ตอน10: ตอนParis, France#1 พลัดหลง และ ถูกทิ้ง ความโดดเดี่ยวกับชายหนุ่มแปลกหน้าสองต่อสอง
ปารีส เมืองแฟชั่นและดินแดนน้ำหอมแห่งยุโรป เมื่อพูดถึงปารีส คนอื่นอาจจะนึกถึงหอไอเฟล ภาพวาดโมนาลิซา Louise Vuitton หรือน้ำหอม แต่ไม่รู้สิ ฉันเห็นเจ้านายนึกถึงแต่หอไอเฟล

**ติ๊งติ่อง ท่านผู้มีอุปการคุณโปรดทราบ ไฟล์ทนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นหากไม่มีสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการอย่างพี่เดียร์ ผู้ซึ่งลาออกและยอมแลกไฟล์ทปารีสนี้กับลากอสของเจ้านายแทน เพราะรู้ว่าเธอคงไม่กลับมาทำไฟล์ทได้ทัน ต้องขอขอบพระคุณพี่เดียร์เป็นอย่างสูง ตึ่งตึงตึ๊ง**

ก่อนไปฉันเห็นเจ้านายนั่งคุยกับใครไม่รู้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงเรื่องสถานที่เที่ยว ดูเธอเองก็ละอายใจอยู่เหมือนกันที่ปกติเธอไม่เคยคุยกับน้องคนนี้เลย แต่พอเธอจะได้ไปปารีส เธอกลับไปถามข้อมูลจากเขาจนไม่รู้เขารำคาญหรือเปล่า

น้องคนนี้ชื่อ Stephan แต่เจ้านายของเราเหมือนจะออกเสียง /เฟอะ/ ตรงกลางลำบากด้วยว่าแรงลมในปอดมีน้อย จึงขอเรียกด้วยเสียงพยัญชนะปิดว่า Sa-tep-sil เล่นเอาฝรั่งม่ายข้าวจาย

“Why do you call me Satepsil? What does that mean?” สเตฟานถามเจ้านายด้วยความสงสัย
“ก้อว์ชื่อเธอว์มานเรียกยากส์นี่นา ออกเสียเนือยแมก รู้จั๊กยาโอมสะเต๊บซิ่วม้าย” เจ้านายตอบดื้อๆ
(ก็ชื่อเธอมันเรียกยากนี่นา ออกเสียงเหนื่อยมาก รู้จักยาอมสเตร็ปซิลไหม)
.....................................(ไม่มีเสียงตอบรับจากน้อง ฝรั่งงง)
........................ HA HA HA HA...............................(ฝรั่งเข้าใจแล้ว)

แหมมุกนี้คิดได้ ดีนะที่สเต็ฟเคยอยู่เมืองไทย(เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยที่เจ้านายเคยเรียน) เลยเข้าใจมุกนี้

สุดท้ายหลังจากถามเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวกันอยู่นาน ซาเต็บจึงอาสาจะพารุ่นพี่คนนี้เที่ยวฝรั่งเศสเสียหน่อย ทั้งสองก็เลยแลกเบอร์ติดต่อกันไว้ แต่เจ้านายก็ดันคิดเกรงใจไม่ขอรบกวนซาเต็บดีกว่าเพราะเห็นน้องบอกว่าจะไปแคมป์กับครอบครัวช่วงกลางวัน แต่น้องเต็บก็ยังยืนยันบอกให้เจ้านายส่งข้อความมือถือหาเมื่อถึงปารีส

โรงแรมที่ปารีสซึ่งเป็นที่พักของลูกเรือไกลจากตัวเมืองมากอยู่ ต้องนั่งรถแท๊กซี่ออกไปเท่านั้นจึงจะเข้าเมืองได้ ดังนั้นเมื่อไปถึง ลูกเรือเลยเหมารถที่โรงแรมไปในเมืองพร้อมกัน หารเงินกันคนละ18ยูโรได้ทั้งไปและกลับ ก็ถือว่าคุ้มทีเดียว เจ้านายก็ลงขันกับเขาด้วย

แต่ดูเหมือนเจ้านายจะเหนื่อยอ่อนเพราะตื่นเต้นที่จะได้ไปฝรั่งเศสจนนอนไม่หลับ แถมฝันแปลกๆว่าโดนนักร้องชื่อดังท่านหนึ่งวิ่งไล่จนจนมุม เป็นฝันที่แปลกและไม่มีวิธีแก้เคล็ดในตำราเสียด้วย แต่เธอก็ยังสู้ เพราะโอกาสจะได้มาปารีสที่เธอใฝ่ฝันตั้งแต่เรียนม.ปลายนั้นไม่ใช่ง่าย ขอไฟล์ทก็ไม่เคยได้ ถ้าไม่ใช่เพราะบารมีพี่เดียร์ เธอก็คงไม่มีวันได้มา

รถโรงแรมพาเธอและลูกเรือมาลงที่ถนนฌ็องเอลิเซ่ตรงหน้าร้านหลุยส์ เดินถัดไปจากหลุยส์ ก็เจอร้านLacoste นึกมาได้ว่าปะป๋าฝากซื้อถุงเท้าเจ้าประจำตราไอ้เข้ฟาดหาง เลยขอตัวเพื่อนๆลูกเรือแวะเข้าไปดูของให้พ่อสักครู่ เพื่อนๆบอกว่าจะรออยู่ที่หน้าร้าน เจ้านายวิ่งหาถุงเท้าอยู่ได้ไม่นาน เมื่อพบว่าไม่มีอย่างที่ต้องการก็ออกมาเพื่อไม่ให้เพื่อนๆรอนาน แต่พอเดินออกมาแล้วกลับรู้สึกหวิวๆ ว่างๆ งงงวย มึน เพื่อนหาย!

เธอเดินกลับไปดูที่ร้านหลุยส์ แล้วกลับมาที่หน้าร้านไอ้เข้ เดินกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้นได้ประมาณครึ่งชั่วโมงจนมั่นใจแล้วว่า เธอพลัดหลงแล้วละ เพื่อนๆไม่รอเธอเลย มันเป็นสิ่งที่โหดร้ายที่สุด

เธอเดินโซเซราวกับในมิวสิควีดีโอที่นางเอกผิดหวังในรักสามเศร้า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับแอร์สาวตัวเล็กๆอย่างเธอ มันเกินกว่าที่เธอจะรับไหว เจ้านายน้ำตาคลอ(ของจริง) เธอคงรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก เพราะเธอไม่เคยไปไหนคนเดียวที่ไกลจากโรงแรมระยะไม่สามารถเดินกลับได้ขนาดนี้ แล้วนี่เบอร์มือถือเพื่อนๆแอร์ก็ไม่ได้ขอไว้ จะทำอย่างไรดีละ

เมื่อเดินตามหาฝูงสักพักโดยไร้วี่แวว เธอเดินคอตกน้ำตาคลออยู่ริมขอบบาทวิถีของกรุงปารีส เวลาเริ่มเย็น แสงแดดเริ่มอ่อน เธอเดินอย่างไร้จุดหมาย ตอนนี้เธอเองก็ไม่ต่างอะไรจากคนหลงทาง ถึงเวลาแล้วสิ! ที่เธอต้องโทรหาซาเต็บซิ่ว ฮีโร่คนเดียวที่เธอนึกได้ในตอนนี้ แต่ก็ไม่รู้ซวยซ้ำซวยซ้อนหรืออะไร เบอร์ของน้องเต็บที่ให้มา เธอส่งข้อความไปเท่าไรก็ไม่มีการตอบกลับ เธอจึงตัดสินใจเดินเที่ยวเองคนเดียวโดยปราศจากแผนที่

.....หมามันหลงยังดมทางกลับบ้านได้ เราเป็นคน จะกลับไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป......

