นิยาย...จุดเยือกแข็งในหัวใจ (1)....( Home is where the heart is...)
Home is where the heart is,”

ถ้าสำนวนนี้เป็นความจริง ผมยังสงสัยอยู่เสมอว่า..ว่าหัวใจผมอยู่ที่ไหน..


เวลา 12.30 น. ซิดนีย์ 2004,

“โคตรเจ๋งเลยมึง ไปตายซะ” ผมโพล่งออกมาดังๆ จนคนรอบข้างหันมามองหน้า เบื้องหน้ารายการทีวีทอลก์โชว์รายการหนึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของชายหนุ่มที่รอดมาจากสงครามอัฟกานิสถาน มันช่างไร้สาระ เสียจนผมเอือมในความคิดของผู้นำโลกที่จ้องทำสงครามสร้างภาพไปวันๆ ผมไม่สนและไม่ได้มีหน้าที่ปกป้องภาพลักษณ์ของอเมริกา หรือ ออสเตรเลีย และทุกประเทศที่เข้าร่วมสงครามบ้าๆนี้ ใช่.. หากแม้ว่าวีรกรรมนี้จะมีมูลความจริงมากกว่าการสร้างภาพวีรบุรุษโลกก็ตาม ผมก็ยังเหยียดหยามความจริงด้านที่ผมไม่เคยเผชิญด้วยตัวเองนั่นอยู่ดี ผมถุยน้ำลายทิ้ง คราวนี้บังเอิญกระเด็นไปโดนเจ้าหนุ่มนักธุรกิจหน้าตาโง่ๆที่รออยู่บนชานชลาเดียวกัน มันหันมาถลึงตาใส่ผมด้วยความรังเกียจและ ไม่ต้องบอกก็รู้ถึงสายตาคู่นั้นที่มองมาที่ผม ผมกล่าวขอโทษให้มันอย่างเสียไม่ได้ พร้อมเดินหลบไปจากที่นั่น ภาพที่ผู้คนมองเห็น คือ ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง หน้าคมคาย สูบบุหรี่จัด จนเห็นรอยคราบบุหรี่สีเหลืองที่นิ้วมือ แม้จะแต่งตัวด้วยชุดกางเกงยีนต์เก่าๆสีจางๆ สวมเสื้อยืดฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ใต้เสื้อแจ็คเก็ตตัวใหญ่นั้น ก็ไม่สามารถปกปิดร่องรอยความไม่ใส่ตัวเองขนาดหนักของเจ้าตัวไว้ได้ ผมยาวประบ่าสภาพยุ่งเหยิงพอดูนั่น มันทำให้เดาได้เลยว่าเจ้าของคงไม่ผ่านการหวีตกแต่งทรงมานาน อีกทั้งหนวดเครายาวครึ้มนั่นยิ่งบ่งบอกได้ว่าเจ้าของละเลยตัวเองขนาดไหน
ที่นอนบนรถไฟไม่ได้สบายอย่างที่คิดหรอก เพียงแต่มันทำให้ผมอุ่นใจว่า ไม่ต้องตอบคำถามใครต่อใครที่ผมทำตัวหายหน้าหายตาไปโดยไม่ส่งข่าว พ่อบอกกับทุกคนว่าผมไปอินเดีย ผมไปมาจริงนั่นแหละแต่ก็กลับมาถึงซิดนีย์ได้เดือนกว่าๆแล้วโดยที่ไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งไอ้ เดฟ เพื่อนสนิทของผม ป่านนี้มันคงกำลังตามหาตัวผมให้วุ่น เพื่อทวงหนี้ 2000เหรียญที่ผมยืมไป เงินก้อนนั้นมันหมดไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวผมมีแค่ 52 เหรียญสุดท้ายที่ต้องใช้ไปจนถึงวันศุกร์เพื่อรอจนกว่าเงินช่วยเหลือจะออก แล้วนี่มันเพิ่งวันจันทร์เอง
“จะทำไงดีวะเนี่ย....”
ผมเอนกายลงนอนพลางครุ่นคิดถึงการใช้ชีวิตให้ได้ถึงศุกร์หน้าที่จะมาถึงโดยที่จะไม่คลั่งตายเสียก่อน แต่ที่แน่ๆคือ ผมยังคงมีสติพอที่จะทำอะไรโง่ๆต่อไปอีก เชื่อผมสิ....


