Group Blog
 
All Blogs
 

คนรัก...ที่ไม่รักเรา

ปรัชญาพุทธกับคนรัก (ที่ไม่รักเรา)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงสาวคนหนึ่งผิดหวังในรักเนื่องจากคนรักของตนได้มาทิ้งไปจึงกำลังจะฆ่าตัว

ตาย

ขณะนั้นเองมีพระธุดงส์รูปหนึ่งผ่านมาพบเข้าจึงได้กล่าวให้สติกับสีกา ว่า "โยมจะทำอะไรรึ"

หญิงสาวตอบ "อิชั้นจะฆ่าตัวตายเพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม มีแฟนๆ ก็มาทิ้งไปเจ้าค่ะ"

พระธุดงส์จึงได้เทศนาให้หญิงสาวฟังว่า "เหตุใดโยมจึงต้องเสียใจเล่าในเมื่อคนที่ควรจะเสียใจควรจะเป็นแฟนของโยมสิ"

หญิงสาวหยุดคิดและถามกลับไปด้วยความสงสัยว่า "ทำไมล่ะเจ้าคะ"

พระธุดงส์ตอบว่า "ในเมื่อโยมมิได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญไปเลยน่ะสิ"

หญิงสาวตั้งใจฟังพระธุดงส์แล้วก็ตอบกลับไปว่า "ไม่จริงหรอกค่ะดิชั้นสูญเสียแฟนอันเป็นที่รักยิ่งไปนะเจ้าค่ะ"

พระธุดงส์ตอบ "โยมได้สูญเสียคนที่มิได้รักและห่วงใยโยมซึ่งจะมีค่าอันใด แต่แฟนโยมซิที่สูญเสียคนที่รักและห่วงใยเค้าเช่นโยม ใครควรจะเสียใจกว่ากันล่ะโยม"




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2548    
Last Update : 27 ธันวาคม 2548 23:39:44 น.
Counter : 275 Pageviews.  

น่าสนใจนะ(อาจเสียวเล็กน้อย)

เป็นเกมส์เกี่ยวกับการผ่าตัดอะครับ ได้ความรู้ดี เหมาะสำหรับนักกีฬา ให้รู้ไว้ว่า มันต้องเจอแบบนี้เวลาไม่ค่อยเซฟตัวเองแล้วบาดเจ็บหนัก

//happy.teenee.com/game/gameflash/213




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2548    
Last Update : 27 ธันวาคม 2548 23:38:00 น.
Counter : 207 Pageviews.  

"รู้จักเวสป้าอ๊ะป่าว"

เรื่องนี้เกิดขึ้นบนถนน สาทร
....รู้จักถนนสาทร ไหมครับ ถนนสาทรเป็นถนนที่มลักษณะมีไฟแดงย่อย ๆ ติด ๆ กันเป็นระยะ เพื่อให้รถออกจากซอยที่เชื่อมกับถนน สีลม เช้าวันอาทิตย์ วันเดียวทีถนนเส้นนี้ได้จะได้พักผ่อน ชายคนนึงขับรถ Sport เปิดประทุนคันงานผ่านเส้นทางนี้ในขณะที่จอดติดไฟแดงที่หัวถนนอยู่นั้น ก็มีผู้ชายอีกหนึ่งคน ขี่รถเวสป้าฝ่าไฟแดงไปเนื่องจากถนนโล่งมาก ไม่มีรถตัดกระแสจราจร ก่อนจะผ่านรถ Sport ไปนั้น เจ้าของรถเวสป้าก็ตะโกนขึ้นมาว่า

"รู้จักเวสป้าอะป่าว"

แล้วก็ฝ่าไฟแดงไป ชายคนที่อยู่ในรถเปิดประทุนรู้สึกฉุนมาก พอไฟเขียวก็รีบเหยียบคันเร่งจนสามารถแซงคืนได้ แต่ไม่ทันไรไฟแดงจุดถัดไปก็ทำงาน เสียงเบรคดังขึ้นรถเค้าจอดเป ็นคนแรกของไฟแดง สักพักเวสป้าคันเดิมก็ฝ่าไฟแดงแซงขึ้นไป โดยไม่ลืมประโยคเดิมที่เคยพูดไว้

"รู้จักเวสป้าอะป่าว"

