Group Blog
All Blog
|
Douglas Kelley ![]() Freedom 250 Video challange - Douglas Kelly บุคคลสำคัญที่จะส่งเข้าประกวดในวันนี้มาจากรัฐแคลิฟอเนียร์ Douglas Kelley (จิตแพทย์ที่ศึกษาพวกนาซี) ปกติแล้วทรายเป็นคนรักสงบ ไม่ค่อยสนใจเรื่องสงครามเท่าไหร่ สนใจแต่เรื่องท่องเที่ยว แต่คุณปู่ของทราย ท่านเคยเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วเมื่อท่านกลับมาจากสงคราม ท่านมีอาการ PTSD ตลอดมา จนทรายอายุประมาณ 5 - 6 ขวบ ทรายได้ไปอยู่กับคุณปู่ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน คุณปู่รักทรายมากเพราะทรายจะนั่งฟังคุณปู่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปเรื่อยๆ และคุณปู่ของทรายนี่แหละ ที่เป็นคนสอนทรายว่า ถ้ามีโอกาสได้ไปเมืองนอก เวลาเกิดอาชญากรรมใดๆ ที่เกินกำลังของเราแล้วโดนคุกความโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ช่วยเหลือ ให้ไปที่ที่มีทหาร UN เพราะประเทศเราเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 มาก่อน (แล้วทรายก็ได้ใช้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้ แล้วจะมาเล่าให้ฟัง) และหนึ่งในรายชื่อที่ขึ้นอยู่ทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คนๆ นั้นคือคุณปู่ของทรายเอง ก็คงไม่ต้องถามว่าทรายรักชาติ รักประเทศของตนเองแค่ไหน แต่ก็น่าเศร้าใจที่ท่านป่วยแล้วต้องมาตายอย่างไม่สมเกียรติ เพราะคนยุคหลังเมินเฉย เพราะคิดว่าสงครามมันผ่านไปนานแล้ว ประวัติของ Douglas Kelly จิตแพทย์สงครามในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดักลาส เคลลีย์ (Douglas Kelley, 1912-1958) เป็นจิตแพทย์ทหารอเมริกันที่มีชื่อเสียงจากการทำหน้าที่หัวหน้าจิตแพทย์ประจำเรือนจำนูเรมเบิร์กช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาประเมินความสามารถทางจิตของผู้นำนาซี 22 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมในการขึ้นศาล และเป็นผู้ศึกษาความน่ากลัวของแนวคิดแบบนาซี [1, 2, 3] ประวัติและความสำเร็จที่สำคัญ
เรื่องราวของเขาถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และเป็นที่กล่าวถึงในฐานะจิตแพทย์ที่เข้าใกล้ความมืดมิดในจิตใจมนุษย์มากที่สุด สิ่งที่ได้เรียนรู้ในเรื่องราวของ Douglas Kelly ก็คือ 1. เขาเป็นคนเก่งมาก เพราะอาชีพจิตแพทย์ทหาร ไม่ได้ทำงานนี้ง่ายๆ และพอรู้ว่าต้องไปทำงานเกี่ยวกับนาซี ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อประเมินสุขภาพจิตของนาซีว่าผิดปกติไหม เพื่อไปขึ้นศาลทหารให้ตัดสิน ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ 2. ทหารในสงครามต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เมื่อกลับมาจากสงครามหรือเหตุการณ์ปะทะกันรนแรงควรได้รับการตรวจประเมินสุขภาพจิตหรือไม่ โดยไม่ต้องรอให้เขาป่วย เพราะมันควรเป็นสวัสดิการของทหาร ก่อนกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ ซึ่งคุณปู่ของทรายน่าจะไม่ได้รับการตรวจประเมิน เพราะการแพทย์ทหารไทยสมัยนั้นยังไม่ก้าวหน้ามาจนถึงยุคนี้ ทำให้ท่านทรมานจากโรค PTSD ตลอดระยะเวลา 60 ปีและเสียชีวิตตอนอายุ 80 ปี ทรายจึงนำเรื่องนี้มาเขียนถึงความเกี่ยวเนื่องกับ Douglas Kelly เพื่อให้กองทัพทหารไทยยุคใหม่ ได้เข้าใจว่าการประเมินสุขภาพจิตของทหารหลังสงครามเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้น้องๆ ทหารรุ่นใหม่ที่เขาสละชีวิตเพื่อชาติ หลังจากจบสงครามแล้ว ได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องทรมานเหมือนคุณปู่ของทราย และฝากไปยังนายพลไทยประมาณหลายร้อยคนว่า หากคุณมีเหรียญตราครบ แต่ตอนไปรบส่งคนอื่นไปแทน ก็ควรเห็นใจทหารผู้น้อยเหล่านั้น 3. การเสียชีวิตของเคลลี่เนื่องจากการฆ่าตัวตาย ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการดูแลบุคลากรทางการแพทย์เช่นกัน โดยปัจจุบัน ในประเทศไทย บุคลลากรทางการแพทย์ก็มีความเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจอันเนื่องมาจาก อยู่เวรเยอะ นอนน้อย คนไข้ก่อกวนทั้ง OPD และ IPD เราจึงควรมีการประเมินสุขภาพจิตของบุคลากรทางการแพทย์บ้าง และเป็นตัวอย่างให้กับประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่า คนปกติธรรมดาก็สามารถเดินไปพบจิตแพทย์ได้ ไม่ต้องรอให้เกิดความเครียดจนทำให้มีปัญหาสุขภาพจิต ควรมีการดูแลสุขภาพจิตแบบกันไว้ก่อน ดีกว่าแก้ 4. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้แล้วทรายเป็นคุณปู่ แล้วมีโอกาศได้พบกับ Douglas Kelley อยากถามเขาว่า ในอเมริกามีการวิจัยเรื่อง "การประเมินสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชและการเปรียบเทียบ เด็กที่เกิดก่อนและหลังจากพ่อหรือแม่ที่กลับมาจากสงครามแล้วเป็นโรค PTSD รวมไปถึงเด็กที่เกิดหลังจากพ่อหรือแม่ที่กลับมาจากสงครามแล้วเป็นโรค PTSD นั้น สามารถมีพันธุกรรมผิดปกติทางสุขภาพจิตในกลุ่มโรคใดบ้าง มีแนวโน้มจะป่วยในกลุ่มโรคสุขภาพจิต ได้กี่เปอร์เซนต์ และหากพ่อหรือแม่ที่กลับมาจากสงครามแล้วป่วยเป็นโรค PTSD ก่อนมีบุตรควรมีการประเมินสุขภาพจิตเพื่อประเมินความเสี่ยงในบุตรที่จะเกิดมามีความผิดปกติทางจิตอย่างไร" เพราะหลังจากที่คุณปู่ของทรายกลับมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเป็นโรค PTSD ลูกหลานในครอบครัวก็มีความผิดปกติในกลุ่ม Anxiety และ Stroke ซึ่งพวกเราจึงสงสัยว่าอาจจะมีความผิดปกติมาจากพันธุกรรมที่ได้จากคุณปู่ 5. Douglas Kelly จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่บุคคลสำคัญที่ทำภารกิจสำคัญระดับโลกต้องมีจุดจบแบบนี้ ถ้าทรายตายแล้วไปเจอกับ Douglas Kelly ที่ทางช้างเผือก ทรายจะพาเขาไปนั่งในสวนดอกไม้ ตบไหล่เขาเบาๆ แล้วบอกว่า "คุณทำดีที่สุดแล้ว" มันมีเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมาในสังคมไทย ว่า คนที่ฆ่าตัวตาย จิตจะไม่ไปไหน แล้วจะวนเวียนกลับมาฆ่าตัวตายในเวลาเดิมทุกวัน ถ้าจิตหาทางออกไม่ได้ ดังนั้นถ้าเป็นแบบนั้นจริง เขาคงทรมานมาก การไปตบไหล่เบาๆ แล้วบอกว่า "คุณทำดีที่สุดแล้ว" จะช่วยให้จิตปล่อยวางและไปเกิดใหม่ในที่ที่ดี ย้อนกลับ สารบัญ
|
cyberlifenlearn
ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]![]() tiktok : Cyberlifenlearn Instagram : cyberlifenlearn บทความ บทกลอน รวมถึงภาพถ่าย หากต้องการเอาไปใช้ต้องขออนุญาติก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลิขสิทธิ์ตามมาภายหลัง
| |||||||||||||||



ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [