มิถุนายน 2564

 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
ทริปในความทรงจำ: ฮักน่าน...น้อยน้อย แต่ฮักน่าน...นานนาน...หนาเจ้า (1)
เป็นเวลาร่วมเดือนแล้วที่ฉันไม่ได้ก้าวขาไปไหนไกลเกินกว่าเซเว่นแถวหอพักและร้านข้าวหน้าปากซอย ชีวิตไร้ชีวาที่ต้องหวาดกลัวโควิดในห้องสี่เหลี่ยมกับมุมเดิม ๆ ทำให้ฉันคิดถึงวันที่โลกยังดีกว่านี้ ในระหว่างที่กำลังนั่งเซ็งอยู่นั้นเอง เพื่อนสาวที่สนิทกันก็ทักไลน์มาหา

"หวัดดีไม้ เค้ารบกวนหน่อยนะ อยากจะถามว่า ไม้ยังมีรูปทริปน่านที่เราเคยไปกันมั้ย"
"มี ๆ แต่ส่วนใหญ่มันอยู่ในเฟสกับอินสตาแกรมนะ แจงจะเอาไปทำอะไรเหรอ"
"อ๋อ พอดีจะเอาไปประกอบคอลัมน์ในเล่มเดือนหน้าน่ะ พอดีในงานปรึกษากันว่า ช่วงโควิดนี้คงยังไม่มีใครไปเที่ยวได้ เลยตกลงกันว่าจะเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับทริปในความทรงจำที่ประทับใจกันน่ะ"
"ได้ ๆ เดี๋ยวเค้าส่งให้นะ มันเยอะมาก แต่แน่ใจเหรอว่าจะใช้ได้ เพราะมันเป็นรูปที่ปรับสีมาหมดแล้ว อาจจะไม่ค่อยชัดเท่าพวกใช้กล้องโปรนะ"
"ไม่เป็นไรเลยไม้ แค่เอาไปประกอบบทความส่งให้บรรณาธิการตรวจก่อน จะใช้ได้ไม่ได้ เดี๋ยวดูอีกที อาจจะได้ใช้รูปในคลังเก่า ๆ ก่อน ถ้าโชคดีอาจจะได้ใช้รูปของไม้ด้วยนะ ยังไงก็ขอบคุณมากนะ"
"จ้า ยินดี ๆ เดี๋ยวส่งเมลให้นะ"

เมื่อจบประโยคในมือถือ หัวใจที่ห่อเหี่ยวกับความเงียบเหงากลับพองฟูขึ้นมาอย่างประหลาด เมื่อฉันเอื้อมมือไปคลิกโฟลเดอร์ Nan Trip ที่เก็บภาพความทรงจำของพวกเราเอาไว้ ภาพเกือบแปดสิบกว่าภาพนั้นบันทึกความทรงจำอันสวยงามทุกอณูของพวกเราเอาไว้จากสายตาและฝีมือกดชัตเตอร์ของฉัน

แม้ฉันจะลาออกจากที่ทำงานเก่ามาหลายปีแล้ว แต่เราก็คงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แจงมักแวะมาไถ่ถามพูดคุยกับฉันเสมอ ทริปนั้นเป็นทริปสวัสดิการที่บริษัทออกเงินโบนัสให้พนักงานจับกลุ่มกัน 3-5 คน ไปเที่ยวกันตามใจชอบ โดยต้องเขียนกำหนดการเที่ยวกันเองและนำไปเสนอให้บริษัทรับทราบเพื่อทำเรื่องขอเบิกงบสวัสดิการไปเที่ยว โดยพวกเราสี่สาวกับหนึ่งหนุ่มสวยนำทีมโดย พี่เอส พี่เดียร์ แจง อร และฉัน ลูกไม้ พร้อมใจกันถามเป็นเสียงเดียวว่า “ไปน่านกันปะ”