ครั้งนี้เสียงดังกว่าเดิม แทบจะเรียกว่าตะโกนเลยก็ได้คงไม่ต้องบอกถึงอารมณ์ของชายหนุ่มบนรถเปิดประทุน ทันทีที่ไฟเขียว รถของเค้านั้นพุงออกมาและแซงกลับไปอย่างรวดเร็ว แต่ที่นี่คือ สาทร ไฟแดงถัดไปจึงทำงานอีกครั้ง
เสียงเบรคดังขึ้นอีกครั้ง เค้าเป็นคันแรกเช่นเคย
ไม่นานนักเสียงรถเวสป้าก็เคลื่อนตัวใกล้เข้ามา
แล้วก็ฝ่าไฟแดงออกไป พร้อมกับเสียงสุดท้ายที่ดังและยาวนาน

"รู้จักเวสป้าอะป่าวววววว"

โครม!!!!!!

คราวนี้ไม่โชคดีเหมือนทุกครั้ง แยกนี้เป็นแยกใหญ่ มีรถบรรทุกคันนึงกำลังขับผ่านแยกอย่างช้า ๆ ทำให้เวสป้านั้นวิ่งเข้าไปชน คนขี่เวสป้ากลิ้งลงมานอนที่พื้น ด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก แม้จะไม่เป็นอะไรมากแต่เค้าก็ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ ยังคงนอนร้องด้วยความเจ็บปวด จึงเป็นทีของเจ้าของรถเปิดประทุนบ้าง เข้าเดินลงจากรถมาที่คนเจ็บ พร้อมกับตะโกนว่า

"เป็นไงละ รู้จักเวสป้าป่าว แล้วรู้จักสิบล้อป่าว ซ่านัก
เอาหนังสือพิมพ์ไปอ่านสักฉบับมั้ย"

คนเจ็บมองหน้าคนขับรถเปิดประทุน แล้วพูดว่า.....

"ที่ผมถามพี่ว่ารู้จักเวสป้าอะป่าวอะ เพราะผมจะถามพี่ว่า
เบรคมันอยู่ตรงไหน"


อย่าเพิ่งรีบตัดสินใคร
เพราะข้อมูลที่คุณได้รับอาจไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดที่มีก็ได้"




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2548    
Last Update : 27 ธันวาคม 2548 23:35:25 น.
Counter : 207 Pageviews.  

น้อยนักในสังคม

อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"
>
> เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น
> พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อ
> เนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว
> ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า
>
> "อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"
>
> "ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"
>
> ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม'
> เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดี
> กว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน
> และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่
> สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ
> ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบ
> เผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว
>
>
> เสียงเอะอะดังมากขึ้น
ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ
> 12-13 ขวบ ไล่เลี่ย
> กับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม
>
> "พี่หนอม มีไรหรอคะ"
> "ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้
> มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่
> จ่าย"
>
> พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที
> และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้
>
> "ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"
>
> แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่
>
>
> "เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน
> ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว
> ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"
>
>
> ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า
> แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น
> ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
> แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า
> "อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ
> เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่
> บาทกันละ"
>
> ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ
> แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจาก
> ตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่
>
> "ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"
>
> แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า
>
> "ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"
>
> เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า
>
> "แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."
>
> แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
> แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า
>
>
> "ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ
> น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่
> เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ
> คนป่วยนะต้องกินผล
> ไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"
>
> แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
> ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
>
> หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
>
> "ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"
>
> แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า
>
>
> "ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก
> แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก
> แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"
>
> "แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"
>
> ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า
>
>
> "แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก
> จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ
> รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน
> และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะ
> ไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ
> เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"
>
> ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า
>
> "แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"
>
> "ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"
>
> "แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"
>
>
> "ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ
> มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้
> บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"
>
> แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
>
>
> "จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ
> อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแก
> ทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"
>
> แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
>
> "ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง
> แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่า
> คิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ
> แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"
>
>
> หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ
> ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
>
ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งน
> ี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ
>
> หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด
> แล้วฉันก็ได้งานทำในโรง
> งานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ
> สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลย
> ขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า
> เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่ง
> ฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ
> ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้า
> ไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่
>
> ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น
> ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย
> หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ
> แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่า
> ไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป
> หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หาย
> เร็วๆ
>
> หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น
> แต่หลังจากไปหาหมอได้
> ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก
> คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมา
> ก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ
> หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ
> เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด
>
> หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
> หลังจากหมอตรวจแล้วบอก
> ว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน
> หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือ
> ถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที
> แต่หมอบอกว่าโรง
>
พยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยา
> บาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียง
> มากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง
>
> หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว
แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที
> ขณะที่ฉันรออย่างกังวล
> ใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่
> และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรง
> พยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง
> เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้
> จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม
> อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อน
> ข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น
> คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท
>
> ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน
> ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้า
> หมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง
>
> หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ
> และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ
> ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้
> ทางโรงพยาบาลแจ้ง
> รายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท
> เป็นค่าติดต่อประสานงาน
> เท่านั้น
>
> ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด
> และเป็นเจ้าของ
> ไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ
> ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อ
> ขอบคุณ
>
นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่ม
> เติมเกี่ยวกับ
> การผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่
> โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝาก
> ให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ
> ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้
>
> เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น
> เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมา
> พร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้
>
> 'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์
> ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้ง
> หมดดังนี้
>
> ค่าผ่าตัด 0 บาท
> ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
> ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
> รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
>
> ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ
> ส้มหนึ่งถุง
>
> ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
>
> นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร'