จินตนาการหมายเลข1 กำลังทำงาน
“Take the best orgasm you’ve ever had, multiply by 1000 and you’re still nowhere near it”
(ต่อให้เอาทุกจุดสุดยอดที่ดีที่สุดที่คุณเคยมีมารวมกัน คูณเข้าไปพันครั้งก็ยังไม่ใกล้กับการได้เสพ(เฮโรอีน)หรอก) Trainspotting( แปล)



ผมเห็นตัวเองลอยไปมาบนหน้าอกผู้หญิงขนาดน้องพาเมล่า แอนเดอร์สัน มือของเธอที่เหมือนหนวดปลาหมึกลูบไล้ไปมาบนตัวผม บนไอ้หนูของผม ผมครางอย่างมีความสุข ใช่ผมกำลังมีความสุข จู่ๆความสุขของผมไปกลายเป็นความเจ็บปวด มันลามขึ้นมาจากหน้าท้องของผมจนถึงหน้าอก ผมอาเจียนออกมา เลอะเปรอะ เปลื้อนหน้าอกของเธอ โอ้พระเจ้า...ราวกับว่ามันเหมือนน้ำกรดเลอะลงบนหน้าอกคู่นั้น สองเต้าชูชันที่ผมเพิ่งลิ้มรสลงไปสัมผัสค่อยๆยุบตัว พองตัว ยุบตัวเหมือนลูกโป่งที่ถูกสูบลมจนหมดแล้วหลอมละลายลงไป
ร่างกายของผม มันสั่นสะท้านขึ้นจนเกร็งไปทั่วร่าง ไอ้ความเจ็บปวดบ้าๆนั่นเกิดขึ้นอีกครั้ง ผมพยายามที่จะเปล่งเสียงร้องออกมา แต่ทว่าผมกลับเห็นร่างกายของผมย่อยสลายลงไปช้าๆ เหมือนใครเอาคุณเข้าไปในเครื่องปั่นผลไม้ที่เปิดสวิตซ์ไว้ หน้าอกของเธอกลับกลายเป็นใบมีดนับพันเล่ม ตัดผ่านร่างกายผมออกเป็นส่วนๆ ผมหลับตาร้องหวังว่าจะตื่นจากฝันร้ายนี้ไปซะที ผมร้องและร้อง จนใบมีดสุดท้ายเฉือนเอาลิ้นผมออกไป



“เฮ้..คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟ ฉายไฟมาที่ใบหน้า ผมปรือตามองทุกคนอย่างยากเย็น
รู้สึกแสบท้องและคลื่นใส้จนแทบทนไม่ไหว ผมป้องมือจากแสงไฟแล้วแสร้งยิ้มให้กับพวกมัน แข็งใจตอบไปว่า ผมสบายดี แค่ไม่สบายนิดหน่อย พวกเขามองมาที่ผมอย่างไม่แน่ใจ ใครคนหนึ่งบอกให้ผมกลับบ้าน หรือจะให้เรียกรถพยาบาล เรื่องอะไรผมจะอยู่ให้โง่ล่ะ!! การกลับบ้านพร้อมกับตำรวจหรือรถพยาบาล นั่นคือการเผชิญหน้ากับเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าของพ่อ หรือแววตาสมเพชปนเวทนาของเจนน่า และอีกไม่กี่นาทีหรอกแม่ต้องโทรมาจากที่ไหนสักแห่งเพื่อโวยวายให้ผมเลิกทำตัวสร้างปัญหาซักที พร้อมๆกับแนะนำผมให้รู้จักกับแฟนใหม่ของแม่ในเวลาเดียวกัน และต่อมาคงเป็นแซม เจ้าหมอนั่น มันจ้องที่จะเหยียบผมให้จมหายลงไปในกองขี้ เพื่อที่จะพล่ามให้ใครต่อใครฟังว่า ผมช่างเป็นลูกชายที่ดีของแม่ เสียจริง ทั้งที่ผมน่าจะได้ค้นพบสัจธรรมของชีวิตที่อินเดียแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงต้องเจอเรื่องอะไรแบบนี้ พอเถอะ!! ถ้ายังเห็นแก่ความดีงามในโลกเน่าๆใบนี้ อย่าพูดคำว่า
“ กลับบ้านเถอะ เจเจ”
ให้ผมได้ยินอีก ผมไม่อยากแสร้งทำเป็นคนดี ตอบคุณไปว่า

“ ขอบคุณแต่ไม่ต้องมาแส่ตูด บอกให้ผมไปตายห่าที่ไหนหรอก คุณสุภาพบุรุษ”