กำหนดการท่องเที่ยวของเรานั้นมีทั้งสิ้น 4 วัน 3 คืน ในวันแรกหลังจากที่เราลงจากเครื่องแล้ว เราก็ตัดสินใจหาอะไรรองท้องในตอนเที่ยง รถตู้ที่เราจ้างมาพามาจอดในเมือง แม้พี่เอสกรี๊ดกร๊าดกับก๋วยเตี๋ยวใส่ชามกะลาแสนน่ารักกิ๊บเก๋ แต่แจงกลับบ่นอุบว่าเส้นมันเละไป ส่วนพี่เดียร์ อร และฉันรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้อร่อยแต่ก็พอกินได้ แล้วพวกเราก็ไปนั่งห้อยขาดื่มกาแฟริมแม่น้ำน่านที่ร้านสุดกองดี แม้ว่าบ่ายวันนั้นอากาศจะร้อน แต่ไอเย็นจากริมแม่น้ำน่านที่ฟุ้งขึ้นมาและบรรยากาศเงียบสงบก็ทำให้พวกเราแทบหลับคาถ้วยกาแฟ นั่งเอื่อยเฉื่อยกันเกือบชั่วโมง เสียงโทรศัพท์จากโรงแรมก็ดังขึ้นเพื่อแจ้งว่า ต้องรีบเข้ามาเช็คอินก่อนที่เวลาหกโมงเย็น พวกเราจึงรีบเข้าไปเช็คอินที่โรงแรมและเอาสัมภาระเก็บเข้าที่ จัดแจงแบ่งห้องกันเรียบร้อย


"มีเวลาเหลือเฟือ จะทำอะไรกันดี ตอนนี้แค่บ่ายสามเอง" พี่เดียร์ว่า
"เฮ้ยยย เกือบลืมเลย เข้าเมืองไปไหว้พระวัดภูมินทร์กันก่อน" แจงผู้ชื่นชอบวัดร้องขึ้น เธอผู้เคยมาน่านหลายครั้งแล้วจึงได้เสนอขึ้นอีกว่า "แล้วก็ไปเดินตลาดเย็นกันด้วยสิ มีของอร่อยเยอะนะ" 
"เอาดิ เผื่อได้ของฝากด้วย" อรยิ้มพยักหน้าตอบรับ

บ่ายวันนั้น พวกเราไปไหว้พระในวัดภูมินทร์และเข้าชมจิตรกรรมฝาผนังโบราณ ปู่ม่านย่าม่านยังคงกระซิบรักอยู่ที่เดิม มัคคุเทศน์น้อยสองคนเดินมาสวัสดีฉันและขออนุญาตเล่าประวัติของวัดให้ฟัง ฉันยิ้มและพนักหน้าอย่างเอ็นดู ยังไม่ลืมให้สินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่เด็กทั้งสองด้วย พอเริ่มเย็น ท้องเราก็เริ่มหิว พี่เดียร์กับพี่เอสรีบจ้ำอ้าวไปที่ตลาดเย็นเมืองน่านจนอร แจง และฉันแทบตามไม่ทัน เราเลยตกลงว่าจะมาเจอกันที่ลานขันโตกที่เทศบาลจัดเอาไว้ให้เป็นที่นั่ง มื้อเย็นวันนั้นมีราคาถูกแต่อร่อยเกินบรรยาย ประกอบด้วย ข้าวจี่ ไข่ป่าม (ไข่ไก่ตีจนเข้ากันปรุงรสแล้วเอามาปิ้งบนกระทงใบตอง) ไส้อั่ว แหนมย่าง แกงหน่อไม้ น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ข้าวกั้นจิ้น (ข้าวคลุกเลือดหมูปรุงรสห่อใบตองนึ่ง) พวกเราล้อมวงกินมื้อนั้นอย่างออกรสพร้อมกับการนั่งเมาท์ไปด้วย พอหน้าท้องตึงแล้วก็ออกเดินช็อปปิ้ง แจงได้ผ้าซิ่นผืนหนึ่ง ส่วนฉันได้ได้ปิ่นปักผมเงินหนึ่งชิ้น เดินกันได้ราว ๆ หนึ่งชั่วโมง พวกเราก็กลับโรงแรมกัน
 