เจ้านายเดินไปอย่างไร้จุดหมาย หันตั้งหลักได้ทางไหนก็เดินตรงไปทางนั้นเอาดื้อๆ และหวังว่ามันน่าจะเป็นทางไปหอไอเฟลที่เธออยากเห็นสักครั้งก่อนสิ้นลม(ในการเดินทรหดครั้งนี้) เธอเดินถามทางไปเรื่อยๆ ถามคนแถวนั้นก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้(ก็ไม่เข้าใจทำไมเลือกไปถามเด็ก) จนเธอแทบถอดใจ สุดท้ายเจอชายหนุ่มคนหนึ่งท่าทางใจดี เลยลองถามทางไปหอไอเฟลดู

พ่อหนุ่มคนนั้นบอกว่าเจ้านายมาผิดทางแล้ว หอไอเฟลไปทางนู้นนนน(ทิศทางตรงข้ามกับที่เดินมา จากตรงนี้จึงสรุปได้ว่าถ้าปล่อยหมาและเจ้านายที่เดียวกัน มีแนวโน้มเป็นไปได้ว่าหมาจะหาทางกลับบ้านได้ก่อนเจ้านาย)

คุยไปคุยมา ชายหนุ่มคนนั้นก็ถามว่าเจ้านายมาจากไหน พอบอกว่าเป็นคนไทยเท่านั้นละ พี่แกร้องสุดเสียง

“โอ้ว มงดิเออร์ฉานช๊อบเมืองทายมั๊ก ปายเที่ยวมาด้วย สวยแมกเฉงๆ”
(โอ้ พระพุทธเจ้าช่วย ผมชอบเมืองไทยมากครับ ไปเที่ยวมาด้วย สวยมากจริงๆ)
จากนั้น ชายหนุ่มแปลกหน้าก็แนะนำตัวว่าชื่อ ฌอน เคยอยู่เมืองไทยและชอบเมืองไทยมาก ฌอนถามเจ้านายว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงมาเดินถามทางอยู่ที่นี่ซึ่งเป็นคนละทิศกับทางไปหอไอเฟลซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของเธอเลย เจ้านายเลยบอกไปตามตรงว่า หลงคะ!

ความจริงแล้วเจ้านายเป็นคนระวังตัวมากคนหนึ่ง แต่เวลาที่คนเราหมดหนทาง หลงอยู่ตัวคนเดียว นั่นละเป็นจุดอ่อนให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสเราได้(อันนี้เตือนไว้เผื่อน้องๆคนไหนหลงทางจะได้ตั้งสติ อย่าบอกข้อมูลไปหมดแบบเจ้านาย) แต่โชคดีที่ฌอนเป็นคนฝรั่งเศสที่มีน้ำใจงาม มันเหมือนพระเจ้าส่งเขามาช่วยเจ้านายเรามากกว่า เพราะสุดท้ายแล้ว ฌอนพาเจ้านายไปที่ตู้โทรศัพท์เพื่อลองโทรหาน้องเต็บ แถมที่นั่นเขาไม่มีมาหยอดเหรียญก๋องแก๋งอย่างบ้านเรา เขาใช้บัตรเท่านั้น ฌอนก็เป็นผู้อุปการะคุณให้ใช้บัตรของเขาฟรีอีกต่างหาก แต่ดันโทรไม่ติด ฌอนลองโทรให้ก็เหมือนกับว่า โทรศัพท์น้องเต็บไม่มีสัญญาณราวกับอยู่ในป่ารกทึบ

เจ้านายหมดหวังและเลิกหวัง คิดว่าวันนี้คงได้เดินเที่ยวคนเดียวเหงาๆและก็กลับมารอรถโรงแรมคันเดิมที่นัดไว้หน้าร้านหลุยส์ตอนสี่ทุ่มแน่ๆ แล้วนี่มันเพิ่งสี่โมงเอง จะเดินที่ไหนดีละเนี่ย

ขอต้อนรับท่านเข้าสู่รายการ เฮียฌอน พาทัวร์
(โปรดติดตามตอนต่อไป)



Create Date : 15 กรกฎาคม 2557
Last Update : 15 กรกฎาคม 2557 19:53:10 น.
Counter : 671 Pageviews.

0 comment
ตอน9 : รับปริญญา “ชาติก่อน ฉันคงไปขัดขาใครไว้ ไม่ให้ได้สิ่งที่หวัง” ตอนจบ
วันรับปริญญา
คงไม่มีอะไรน่าเสียดายไปกว่ามาถึงที่แล้วไม่ได้เข้า ไม่ได้ทำ ไม่ได้อย่างที่หวัง ที่เจ้านายเคยพูดเมื่อสองสามวันก่อนว่า “ชาติที่แล้วฉันคงไปขัดขาใครไว้ เขาเลยกลับมาแก้แค้นไม่ให้ฉันได้สิ่งที่หวัง” บางทีมันอาจจริงก็ได้ เรื่องเวรกรรมไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่

เธอเริ่มกลับมาพิจารณาใบเซียมซีใบนั้นอีกครั้ง อ่านไปอ่านมา มันดูจะตรงกับเหตุการณ์และอุปสรรคที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผิดก็เพียงแต่ว่า วันนี้เธอมาอยู่เมืองไทยรอเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว ไม่มีอะไรขัดขวางเธอได้อีกต่อไป เธอยิ้มย่องเยี่ยงผู้ชนะ

อย่างไรก็ตาม เธอไปทำบุญที่วัดเป็นการใหญ่ อุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรซึ่งเป็นความเชื่อส่วนตัวของเธอเองว่า พวกท่านคงกลับมาสนองกรรมที่เคยทำไว้ต่อกันในชาติก่อน จึงเป็นเหตุให้เธอต้องมาเจอกับอุปสรรคขัดขวางก่อนที่จะได้รับสิ่งที่เธอหวังสูงสุดในชีวิตสิ่งหนึ่ง ซึ่งก็คือรูปรับปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพฯ

เมื่อเธอกลับมาบ้าน พ่อและแม่รีบไต่ถามด้วยความเป็นห่วงว่าทุกอย่างจบลงได้อย่างไร เธอเล่าเรื่องนางฟ้าผู้ใจดีที่มาช่วยเธอไว้ แม่สารภาพว่าตอนที่เธอโทรมาร้องไห้ แม่เองก็กังวลใจไม่น้อยเพราะไม่รู้จะช่วยเธออย่างไร ด้วยเพราะอยู่ห่างไกลกันคนละประเทศ เรื่องนี้ทำให้เธอเรียนรู้ว่าเธอต้องเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไร เธอตั้งใจว่าจะไม่โทรศัพท์ร้องไห้ให้พ่อแม่กังวลอีก แต่จะหัดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เธอจะไม่ทำให้พ่อแม่กังวลอีก

ทุกอย่างดูไม่น่ามีปัญหาอะไร
แต่ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกไม่ดีเลย เหมือนเคยพูดแบบนี้แล้วก็เกิดเรื่องให้ได้ปวดหัว

เมื่อถึงวันรับปริญญา เธอไปร้านทำผมแต่งหน้าที่ได้โทรนัดกันไว้ดิบดี แต่ที่แย่ก็คือพี่เจ้าของร้านดันแต่งให้กับลูกค้าอีกคนที่รู้จักก่อน ทั้งที่เธอมาเป็นลูกค้ารายแรก แถมได้โทรนัดกันไว้แล้วเป็นอาทิตย์ ใกล้เวลานัดหมายรับปริญญาเต็มที พี่เจ้าของยังคงอ้างแต่คำว่าทันแน่นอน แม้เธอจะเร่งพี่เขาแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล

พูดแล้วก็น่าโมโห นัดแล้วเรียบร้อยแต่มาลัดคิวให้ลูกค้าคนสนิทแบบนี้ ถึงแม้กระเป๋าอย่างฉันจะไม่มีหน้าให้แต่ง ฉันก็สาบานไม่ไปอุดหนุนร้านนี้อีกแน่นอน

ดูเหมือนสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นคงกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เจ้านายได้สิ่งที่หวัง (ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฝนเริ่มตก และแน่นอนรถเริ่มติด ภายในเวลา15นาทีก่อนถึงเวลานัด เจ้านายจะไปถึงมหาวิทยาลัยทันไหมละเนี่ย

เธอไปได้เพียงครึ่งทาง พ่อของเธอตัดสินใจเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งเธอที่มหาวิทยาลัยแทน เพราะมั่นใจว่า ถ้ายังนั่งรถอยู่คงไปไม่ทันแน่(แม้ว่าคุณพ่อจะขับรถเปิดเลนส์ใหม่เองเลยก็ตาม)

พ่อมอบเสื้อสูทของพ่อให้เธอใช้คลุมตัวไม่ให้เปียก พี่มอเตอร์ไซค์วินเร่งเต็มที่ ปาดซ้ายปาดขวา นาทีนั้นเรียกว่าไม่กลัวตายแต่กลัวไม่ได้รับปริญญา จนในที่สุดก็ถึงหอประชุมมหาวิทยาลัย สถานที่สุดท้ายของเธอ

เธอเห็นปลายแถวบัณฑิตอยู่ไกลๆ แถวใกล้หมดแล้ว นั่นหมายความว่าแถวของคณะเธอเข้าหอประชุมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อาจารย์ที่ปรึกษาเมื่อเห็นเธอ ก็ถอนหายใจทันใด
“ครูคิดว่าเธอจะไม่มาเสียแล้ว นาทีสุดท้ายเลยนะเธอนี่”

เธอฝากของทุกอย่างไว้ที่อาจารย์ วิ่งตามขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ในส่วนของคณะเธอ หวังว่าจากนี้ไปคงไม่มีอะไรขัดขวางเธอได้แล้วนะ

สุดท้าย เธอก็ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ในรูปเธอยิ้มแป้นจนเห็นได้ชัด เธอรอวันนี้มาตลอด22ปี วันที่เธอทำให้คนทั้งครอบครัวภูมิใจในตัวเธอ วันที่เธอได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพฯ และรูปนี้จะเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลเธอต่อไป

หลังงาน เธอถ่ายรูปกับเพื่อนๆและครอบครัวทั้งวัน ตอนเย็นก็กินเลี้ยงกับครอบครัวและญาติ มันเป็นสิ่งที่คุ้มที่สุดและเหนื่อยยากที่สุดสิ่งหนึ่งกว่าจะได้มา

หากชาติที่แล้ว เจ้านายของข้าพเจ้าได้ไปขัดขวางสิ่งประสงค์ของใครไว้ ข้าพเจ้าขอให้เลิกแล้วแต่กัน อโหสิเทอญ


NOTE:
“NAM-MYOHO-RENGE-KYO” คำสวดมนต์ที่บีน่าสอนให้เจ้านาย เมื่อเวลามีความทุกข์





Create Date : 15 กรกฎาคม 2557
Last Update : 15 กรกฎาคม 2557 19:51:18 น.
Counter : 542 Pageviews.

0 comment
ตอน8: วันรับปริญญา วันที่รอคอยของเจ้ากรรมนายเวร
คงไม่มีอะไรน่าเสียดายไปกว่ามาถึงที่แล้วไม่ได้เข้า ไม่ได้ทำ ไม่ได้อย่างที่หวัง ที่เจ้านายเคยพูดเมื่อสองสามวันก่อนว่า “ชาติที่แล้วฉันคงไปขัดขาใครไว้ เขาเลยกลับมาแก้แค้นไม่ให้ฉันได้สิ่งที่หวัง” บางทีมันอาจจริงก็ได้ เรื่องเวรกรรมไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่

เธอเริ่มกลับมาพิจารณาใบเซียมซีใบนั้นอีกครั้ง อ่านไปอ่านมา มันดูจะตรงกับเหตุการณ์และอุปสรรคที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผิดก็เพียงแต่ว่า วันนี้เธอมาอยู่เมืองไทยรอเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว ไม่มีอะไรขัดขวางเธอได้อีกต่อไป เธอยิ้มย่องเยี่ยงผู้ชนะ

อย่างไรก็ตาม เธอไปทำบุญที่วัดเป็นการใหญ่ อุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรซึ่งเป็นความเชื่อส่วนตัวของเธอเองว่า พวกท่านคงกลับมาสนองกรรมที่เคยทำไว้ต่อกันในชาติก่อน จึงเป็นเหตุให้เธอต้องมาเจอกับอุปสรรคขัดขวางก่อนที่จะได้รับสิ่งที่เธอหวังสูงสุดในชีวิตสิ่งหนึ่ง ซึ่งก็คือรูปรับปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพฯ

เมื่อเธอกลับมาบ้าน พ่อและแม่รีบไต่ถามด้วยความเป็นห่วงว่าทุกอย่างจบลงได้อย่างไร เธอเล่าเรื่องนางฟ้าผู้ใจดีที่มาช่วยเธอไว้ แม่สารภาพว่าตอนที่เธอโทรมาร้องไห้ แม่เองก็กังวลใจไม่น้อยเพราะไม่รู้จะช่วยเธออย่างไร ด้วยเพราะอยู่ห่างไกลกันคนละประเทศ เรื่องนี้ทำให้เธอเรียนรู้ว่าเธอต้องเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไร เธอตั้งใจว่าจะไม่โทรศัพท์ร้องไห้ให้พ่อแม่กังวลอีก แต่จะหัดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เธอจะไม่ทำให้พ่อแม่กังวลอีก

