Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ท้องถิ่นคือ "บ้านเมือง" ... ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์



ท้องถิ่นคือ "บ้านเมือง"

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
วันพฤหัสบดี ที่ 01 กันยายน 2559 เวลา 07:00 น  

//www.isranews.org/isra-news/item/49666-anekthongtin.html

"...เรื่องของท้องถิ่นนั้นผมเห็นว่าควรคิดใหม่ให้เป็นเรื่องของ"บ้านเมือง" ด้วย บ้านเมืองนั้น คำนี้ บัดนี้ควรจะคิดมันให้เป็น “พหูพจน์” ไม่ควรคิดเป็น เพียง “เอกพจน์” บ้านเมืองนั้น ขอย้ำมีสองระดับคือ ชาติ ประเทศ นี่ระดับหนึ่ง และ ท้องถิ่นอีกระดับหนึ่ง..."

anak 010959

ศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ โพตส์บทความในเฟซบุ๊คส่วนตัว เอนก เหล่าธรรมทัศน์ AnekLaothamatasเรื่อง ท้องถิ่นคือ "บ้านเมือง"

----------

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สามเดือนมาแล้ว ผมไปบรรยายให้สถาบันพระปกเกล้าหลักสูตรการบริหารงานพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน ตามคำเชิญชวนของ ดร. อรทัย ก๊กผล รองเลขาธิการสถาบัน มีสาระบางตอนที่เห็นว่าน่าจะเรียบเรียงมาถ่ายทอดต่อให้ฟังเพื่อนำไปคิดและพัฒนาต่อกันให้กว้างขวางดังนี้

ขอเริ่มต้นว่าชาวท้องถิ่นนั้นต้องสนใจศึกษาเรื่องยากๆ เรื่องโลกและการต่างประเทศด้วย อย่าเอาแต่พูดคุยและศึกษาเรื่องง่ายๆเท่านั้น

เราถูกสอนกันมานานว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นนั้นคิดเรื่องใหญ่ไม่ได้ ต้องคิดแต่เรื่องเล็กเท่านั้น เพราะใหญ่กว่าเราคือส่วนภูมิภาค ใหญ่กว่าส่วนภูมิภาคคือส่วนกลาง

เรื่องของท้องถิ่นนั้นผมเห็นว่าควรคิดใหม่ให้เป็นเรื่องของ"บ้านเมือง" ด้วย บ้านเมืองนั้น คำนี้ บัดนี้ควรจะคิดมันให้เป็น “พหูพจน์” ไม่ควรคิดเป็น เพียง “เอกพจน์” บ้านเมืองนั้น ขอย้ำมีสองระดับคือ ชาติ ประเทศ นี่ระดับหนึ่ง และ ท้องถิ่นอีกระดับหนึ่ง

ให้คิดว่าเรากำลังทำงานให้ "บ้านเมือง" อย่าไปคิดแต่ว่าเราทำแค่"ท้องถิ่น" มองเสียใหม่ว่า "องค์กรปกครองท้องถิ่น"นั้น เป็น "บ้านเมือง" ของเราจริงๆ อาจจะจริงยิ่งกว่าประเทศเสียอีก ไม่ได้หมายความว่าประเทศไม่สำคัญ แต่ประเทศนั้นอยู่ห่างเราออกไป และมีส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคดูแลอยู่แล้ว

ท้องถิ่นเป็นบ้านเมืองของเราจริงๆ ส่วนใหญ่ท่านที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่น ท่านที่เป็นนักการเมืองเป็นชาวท้องถิ่นโดยภูมิลำเนาอยู่แล้ว ส่วนท่านที่เป็นพนักงานหรือเป็นข้าราชการนั้น ถึงท่านอาจเป็นคนต่างถิ่น แต่ท่านก็อยู่กับท้องถิ่นนั้นๆมานานกว่าข้าราชการจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคที่ประจำอยู่ที่นั่นแล้ว ท่านคงซึมซับและซาบซึ้งกับท้องถิ่นที่ไปอยู่มามากแล้ว อนุโลมได้ว่าเป็นคนท้องถิ่นด้วย ท้องถิ่นเป็นบ้านเมืองของท่านด้วย

