Group Blog
 
 
มิถุนายน 2565
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
18 มิถุนายน 2565
 
All Blogs
 
บันทึกซึมเศร้า-1: ไดโนเสาร์บุกฝันกับวันที่เข้าใจตัวเอง

เคยกลัวอะไรมาก ๆ ในชีวิตกันมั้ยคะ กลัวชนิดที่ถึงขั้นเก็บเอาไปฝัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยากฝันร้ายแบบนั้นเลย เราก็เป็นค่ะ ไดโนเสาร์ คือสิ่งที่เราทั้งรักทั้งกลัวมาก ๆ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ทั้งรักทั้งกลัว เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะในวัยเด็กราว ๆ 3-5 ขวบ เราเติบโตมาในจังหวัดขอนแก่น จังหวัดที่ไดโนเสาร์เป็นมาสคอทประจำเมือง แถมมีการขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์หลายแห่งด้วย เราเลยค่อนข้างคุ้นเคยกับการเห็นรูปปั้นไดโนเสาร์ ภาพจำลองไดโนเสาร์ การ์ตูนไดโนเสาร์ ตุ๊กตาไดโนเสาร์ หุ่นยนต์ของเล่นไดโนเสาร์ และสารพัดสินค้าไดโนเสาร์มากมาย ไดโนเสาร์เลยกลายเป็นภาพแทนความทรงจำที่แสนสุขของเราในวัยเด็ก แถมเรายังเกิดในปี 1993 ปีที่หนัง Jurassic Park ภาคแรกออกฉายด้วย แม้ว่าเราจะไม่ได้ดูในโรงกับพ่อแม่ แต่เราก็ติดท้องแม่เข้าไปในโรงด้วยนะ และครั้งแรกที่เราดูหนัง Jurassic Park ในวัยเด็กจากเทปวิดิโอที่พี่ ๆ เอามาเปิดให้ดูแล้ว สตีเว่น สปิลเบิร์กแกทำหุ่นไดโนเสาร์ได้เหมือนจริงจนเราเชื่อว่ามันมีชีวิตจริง ๆ ผวาจนต้องเอามือปิดตาดู พอโตขึ้นมาเราก็เลยถวายตัวเป็นสาวกของจักรวาล Jurassic Park และ Jurassic World ไปโดยปริยาย ไดโนเสาร์เลยกลายเป็นฝันสยองของเราไปด้วย นี่แหละค่ะเป็นเหตุผลที่เราทั้งรักทั้งกลัวไดโนเสาร์
 
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความฝันและโรคซึมเศร้าของเรางั้นเหรอ?
 
เกี่ยวค่ะ เกี่ยวตรงที่ว่า แม้ว่าเราจะทั้งรักทั้งกลัวไดโนเสาร์ แต่เราก็ไม่เคยเก็บเอาไดโนเสาร์ไปฝันเลยตั้งแต่เด็กจนโต แต่ก็มีอยู่คืนหนึ่ง ในตอนที่เราเรียนอยู่มหาลัยปีสาม คืนนั้นเราฝันแปลกมาก เป็นฝันที่จะว่าตลกก็ตลก จะน่ากลัวก็น่ากลัว ถ้าเล่าให้ใครฟังก็คงจะขำแน่ ๆ คือเราฝันว่า เราวิ่งหนีเจ้าแรปเตอร์ หรือ เวโลซีแรปเตอร์ (Velociraptor) อยู่รอบ ๆ วัดพระธาตุหนองแวง วัดเก่าแก่ชื่อดังประจำขอนแก่น คือเราวิ่งวนอยู่แบบนั้น แรปเตอร์ก็วิ่งไล่กัดเราอยู่แบบนั้นแหละ แต่ก็วิ่งไม่ทันเรานะคะ เราทั้งสองตัวไม่มีใครหยุดหรือวิ่งไปที่อื่นซะที จนเราเหนื่อยและตกใจตื่นขึ้นมาเอง มันเป็นฝันที่เหมือนจริงและน่ากลัวมาก ข้างล่างคือตัวอย่างของเจ้าแรปเตอร์ค่ะ