ทุกอย่างดูไม่น่ามีปัญหาอะไร
แต่ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกไม่ดีเลย เหมือนเคยพูดแบบนี้แล้วก็เกิดเรื่องให้ได้ปวดหัว

เมื่อถึงวันรับปริญญา เธอไปร้านทำผมแต่งหน้าที่ได้โทรนัดกันไว้ดิบดี แต่ที่แย่ก็คือพี่เจ้าของร้านดันแต่งให้กับลูกค้าอีกคนที่รู้จักก่อน ทั้งที่เธอมาเป็นลูกค้ารายแรก แถมได้โทรนัดกันไว้แล้วเป็นอาทิตย์ ใกล้เวลานัดหมายรับปริญญาเต็มที พี่เจ้าของยังคงอ้างแต่คำว่าทันแน่นอน แม้เธอจะเร่งพี่เขาแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล

พูดแล้วก็น่าโมโห นัดแล้วเรียบร้อยแต่มาลัดคิวให้ลูกค้าคนสนิทแบบนี้ ถึงแม้กระเป๋าอย่างฉันจะไม่มีหน้าให้แต่ง ฉันก็สาบานไม่ไปอุดหนุนร้านนี้อีกแน่นอน

ดูเหมือนสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นคงกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เจ้านายได้สิ่งที่หวัง (ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฝนเริ่มตก และแน่นอนรถเริ่มติด ภายในเวลา15นาทีก่อนถึงเวลานัด เจ้านายจะไปถึงมหาวิทยาลัยทันไหมละเนี่ย

เธอไปได้เพียงครึ่งทาง พ่อของเธอตัดสินใจเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งเธอที่มหาวิทยาลัยแทน เพราะมั่นใจว่า ถ้ายังนั่งรถอยู่คงไปไม่ทันแน่(แม้ว่าคุณพ่อจะขับรถเปิดเลนส์ใหม่เองเลยก็ตาม)

พ่อมอบเสื้อสูทของพ่อให้เธอใช้คลุมตัวไม่ให้เปียก พี่มอเตอร์ไซค์วินเร่งเต็มที่ ปาดซ้ายปาดขวา นาทีนั้นเรียกว่าไม่กลัวตายแต่กลัวไม่ได้รับปริญญา จนในที่สุดก็ถึงหอประชุมมหาวิทยาลัย สถานที่สุดท้ายของเธอ

เธอเห็นปลายแถวบัณฑิตอยู่ไกลๆ แถวใกล้หมดแล้ว นั่นหมายความว่าแถวของคณะเธอเข้าหอประชุมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อาจารย์ที่ปรึกษาเมื่อเห็นเธอ ก็ถอนหายใจทันใด
“ครูคิดว่าเธอจะไม่มาเสียแล้ว นาทีสุดท้ายเลยนะเธอนี่”

เธอฝากของทุกอย่างไว้ที่อาจารย์ วิ่งตามขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ในส่วนของคณะเธอ หวังว่าจากนี้ไปคงไม่มีอะไรขัดขวางเธอได้แล้วนะ

สุดท้าย เธอก็ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ในรูปเธอยิ้มแป้นจนเห็นได้ชัด เธอรอวันนี้มาตลอด22ปี วันที่เธอทำให้คนทั้งครอบครัวภูมิใจในตัวเธอ วันที่เธอได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพฯ และรูปนี้จะเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลเธอต่อไป

หลังงาน เธอถ่ายรูปกับเพื่อนๆและครอบครัวทั้งวัน ตอนเย็นก็กินเลี้ยงกับครอบครัวและญาติ มันเป็นสิ่งที่คุ้มที่สุดและเหนื่อยยากที่สุดสิ่งหนึ่งกว่าจะได้มา

หากชาติที่แล้ว เจ้านายของข้าพเจ้าได้ไปขัดขวางสิ่งประสงค์ของใครไว้ ข้าพเจ้าขอให้เลิกแล้วแต่กัน อโหสิเทอญ


NOTE:
“NAM-MYOHO-RENGE-KYO” คำสวดมนต์ที่บีน่าสอนให้เจ้านาย เมื่อเวลามีความทุกข์



Create Date : 10 กรกฎาคม 2557
Last Update : 10 กรกฎาคม 2557 23:14:23 น.
Counter : 903 Pageviews.

1 comment
ตอน7 : อุบัติเหตุบนเครื่องบิน ที่อาจเปลี่ยนชีวิตเจ้านาย
รับปริญญา

“ชาติก่อน ฉันคงไปขัดขาใครไว้ ไม่ให้ได้สิ่งที่หวัง”


ก่อนรับปริญญาหนึ่งถึงสองอาทิตย์เป็นข้อบังคับว่าบัณฑิตจะต้องเข้าพิธีซ้อมรับประกาศนียบัตรทั้งสองครั้งโชคดีที่เธอมีลาพักร้อนช่วงนั้นพอดี จึงได้เข้าร่วมซ้อมทั้งสองรอบ

แต่แม้จะเข้าซ้อมทั้งสองรอบเธอเองก็ยังใจตุ้มๆต่อมๆว่าจะบินกลับมารับปริญญาบัตรได้ในวันรับจริงหรือเปล่าแม้เธอจะกดรีเควสต์ขอวันหยุดติดกันห้าวันรวดในตารางบินเดือนหน้าแต่ก็ไม่รู้ว่าโชคจะเข้าข้างเธอหรือไม่

เธอไม่ได้ซื้อตั๋วลูกเรือครึ่งราคาแต่ยอมจองตั๋วราคาเต็มในฐานะผู้โดยสารเพื่อความแน่ใจว่าจะมีที่นั่งให้เธอบินกลับบ้านมารับปริญญาตามที่เธอหวัง

เธอเตรียมการทุกอย่างอย่างรอบคอบวันหยุดขอแล้ว ตั๋วเครื่องบินซื้อแล้ว ขาดอย่างเดียวไม่รู้ว่าตารางบินของเธอจะเป็นอย่างไรเธอจะได้วันหยุดเพื่อกลับไปรับปริญญาอย่างที่เธอขอหรือไม่

ผลทายสลาก ออกดังนี้

วันที่4 ไฟล์ทไป-กลับ ริยาด

วันที่5-6 ไฟล์ทไป-กลับเดลี

วันที่7-8 ไฟล์ทไป-กลับอิสตันบูล

วันที่9-14 หยุด

ถูกหวยเข้าแล้วเจ้านายเรา!ฮูเล่

เธอคิดเข้าข้างตัวเองว่าฟ้าคงประทานพรให้เธอได้กลับบ้านไปรับปริญญาสมใจพร้อมบ่นเรื่องใบเซียมซีที่เสี่ยงมาจากวัดเมื่อตอนกลับบ้านไปซ้อมรับปริญญาเมื่อเดือนที่แล้วเพราะมันไม่เห็นตรงเลยสักนิด

ใบเซียมซีบอกไว้ว่า

“........ดั่งสำเภาน้อยร่องรอยในมหาสมุทรโดนคลื่นซัดพัดโถมโหมเข้าใส่

แม้นตั้งจิตทำการหวังสิ่งใด จงทำใจสำเร็จยากนักแล….”