ท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องตาม "ประเทศ" เสมอไปในทางสติปัญญานะครับ จำเป็นต้องทำให้เขาดูว่าเราตามถ้าจำเป็น แต่ก็ไม่ต้องตามอย่างไร้เดียงสา ความจริงท้องถิ่นต้อง "นำ" ทุกส่วนราชการในทางความคิด สติปัญญา และนำในทางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ และพัฒนาคน ด้วย

เพราะอะไรครับ ? เพราะในที่สุดแล้ว มันเป็นบ้านเมืองของเราจริงๆ ตรงๆแท้ๆ บางคนอยู่ อบต.ปากมูล นี่คือบ้านเมืองของท่าน เรื่องของการสร้างคน สร้างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สร้างความภูมิใจ สร้างวัฒนธรรม ควรเป็นเรื่องของ อบต.ปากมูล บางท่านเป็นนายกเทศมนตรี สมมติว่าเมืองทุ่งสง ท่านจะต้องคิดว่าเทศบาลเมืองทุ่งสงเป็นบ้านเมืองของท่าน ควรทำงานเสมือนเป็น "นายกรัฐมนตรี" ของทุ่งสงเอง แค่ "เสมือน" นะครับ ย้ำ ท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของทุ่งสงจริงๆ

อย่าไป "หลง" อยู่ในการปกครองที่เป็นทางการจนเกินไปนะครับ เราก็ไม่ได้ไปละเมิด ไม่ได้ไปต่อสู้ ไม่ได้ไปขัดขวาง ไปแข็งขืนเขา ทำอะไรที่ผิดกฏระเบียบ

จะต้องเอาวิธีคิดแบบ "หยิน-หยาง" ของ"เต๋า" มาใช้ เอาการปกครองทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการมาคลุกเคล้า อย่าเอาแต่การปกครองทางการเท่านั่น มิฉะนั้นท้องถิ่นแทบทำอะไรสำคัญไม่ได้ ซึ่งเราจะยอมจำนนไม่ได้เช่นกัน

เพราะเหตุไรจึงจำนนไม่ได้ ? ก็เพราะว่าท้องถิ่นจริงๆ แล้ว มันเป็นบ้านเมืองของเราไง เราจะต้องมี "ความรัก" ต่อบ้านเมืองท้องถิ่นของเราไม่ควรให้น้อยไปกว่าความรักชาติสักเท่าไร จะต้องสร้าง "ท้องถิ่นนิยม" ขึ้นมา คู่ไปกับ "ชาตินิยม" ต้องภาคภูมิใจในท้องถิ่นไม่น้อยไปกว่าชาติสักเท่าไร

ท้องถิ่นทำไมมันไม่เก๋ล่ะครับ ทำไมไม่เท่ห์ล่ะครับ ที่ผ่านมา ? ก็ เพราะมันไม่มีหลักนิยมเรื่องท้องถิ่น ไม่มีความภูมิใจอยู่ในตัวท้องถิ่นอะไรนัก ท่านๆเราๆ รู้จักวีรบุรุษหรือคนดีท้องถิ่นของเราเองสักกี่คน แทบไม่รู้ เรามักรู้จักแต่วีรบุรุษหรือคนดีของชาติ ส่วนคนของท้องถิ่นที่เก่งๆ ดีๆ ท่านรู้จักบ้างไหม ไม่รู้จัก หรือ รู้จักน้อย

ทำไมถึงไม่รู้จัก ? ท่านอาจตำหนิครูโรงเรียน และกระทรวงศึกษาธิการว่าไม่สอน แต่ถ้าคิดแบบสร้างโอกาสให้ตนเอง ท้องถิ่นทั้งหลายต้องสร้างมันขึ้นมาเอง ต้องสอนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่นต้องเริ่มต้นเรียนเรื่องพวกนี้ก่อนใครเพื่อให้คนอื่นเห็นและทำตาม ควรจะต้องสั่งให้ครูของท่านไปสอนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วย

