ไทย VS เขมร บนบริบทของแผนที่ 1:50000 และ 1:200000
เรื่องโดย จับซา
เครดิตภาพจากสำนักข่าว TNN

ทำความเข้าใจแผนที่
 
ในทางเทคนิคสมัยใหม่แผนที่ 1:50000 เป็นมาตรฐานโลก สามารถที่จะนำไปใช้อ้างอิงเพื่อการตกลงเขตแดนกันได้ ไม่ว่าจะเป็นองกรใดๆ เช่น NATO, UN, การทหารสมัยใหม่, การวางผังประเทศ ก็นิยมทำความตกลงใช้ 1:50,000 กันทั้งนั้น เพราะความละเอียดสูง สามารถใช้งานภาคสนามได้จริง และสอดคล้องกับผลทางเครื่องมือเช่น GPS 
 
แต่ในกฎหมายเขตแดนระหว่างประเทศ จะใช้สนธิสัญญาตั้งต้น (Founding Treaty), แผนที่ที่แนบท้ายสนธิสัญญา, พฤติกรรมรัฐ (affectivities) และ การยอมรับโดยปริยาย (acquiescence) เป็นหลัก รวมถึงจุดชี้ขาดที่ว่า ในขณะตกลงเขตแดนแผนที่ที่รัฐคู่สัญญาใช้เป็นแผนที่อัตราส่วนเท่าใด ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น 1:50000 ก็ได้

 


ปัญหาหลักของ 1:50000 ในกรณีไทย–เขมร

จากสนธิสัญญายุคอาณานิคมเศษฝรั่ง จ้าวอาณานิคมได้จัดทำแผนที่ 1:200000 ให้กับเขมรก่อนที่เขมรจะได้รับเอกราช แผนที่นั้นถูกใช้เป็นฐานการปักปันระหว่างไทย-เขมร และมีการใช้งานต่อเนื่องหลายสิบปี ซึ่งจุดนี้อาจจะทำให้ศาลโลกมองว่ามีความต่อเนื่อง
 
ตัวอย่างเช่นกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ไทยเคยโต้แย้งว่าแผนที่ฝรั่งเศสคลาดเคลื่อน ไม่ตรงสันปันน้ำ ให้ใช้เทคนิคสมัยใหม่พิสูจน์ แต่ศาลโลกตอบว่าไทยรับรู้และไม่คัดค้านเป็นเวลานานจึงถือว่ายอมรับโดยปริยาย ดังนั้น ศาลโลกไม่สนใจว่าแผนที่ละเอียดหรือไม่ สนใจว่ายอมรับมันหรือเปล่า
 
ดังนั้นแผนที่ 1:50000 คือมาตรฐานโลกด้านเทคนิค แต่ไม่ใช่มาตรฐานตัดสินเขตแดนระหว่างรัฐ
 
 
 
ในกรณียกเลิก MOU 43 และ 44


MOU ไม่ใช่สนธิสัญญาแต่เป็นกรอบควบคุมพฤติกรรม ของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่ MOU ทำหน้าที่จริง ๆ ก็คือตรึงไม่ให้ฝ่ายใดเดินเกมฝ่ายเดียว แต่จะบังคับให้คุยผ่านกลไกเทคนิค เพื่อป้องกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปสู่ศาลโลกโดยง่าย ดังนั้นสามารถที่จะกล่าวได้ว่า ในข้อตกลง MOU ก็คือ กระบวนการหรือกลไกที่ตกลงร่วมกันในการหาทางออก
 

ถ้าไทยยกเลิก MOU 43 / 44 จะเกิดอะไรขึ้น


ข้อตกลงที่พันธนาการให้คู่กรณีจัดทำกระบวนการตาม MOU จะหมดสภาพทันที สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่มีกรอบควบคุมการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ยังไม่มีพันธะที่จะต้องเจรจาทางเทคนิค รวมถึงไม่มีหลักฐานว่าไทยพยายามแก้ไขอย่างสันติ ความเสี่ยงก็คือ เขมรสามารถอ้างว่า กระบวนการทวิภาคีล้มเหลวทำให้เปิดทางสู่ศาลโลกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ จะเกิดภาพลบทางการทูตของไทยที่ถูกมองว่า ฝ่ายที่ถอนตัวเป็นฝ่ายที่ทำให้กลไกพัง ส่วนเขมรที่อยู่บนโต๊ะเป็นฝ่ายที่มีความชอบธรรมกว่า ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนไม่สามารถปกป้องและสนับสนุนไทยได้และถอยจากบทบาทตัวกลาง
 