เมื่อตอนเสี่ยงได้ใบนี้ดูเธอก็ไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไรแต่ก็ยังคิดค้านอยู่ว่าจะไม่สมหวังได้ยังไงละก็ในเมื่อเธอได้วันหยุดตามที่เธอขอแล้วแถมตั๋วก็จ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้วด้วย เซียมซีก็คือเซียมซีนั่นละเชื่อถืออะไรไม่ได้หรอก เธอคิดปลอบตัวเองให้สบายใจเพราะไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เธออดกลับมารับปริญญาได้เลย

“ชาติก่อน ฉันคงไปขัดขาใครไว้ ไม่ให้ได้สิ่งที่หวัง”

วันที่4 ไฟล์ทบินไป-กลับริยาด

เธอไปทำไฟล์ทตามปกติกับNIPPONไฟล์ทนี้กระเป๋าเดินทางอย่างฉันไม่มีโอกาสได้ติดตามไปด้วยเนื่องจากเป็นเพียงไฟล์ทสั้นๆที่พอบินไปถึงก็บินกลับเลยซึ่งฉันก็โทษตัวเองอยู่ตลอดมาว่าถ้าหากฉันได้ไปกับเจ้านายฉันจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนี้แน่นอน ฉันต้องหาวิธีอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องเธอหรือแม้กระทั้ง เจ็บแทนเธอ!

ลางร้ายมันเริ่มตั้งแต่ในห้องประชุมที่เธอไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความปลอดภัยได้เลยสักข้อ แต่โชคยังช่วยที่หัวหน้าลูกเรือใจดีไม่รายงานเรื่องนี้ต่อผู้จัดการของเธอเพียงแต่เตือนให้กลับไปอ่านหนังสือทบทวนเท่านั้น เธอหน้าซีดไปเหมือนกัน NIPPONเล่าด้วยความเห็นใจ

เมื่อขึ้นไฟล์ททุกอย่างเป็นไปด้วยดีตามปกติ แย่หน่อยก็ตรงที่ไฟล์ทนี้มีผู้โดยสารชราเยอะจึงต้องใช้วีลแชร์หรือเก้าอี้เข็นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คุณตาคุณยาย

เครื่องขึ้นลงตามปกติงานเป็นไปตามรูปแบบเดิม และเมื่อเครื่องจอด เธอจัดแจงเปิดตู้เก็บของเพื่อหยิบเสื้อคลุมผู้โดยสารที่ฝากไว้ไปคืน

แต่แล้ว!

ทันทีที่เธอเปิดตู้ออกเก้าอี้วีลแชร์ซึ่งหนักเกินกว่าตัวเจ้านายเองจะยกไหวได้หล่นล้มลงมาทับเท้าซ้ายของเธอแม้จะไม่มีเสียงร้อง แต่NIPPONก็เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของเธอแสดงอาการเจ็บปวดทรมานเป็นที่สุดเธอยังทนเก็บเก้าอี้กลับเข้าที่เดิมแล้วเดินอย่างระวังกลับไปที่เบาะนั่งของเธอ

คงเป็นความสะเพร่าของใครสักคนที่นำเก้าอี้วีลแชร์ออกมาใช้แล้วไม่เก็บให้เรียบร้อย เพียงแต่โยนทับของอื่นเอาไว้เท่านั้นเมื่อเจ้านายเธอเปิดตู้ออกมา วีลแชร์จึงหล่นใส่เท้าของเธออย่างไม่ต้องสงสัยแต่จะว่าไป ทำไมต้องหล่นลงบนเท้าซ้ายเจ้านายพอดิบพอดีชิ้นส่วนที่หล่นทับเป็นแผ่นเหล็กที่เอาไว้รองเท้าของผู้นั่ง แย่ไปกว่านั้นมันไม่ได้โดนแนวนอนแต่เป็นสันด้านข้างของแผ่นเหล็กนั่นหละที่หล่นกระแทกลงมาบนเท้าเจ้านายเต็มๆ

เธอยังทนยืนปฏิบัติหน้าที่ของเธอต่อไปเธอทนเจ็บยืนล่ำลาผู้โดยสารเมื่อเครื่องจอดสนิท แต่ด้วยความปวดจนเท้าชาก็ทำให้เธอต้องโทรเรียกลูกเรือคนอื่นมายืนตรงจุดนั้นแทนเธอเจ็บจนน้ำตาไหล

มันไม่ใช่การร้องไห้เพราะความเศร้าเธอไม่ได้เสียใจ ไม่ได้ขี้แง แต่ร้องเพราะความเจ็บ เจ็บจนน้ำตาไหล เท้าเธอบวมและชาเมื่อถอดรองเท้าออกมาดู ก็เห็นได้ชัดว่า ตรงกลางเท้ากลายเป็นสีม่วงอมเขียวไปแล้วเธอลงเท้าไม่ได้จนหัวหน้าต้องพยุงเธอลงเครื่อง ลูกเรือคนอื่นก็ช่วยยกNIPPONแทนให้หัวหน้าเขียนรายงานอุบัติเหตุส่งผู้จัดการเธอและยื่นหนังสือส่งตัวเธอเข้าตรวจในวันรุ่งขึ้น

เช้าวันรุ่งขึ้น

จอยช่วยพาเธอไปหาหมอเพราะตอนนี้เท้าของเจ้านายบวมมากจนเดินแทบไม่ได้ เวลาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เพื่อนๆก็เปรียบเสมือนครอบครัวที่เมื่อยามเจ็บป่วยเราจะยังคอยดูแลกันและกันเสมอ

ผลออกมาคือเธอต้องเอ็กซ์เรย์เท้าเพื่อตรวจว่ามีกระดูกส่วนไหนหักหรือไม่และต้องหยุดพักจนกว่าหมอจะบอกว่าหายดีพร้อมบินได้ เจ้านายถามหมอเรื่องวันหยุดของเธอที่จะกลับไปรับปริญญาแต่แล้วหมอก็แจ้งข่าวร้ายกับเธอ

“คุณจะบินออกนอกประเทศไม่ได้จนกว่าหมอจะพิจารณาแล้วว่าเท้าคุณไม่เป็นอะไรมันเป็นกฎของทางสายการบิน แต่ถ้าคุณเกิดฝืนแอบกลับบ้านละก็ หมอคิดว่าคุณอาจจะมีเรื่องต้องคุยกับผู้จัดการยาวแน่นอน”

เธอทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่งคุณหมอสั่งยาพร้อมนัดให้เธอกลับไปฟังผลอีกทีวันที่8 ก่อนกำหนดการบินกลับมารับปริญญาเพียง1วันเท่านั้น