 
หลังจากคืนนั้น เราเฝ้าถามตัวเองว่า เพราะอะไรนะ เราถึงฝันถึงไดโนเสาร์กินเนื้อที่วิ่งไล่กัดเรา และเราก็เริ่มฝันแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ประมาณ 3 ครั้งภายในหนึ่งเดือน และก็เริ่มกลายเป็นหลายครั้งภายในหนึ่งปี แล้วบางทีก็พัฒนาไปฝันถึงเจ้า T-Rex หรือ ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus Rex) ด้วย ซึ่งตัวใหญ่และน่ากลัวกว่าแรปเตอร์หลายเท่า ในที่สุด เราซึ่งก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใครเพราะตอนนั้นก็ยังไม่มีตังค์ไปหาจิตแพทย์ ก็เลยพยายามสังเกตความฝันตัวเองและเชื่อมโยงกับสภาวะจิตใจของเราในช่วงที่ฝันร้ายถึงไดโนเสาร์ไล่กัด

 
แล้วเราก็พบว่า ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราฝันเห็น
เจ้าแรปเตอร์หรือเจ้า T-Rex ก็คือ ความเครียด ค่ะ
 
และเรื่องที่เราเครียดที่สุดในช่วงนั้นก็คือ การที่แม่ของเราป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ทำให้เวลาของแม่นั้นเหลืออยู่ไม่นานแล้ว เราซึ่งเรียนอยู่ในปีสามเลยต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เรียนจบป. ตรีให้เร็วที่สุดที่จะทำได้ เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียน เราก็จะกลับบ้านไปช่วยพ่อดูแลแม่ ซึ่งบางทีพ่อก็ไม่เข้าใจเราและชอบใช้คำพูดแรง ๆ ด่าว่าเรา แถมเราก็ต้องรับงานออกแบบบ้างเท่าที่จะมีเวลาเพื่อหารายได้พิเศษในช่วงเรียน ไหนจะต้องรีบทำโปรเจ็คต์จบที่ยากแสนยากอีกด้วย ความเครียดจากการเรียน การกดดันตัวเอง และการไม่ลงรอยกับพ่อ บวกกับความกลัวที่จะสูญเสียแม่ ทำให้เราเครียดจนปวดหัว ไม่มีสมาธิ มีอาการย้ำคิดย้ำทำ กินน้อยหรือกินมากผิดปกติ มีอาการแพนิกหรือวิตกกังวลเกินเหตุร่วมด้วย นอนไม่หลับทำให้เกิดอาการนอนน้อย และหลับเป็นตายจนเกินเวลาตื่นเพราะเพลียมาก ไม่อยากทำกิจกรรมที่ชอบ อยากฆ่าตัวตาย บางครั้งอยู่ ๆ ก็นั่งร้องไห้คนเดียวแบบหนักมากเป็นชั่วโมง มีอาการประสาทหลอน เห็นเงาดำของคนอยู่ในห้องน้ำ มีอาการได้ยินเสียงคนอื่นมาพูดข้างหูเป็นครั้งเป็นคราว และที่หนักมาก ๆ คือ การฝันเห็นพวกไดโนเสาร์วิ่งไล่จนแทบไม่กลัานอนอีกเลย 

การฝันเห็นไดโนเสาร์ของเราเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่แม่เสีย เพราะเรามีอาการซึมเศร้าหนักมากขึ้น จากการที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับคนที่ทำงานใหม่ ซึ่งเป็นที่ทำงานแรกของเรา และการที่ต้องรับมือกับพ่อที่ไม่เคยรับฟังเรา ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน ไดโนเสาร์ก็จะโผล่มาทุกคืน จนเราเริ่มไม่ไหว เราได้ตัดสินใจไปหาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา หมอประจำเคสของเราลงความเห็นว่า