โรงแรมแรกที่เราไปพักเป็นโรงแรมเล็ก ๆ กลางทุ่งนา ไม่หรูหราแต่ทว่าน่ารักและเท่ด้วยดีไซน์เรียบง่าย คืนนั้นหลังจากเสร็จมื้อเย็น ฉันกับแจงอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนสบาย ๆ เมื่อฉันเดินออกมาจากห้องก็พบพี่เดียร์ อร และพี่เอสหันมากวักเรียกฉันจากกระท่อมน้อยกลางนา พี่เอสแกว่งกระป๋องเบียร์อย่างหยอกล้อในตอนที่ฉันกับแจงเดินตามคันนาไปที่นั่น

"คืนนี้ใครไม่เมา ฉันไม่ให้ไปนอนนะยะ!!!"

ด้วยความที่ช่วงนั้นไม่มีแขกเลยนอกจากพวกเรา ทำให้คืนนั้นพวกเรานั่งหัวเราะเสียงดังอย่างเต็มที่พร้อมฤทธิ์แอลกอฮอล์อ่อน ๆ ฉันเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำสีน้ำเงินเข้มประดับดาวพร่างฟ้า คลอด้วยเสียงกบเขียดอึ่งอ่าง ใบข้าวอ่อนเปียกชื้นด้วยหยดฝนที่ตกลงมาในตอนบ่ายทำให้ขาและปลายกระโปรงชุดนอนของฉันเปียกชุ่ม พี่เอสชวนเมาท์เรื่องเจ้านาย พี่เดียร์คอยตอบรับเป็นลูกคู่ จนอรผู้เรียบร้อยยังต้องนั่งอมยิ้ม ส่วนฉันกับแจงลงไปนอนกลิ้งทับกันอย่างสนุกสนาน ขนมขบเคี้ยวกับถั่วลิสงคั่วหมดไปหลายห่อพอ ๆ กับเบียร์สิบกระป๋อง ฉันนั้นคิดว่าตัวเองไม่เมาแต่ก็จำได้ว่าเดินเซ ๆ กลับห้องในขณะที่แจงผู้ดื่มน้อยที่สุดคอยพยุงกลับห้อง ตามด้วยเสียงหัวเราะของอร พี่เดียร์และพี่เอสตามหลังมา


เช้าวันต่อมา พวกเราเดินทางเข้านั่งรถขึ้นเขาไปนอนที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ด้วยเดือนนั้นเป็นเดือนกันยายน ฝนจึงพรมเป็นทางที่เรานั่งรถขึ้นไป ยอดดอยเต็มไปด้วยน้ำค้างและหมอกหนาจัด พอถึงที่พัก ทุกคนก็พากันสูดหายใจเต็มปอด เพราะอากาศที่นี่เย็นฉ่ำด้วยไอหมอกและไอฝน เจือกลิ่นหอมเย็นของป่าสนภูเขาและต้นไม้อื่น ๆ สดชื่นจนไม่อยากเข้าบ้านพักอุทยานเลย

ตอนบ่าย แจงชวนฉันออกไปถ่ายรูป เธอสวมชุดเดรสสีขาวโปร่งสวยแบบเรียบ ๆ ตัดกับป่าสีเขียวเข้มรอบด้าน แสงยามเย็นสีส้มสาดส่องผ่านต้นไม้เป็นลำสวยงาม จับเข้าร่างเพื่อนของฉัน เธอกลายเป็นเหมือนนางไม้ในเทพนิยายทันทีเมื่อฉันจับภาพเธอเอาไว้ ส่วนฉันก็มีความสุขเมื่อเห็นเพื่อนสาวดีใจกับภาพที่มีเธอเป็นแบบ
 