นอกจากผลที่จะเกิดตามที่กล่าวมาแล้ว ในด้านการใช้กำลัง ไทยจะเคลื่อนไหวได้อิสระขึ้น ตอบโต้ได้เร็วขึ้น ลดข้อจำกัดทางการเมืองภายใน ซึ่งจะดูแข็งขึ้น แต่จริง ๆ แล้วเปราะบางมากเพราะเสี่ยงต่อการทำสงครามโดยไม่มีจุดสิ้นสุดเนื่องจากไม่มี MOU หรือข้อกำหนด หรือกติกาใด ๆ  มาเป็น Buffer ระหว่างไทย และ เขมร
 
ในส่วนของผลทางเศรษฐกิจ จะทำให้นักลงทุนมองว่า ประเทศที่ยกเลิกกลไกมีความเสี่ยงสูง และไม่สามารถคาดเดาเพื่อวางแผนการลงทุนได้ ผลที่ตามมาก็คือการชะลอตัวของการลงทุนจากต่างประเทศ การค้าชายแดนผันผวน
 
ปฏิกิริยาของประเทศผู้มีส่วนได้เสีย เช่นจีนจะหนุนกัมพูชาทางการเมืองมากขึ้น และกดดันให้ไทยกลับเข้ากรอบการตกลง ส่งผลให้อำนาจการต่อรองของไทยลดลง ส่วนของอเมริกาจะเรียกร้องให้ไทยกลับสู่กลไก วางตัวเป็นกลางแบบเอียง ๆ จับตาไทยเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ สำหรับอาเซียนจะหมดบทบาทกาวใจในทันที และไม่สามารถคุมเกมทางการทูตและการเมืองได้ สุดท้ายก็คือเศษฝรั่งเจ้าเก่าซึ่งเป็นจ้าวอาณานิคมของเขมร และอาจจะรวมถึงประเทศ EU จะหนุนให้ใช้เวทีนานาชาติ เช่น UN และศาลโลกมากดดันไทย โดยการใช้แผนที่ดั้งเดิมที่เศษฝรั่งทำให้กับเขมร
 
 
จากที่กล่าวมาสามารถที่จะสรุปได้ว่าการยกเลิก MOU ไม่ได้ทำให้ไทยได้เปรียบแต่ทำให้เสียเครื่องมือที่มีอยู่ต่อกรกับเขมร อย่างไรก็ตามถ้า MOU มีปัญหาเราก็สามารถ แก้ / แขวน / ปรับกลไก ซึ่งจะดีกว่าฉีกทิ้ง

 
แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้ไทยต้องเสียดินแดนเมื่อแผนที่แนบท้าย MOU คือแผนที่ 1:200000


หลักคิดสำคัญ ศาลและการทูต จะไม่ถามว่าแผนที่ละเอียดแค่ไหน แต่ถามว่าบริหารพื้นที่นั้นอย่างไร ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของไทยคือใช้แผนที่ 1:200000 เป็นฐาน แต่กำหนดผลลัพธ์จริงด้วยการบริหารพื้นที่และการตีความร่วมกอปรด้วย


การแยกให้ชัดระหว่างเส้นขอบเขตบนแผนที่และเส้นขอบเขตของการเสียดินแดน สิ่งที่ทำให้เสียดินแดนจริง ๆ ก็คือ การถอนกำลัง การเลิกดูแล การเลิกให้บริการของรัฐในพื้นที่ การปล่อยให้คู่กรณีใช้อำนาจแทน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ไทยต้องเสียดินแดนให้เขมรเนื่องจากอำนาจรัฐไม่อยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่ตัวเลขอัตราส่วนของแผนที่ที่ทำให้เสียดินแดน
 