เราเป็นโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรัง (Dysthemia) รุนแรงน้อยกว่าโรคซึมเศร้าแบบแรก (Depression) แต่เป็นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 ปี และมักนานกว่า 5 ปี หมอบอกว่า มันคือโรคซึมเศร้าแบบหนึ่ง ที่ผู้ป่วยจะมีอาการเศร้าใจมาเป็นเวลานาน แม้จัดการได้ระดับหนึ่ง แต่ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่มีความสุขมาเป็นเวลาหลายปี ลงเอยด้วยการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแบบชัดเจน เราจึงต้องกินยาปรับสารเคมีในสมองที่ชื่อ Sertaline และ Lorazepam พร้อมกับเข้าพบนักจิตวิทยาเพื่อพูดคุย ระบาย ปรึกษา และหาวิธีแก้ไขปมปัญหาในใจของเรา

หลังจากเราได้เริ่มกินยาตามที่จิตแพทย์สั่งและเข้าพบนักจิตวิทยาสองสามครั้ง เราก็เริ่มมีอาการดีขึ้น เราก็เริ่มเล่าเรื่องครอบครัว ปัญหาที่เรามี และเรื่องความฝันเกี่ยวกับไดโนเสาร์ของเราให้นักจิตวิทยาฟัง ซึ่งเธอรู้สึกสนใจเรื่องความฝันของเรามาก เธอเลยถามต่อว่า

"แล้วในความคิดของลูกไม้ หนูคิดว่า ไดโนเสาร์คืออะไร"

เรานิ่งอึ้งไปพักหนึ่งและยังไม่ได้ให้คำตอบแก่เธออย่างชัดเจน นักจิตวิทยาบอกว่า ไม่เป็นไร ค่อยมาตอบก็ได้ จริงแฮะ เราแทบไม่เคยคิดเลยว่า สำหรับเรา ไดโนเสาร์คืออะไร เรารู้แค่เพียงว่า ไดโนเสาร์จะมาเข้าฝันตอนที่เครียดหรือทะเลาะกับพ่อ

"พี่ว่ามันน่าสนใจนะ ที่ว่าไดโนเสาร์จะโผล่มาหลังจากทะเลาะกับพ่อ ลูกไม้เคยคุยกับพ่ออย่างเปิดใจบ้างรึยัง"
"ยังเลยค่ะ พ่อเขาเป็นคนที่ไม่ยอมฟังใครเลย"
"เหมือนเขาไม่เคยเข้าใจความรู้สึกเราเลยใช่มั้ย"
"ใช่ค่ะ แบบนั้นเลย"
"อาจเป็นเพราะว่า เขาไม่เข้าใจว่าเรากำลังรู้สึกยังไง เอาแบบนี้นะ พี่อยากให้ลูกไม้ลองพูดความรู้สึกของตัวเองให้เขารับรู้ เช่น เวลาที่เขาพูดอะไรออกมาแล้วลูกไม้ชอบ ให้ลูกไม้บอกพ่อไปตรง ๆ ว่า ลูกไม้ชอบที่พ่อพูดแบบนี้นะ ส่วนเวลาที่พ่อเขาพูดไม่ดี ให้เราบอกไปว่า เราเสียใจนะที่พ่อพูดแบบนี้ ให้เขาค่อย ๆ ซึมซับว่า เรารู้สึกยังไงเวลาที่เขาพูดแบบนี้"

ซึ่งจริง ๆ ในตอนแรก เราก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าวิธีนี้จะได้ผล เพราะเราเคยลองมาหลายวิธีมาก ๆ ที่จะพยายามทำให้พ่อเข้าใจเราบ้าง แต่ในที่สุด หลังจากที่เราลอง พ่อกลับมีท่าทีที่เปลี่ยนไป พ่อนิ่งฟังเรามากขึ้นหลังจากที่เราบอกความรู้สึกของเราออกไปเวลาที่ได้ยินพ่อพูดอะไรออกมา หลังจากทดลองทำวิธีนี้ไปราวสองเดือน ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อขึ้น