ประชุมชาวบ้านชาวเมืองเมื่อไร จงพูดถึงความภูมิใจต่อท้องถิ่น แต่ละที่ย่อมมีประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนได้ จะต้องไปรื้อฟื้น ฟื้นฟู พัฒนาประวัติท้องถิ่นขึ้นมา ท่านทำเองไม่ได้ ก็จ้างคนอื่นไปทำให้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ในวิทยาลัยต่างๆ มีมากมาย สามารถที่จะจ้างได้

เวลานี้รัฐทั้งภูมิภาคและส่วนกลางไม่ค่อยเพียงพอที่จะทำงานอะไรให้แก่บ้านเมืองมากนัก ดูเหมือนเป็นเครื่องบินใบพัดที่เติมใบพัด จากเดิมใบพัดเดียวมาเป็นสองใบพัด สี่ใบพัด แปดใบพัด จะให้เร็วกว่านี้ต้องเติมเป็นสิบหกใบพัด แต่ก็จะกลายเป็นเครื่องบินพิลึกกึกกือ เปลี่ยนให้เป็นไอพ่นก็ยังไม่ได้ที่ส่วนกลาง แต่ตอนนี้สิ่งที่ท่านทำได้คือทำท้องถิ่นของท่านเองให้เป็นเจ็ทลำจิ๋วๆ ก็แล้วกัน

ที่บอกว่าส่วนภูมิภาคและส่วนกลางไม่ค่อยเพียงพอและไม่สามารถนั้น ดูจากผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ดูจากรัฐมนตรี ล้วนแต่เป็นผู้ที่ทำอะไรไม่ได้มากทั้งนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ไม่ถึงปีก็ย้ายแล้ว และก็ย้ายมาจากไหน บางทีก็ย้ายมาจากภาคอื่น ท่านจะไปหวังอะไรในตัวเขามากไม่ได้ ว่าจะทำอะไรมากมายแก่พื้นที่ได้ นายอำเภอก็คล้ายกัน แต่ อยู่นานกว่าหน่อย ราวสองปี นายอำเภอที่อยู่ประจำที่นานหน่อย นับวันจะน้อยลงไปเรื่อยๆ จะพาเหรดกันไปสู่อำเภอที่ใหญ่กว่าเดิม จะพาเหรดจากนายอำเภอไปเป็นปลัดจังหวัด จนไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด

ทั้งผู้ว่าฯ และนายอำเภอที่ทำงานอยู่กับพื้นที่ แต่ตาของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นหรอก ตาอยู่ที่สถานีต่อไป คนที่ไปเป็นนายอำเภอที่สิชล ก็มักไม่ได้คิดถึงแต่เรื่องสิชล แต่คิดมากกว่าว่าจะไปเป็นนายอำเภอเมือง คนที่เป็นนายอำเภอเมืองก็คิดว่าอยู่ไปสักพักหนึ่งเดี๋ยวหาทางวิ่งไปเป็นปลัดจังหวัด

รัฐมนตรีก็เหมือนกันครับ อยู่กันสั้นยิ่งกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดอีก แค่เข้ามา แล้วมาฟังบรีฟ (Brief) ให้ทัน ย่อยให้ทัน ก็หมดเวลาแล้ว สองเดือน ย้ายอีกแล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ฉลาดจึงมักไม่ทำอะไรเองมาก หากจะปล่อยให้นายกเทศมนตรีทำ ให้ นายก อบจ ทำ เพราะเหตุว่าคนในทั้งสองตำแหน่งหลังนี่เป็นคนในพื้นที่ เป็นคนของพื้นที่แท้ๆ หรือแท้กว่า ได้รับการยอมรับมากกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ฉลาดต้องทำตัวเสมือนเป็น "ข้าหลวง" จากกรุงเทพฯ พอ อย่าเข้าไปยุ่งอะไรมากนัก ปล่อยให้พื้นที่เขาว่าอะไรกันไปเอง แล้วตัวเองทำตัวเป็นหลักชัย เป็นมิ่งขวัญ เป็นความสง่างาม แต่พร่ำบอกตนเองว่าอย่าทำอะไรมากนัก เพราะทำมากๆแล้วอาจยุ่งไปหมด

มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่ทำเป็นแล้วและรู้สบาย ท่านจะอาศัยความคิดความรู้ที่สั่งสมเอาไว้ในท้องที่ อาศัยนายกเทศมนตรี อาศัยนายก อบจ. นั่นแหละทำงานให้มาก จะใช้ราชการส่วนภูมิภาคได้บ้างแต่ว่าส่วนภูมิภาคนั้นเอาเข้าจริงคุมคนคุมพื้นที่ไม่ค่อยได้ ท้องถิ่นต่างหากที่คุมคนได้คุมพื้นที่ได้

ในทางกลับกัน ผมได้เห็นท้องถิ่นที่เก่ง ที่ก้าวหน้า ที่สร้างสรรค์ ระยะหลังๆ มานี้ เป็นผู้ที่มีลักษณะประกอบการสูง วันไหนที่ผมออกต่างจังหวัด ได้ไปคุยกับท้องถิ่น ได้ไปคุยกับสังคมในต่างจังหวัด รู้สึกเบิกบาน เห็นอะไรใหม่ๆเห็นหน่ออ่อนที่กำลังเติบโตได้อีกเยอะแต่ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ แทบจะไม่เห็นอะไรเลย มีแต่ปัญหา มีแต่หมกมุ่นกับวิธีการทำงานเดิมๆ คิดแบบเดิมๆ

เราอาจจะมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญนะผมคิดว่าโลกมันเปลี่ยนไปเยอะ ตอนผมเด็กๆ ถ้าอยากรู้ว่าประเทศชาติจะไปทางไหน ต้องไปถามเทคโนแครต เช่น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สุนทร หงส์ลดารมภ์ พจน์ สารสิน คิดยังไง ต่อมาอีกสมัยหนึ่ง ถ้าอยากรู้ว่าบ้านเมืองจะไปทางไหน ต้องรู้ว่าหัวหน้าพรรคคิดยังไง นายกรัฐมนตรีคิดยังไง ผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรีคิดยังไง ถ้าอยากรู้ในเชิงปฏิบัติเชิงเทคนิคเชิงวิชาการต้องถามจากข้าราชการ

เวลานี้คนทุกประเภททั้งหมดที่ผมว่ามา ค่อนข้างจะหมดแรง แต่ที่ผมเห็นคึกคัก หนักแน่น ดั่งแผ่นผา ก็คือพวกเรา (ท้องถิ่น) นี่เอง ซึ่งพวกเราก็ดูกันได้หลายแบบ ถ้าดูแบบหนึ่งซึ่งส่วนกลางวาดให้ดู ก็จะมองว่าโกงทุกบาททุกสตางค์ ทำผิดระเบียบทุกเรื่องทุกราว ทำอะไรบ้านน๊อกบ้านนอก นั่นเป็นเรื่องของเขา เราอย่าไปทำตัวตามที่เค้าพูดก็แล้วกัน และที่สำคัญ รักษาความสร้างสรรค์ เก็บความรักบ้านรักเมืองเอาไว้ จงทำงานเสมือนเพื่อบ้านเมือง เพราะท้องถิ่นเป็นบ้านเมืองของเราเองด้วย จำเอาไว้เลย

ท่านทำเรื่องการศึกษาของท้องถิ่นให้ดี ท่านก็ทำเพื่อลูกหลานของท่านเองนั่นแหละ ลูกหลานจริงๆ ญาติจริงๆ พี่น้องจริงๆ เพื่อนบ้านจริงๆ ของท่าน ถ้าการศึกษาของราชการส่วนกลางทำให้คนในระดับประเทศโง่ ท่านจงอย่ายอมโง่ตาม ถ้าส่วนกลาง "นำ" ผิด ท่านอย่าผิด "ตาม" ส่วนกลาง