 

Create Date : 01 ธันวาคม 2548    
Last Update : 1 ธันวาคม 2548 13:49:19 น.
Counter : 218 Pageviews.  

ครั้งแรก

ครั้งแรกของคุณ.......เจ็บหรือป่าว
ในขณะที่คุณนอนหงาย
กล้ามเนื้อของคุณเกร็งไปหมด คุณดันเขาออกไปชั่วครู่เพื่อขอเวลาตั้งตัว แต่เขาปฏิเสธพร้อมกับเข้ามาหาคุณ เขาขอให้คุณอย่ากลัวและคุณก็ผงกหัวรับอย่างกล้าหาญ เขามีประสบการณ์มากกว่าแต่ในครั้งแรกที่นิ้วของเขาควานหาที่ที่เหมาะสม เขาเริ่มแหย่ลึกลงไป ตัวคุณก็เริ่มตัวสั่น ร่างกายของคุณตึง แต่เขาก็อ่อนโยนเหมือนกับที่เขาสัญญาว่าจะเป็น เขามองลึกลงไปภายในดวงตาของคุณ และบอกให้คุณเชื่อเขา เขาเคยทำมาหลายครั้งแล้ว ยิ้มของเขาทำให้คุณผ่อนคลายและคุณก็เปิดกว้างขึ้นเพื่อให้เขาเข้าได้ง่ายขึ้น คุณเริ่มอ้อนวอน ขอให้เขาทำเร็ว ๆ แต่เขาค่อย ๆ ทำอย่างช้า ๆ เพื่อให้คุณเจ็บปวดน้อยที่สุด ขณะที่เขากดเข้าไปมากขึ้น ลึกขึ้นคุณรู้สึกว่าเนื้อเยื่อของคุณถูกเปิดออกมาและคุณรู้สึกว่าเลือดของคุณออกเล็กน้อย เมื่อเขาทำต่อไปเขามองที่คุณและถามว่ามันเจ็บเกินไปหรือเปล่า ดวงตาของคุณเต็มไปด้วยน้ำตา แต่คุณก็ส่ายหัวและพยักหน้าให้เขาทำต่อไป เขาเริ่มเคลื่อนไหวเข้าและออกด้วยความชำนาญ แต่คุณก็รู้สึกชาเกินไปที่จะรู้สึกถึงส่วนของเขาภายในตัวคุณไม่นานนัก คุณรู้สึกว่ามีบางอย่างหลุดออกมาภายในตัวคุณและเขาก็ดึงมันออกไป
คุณนอนสั่นระริก ดีใจที่มันสิ้นสุด เขามองที่คุณและยิ้มอย่างอบอุ่น



คุณยิ้มและขอบคุณเขา นั่นก็คือครั้งแรก ที่คุณ......













................................................ที่คุณไปถอนฟัน




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2548 21:47:35 น.
Counter : 185 Pageviews.  

1  2  3  4  

Valentine's Month


 
Cloud De Rufeus
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Cloud De Rufeus's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.