The Bourne Supremacy (2004) สุดยอดเกมล่าจารชน
''เมื่อสิ่งที่เธอรักถูกพรากไป เธอย่อมอยากรู้ความจริง''
หลังจากภาคที่แล้ว (The Bourne Identity) 'เจสัน บอร์น' ได้ทิ้งตัวตนไป ใช้ชีวิตอยู่กับมารีตามลำพัง แต่ด้วยตัวตนในอดีตที่เขาเคยทำมา มันกลับมารังควานเขาอีกครั้ง เริ่มต้นด้วยการพรากชีวิตของมารีไปจากเขา และพยายามปั้นเรื่องใส่ร้ายว่าบอร์นเป็นเศษซากจากโครงการเทรดสโตน ที่ยุบไปแล้ว และได้สังหารเจ้าหน้าที่ CIA ไปสองคน
ทำให้เป็นที่ต้องการตัวของทางการมาก โดยผู้ไม่หวังดีที่แฝงตัวในทางการนั้น หวังจะป้ายความผิดให้บอร์น และก็จัดการเก็บบอร์นไปซะ เพื่อให้ความผิดนั้นตายไปกับบอร์น
แต่เขาดันทำพลาดตรงที่ ''นั่นคือเจสัน บอร์น''
คนที่เมื่อทำอะไรแล้วแทบจะไม่พลาด
หนังภาคนี้ ได้เปลี่ยนผู้กำกับจาก Doug Liman เป็น Paul Greengrass และได้ Tony Gilroy กลับมาเขียนบทเหมือนเดิม
โดยตัวหนังภาคนี้จะปรับโทนให้จริงจังมากขึ้น พวกบทโรแมนติกที่เคยแทรกมาแบบภาคก่อน ก็ตัดทิ้งหมด เน้นไปที่แอ็คชั่น ไล่ล่า ชิงไหวชิงพริบแบบเต็มๆ รวมถึงซีนแอ็คชั่น ที่ใช้วิสัยทัศน์ของ Paul Greengrass เน้นความดิบ สมจริง ด้วยมุมกล้องแบบแฮนด์เฮลด์ จะมีความสั่นๆ แบบคนถือ และด้วยการตัดต่อแบบฉับไว ซีนต่อสู้จะไม่เน้นไปที่ความสวยงามเหมือนหนังแอ็คชั่นเรื่องอื่นๆ จะเป็นการต่อสู้แบบเอาชีวิตรอด และหวังเอาชีวิตกันจริงๆ เหมือนดูคนฆ่ากันจริงๆ เลย
หนังภาคนี้นอกจาก Matt Damon ที่กลับมารับบทบอร์น ก็ยังมี Brian Cox กับ Joan Allen ที่ได้มาเป็นคู่กัด ประชันฝีมือกัน Julia Stiles ที่มีบทเด่นขึ้นจากภาคแรก และ Karl Urban มารับบทเป็นคู่ปรับประจำภาคของบอร์น
ถ้า The Bourne ภาคก่อนเล่นประเด็นการพยายามทิ้งตัวตนเก่าของบอร์นไป ภาคนี้ก็เหมือนเป็นการที่ตัวตนเก่าๆ ของบอร์น ไม่ยอมปล่อยให้บอร์นเป็นอิสระ และทำให้บอร์นต้องกลับมาค้นหาตัวตน รวมถึงเผชิญหน้ากับอดีตอันเลวร้ายที่เขาเคยทำให้ได้
เมื่อเราเคยทำอะไรไป สิ่งนั้นจะไล่ตามเรา มันคงจะเหมือนคำว่า ''เวรกรรม'' ในศาสนาพุทธอ่ะนะ
ด้านตัวหนังจริงๆ คอหนังแอ็คชั่นแนวสายลับ ชิงไหวชิงพริบ ไม่ควรพลาดเลย มาตรฐานสูงกว่าภาคแรกเสียอีก
คะแนนความชอบส่วนตัว 8.5/10