เมื่อกลับมาที่ห้องฉันเห็นเธอนั่งครุ่นคิดอยู่นาน เธอรีบโทรหาที่บ้านเล่าเรื่องราวทั้งหมดเล่าไปก็สติแตกไป ร้องไห้ฟูมฟายว่าเธอคงอดรับปริญญาแล้วฉันฟังแล้วก็อดเป็นห่วงทางบ้านเธอไม่ได้ ป่านนี้คงเป็นห่วงลูกสาวกันใหญ่แล้วแถมนี่เธอยังโทรไปร้องไห้ไปอีก หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่คงมีแต่จะเป็นห่วงและที่แย่ไปกว่านั้นพวกเขาจะรู้สึกอึดอัดแค่ไหนที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย

“สงบสตินะลูก ตอนนี้เราอยู่กันคนละประเทศ พ่อแม่ไม่สามารถช่วยลูกได้เลยเพราะฉะนั้นลูกต้องสงบสติก่อน โอเคนะ เราลองเข้าไปคุยกับผู้จัดการเราอีกที พ่อแม่ก็ไม่รู้ระบบสายการบินลูกเป็นอย่างไรแต่เราต้องมีสติ ค่อยๆทำไปทีละจุด อย่าตื่นตระหนก พ่อและแม่เป็นกำลังใจให้แล้วมีอะไรโทรมารายงานเป็นระยะๆนะ พ่อกับแม่เป็นห่วง”

หลังจากได้รับคำแนะนำจากแม่เธอจึงค่อยคุมสติได้ เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับเด็กไม่มีผิดฉันไม่เคยเห็นเธอร้องไห้ขาดสติแบบนี้มาก่อน สงสารก็สงสาร ถ้าเพียงฉันมีมือละก็ฉันจะจูงมือเจ้านายไปคุยกับผู้จัดการเองเลย แล้วถ้าฉันมีปากฉันจะพูดกับผู้จัดการให้อนุญาตเจ้านายได้บินกลับมารับปริญญาด้วยฉันจะดูแลเธอและปกป้องเจ้านายด้วยตัวเอง

แต่ฉันมีเพียงแค่ล้อหู และตัวกระเป๋าเท่านั้น ฉันช่วยอะไรเจ้านายไม่ได้เลย ทำได้แต่เพียงมองดูเธอร้องไห้เท่านั้น

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันและNIPPONนั่งร้องไห้กันอยู่สองใบตามเจ้านายอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ในมุมที่เธอวางพวกเราไว้

..

……

………….

พวกคุณคงอยากรู้หละสิว่า “เด็กน้อย” คนนี้จะแก้ปัญหาได้อย่างไร?เด็กที่กำลังเรียนรู้ที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ จุดนี้หลายๆท่านอาจจะคิดสงสัยทำไมแอร์สาวคนนี้ถึงได้ทำตัวงอแงเป็นเด็กเสียเหลือเกินจะว่าไป คนเราก็เกิดมาเรียนรู้นี่นะ ฉันเชื่อว่าสิ่งที่เจ้านายเจอจะทำให้เธอแกร่งขึ้นสักวัน

วันต่อมาแม้เท้าจะยังไม่หาย แต่ก็ดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ที่ไม่ดีขึ้นก็คือจิตใจของเจ้านายนั่นเองเธอยังคงกังวลไม่เป็นอันหลับนอน กังวลว่าเท้าของเธอจะหายไม่ทันวันรับปริญญาที่สำคัญคือกังวลว่าหมอจะไม่อนุญาตให้เธอบินกลับบ้าน

เธอตัดสินใจเปลี่ยนเที่ยวบินเลื่อนไฟล์ทออกไปหนึ่งวันเผื่อว่าบางทีเท้าของเธออาจจะหายทันถ้าให้เวลาพักฟื้นเพิ่มอีก1วัน

วันรับปริญญาคือวันที่10ถ้าเปลี่ยนเที่ยวบินจากเดิมวันที่8ตอนกลางคืนเป็นวันที่9ตอนเย็นแทน กลับไปก็อาจจะยังทันรับปริญญาวันที่10

เธอจัดแจงโทรเปลี่ยนไฟล์ทฉันเองก็เห็นว่าเธอคงเริ่มจัดการตัวเองอย่างผู้ใหญ่ได้แล้ว อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดแต่ยังไม่ทันไร เธอก็สติแตกร้องไห้โฮอีกแล้ว เธอทั้งโกรธ ทั้งร้องไห้ไปด้วย

เรื่องของเรื่องคือเจ้าหน้าที่เปลี่ยนไฟล์ทให้เธอผิดวัน และเมื่อจะเปลี่ยนกลับเป็นวันเดิมมันกลายเป็นว่าตั๋วคอนเฟิร์มของเธอจะกลายเป็นตั๋วสแตนบายไปแทนนั่นเท่ากับว่าตอนที่เจ้าหน้าที่เปลี่ยนวันให้เธอ(ผิด)นั้น มันหมายถึงเธอสละสิทธิ์ที่นั่งคอนเฟิร์มของเธอให้กับผู้โดยสารคนอื่นที่รอแทนที่เธออยู่หากเธอยังยืนยันต้องการเปลี่ยนเป็นวันเดิม เธอก็ต้องไปต่อแถวรอคิวเป็นสิบๆคิวนึกสถาพแล้วก็เหมือนตัวตายตัวแทนยังไงไม่รู้

เธอร้องไห้ไม่ได้สติโทรกลับหาพ่อแม่อีกรอบ คราวนี้ขาดสติมากกว่าเก่า โทรคุยไม่ทันไรก็วางเพราะไม่รู้จะจัดการกับตัวเองอย่างไรดีตอนนี้เธอเหมือนคนบ้าที่เอาแต่ร้องไห้จนเสียสติช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วนี่จะไม่มีใครช่วยเธอได้เลยเหรอ ฉันของร้องละ พระเจ้าช่วยส่งใครสักคนมาช่วยเจ้านายฉันที ฉันสัญญาจะตั้งใจทำงาน จะเป็นกระเป๋าที่อดทนใครก็ได้ช่วยเจ้านายฉันที

เจ้านายโทรหาเพื่อนๆแต่ดูเหมือนไม่มีใครจะช่วยแนะนำเธอได้เลยจนในที่สุด นางฟ้าบีน่าก็ยื่นมือมาฉุดเธอขึ้นจากความทุกข์

บีน่าเพื่อนในกลุ่มเรียนแอร์ด้วยกันมาหาเธอที่ห้องปลอบเธอ และแนะแนวทางเธอทุกอย่าง ปกติแล้วบีน่าดูเป็นคนเงียบๆไม่น่าเชื่อว่าพอมีสถานการณ์ยุ่งเหยิงเข้ามา เธอกลับกลายเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวและแทบจะเรียกว่าเป็นคนจัดการเรื่องยุ่งๆให้เจ้านายทั้งหมด