ผมแข็งใจกัดฟันเดินออกไปจากพวกมันจนถึงห้องน้ำ มองสภาพตัวเองในกระจกที่แทบจะดูไม่ได้ เรนตันมันยังดูดีกว่าผมอีก ผมดื่มน้ำจากก๊อก ครั้งแล้วครั้งเล่า หิว...ผมไม่ได้กินอะไรมาสองวันเต็มๆ เกินจะหิว เพราะผมกำลังโหยหาความอิ่มที่คุณคงไม่อยากและยากที่เข้าใจมัน ผมล้วงเข้าในก้นกระเป๋ากางเกง ห่อกระดาษอันอ่อนนุ่มยับย่นเหมือนถุงชาเก่าๆซุกร่างอยู่ในมือผม รอเวลาให้ผมกดลิฟท์พามันไป จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ทั้งมันและผมพร้อมที่จะเจอจนแทบทนไม่ไหว!!!!.




Create Date : 18 มกราคม 2553
Last Update : 18 มกราคม 2553 20:07:11 น.
Counter : 367 Pageviews.

1 comment
.....+....+....ธรรมะทัศนา(1) วัดแหลมสอ....+.....+.....
...ตอนเช้าๆของวันที่อากาศดีวันหนึ่ง...
มีคนใจดีชวนติดรถไปเที่ยว..ไปชมวัด
...วัดแหลมสอ หลวงพ่อแดง....
หนึ่งในวัดที่คุณอาจร้องว่า
...มีที่แบบนี้ด้วยเหรอ...












..เวลาที่เข้าไปในวัดแล้วมองเห็นทะเลตรงหน้า..
รู้สึกว่าตัวเอง ตัวเล็กนิดเดียว ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น้อยนิดแท้
แต่ทำไมชอบประมาณตนว่ายิ่งใหญ่มหาศาล
กิเลสในตัวเรา สิ่งเศร้าหมองที่เกิดขึ้น
เป็นแค่อณูเล็กๆเท่านั้น ถ้าเปรียบับท้องทะเลเบื้องหน้า
ความสุข ความทุกข์ ที่เกิดขึ้นในใจ
มีเข้ามาและก็จากไป เหมือนคลื่นที่ซัดทรายเข้ามา
ภาพลำแสงที่ตกกระทบยอดเจดีย์เหมือนจะบอกเราว่า
...บาปคือใจเศร้าหมอง...
...บุญก็คือใจที่ผ่องใสขึ้น...
เราต้องอยู่ด้วยบุญความดีและอย่าไปยึดติด
กับบาปกิเลส ความหลง อย่าอยู่ด้วยจิตใจที่ประมาท
แต่อยู่ด้วยสติ ก็เป็นเหตุให้เรามีความสุข ความสบาย
ตามฐานะได้















Create Date : 01 มิถุนายน 2551
Last Update : 13 พฤษภาคม 2552 20:26:17 น.
Counter : 380 Pageviews.

0 comment
==ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนเป็นผู้ประเสริฐสุด==
ทนฺโต เสฏโฐ มนุสฺเสสุ
...ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุด..."


คนจะใจสูงก็ต่อเมื่อได้ประพฤติธรรม
ได้เอาธรรมะมาเป็นกติกาสำหรับชีวิต คุ้มครองชีวิต
จึงจะเรียกว่าเป็นคนใจสูง ใจดี ใจงาม

พระพุทธศาสนาที่แท้
ไม่ได้สอนสิ่งอันเป็นของเกินวิสัยที่ผู้ฟังจักตรองให้เห็นตามไม่ได้
เรื่องใดไม่มีประโยชน์แก่การดับทุกข์ ก็ไม่ตรัสสอน


(อมตวาจา..หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)

























ภาพประกอบข้อคิดธรรมะสวยๆ จากคุณwern22..ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้



Create Date : 01 มิถุนายน 2551
Last Update : 1 มิถุนายน 2551 19:40:20 น.
Counter : 1179 Pageviews.

1 comment
++สักครั้งในชีวิต..รักษาอุโบสถศีลกันดีไหม++
กะถัมภูตัสสะ เม รัตตินทิวา...วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่...






"ศีล ๘" หรือ "อัฏฐศีล" (Attha-sila: the Eight Precepts; training rules)
คือ การรักษาระเบียบทางกายวาจา ข้อปฏิบัติในการฝึกหัวกายวาจา ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป


"ศีล ๘" นี้ สมาทานรักษาพิเศษในวันอุโบสถ เรียกว่า อุโบสถ (Uposatha: the Observances) หรือ อุโบสถศีล
(precepts to be observed on the Observance Day)

"ความแตกต่างระหว่างอุโบสถศีลกับศีล ๘"



