จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขมรขุดคลองฟูนัน-เตโชสำเร็จ
เรื่องโดย จับซา
เครดิตภาพจาก Vietnamnet global



โครงการ Funan Techo Canal (คลองฟูนัน­เตโช) หากดำเนินการสำเร็จอาจส่งผลกระทบค่อนข้างกว้างต่อหลายประเทศและพื้นที่ในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทางตอนใต้ของลุ่มน้ำ เมื่อมองจากมุมมองนักสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์


 

 


ภาพรวมของโครงการ


Funan Techo Canal มีแผนที่จะเป็นคลองเชื่อมจากคลองบาสักในเมืองหลวง Phnom Penh ผ่านจังหวัดต่าง ๆ ในกัมพูชา เช่น กันดาร ตาแกว กัมปอด และ แกบ ไปจนถึงอ่าวไทย โดยคลองมีความกว้าง ประมาณ 100 เมตร ลึกประมาณ 5.4 เมตร โดยกำหนดให้เรือกินน้ำลึก 4.7 เมตร และมีความยาว 180 กิโลเมตร สามารถรองรับเรือบรรทุกขนาดใหญ่ได้ จุดประสงค์หลักของเขมรก็คือการลดความพึ่งพาท่าเรือในประเทศเวียดนาม เพื่อส่งออกสินค้าทางทะเลโดยตรง และเป็นการสร้างทางน้ำเพื่อลัดไปสู่ทะเล ซึ่งเป็นการช่วยเรื่องโลจิสติกส์ การเกษตร และการจัดการน้ำในประเทศ อีกทั้งยังสร้างรายได้จากโครงที่จะเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 570 ล้านดอลล่าร์ ภายในปี 2050


โครงการดังกล่าวจะไม่เป็นปัญหาเลยถ้าไม่เชื่อมโยงระหว่างคลองและแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านกระบวนการสรุปผลกระทบ EIA และการป้องกัน



การวิเคราะห์ปริมาณการดึงน้ำผ่านคลองฟูนัน-เตโช และผลกระทบที่มีต่อแม่น้ำโขงสายหลัก (main stream) ในฤดูแล้ง


กำหนดให้ปริมาณน้ำรวมที่ไหลไปที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ในฤดูแล้ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน จำนวน 55 พันล้านลูกบาศก์เมตร (อ้างอิงจาก ข้อมูลของประเทศเวียดนาม)


กำหนดให้อัตราการไหลของน้ำจากแม่น้ำโขง ที่ดึงจากแม่น้ำโขงสู่คลองฟูนันเตโชเป็น 3 อัตราการกอปรด้วย

5 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ระบุจากโครงการของเขมร)  ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำจะหายไปจากแม่น้ำโขง (main steam) ในช่วง 6 เดือนของฤดูแล้ง 0.14% ผลกระทบต่ำ

50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในกรณีการดึงน้ำของเขมรเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำจะหายไปจากแม่น้ำโขง (main steam) ในช่วง 6 เดือนของฤดูแล้ง1.43% เริ่มเห็นผลกระทบการรุกของน้ำเค็มที่จะเข้าพื้นที่เกษตรในฤดูแล้ง

100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในกรณีการดึงน้ำของเขมรเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำจะหายไปจากแม่น้ำโขง (main steam) ในช่วง 6 เดือนของฤดูแล้ง 2.87% ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน

 




 




ประเทศ / พื้นที่ในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างที่น่าห่วงเนื่องจากมีผลกระทบโดยตรง

 

เวียดนามโดยเฉพาะสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง  (Mekong Delta) และพื้นที่ชายฝั่ง เช่นจังหวัด An Giang  และ Kien Giang ซึ่งถูกยกเป็นพื้นที่ที่อาจได้รับผลทางลบจากการลดน้ำหรือเปลี่ยนแปลงน้ำท่วมตามฤดู. นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการเกษตรอีกด้วย เนื่องจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงถือว่าเป็นแหล่งผลิตข้าว ปลาน้ำจืด และการประมงที่สำคัญของเวียดนาม และเป็นการเสี่ยงที่ปริมาณตะกอนจากแม่น้ำโขงที่สะสม (sediment load) จะลดลงเป็นเหตุให้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ลดลงตามไปด้วย และจากการที่ตะกอนสะสมลดลงนี้ยังก่อให้เกิดการรุกของน้ำเค็มเข้าสู่ปากแม่น้ำ จนทำให้ระบบนิเวศน้ำจืด น้ำกร่อย และความหลากหลายทางชีวภาพเกิดการเปลี่ยนแปลงจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร



สำหรับประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงเหมือนกับประเทศเวียดนาม แต่จะเกิดผลกระทบทางอ้อมใน 4 มิติคือ