ความฝันหนึ่งก่อนที่เราจะไปหานักจิตวิทยา เราฝันถึงไดโนเสาร์อีกแล้ว คราวนี้เจ้าแรปเตอร์วิ่งไล่กวดเราอยู่ในสวนแห่งหนึ่ง เราวิ่งหนีสุดชีวิต แต่แล้วอยู่ ๆ เราก็ตัวลอยขึ้นไปบนอากาศ เราอยู่สูงเทียมเมฆ ในขณะที่เจ้าแรปเตอร์วิ่งไล่กวดเราอยู่บนพื้นด้านล่าง หลังจากนั้น เราก็ลอยมาหยุดอยู่ที่นั่งร้านเก็บของในลานซ่อมรถของพ่อ เจ้าแรปเตอร์ก็พยายามกระโดดงับเราจะข้างล่าง แล้วอยู่ ๆ ในฝันนั้น เราก็เหลือบไปเห็นค้อนปอนด์อันเหมาะมือของพ่ออยู่แถวนั้น เราหยิบค้อนขึ้นมาแล้วฟาดลงไปที่หัวของเจ้าแรปเตอร์เต็มแรง มันร้องลั่นแล้วนอนตายทันที จากนั้นเราก็สะดุ้งตื่น
เช้าวันนั้น เรารีบไปพบนักจิตวิทยาตามนัดเหมือนเคย แต่คราวนี้เรารู้สึกสดชื่น สดใสกว่าที่เคย เรารีบเล่าถึงความฝันที่แปลกไปยิ่งกว่าเดิม นักจิตวิทยาประจำตัวยิ้มแล้วถามคำถามเดิมกับเรา

"แล้วในความคิดของลูกไม้ หนูคิดว่า ไดโนเสาร์คืออะไร"

เรายิ้มแล้วตอบว่า "การสื่อสารที่ไม่ชัดเจนระหว่างพ่อกับหนูค่ะ"


ใช่เลย ไดโนเสาร์คือความกังวลที่ก่อกวนจิตใจเราและเรื่องราวในอดีตที่เจ็บปวด น่าอับอาย โหดร้าย ที่เราเคยโดนมาก่อน แต่อดีตบางอย่างที่ดีงามและน่ารักเหมือนไดโนเสาร์กินพืช เรากลับไม่เก็บมาฝัน แต่สมองรวน ๆ ที่ควบคุมไม่ได้กลับสั่งให้เอาเรื่องร้าย ๆ ขึ้นมาแทนในรูปของไดโนเสาร์กินเนื้อที่วิ่งไล่เรา หลอกหลอนเราในฝัน

เนื่องจากนักจิตวิทยาเขาตีความว่า ในกรณีของเรา ไดโนเสาร์อาจสื่อถึงเรื่องเก่า ๆ เรื่องที่จบไปแล้ว เหมือนไดโนเสาร์ที่เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เป็นกินเนื้อเป็นอาหาร มันก็เลยเป็นสัญลักษณ์แห่งความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของบรรพบุรุษของมนุษย์ตั้งแต่สมัยร่วมโลกกับไดโนเสาร์ เช่น ลิงลม สัตว์ตระกูลลิงไร้หาง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดจิ๋วต่าง ๆ ความกลัวสัตว์ตระกูลกิ้งก่าหรือสัตว์เลื้อยคลานถูกส่งมาถึงพวกเราในปัจจุบัน สังเกตได้ว่า พวกเราหลายคนส่วนใหญ่มักมีความกลัวสัตว์เลื้อยคลานโดยอัติโนมัติ เช่น งู ตุ๊กแก จิ้งจก ตัวเงินตัวทอง ฯลฯ