๑. อุโบสถศีล กับ ศีล ๘ มีข้อห้าม ๘ ข้อเหมือนกัน

๒. คำอาราธนา (ขอศีล) แตกต่างกัน

๓. อุโบสถศีล มีวันพระเป็นแดนเกิด สมาทานรักษาได้เฉพาะ วันพระเท่านั้น ส่วนศีล ๘ สมาทานรักษาได้ทุกวัน

๔. อุโบสถศีล มีอายุ ๒๔ ชั่วโมง (วันหนึ่งคืนหนึ่ง) ส่วนศีล ๘ ไม่มีกำหนดอายุในการรักษา

๕. อุโบสถศีล เป็นศีลสำหรับชาวบ้านผู้ครองเรือน หรือเป็นศีล ของชาวบ้านผู้บริโภคกาม (กามโภคี) ส่วนศีล ๘ เป็นศีลสำหรับ ชาวบ้านผู้ไม่ครองเรือน เช่น แม่ชี



"คำอาราธนาอุโบสถศีล"


อะหัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามิ

(จาก ความมหัศจรรย์แห่งอุโบสถศีล โดย พันเอก (พิเศษ) สฤษฏิ์ สิทธิเดช)

วิธีการรักษาอุโบสถศีล</font>

เมื่อวันพระเวียนมาถึง ให้ทำความตั้งใจว่า
วันนี้เราจะรักษาอุโบสถศีล เป็นเวลาสิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
คือตั้งแต่เช้าวันพระจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น


อุโบสถศีลเริ่มยังไง
เจตนาละเว้นจากความชั่วทางกายวาจานั้นแล..คือตัวศีล



เจตนาวิรัติ คือ

เพียงแต่มีเจตนา เว้นจากข้อห้ามที่ใจเท่านั้น
ก็เป็นศีลแล้ว ไม่ต้องใช้เสียงก็ได้ คือแค่ คิดตั้งใจก็พอแล้ว
หรืออยากให้เป็นทางการหน่อย ก็นั่งสวด ในห้องพระ
ต่อหน้าพระพุทธรูปก็ได้ค่ะ สวดก่อนนอน ก็ยังได้ค่ะ


สมาทานวิรัติ ดังนี้

เจตนาหัง ภิกขะเว สีลังวันทามิสาธุ สาธุ สาธุ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์
ตั้งแต่เวลานี้ไป ข้าฯ จะตั้งใจรักษาอุโบสถศีล
อันประกอบไปด้วยองค์แปดประการ คือ

1. ปานาติปาตา เวรมณี
ข้าฯ จะเว้นจากการฆ่าสัตว์ คือไมทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป
เป็นการลดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

2. อทินนาทานา เวรมณี
ข้าฯ จะเว้นจากการลักทรัพย์
คือไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้
เป็นการลดการเบียดเบียน ทรัพย์สินของผู้อื่น

3. อพรหมจริยา เวรมณี
ข้าฯ จะเว้นจากการประพฤติอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
คือ ไม่เสพเมถุนล่วงมรรคใดมรรคหนึ่ง
(ถ้าไม่แตะต้องกายเพศตรงข้าม
และไม่จับของต่อมือกันจะช่วยให้การฝึกสติสัมปชัญญะดียิ่งขึ้น)

4. มุสาวาทา เวรมณี
ข้าฯ จะเว้นจากการพูดปด คือ พูดไม่ตรงกับความจริง

5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี
ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มสุราเมรัยของมึนเมาเสียสติ
อันเป็นเหตุของความประมาทมัวเมา

6. วิกาลโภชนา เวรมณี
ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มกินอาหารในเวลาหลังเที่ยงไปแล้ว
จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
เป็นการลดราคะกำหนัด และลดความง่วงเหงาหาวนอน

7. นัจจคีตวา ทิตตะวิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธวิเลปานะ
ธารณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวรมณี

ข้าฯ จะเว้นจากการดูละครฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี
ทัดทรงดอกไม้ลูบไล้ของหอม เครื่องย้อมเครื่องทา
เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ อันปลุกเร้าราคะ กำหนัดให้กำเริบ

8. อุจจา สะยะนะ มะหาสะยะนา เวรมณี
ข้าฯ จะเว้นจากการนั่งนอนเครื่องปูลาด อันสูงใหญ่
ภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี และวิจิตรงดงามต่างๆ
เป็นการลดการสัมผัสอันอ่อนนุ่มน่าหลงไหล
อดความติดอกติดใจสิ่งสวยงาม มีกิริยาอันสำรวมระวังอยู่เสมอ