มิติที่ 1 เสถียรภาพการไหลของแม่น้ำโขง จะทำให้เพิ่มความผันผวนของระดับน้ำในช่วงฤดูแล้ง และส่งผลต่อการสูบน้ำ การเดินเรือ และระบบนิเวศริมน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


มิติที่ 2 ทรัพยากรประมง จะทำให้ลด flood pulse ในเขมร (โตนเลสาบ) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อวงจรชีวิตปลาที่วางไข่ในไทย และ ลาว ทำให้ปริมาณปลาธรรมชาติในไทยมีแนวโน้มลดลง


มิติที่ 3 ความมั่นคงอาหารและเศรษฐกิจ เมื่อสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามได้รับผลกระทบ ไทยจะถูกส่งเสริมให้เป็นแหล่งอาหารทดแทน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้น้ำมากขึ้นและความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรในประเทศ (Demand & Supply)


มิติที่ 4 ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์น้ำ หากโครงการเดินหน้าโดยไม่ผ่านการประเมินผลกระทบ จะบั่นทอนหลักการบริหารจัดการลุ่มน้ำร่วมกันของ MRC และเป็นแบบอย่างของประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณแม่น้ำโขงตอนล่าง




สรุป และการกำหนดท่าทีของไทย


ประเด็นสำคัญ คลอง Funan Techo ไม่ได้ทำให้ปริมาณน้ำโขงในไทยหายทันที แต่ทำให้ปริมาณน้ำผันผวนมากขึ้น ปลา/สัตว์น้ำในแม่น้ำโขงจะลดลง และ ขาดเสถียรภาพของลุ่มน้ำ


ผลกระทบที่ประชาชนไทยจะรู้สึกได้ คือชาวประมงอีสานจับปลาได้น้อยลง และระดับน้ำโขงขึ้น–ลงผิดฤดูกาล ทำให้ราคาข้าวและอาหารผันผวนจากแรงกดดันจากตลาดภูมิภาค

 
ทำไมไทยต้องแสดงจุดยืน ก็เพื่อปกป้องสิทธิในทรัพยากรน้ำร่วม เพื่อรักษากติกาลุ่มน้ำโขง และเพื่อไม่ให้เกิดบรรทัดฐาน “ใครอยากดึงน้ำก็ดึงได้”


ไทยควรขอข้อมูลจริง ไม่ใช่คำชี้แจงเชิงการเมือง นอกจากนี้ยังต้องร่วมผลักดันการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน และใช้เวที MRC และอาเซียนเพื่อลดการเผชิญหน้า

 
บรรณานุกรม

Mekong River Commission (MRC) Guidelines
Cambodia Funan Techo Canal documents (2023–2024)
Vietnam Institute of Water Resources studies

 
 



Create Date : 18 ธันวาคม 2568
Last Update : 18 ธันวาคม 2568 14:00:29 น.
Counter : 268 Pageviews.

0 comment
เขื่อนและความขัดแย้งกับสถานการณ์ความมั่นคงทางด้านอาหารและเศรษฐกิจของประเทศในบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
เรื่องและภาพโดย จับซา


แม่น้ำโขง (Mainstream) มีระยะทางยาว 4909 กิโลเมตร จุดกำเนิดของแม่น้ำนี้เกิดจากการละลายของหิมะและน้ำแข็งในบริเวณที่ราบสูงทิเบตที่อยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย เมื่อไหลผ่านประเทศจีน เรียกว่าลุ่มน้ำโขงตอนบน (Upper Mekong Basin) และเมื่อไหลผ่านมณฑลยูนานของจีนมาแล้ว จะไหลผ่านเมียนม่าร์ ไทย ลาว กัมพูชาและไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ที่ปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนามเรียกว่าลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Basin) สายน้ำที่ไหลผ่านประเทศทั้ง 6 ประเทศและมีระยะทางยาวเป็นอันดับที่ 12 ของโลกนี้ก่อให้เกิดการพัฒนาของลุ่มน้ำสาขานั่นก็คือแม่น้ำทุกสายของทั้ง 6 ประเทศที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงจะพัดพาตะกอน (Silt) ระดับหน้าดินที่มีแร่ธาตุลงสู่แม่น้ำโขงอีกด้วย เมื่อรวมกับแร่ธาตุจากแม่น้ำโขง (Mainstream) จึงทำให้สายน้ำแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ที่เอื้อต่อระบบนิเวศน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันมาก และก่อให้เกิดห่วงโซ่อาหารที่หลากหลาย ซึ่งห่วงโซ่เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดสายใยอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมในขั้นสูง ทั้งในแง่ของวิถีชีวิต ขนบ (คะลำ) ระบบนิเวศ (นิเวศน้ำและนิเวศป่าบุ่งป่าทาม) การทำมาหากิน นิเวศวิทยาวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีมากถึง 65 ล้านคนที่อาศัยและใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำโขงแห่งนี้ อย่างไรก็ตามการสร้างเขื่อนต่าง ๆ โดยมนุษย์ที่อยู่นอกพื้นที่ลุ่มน้ำโขงนี้ได้ทำให้การใช้ประโยชน์ของประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำนี้เปลี่ยนแปลงไป