จากการที่เราไม่เคยเข้ากับพ่อได้ดี จากการที่เราสื่อสารใส่กันแบบผิด ๆ แต่ในตอนนี้ เราสองพ่อลูกเริ่มปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น เริ่มคุยแสดงความรู้สึกมากยิ่งขึ้น แม้ว่าพ่อจะไม่ได้เข้าใจเราในทันที ในระหว่างนั้นก็มีทะเลาะกันหนัก และหายหน้าหายตาจากกันไปบ้าง แต่เราก็พยายามที่จะสื่อสารให้เขาปรับแก้ความเข้าใจและแนวคิดทีละน้อย พร้อมกันนั้น เราพยายามที่จะก้าวผ่านความกลัวไดโนเสาร์ด้วยการดูหนัง Jurassic Park และ Jurassic World ทุกภาค เพื่อเป็นการฝึกจิตใจและเช็คดูอาการของตัวเองว่าจะกลับมาฝันอีกหรือไม่ และหลังจากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้ก็เกือบปีกว่าแล้ว เราไม่เคยฝันเห็นไดโนเสาร์อีกเลยค่ะ 

แม้ว่าเราจะดีขึ้นจากการเลิกฝันเห็นไดโนเสาร์ แต่เราก็ยังคงต้องรักษาตัวโดยการกินยาต่อและการใช้กิจกรรมศิลปะบำบัดที่เราชอบ พร้อมกับเขียนบันทึกความรู้สึกเป็นประจำเพื่อตามดูอารมณ์และสภาพจิตใจของตัวเอง แม้ว่าไดโนเสาร์จะหายไปแล้ว แต่กลับมีงูตัวใหญ่เลื้อยเข้าฝันเราแทนค่ะ แต่จะฝันว่ายังไงนั้น ขอเล่าเป็นตอนหน้านะคะ ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบค่ะ พบกันตอนหน้านะคะ บ๊ายบาย :)


 


Create Date : 18 มิถุนายน 2565
Last Update : 18 มิถุนายน 2565 0:34:56 น. 6 comments
Counter : 225 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณ**mp5**, คุณnewyorknurse


 
สวัสดีครับคุณลูกไม้
หัวข้อวันนี้น่าสนใจมาก ๆ ถ้าพูดถึงความฝันที่ไดโนเสาร์บุก แล้ววิ่งไล่กวดรอบเจดีย์แบบนั่น ใครฟังทีแรกก็แอบขำครับ ว่าเฮ้ยมันก็น่าจะสนุกรึป่าว แต่คนฝันเองตอนนั้นมันไม่ได้คิดหรอกครับว่า ไดโนเสาร์มีจริงรึป่าว รู้แต่มันไดโนเสาร์นะโว้ยยย มันกินเราได้นะ แล้วคงามฝันที่เราควบคุมไม่ได้ก็สั่งให้เรากลัวแล้วหนี แล้วไอ่การหนีในฝันหนีเท่าไหร่ก็ไม่พ้นซะด้วย ไม่สนุกแน่นอนครับ

ที่ผมสนใจเรื่องนี้คือความฝันถึงสิ่งที่กลัวซ้ำๆ บอกถึงอะไรที่อยู่ในใจได้ จนคุณลูกไม้ค้นหาได้ว่าเกี่ยวกับเรื่องของคุณพ่อ น่าสนใจมากๆครับ และดีมากๆ ที่คุณลูกไม้ค้นพบสาเหตุของไดโนเสาร์ที่บุกมาในฝันได้

ผมว่าจริงๆ คนเราน่าจะมีฝันร้ายหรือฝันบางอย่างที่สื่อถึงสิ่งที่อยู่ในใจนะครับ เพียงแต่เราไม่ได้รับการชี้แนะที่ถูกต้องทำให้เราค้นไม่เจอสาเหตุนั้น