ท่านต้องคิดว่าบ้านเมืองของเราจริงๆ คือท้องถิ่น ถึงส่วนกลางจะทำอะไรที่สำคัญไม่ได้มากเรื่องนัก แต่ที่ท้องถิ่นเราจะต้องทำให้ได้ เช่น ในเรื่องปฏิรูปการศึกษา ท่านก็ไม่ต้องรอส่วนกลางปฏิรูป ทำเลย ถ้าส่วนกลางไม่ได้พูดถึงบูรพาภิวัตน์ ท่านพูดเลย ถ้าส่วนกลางไม่พูดเรื่องตะวันออก - ตะวันตก ท่านพูดเลย แล้วถ้าส่วนกลางสอนให้คนพึ่งตนเองไม่ได้ เราอย่าสอนตามทำตาม ตรงข้าม ต้องสอนคนของเราเองให้เข้มแข็ง ให้ "ตกเบ็ด" จนเป็น ไม่ใช่เอาแต่ "กินปลา" ที่คนอื่น "แจก" ให้อย่างเดียว

ท่านลองดูครอบครัว ครอบครัวเป็นสถาบันสำคัญ ข้างนอกครอบครัวนั้นสมมติมีแต่เรื่องอาชญากรรม ท่านก็จะไม่สอนลูกของท่านหรอกว่า งั้นไปเป็นอาชญากรกันเถอะลูก ดูจะเป็นอาชีพที่ดี มีใครสอนลูกอย่างนั้นบ้าง มีไหม? ไม่มี เห็นแต่สอนว่าลูกต้องเป็นคนดี ต้องป้องกันอาชญากรรม ต้องหากินสุจริต ถูกไหมครับ? คนข้างนอกครอบครัวเขาขี้เกียจเรียนหนังสือ ท่านจะสอนลูกท่านไหมครับว่า ใครๆเขาก็ขี้เกียจเรียนทั้งนั้นแหละลูก เราอย่าไปขยันอยู่คนเดียวเลย เราต้องขี้เกียจตามสังคมบ้าง มีไหมครับ?

สิ่งที่ต้องทำคือให้คิดว่า "ท้องถิ่น" คือ "บ้าน" คือ "ครอบครัวขนาดใหญ่" จงรู้สึกและปฏิบัติต่อคนที่ท่านปกครอง ที่ท่านบริหาร ที่ท่านดูแล เสมือนพวกเขาเป็นลูกเป็นหลานของท่านจริงๆ ถ้าในระดับชาติ เขามีเรื่องยาเสพติด หรือ ผู้หญิงท้องก่อนวัยอันเหมาะสม ก็จงอย่าไป "คล้อยตาม" หากยิ่งจะต้อง "ฝืน" ยิ่งจะต้อง "ขัด" ยิ่งจะต้อง "สู้" อย่าไปบอกว่า อันนี้ไม่ใช่งานในหน้าที่ของเรา หรือว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งให้ทำ หรือ พรบ. ไม่ได้สั่งให้ทำ ดังนั้นเราไม่ทำดีกว่า

น่าเสียดายถ้าเป็นเช่นนั้น เพราะท้องถิ่นคือใคร คือพวกท่าน"เอง" คือพวกเรา "แท้ๆ" คือประชาชนชาวท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ท้องถิ่นอย่าไปตามอะไรที่ "ผิดๆ" ไม่ต้องถึงกับไปเถียงเขา ไปเป็นขบถ ไปเป็นอะไร แต่ทำยังไงจะให้เนื้อหานโยบายและมาตรการรัฐกลายไปเป็นสิ่งดีกับ"ท้องถิ่น"ให้ได้มากที่สุด

ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องภาษาต่างประเทศไงล่ะ ถ้ามองจากส่วนกลางนะครับ ภาษาอังกฤษสำคัญ แต่ถ้ามองจากท้องถิ่น ผมกลับคิดว่าโรงเรียนในภาคอีสาน โดยเฉพาะที่ติดแม่น้ำโขงควรสอนภาษาลาว ให้อ่านออกเขียนได้ ให้คนของเรากลายเป็นกำลังสำคัญที่จะบุกเบิกเศรษฐกิจของไทยในลาว
อีสานใต้ต้องให้เด็กเรียนภาษาเขมร อย่าทิ้งเขมร อีสานก็อย่าทิ้งลาว แต่ส่วนกลางคิดเป็นอื่นได้ยากต้องทำให้ทุกคนเป็นไทย ให้ลืมลาว ให้ลืมเขมร แต่นั่นไม่เกิดประโยชน์กับเราเลยขณะนี้ อย่าลืมว่าเรามีคนที่พูดเขมรได้อยู่ในบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์จำนวนไม่น้อยนะ และเรายังมีคนอีสานที่พูดลาวอีกเยอะแยะ

ต้องคิดว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ ลมมันจะพัดมาจากด้านนอกประเทศมากขึ้น คิดว่าจะทำยังไงไปรับลมนี้ เราอาจจะแพ้ฝรั่งเศส แพ้เวียดนาม แพ้จีน ในเรื่องการทำธุรกิจ หลายๆอย่าง แต่เราไม่แพ้หรอกในเรื่องของกิจการที่เน้นสันถวไมตรี ใช้ภาษา มีความไว้วางใจ อ่านวัฒนธรรมให้ออก อีสานของเรากับลาวนั้นเกือบจะเหมือนกัน ก่อนที่จะฝึกให้ลูกๆ พูดภาษาไทยกลางไปจนลืมภาษาอีสาน หมด ต้องทำให้เขาเป็นไทยด้วยและก็เป็นลาวด้วย เป็นลาวเพื่อจะได้เข้าไปมีโอกาสใหม่ๆ

ท่านทำท้องถิ่นในภาคอีสาน อย่าคิดแต่ว่าจะส่งคนมาให้กรุงเทพ ต้องคิดว่าจะสร้างคนอีสานให้เข้าไปทำงานในลาว ถ้าเขามีความรู้ภาษาลาวดี รับรองว่าบริษัทใหญ่ที่จะเข้าไปทำธุรกิจในลาว จะต้องมาควานเอาตัวพวกเขา

เขมรนี่ก็เหมือนกันนะครับ กัมพูชากำลังเจริญเติบโตมากๆนะ พนมเปญโตเอา โตเอา ประชากรหลายล้านและเพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้ง คนเกาหลีเข้าไปเยอะ เกาหลีอยู่ไกลมาก แต่รู้จักในโอกาสนี้ เรานี่อยู่ติดชายแดนเขากลับมองโอกาสไม่ออก เราเองนั้นมีคนพูดเขมรได้ตั้งเยอะ ผมคิดว่าท้องถิ่นที่บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์นี่ต้องฝึกให้คนที่นั่นพูด อ่าน เขียน ภาษาเขมรให้ดี แล้วส่งเข้าไปทำงานอยู่ในกัมพูชา เราต้องใช้โอกาสนี้

ท้องถิ่นตามชายแดนและภูมิภาคต้องเพิ่มความทันสมัย เพิ่มการรู้โลก รู้รอบ รู้ข้ามเขตแดนให้มากขึ้น งานของท่านอาจเป็นงานที่น่าตื่นกว่างานของรัฐบาลเสียอีก ท่านทำเพื่อใครครับ เพื่อบ้านเมืองของท่าน บ้านเมืองของท่านเองแท้ๆ บ้านเมืองที่เป็นส่วนหนึ่งของไทย ใช่ แต่มันเป็นบ้านเมืองของท่านจริงๆ ด้วย





Create Date : 02 กันยายน 2559
Last Update : 2 กันยายน 2559 21:19:25 น. 0 comments
Counter : 556 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 701 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]