รับแผนที่ 1:200000 เป็น baseline เนื่องจากหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะแผนที่แนบท้ายเป็นอัตราส่วนดังกล่าว (ตั้งแต่สมัยรัฐบาลไหนไปสืบหากันเอง) โดยยอมรับเพื่อเป็นแผนที่ประวัติศาสตร์เป็นฐานอ้างอิงเท่านั้น จากนั้นใช้แผนที่ 1:50000 เป็นเครื่องมือเพื่ออ่านภูมิประเทศจริง กำหนดสันปันน้ำ ขจัดความคลุมเครือ แต่จะต้องทำ joint technical interpretation โดยมีบันทึกร่วมทุกขั้นตอน แผนที่ 1:50000 จะเป็นตัวช่วยตีความ ไม่ใช่เอามาแทนที่ 1:200000
 

สิ่งที่ไม่ควรทำก็คือ อย่าประกาศฝ่ายเดียวว่าเส้นไหนคือเส้นเขตแดนจริง อย่าถอยกำลังโดยไม่มีเอกสาร อย่าหยุดให้บริการรัฐในพื้นที่พิพาท อย่ายกเลิกกลไกทั้งหมดพร้อมกัน เพราะเหล่านี้จะเป็นหลักฐานการต่อสู้เรื่องดินแดนในอนาคต ซึ่งนี่คือกลยุทธ์ที่สำคัญ เนื่องจากนานาชาติหรือศาลโลกให้ค่าน้ำหนักในส่วนนี้มาก โดยจะต้องทำให้เห็นว่ามีหน่วยงานรัฐปฏิบัติงาน มีถนน / การแพทย์ / ความปลอดภัย มีประชาชนใช้ชีวิตปกติ ไม่มีการท้าทายอำนาจรัฐจากอีกฝ่าย โดยจะต้องทำแบบเนียน ๆ เงียบ ๆ ต่อเนื่องและไม่ยั่วยุ
 

ใช้กลยุทธ์ตรึงพื้นที่ เมื่อไม่สามารถระบุเส้นแดนตามที่แต่ละฝ่ายต้องการได้ แทนที่จะเถียงว่าเส้นแดนอยู่ตรงไหน ควรจะสร้าง Joint Development / Joint Management แยกอธิปไตยออกจากการใช้ประโยชน์ โดยทำพื้นที่เป็น buffer of cooperation
 

สื่อสารกับโลก ด้วยถ้อยคำที่ระบุถึงเป้าหมายในแง่ “ประเทศไทยยึดถือแผนที่ประวัติศาสตร์เป็นฐานและสนับสนุนการตีความร่วมโดยอาศัยข้อมูลภูมิศาสตร์สมัยใหม่ภายใต้หลักการไม่เปลี่ยนสถานะพื้นที่” ซึ่งคำว่า “ไม่เปลี่ยนสถานะพื้นที่” (no change of status quo) คือเกราะป้องกันการเสียดินแดน

 
ประเทศที่ไม่เสียดินแดนทั้งที่ใช้แผนที่หยาบ เช่น จีน–รัสเซีย ชิลี–อาร์เจนตินา มาเลเซีย–อินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้ใช้แผนที่เก่าในการแบ่งเขตแดน โดยหลักการก็คือ คุมพื้นที่จริง ใช้การเจรจาแบบยาว ๆ ไม่มีวันจบ และไม่ยอมถอนตัวจากกลไกทวิภาคี

 
สรุปเป็นคาถาแบบสั้น ๆ เพื่อไม่ให้ไทยต้องเสียดินแดนเมื่อแผนที่แนบท้าย MOU คือแผนที่ 1:200000 โดยท่องให้ขึ้นใจว่า ใช้ 1:200000 เป็นฐาน ใช้ 1:50000 เป็นเครื่องมือ พื้นที่จริงเป็นตัวตัดสิน ไม่จำกัดเวลา
 
หมายเหตุ ประเทศไทยจะไม่เสียดินแดนเพราะแผนที่ แต่เสียดินแดนเพราะการตัดสินใจที่รีบร้อนและใช้อารมณ์ และเมื่อใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นไทยจะไม่ได้ชัยชนะอย่างรวดเร็ว แต่จะไม่เสียดินแดน ไม่ถูกโดดเดี่ยว และสามารถควบคุมอนาคตได้ และผู้ที่รับบทบาทหนักก็คือการทูต
 
 
 

 



Create Date : 17 ธันวาคม 2568
Last Update : 18 ธันวาคม 2568 19:05:55 น.
Counter : 382 Pageviews.

0 comments

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณนายแว่นขยันเที่ยว

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

จับซา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุยเรื่องเก่าเล่าเรื่องใหม่ เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้