ผมเป็นคนฝันเก่ง 5555 ไม่ค่อยฝันร้ายครับ บางทีเหมือนตัร้ายแต่จริงๆ ในฝันคือมันส์สัใจมาก เช่น มีคนบุกมาที่บ้าน ขณะที่ผมมีครอบครัวและเพื่อนปาร์ตี้อยู่ในบ้าน แล้วเราต้องปกป้องครอบครัว หาทางสู้ พาครอบครัวไปที่ปลอดภัย แอบสุ่มแย่งปืนแล้วยิงต่อสู้กันงี้ 5555 ตื่นมานี่เหนื่อยแต่อยากฝันต่อมากทาเด็บมันได้หรือไม่ได้

ที่รู้สึกว่าฝันร้าย คือพวก ลูสิกดรีมครับ ตื่นมาในห้องที่เหมือนกับที่เรานอนอยู่ แต่เห็นบางอย่างไม่เป็นจริง พอนึกว่า อย่านะ อย่าให้กำแพงกลาย้ป็นสีแดง มันก็กลายเป็นสีแดง อยากหยิบอะไรก็หยิบขึ้นมาได้ พอนึกว่ามันจะแตกมันก็แตกตรงหน้า อันนี้รู้สึกกัวครับ รู้เลยว่าตัวเองฝัน บอกตัวเองให้ตื่นก็ไม่ตื่นซักที เหมือน inception 5555
หรือฝันเจอผี แบบที่ผมว่าผมเจอจริงแหละ รู้สึกว่ามาคนมากอดแล้วผมประหน้าขณะที่นอนอยู่ตรงนั้นเลย แต่ชีวิตนี้เคยแค่ 3ครั่งมั้งครับ

ส่วนฝันร้ายที่ทำผมตื่นมาร้องไห้เลย และเกิดซ้ำประมาณ 2-3 ครั้งคือ….เอเลี้ยนบุกโลก มีคนถูกฆ่าเยอะมาก เราทั้งครอบครัวกำลังหนี แล้วจนมุมรู้สึกว่ากำลังจะต้องตายจริงๆ กลัวจริงๆ สิ้นหวังจริงๆ พยายามคิดว่ามีทางไหนที่จะทำให้ครอบครัวรอดได้ ไม่มีเราไปด้วยก็ได้ แล้วในฝัน ตอนที่เรากอดกันรอถูกฆ่า พ่อก็หันมาบอกผมว่า พาทุกคนหนีไปให้ได้นะ ต้องรอดทุกคนนะ เห็นตรงนั้นไป รีบพาทุกคนไปนะทำให้ได้นะ วิ่งไปอย่าหันกลับมา แล้วพ่อก็วิ่งออกไปที่โล่งตะโกนเรียกเอเลี่ยนให้ไปทางพ่อ ผมเห็นคาตาว่าพ่อโดนกัด แต่พ่อก็สู้แล้ววิ่งต่อไปให้ไกลเราที่สุด ผมพาทุกคนวิ่งไปอีกทาง หันไปกี่ทีพ่อก็ยังล้มๆ ลุกๆ ล้อมันอยู่และมองมาว่าเราปลอดภัยรึยัง ผมงิ่งไปร้องไห้ไปจนถึงที่ปลอดภัย ส่วนพ่อก็หยุดวิ่งแล้วให้มันกินตายไป
อันนี้ผมก็คิดว่าเกิดจากผมคิดว่าพ่อไม่เคยปกป้องผมเลย ตั้งแต่เด็ก พ่อสอนให้ยอมคนอื่น สอนให้ไม่สู้คน แล้วตอนอนุบาลประถมผมตัวเล็กก็โดนแกล้งบ่อยพ่อก็ไม่ช่วยไม่เข้าข้าง ผมร้องไห้พ่อก็บอกว่าเป็นผู้ชายร้องไห้ได้ไง ห้ามร้อง อดทนสิ จนผมต้องปกป้องตัวเองเพราะคิดว่า ไม่มีใครปกป้องเราได้แม่แต่พ่อที่เราหวังว่าจะทำ พอโตมาก็คิดได้ครับว่า พ่อคงรู้ว่าผมเป็นคนใจร้อน บวกได้บวก เลยพยายามสอนให้ใจเย็นไม่ตอบโต้ใครคืออย่างน้อยก็ให้ยั้งใจไว้บ้าง ไม่งั้นน่าจะเปรี้ยวบาทามากกว่าตอนนี้อีก
และจริงๆ พ่อปกป้องผมนะ ผมคือคนที่กล้าหาญมาก เพราะวันที่ผมจะเลี้ยงหมา พ่อเป็นคนเดียวที่บอกกับผมกับพี่ว่า ถ้าแม่ไม่ชอบเราจะเลี้ยงกันเอง 3 คนนะ ใครไม่รักพ่อรักเอง และพ่อก็ทำแบบนั่นจริงๆ ครับ ตอนมัธยมผมมีเรื่องชกต่อยที่ รร พ่อขอโทษอาจารย์กับคู่กรณี เพราะพ่อบอกแม่ว่า เค้าจะได้ทำทำลูกเราอีก รู้ว่าเราไม่ผิด แต่พ่อยอมขอโทษเอง