“หยุดร้องไห้แล้วนั่งรถไปคุยเรื่องตั๋วกับเจ้าหน้าที่สายการบินเลยที่ตึกฉันจะพาเธอไปเอง”

เจ้านายทำตามบีน่าทุกอย่างตอนนี้เธอเหมือนคนไร้สติที่จัดการอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าไม่มีบีน่าฉันเชื่อว่าป่านนี้เธอก็คงยังนั่งร้องไห้อยู่เช่นเดิม ขอบคุณนางฟ้าบีน่าที่คอยดูแลเจ้านายแทนฉัน

บีน่าเรียกรถแท็กซี่ระหว่างทางเจ้านายก็ร้องไห้ตลอด คนขับแท็กซี่ถึงกับต้องเปิดเพลงประจำชาติตัวเองขับกล่อมยักคอยักไหล่เต้นให้ดูเพื่อให้หายเศร้าทีเดียว แต่เหมือนว่าจะไม่ได้ผลเธอยังคงร้องไห้ต่อไป

เมื่อถึงตึกสายการบินบีน่าและเจ้านายขึ้นไปคุยกับเจ้าหน้าที่เพื่อปรึกษาเรื่องตั๋ว

ตั๋วเจ้าปัญหาที่เจ้านายซื้อนั้นเป็นของสายการบินอื่นเธอตัดสินใจเลื่อนตั๋วนั้นไว้ใช้ในโอกาสอื่นแทนเพราะรู้ดีว่าหากใช้งานนี้ไม่มีโอกาสได้กลับไปรับปริญญาทันแน่ๆเธอจึงต้องหันกลับมาพึ่งตั๋วสายการบินของเธอ

แต่แล้วเธอก็ร้องไห้โฮอีกครั้งเมื่อนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ไม่ถึงนาทีเจ้าหน้าที่ท่านนั้นถึงกับตกใจว่าทำไมเจ้านายร้องไห้เอาดื้อๆทั้งที่เธอก็ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงกับเจ้านายเลย

บีน่าซึ่งนั่งรออยู่ใกล้ๆรีบเดินเข้ามาเคลียร์ปัญหาให้เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ตั๋วลูกเรือที่เธอสามารถใช้สิทธิได้นั้นหมดอายุไปแล้ว แต่แล้วก็.......

“โอ๊ะ เดี๋ยวนะคะ ยังไม่หมดค่ะๆขออภัยค่ะดิฉันดูผิด คุณยังใช้ตั๋วได้นะคะ” เจ้าหน้าที่รีบเช็คให้อีกรอบ

เจ้านายหยุดร้องไห้สีหน้าเธอดูมีความหวัง และแล้วเธอก็ยิ้มแก้มปริหันไปดีใจกับบีน่าทำการขอบคุณเจ้าหน้าที่ยกใหญ่เจ้าหน้าที่คนนี้ก็จริงๆเลย แกล้งกันให้ตกใจเล่นรึเปล่าเนี่ย

สุดท้ายเมื่อกลับไปเช็คผลเอ็กซ์เรย์เท้าอีกรอบ คุณหมอบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงกลับบ้านไปรับปริญญาได้เลย เย้!!!!

เธอรีบจัดกระเป๋าใบหน้าเธอดูอิดโรยสุดขีดเนื่องจากอดนอนเพราะความกังวลมาหลายวัน ตาบวมเพราะร้องไห้ส่วนขาก็ยังเจ็บอยู่แม้หมอจะบอกว่าไม่น่าเป็นห่วงก็เถอะ

--งานนี้นางฟ้าคือ บีน่า—

เธอได้บินกลับบ้านแล้วเรื่องทุกอย่างดูเหมือนจบลงด้วยดี

แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด

เพราะใบเซียมซีแผ่นนั้นยังคงทำงานตามผลทำนายของมันอยู่




Create Date : 09 กรกฎาคม 2557
Last Update : 9 กรกฎาคม 2557 21:21:39 น.
Counter : 596 Pageviews.

0 comment
ตอน6 : ไฟล์ทที่สอง Venice, Italy

ช่างเป็นการรับน้องใหม่ที่น่าพิสมัยเสียยิ่งนักไฟล์ทแรกได้กลับบ้าน ไฟล์ทที่สองก็ได้ไปเมืองที่คนหลายคนในโลกอยากไปมากที่สุดแห่งหนึ่งนครเวนิส ประเทศอิตาลี

ระหว่างที่ฉันและเจ้านายกำลังนอนหลับอยู่ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา

.........กริ๊งงงงงงงงงงงงง.........

เธอรับโทรศัพท์ด้วยเสียงงัวเงียแต่พอรู้ว่าเป็นโทรศัพท์เรียกตัวไปบิน แถมได้ไปเวนิสเท่านั้นล่ะตาสว่างกันทั้งคนและกระเป๋าเลยทีเดียว

เธอรีบจัดของอย่างด่วนไปอาบน้ำแล้วก็ออกมาจัดใหม่ ยัดนี่ใส่ ดึงนู่นออก จนฉันเองก็งงไปหมดแล้วว่าจะเอาอะไรไปกันแน่แอร์มือใหม่เพิ่งหัดจัดกระเป๋าก็แบบเนี้ย

เธอมีเวลาไม่ถึงชั่วโมงในการเตรียมกระเป๋าและแต่งตัวส่วนกระเป๋าอย่างฉันก็ได้แต่เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ ไฟล์ทที่แล้วเธอเล่นบรรทุกครกกระทะ อีโต้ และอื่นๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่ากระเป๋าสี่เหลี่ยมความจุธรรมดาๆ อย่างฉันจะเอาอยู่หวังว่าคราวนี้เจ้านายจะไม่ทำอะไรแบบนั้นอีกนะ ไม่อยากท้องป่องเป็นปลาทองแล้ว

และแล้วเมื่อเตรียมตัวเสร็จเธอก็ลากฉันลงไปรอรถบัสลูกเรืออย่างที่เคย ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนเช่นเดิมจนเมื่อไปถึงตึกของสายการบิน เธอก็จัดแจงวางฉันไว้ในที่ปลอดภัยแล้วจึงแยกตัวไปเข้าห้องประชุมทบทวนคำถามเรื่องความปลอดภัยก่อนบิน หลังจากนั้นก็ออกมาลากฉันไปขึ้นเครื่องฉันเริ่มทำหน้าที่ของฉัน แม้จะยังงกๆ เงิ่นๆอยู่บ้าง

เจ้านายเองก็เช่นกันเห็น NIPPON มาเล่าทีหลังว่า อยู่บนเครื่อง นั่งหน้าผู้โดยสารชาวอิตาเลียนหล่อๆ ทั้งสองหนุ่มหน่อยถึงกับทำอะไรไม่ถูกจนหนุ่มๆ ต้องบอกให้ใจเย็นๆ (คิกๆ) ไม่รู้ว่าตื่นเต้นเรื่องทำงานหรือเพราะมีหนุ่มๆนั่งจ้องหน้าก็ไม่รู้ ฉันล่ะอยากเห็นหน้าหนุ่มอิตาเลียนสองคนนั้นเสียจริงๆ เห็นร่ำลือกันมานักต่อนักว่าผู้ชายชาตินี้หล่อนักหล่อหนาแต่กระเป๋าเดินทางอย่างเราจะมีบุญได้เห็นมากสุดก็คงเป็นพนักงานยกกระเป๋าที่คงเคยหล่อเมื่อสมัยตอนยังหนุ่มเท่านั้นเฮ้อ!