ข้าฯ สมาทานวิรัติ ซึ่งอุโบสถศีล
อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้
เพื่อจะรักษาไว้ให้ดีมิให้ขาด มิให้ทำลาย
สิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ณ เพลาวันนี้ ขอกุศลส่วนนี้
จงเป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน
ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ สาธุ



เมื่อวิรัติศีลแล้ว พึงรักษา กาย วาจา เว้นการกระทำ
ตามที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จนสิ้น กำหนดเวลา

พยายามรักษากาย วาจา มั่นอยู่ในศีล
อย่าให้ศีลข้อใดข้อหนึ่งขาด หรือทะลุด่างพร้อยมัวหมอง

ถ้ากระทำบ่อยๆ และต่อเนื่องยาวนาน
ศีลจะอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ

สมาธิจะอบรมปัญญาให้แก่กล้า
สามารถรู้ธรรมเห็นธรรม
บรรลุมรรคผลนิพพานได้..


(คัดลอกจากกระทู้ของคุณลูกไม้ ลานธรรมเสวนา และ ผู้ที่ให้ข้อมูลเป็นทานค่ะ ขอขอบพระคุณมาณ ที่นี้)



Create Date : 13 พฤษภาคม 2551
Last Update : 13 พฤษภาคม 2551 22:10:04 น.
Counter : 446 Pageviews.

2 comment
==...The Four Nobel Truths...==

The Four Noble Truths

1. Life means suffering.

2. The origin of suffering is attachment.

3. The cessation of suffering is attainable.

4. The path to the cessation of suffering.



1. Life means suffering.

To live means to suffer, because the human nature is not perfect and neither is the world we live in. During our lifetime, we inevitably have to endure physical suffering such as pain, sickness, injury, tiredness, old age, and eventually death; and we have to endure psychological suffering like sadness, fear, frustration, disappointment, and depression. Although there are different degrees of suffering and there are also positive experiences in life that we perceive as the opposite of suffering, such as ease, comfort and happiness, life in its totality is imperfect and incomplete, because our world is subject to impermanence. This means we are never able to keep permanently what we strive for, and just as happy moments pass by, we ourselves and our loved ones will pass away one day, too.

2. The origin of suffering is attachment.

The origin of suffering is attachment to transient things and the ignorance thereof. Transient things do not only include the physical objects that surround us, but also ideas, and -in a greater sense- all objects of our perception. Ignorance is the lack of understanding of how our mind is attached to impermanent things. The reasons for suffering are desire, passion, ardour, pursuit of wealth and prestige, striving for fame and popularity, or in short: craving and clinging. Because the objects of our attachment are transient, their loss is inevitable, thus suffering will necessarily follow. Objects of attachment also include the idea of a "self" which is a delusion, because there is no abiding self. What we call "self" is just an imagined entity, and we are merely a part of the ceaseless becoming of the universe.

3. The cessation of suffering is attainable.

The cessation of suffering can be attained through nirodha. Nirodha means the unmaking of sensual craving and conceptual attachment. The third noble truth expresses the idea that suffering can be ended by attaining dispassion. Nirodha extinguishes all forms of clinging and attachment. This means that suffering can be overcome through human activity, simply by removing the cause of suffering. Attaining and perfecting dispassion is a process of many levels that ultimately results in the state of Nirvana. Nirvana means freedom from all worries, troubles, complexes, fabrications and ideas. Nirvana is not comprehensible for those who have not attained it.

4. The path to the cessation of suffering.

There is a path to the end of suffering - a gradual path of self-improvement, which is described more detailed in the Eightfold Path. It is the middle way between the two extremes of excessive self-indulgence (hedonism) and excessive self-mortification (asceticism); and it leads to the end of the cycle of rebirth. The latter quality discerns it from other paths which are merely "wandering on the wheel of becoming", because these do not have a final object. The path to the end of suffering can extend over many lifetimes, throughout which every individual rebirth is subject to karmic conditioning. Craving, ignorance, delusions, and its effects will disappear gradually, as progress is made on the path.


(Artist : Mackenzie Thorpe )
<



Create Date : 12 พฤษภาคม 2551
Last Update : 12 พฤษภาคม 2551 22:06:31 น.
Counter : 223 Pageviews.

0 comment
1  2  

only_chubby
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ณัฐตั้งใจทำเวบบอร์ดเพื่อเตือนใจตน เพราะตามที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่า "ธรรมะ เป็นกระจกเงาที่เรายกขึ้นมาส่องดูตัวเราได้ พิจารณาตัวเราได้ เพื่อแก้ไขปรับปรุงตัวเราได้ ถ้าเรามีธรรมะมาส่อง เราก็จะรู้จะเห็นสภาพความเป็นจริง"