรทตอน 5 ทุ่ม

และแล้วเพื่อนก็โทรมา อ้อ..มันยังมีชีวิตอยู่ เรานัดกันพรุ่งนี้ 10 โมงที่โรงแรม เฮ่อ...วันนี้เหนื่อยจัง แต่พรุ่งนี้จะได้เจอ Barış แล้ว จะเป็นยังไงน้อ....



…to be continued…Istanbul (5)…




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 2 สิงหาคม 2549 19:34:56 น.
Counter : 370 Pageviews.  

1  2  

daonari
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add daonari's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.