คืนนั้นเรามีเพียงมาม่ากระป๋อง ขนมปังกับนมข้นหวาน ขนมขบเคี้ยวหลายห่อ เพราะบนอุทยานไม่มีร้านค้าเลย เราจึงต้องซื้อเตรียมเอาไว้ก่อนที่จะขึ้นไป อร พี่เดียร์ พี่เอส ขอบายกับกิจกรรมร่วมกันในคืนนี้ เพราะรู้สึกเหนื่อยล้าจากการนั่งรถขึ้นเขาเป็นเวลานาน จึงขอตัวนอนก่อน เลยเหลือฉันกับแจงที่นอนอยู่อีกห้อง เราจึงได้นั่งคุยกันยาว ๆ แม้แจงจะเอางานต้นฉบับติดตัวมาทำด้วย แต่เราก็คุยกันหลายเรื่องที่ไม่เคยคุยมาก่อน ทั้งเรื่องสนุก เรื่องเศร้า ปัญหาความสัมพันธ์ เรื่องราวในอดีตที่ไม่เคยบอกใคร ฉันพบว่า เพื่อนที่ฉันคิดว่ารู้จักเธอดี กลับมีมุมลับที่ฉันไม่เคยได้รู้มาก่อน เวลาผ่านไปเนิบช้า อากาศเย็นสะอาดบวกกับความเหนื่อยทำให้ฉันหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีตอนเช้า ก็พบว่า แจงกำลังพับผ้าห่ม ฉันงัวเงียขยี้ตาในตอนที่เธอร้องบอกว่า 

"ตื่นได้แล้วแก ขี้เซาชะมัด" แจงแหวใส่
"หวัดดี หลับสบายมั้ยเมื่อคืน" ฉันหันไปถามเธอ
"แกกรนดังมากกก แต่ก็ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหนนะ ฮ่าๆๆๆ" เธอลากเสียงทำหน้าทะเล้น 
"เฮ้ย ขนาดนั้นเลยเหรอ ปกติไม่กรนนะ" ฉันยิ้มแก้เก้อ เกาแก้มที่มีคราบน้ำลายแห้งกรังติดอยู่
"อี๊ เค้านอนน้ำลายยืดด้วย ฮ่าๆๆ" ฉันประจานตัวเอง ส่วนเพื่อนสาวก็เบะปากใส่พร้อมเสียงหัวเราะ
"ไปๆๆๆ ไปอาบน้ำซะ วันนี้เราต้องไปสะปันกันต่อนะ"

(ต่อในตอนที่ 2)

 



Create Date : 13 มิถุนายน 2564
Last Update : 18 มิถุนายน 2564 1:47:18 น.
Counter : 143 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณKavanich96

  
ขอบคุณที่แบ่งปัน
โดย: Kavanich96 วันที่: 16 มิถุนายน 2564 เวลา:5:11:41 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



สวัสดีค่ะทุกคนที่เข้าเยี่ยมบล็อกเรานะคะ เราชื่อลูกไม้นะ ตอนนี้อายุ 28 ปี ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ ขอให้คอมมนต์คุยกันอย่างเป็นกันเองนะคะ เราใจกว้าง คุยได้หลากหลายหัวข้อ เช่น การเมือง ปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ หนังสือ หนัง เพลง การ์ตูน อาหาร ฯลฯ ถ้ามาดีจริง ๆ เราก็ยินดีเป็นเพื่อนและคุยได้อย่างสบาย ๆ กับทุกเพศทุกวัยค่ะ แต่ถ้าเข้ามาแบบมีอะไรไม่ดีแอบแฝง เราอ่านออกเร็วและเราก็กัดไม่ปล่อยนะคะ ขอเตือนไว้ก่อน ภาพถ่ายทุกภาพหรืองานทุกชิ้นของเรา ห้ามก็อปไปลงที่อื่นโดยเด็ดขาดค่ะ ยกเว้นมุมของแจกฟรีที่เรายกเว้นให้นะคะ
Flaming Heart
New Comments