หลังจากที่เข้าใจ ผมก็เลิกคิดว่าพ่อไม่ปกป้องเลยครับ ^^


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 18 มิถุนายน 2565 เวลา:12:36:44 น.  

 
อ่อ ผมก็ชอบ จูราสสิก ชอบเล่นเปียโนเพลงธีมมันด้วย ^^


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 18 มิถุนายน 2565 เวลา:12:37:19 น.  

 
ลืมเลย ผมว่าคุณลูกไม้เก่งมากเลยครับที่รู้ว่าตัวเองเครียดเมื่อไหร่
ปกติผมเป็นคนชิลๆ นะ แต่บ้างเครียดหรือมีเรื่องคับข้องใจ ผมจะไม่รู้ตัวว่าเรารู้สึกยังไงอ่ะครับ รู้อีกทีคือมีคนทักว่าดูหงุดหงิด ดูใจลอย เสียงนิดเดียวก็รำคาญจัดๆ เบื่ออาหาร ไม่อยากพูดกับใครเยอะ ถึงจะรู้ว่า อ้อ สงสัยเครียด แล้วจัดการไม่ได้ครับ รอแค่ให้มันจางไปเอง
ผมเล่นดนตรีแต่ดนตรีไม่ช่วยนะ เวลาเครียดผมจะเล่นไม่ได้เลย เล่นไปคงามเครียดจะออกมากับเสียงดนตรีเป็นจังกวะเป็นเสียงที่ไม่นุ่มนวล พ่อกับแฟนจะเป็นคนฟังออกครับ


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 18 มิถุนายน 2565 เวลา:13:39:44 น.  

 
ไดโนเสาร์น่าจะคือคุณพ่อจ้า
เป็นสิ่งน่ากลัวที่เราทำอะไรมันไม่ได้





โดย: หอมกร วันที่: 18 มิถุนายน 2565 เวลา:21:00:01 น.  

 
ผมเคยพบเคยเจอ คนเป็นภาวะซึมเศร้า นอนไม่หลับสองสามคน
แพทย์ให้ใช้ยา ปรับในร่างกาย/สมอง ดีขึ้น

แต่บางคนกลับวิตกว่าจะ ขาดยาไม่ได้ มีอีกคนทานยาตามหมอสั่ง และเริ่มออกกำลังกายให้เหงื่อออก จนติด ๆ การออกกำลังกาย ปรากฏว่าภาวะซึมเศร้าเบาบางลง น่าทึ่งครับ


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 20 มิถุนายน 2565 เวลา:6:38:22 น.  

 
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ


โดย: **mp5** วันที่: 20 มิถุนายน 2565 เวลา:15:50:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Porto Flip Cocktail
เริ่มนับสถิติการเข้าชม
ในวันพุธที่ 13 เมษายน 2565
web counter
Flower 65
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.