พอลงเครื่องแล้วฉันก็ได้ยินเสียงตัดพ้อจากเพื่อนๆ แอร์สาวหลายคนของเจ้านาย ว่าทำไมไม่บอกกันบ้างว่ามีคนหล่อนั่งอยู่แถวไหนฟังแล้วก็ขำดี เรื่องของสาวๆ เขาพูดกัน

ระหว่างทางโชคดีที่ฉันถูกวางทับกระเป๋าเดินทางใบอื่นๆ อยู่บนสุดในกอง เลยได้เห็นวิวทิวทัศน์ข้างทางเวนิสเป็นเมืองที่ดูยังคงความเป็นยุโรปสมัยก่อนอยู่ บ้านที่อยู่อาศัยตามทางจะเป็นบ้านเล็กๆสีสวยงาม บางบ้านก็มีเถาวัลย์พันดูสดชื่นและขลังไปในตัวไม่ได้เป็นยุโรปทันสมัยแบบเมืองอื่นที่จะสร้างบ้านสไตล์โมเดินอย่างที่เราเห็นๆ กันในโทรทัศน์อย่างไรก็ตาม พอเริ่มเข้าตัวเมือง ฉันก็เริ่มเห็นและรู้สึกได้ถึงความทันสมัยของตึกรามบ้านช่อง เสียดายที่เจ้านายไม่ได้เก็บรูประหว่างทางมาแต่ถ้าได้ไปเห็นเองจะรู้สึกได้ว่า ความเป็นนครเวนิสนั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อถึงโรงแรมแล้วลูกเรือทุกคนนัดหมายลงมาเจอกันในอีกหนึ่งชั่วโมง เจ้านายจึงรีบจัดแจงพาฉันไปห้องพักสุดหรูมองเห็นที่จอดเรือลำเล็กๆของโรงแรม แต่เธอไม่ได้สนใจส่วนนั้นเท่าไรเธอสนใจแค่ว่าต้องรีบทำเวลาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อลงไปให้ทันเวลานัดหมายของเพื่อนๆลูกเรือมากกว่า เธอเปิดตัวฉันออกแล้วเลือกชุดที่เตรียมมาไปใส่ ฉันเลยถือโอกาสระหว่างเธออาบน้ำมองดูวิวนอกหน้าต่างไปพลางๆ


หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเธอก็รีบวิ่งออกไป ส่วนฉันขอตัวพักผ่อนเงียบๆในห้องพักแล้วกัน (หาว)

................

.......................

...............................

เวลาผ่านไปจนเข้ายามวิกาลนับจากเวลาที่เจ้านายเดินออกไปตั้งแต่ตอนบ่ายสอง ตอนนี้จะเข้าวันใหม่อยู่แล้ว

“อะไรเนี่ย ดึกป่านนี้แล้วเจ้านายยังไม่กลับอีกเหรอ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ”

ฉันกระวนกระวายใจเพราะเจ้านายยังไม่กลับไม่รู้ว่าจะหลงทางหรือเปล่า เพราะครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เธอได้ไปเที่ยวสถานที่ซึ่งเธอไม่คุ้นเคยและไม่เคยไปมาก่อนครั้งแรกที่ได้ไฟล์ทบินมาต่างประเทศ พูดไม่ทันขาดคำเธอก็เปิดประตูเข้ามาหน้าตาของเธอดูง่วงนอนอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็เห็นได้ว่าถึงจะง่วงแต่ก็ดูท่าวันนี้เธอคงสนุกน่าดู ฉันเห็นเธอนั่งดูรูปที่ถ่ายมาเธอไปจัตุรัสเซนต์มาร์ค ถ่ายรูปสวยๆ มาเยอะไปหมด แถมได้ล่องเรือกอนโดล่าด้วยน่าอิจฉาเสียจริง ที่ดีก็คือ กลุ่มเพื่อนๆลูกเรือต่อรองค่านั่งเรือกอนโดล่าจาก100กว่ายูโรเหลือเพียง80ยูโรเท่านั้น งานนี้เลยสบายกระเป๋ากันไปได้หน่อยระหว่างนั่งเรือชมบ้านเมือง ฝีพายก็ร้องเพลงกล่อมไปด้วยมันคงจะโรแมนติกน่าดูถ้าใครได้มานั่งกับหวานใจ ระหว่างทางเจอคุณตาคุณยายคู่หนึ่งโบกมือให้เรือของเธอเสียด้วย เป็นภาพที่น่ารักไปอีกแบบ


รุ่งขึ้นอีกวันเธอตื่นแต่เช้าออกไปเดินชมเมืองแถวโรงแรมแล้วก็กลับมาแต่งตัวเพื่อไปทำหน้าที่แอร์โฮสเตสเช่นเดิม เพียงแต่ขากลับไม่มีหนุ่มหล่อสองคนนั้นนั่งตรงข้ามให้ใจหวิวเช่นขามาแล้ว NIPPON แอบมารายงานว่า ทำงานได้มีสมาธิขึ้นมาก (วอกแวกเพราะชายหนุ่มจริงๆ เจ้านายเรา)

กลับมาถึงเมืองอาหรับฉันเห็นเจ้านายรีบเอารูปที่ถ่ายมาลงคอมพิวเตอร์เป็นอย่างแรก เธอคงอยากลงรูปให้พ่อเห็นด้วยกระมังนั่งหัวเราะตอนดูรูปอยู่คนเดียวในห้องคิกคักๆ ดูแล้วก็ดูอีก

ทำงานเริ่มสนุกแล้วสิเจ้านาย!


อีเมลล์จากพ่อของเจ้านายหลังดูรูปในBlog

Sent: Wednesday, May28 4:06 AM

พ่อได้ดูรูปของลูกแล้วแต่รูปมันกลับหัวกลับหางดูแล้วปวดหัวจัง ทางบ้านทุกคนสบายดี ว่างๆ โทรมาบ้างนะ

จาก พ่อ




Create Date : 08 กรกฎาคม 2557
Last Update : 8 กรกฎาคม 2557 3:34:28 น.
Counter : 554 Pageviews.

0 comment
1  2  

Valentine's Month



สมาชิกหมายเลข 861278
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]



ติวเตอร์สอนแอร์สจ๊วตออนไลน์ ติดตามข่าวสารผ่านทางFanpage https://www.facebook.com/CrewabsCabincrew และเรียนบทเรียนเตรียมพร้อมเป็นแอร์สจ๊วตแบบฟรีๆได้ที่Youtube http://www.youtube.com/user/Crewabs นะคะ