 

 


จากการที่สายน้ำในแม่น้ำโขงได้พัดพาตะกอนที่มีแร่ธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับสัตว์น้ำและพืชน้ำ เมื่อตะกอนถูกกักเก็บไว้ตามเขื่อนต่าง จึงทำให้การไหลและกระจายตัวของตะกอนนั้นลดลง สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้แร่ธาตุอาหารจากดินตะกอนที่มีความสำคัญต่อพืชและสัตว์น้ำนั้นไม่สามารถแพร่ไปทั่วสายน้ำได้ ปัญหาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ความหลากหลายของชีวภาพในลุ่มน้ำโขงจะลดลง และจะเกิดปัญหาต่อความมั่นคงทางด้านอาหารและเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ตะกอนที่ถูกกั้นโดยเขื่อนต่าง ๆ เมื่อระยะเวลานานเข้า ดินตะกอนจะเกิดการย่อยสลายและจะคายก๊าซมีเทน รวมถึงก๊าซไนโตรเจนซัลไฟล์ออกมาซึ่งส่วนนี้จะมีผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงอีกด้วย และผลกระทบนี้ก็ส่งผลเป็นลูกโซ่ในลักษณะเป็นวงกลมนั่นก็คือปริมาณสัตว์น้ำและพืชน้ำที่ลดลง ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงทางด้านอาหารและเศรษฐกิจของประชากรที่อยู่ในบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนล่าง


 

ช่วงหน้าแล้งและประเทศจีนไม่ปล่อยน้ำจากเขื่อน ทำให้น้ำในแม่น้ำโขงลดลงจนเห็นสันดอนทรายผุดขึ้นกลางแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อหลายชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ที่อาศัยแม่น้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่ ที่กิน และการเดินทาง


จากที่กล่าวมาจะพบว่าสายน้ำและตะกอนจากแม่น้ำโขงมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่มีชีวิตในอนุภาคลุ่มน้ำโขง ตะกอนที่ไหลไปตามแม่น้ำซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งมาจากประเทศจีนก็มีความสำคัญเช่นกันเพื่อปกป้องสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจากการบุกรุกของน้ำเค็มจากทะเล แต่ตะกอนส่วนใหญ่ตอนนี้เขื่อนกั้น ทำให้ปริมาณของตะกอนจาก 60 ตันในปี 2546 ลดลงเหลือ 10 ตันในปี 2552 เมื่อทำการตรวจวัดที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายจะพบว่าตะกอนร้อยละ 96  ถูกปิดกั้นจากเขื่อนในพื้นที่ประเทศจีน ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือความสมบูรณ์ของแร่ธาตุในตะกอนจะลดลงซึ่งมีผลต่อการเกษตร โดยคิดเป็นมูลค่าถึง 4000 ล้านบาท
 

 
สายน้ำและตะกอนนี้มีส่วนสำคัญต่อการผลิตข้าวในประเทศปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของเวียดนาม ซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้เป็นที่ผลิตข้าวของประเทศดังกล่าวถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ปริมาณน้ำและอัตราการไหลของน้ำจากแม่น้ำโขงยังช่วยให้พื้นที่ลุ่มนี้ต่อต้านการรุกของน้ำเค็มจากทะเล การสร้างเขื่อนทำให้อัตราการไหลของสายน้ำและตะกอนในแม่น้ำโขงลดลงเนื่องจากไม่สามารถต้านน้ำเค็มจากทะเลที่รุกเข้ามาในพื้นที่ผลิตได้ ซึ่งมีผลต่อปริมาณการผลิตเกิดความเสียหาย ซึ่งการผลิตข้าวของไทยและเวียดนามสองของผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกก็ได้ลดลงอย่างรวดเร็วในปี 2562 และ 2563
 

 
เขื่อนกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศลาว

 
ด้วยนโยบายแบตเตอรี่แห่งเอเชีย (Battery of Asia) ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ชาติของประเทศลาวที่ต้องการให้ลาวมีรายได้จากการผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้กับเพื่อนบ้านเป็นหลัก และยังสามารถใช้ประโยชน์จากไฟฟ้านี้ในประเทศของตนเองอีกด้วย จึงทำให้ปัจจุบันทางการลาวได้สร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำถึง 60 แห่งในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขง และอีกสองแห่งบนแม่น้ำโขงสายหลัก (mainstream) นอกจากนี้รัฐบาลลาวกำลังวางแผนที่จะสร้างเขื่อนอีก 6 แห่งกั้นแม่น้ำโขง (mainstream) ซึ่งก็ได้สร้างสำเร็จแล้วถึง 2 เขื่อนก็คือ เขื่อน  ไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง และยังมีอีก 4 เขื่อนที่กำลังอยู่ในขั้นตอนวางแผนการก่อสร้าง ถึงแม้ว่าจะมีการยื่นเจรจาร้องเรียนจากประเทศไทยและประเทศเวียดนามเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเขื่อนทั้ง 4 แห่งแล้วก็ตาม
 
 
ในอดีตนั้นทางการลาวได้มีแผนการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกคือเขื่อนไซยะบุรี แผนงานดังกล่าวได้สร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ปลายน้ำ ซึ่งก่อนการสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่มีมูลค่าถึง 140 พันล้านบาทนั้น ในปี 2554 ทางการลาวได้ให้สัญญาไว้กับประเทศเพื่อนบ้าน อันได้แก่ประเทศไทย ประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนาม ภายใต้องค์กรคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ว่าด้วยการร่วมมือการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงแบบยั่งยืนแล้วก็ตาม แต่ในปีถัดมาทางการลาวก็ได้ตกลงกับหน่วยงานของทางการไทยและเริ่มการก่อสร้างเขื่อนนี้ ถึงแม้จะมีการคัดค้านจากเวียดนามก็ตาม ในขณะที่เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ของทางการลาวคือเขื่อนดอนสะโฮงใกล้ชายแดนประเทศกัมพูชาก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายกัน ที่ทางการลาวได้ตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทำการศึกษาผลกระทบก่อนเริ่มการก่อสร้าง แต่เพียงแค่สองเดือนต่อมาทางการลาวก็ได้ประกาศว่าจะเริ่มการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าว เหตุการณ์นี้ทั้งประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนามได้ยื่นข้อเรียกร้องขอเวลาเพิ่มเติมเพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้เสร็จเสียก่อน แต่ทางการลาวก็ผลักดันให้มีการก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จ
 
 
ในส่วนของเขื่อนปากเบ็งที่อยู่ใกล้กับจังหวัดเชียงรายของประเทศไทยที่ทางการลาวได้มีแผนงานก่อสร้างไว้แล้ว และทางการไทยก็ได้มีแผนที่จะซื้อไฟฟ้าจากแหล่งนี้ของลาวอยู่แล้ว ก็ได้ถูกภาคประชาสังคมของประเทศไทยต่อต้านอย่างรุนแรงในเรื่องผลกระทบของเขื่อนต่อการอพยพย้ายถิ่นของปลา กระแสน้ำในแม่น้ำโขง และตะกอนที่ปลายน้ำ ทางการไทยจึงได้ตัดสินใจเลื่อนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากแหล่งนี้ โดยให้เหตุผลว่าได้ประเมินความต้องการไฟฟ้าของประเทศสูงเกินไป

 
การสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของทางการลาวทั้งหมดนี้บางส่วนต้องใช้เงินกู้จากต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เงินกู้ในรูปแบบลงทุนร่วมกันซึ่งผู้ที่ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของการสร้างเขื่อนนี้ก็คือหน่วยงานของประเทศจีน ซึ่งภาระผูกพันเกี่ยวกับหนี้เงินกู้ของทางการลาวในปี 2562 มีมูลค่าถึง 680 พันล้านบาท ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาระที่ยากลำบากของทางการลาวที่จะต้องใช้หนี้เงินกู้เหล่านี้


จากเดิมที่ทางการลาวได้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำคือ EDL แต่ในปี 2563 ทางการลาวได้จัดตั้งบริษัทใหม่ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการซื้อ-ขายไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้านและการสร้างเขื่อนขึ้นมาอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัท EDL-T และได้โอนหุ้นถึงร้อยละ 90 ให้เป็นของหน่วยงาน China Southern Power Grid Co. Ltd. ของประเทศจีน ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือการขายกิจการเพื่อใช้หนี้ให้ประเทศจีนนั่นเอง อย่างไรก็ตามการใช้หนี้นี้ก็ยังไม่ครอบคลุมมูลค่าหนี้ทั้งหมด ดังนั้นทางการลาวจึงต้องหาเงินใช้หนี้ก้อนนี้ต่อไป จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คล้ายกับว่า ประเทศลาวได้ให้ประเทศจีนใช้พื้นที่ในการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าฟรี ๆ โดยที่ทางการลาวไม่ได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้ ถึงจะได้ก็น้อยมากเมื่อการผลิตไฟฟ้าไปอยู่ในมือของต่างชาติ ซึ่งแผนงานของอีก 3 โครงการที่เหลือก็เสี่ยงที่ประเทศลาวจะติดกับดักโดยการเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น
 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อโตนเลสาบ


โตนเลสาบเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่สำคัญของภูมิภาคอุษาคเนย์ (Mainland) ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำโขง (Mainstream) เมื่อพิจารณาถึงการไหลของสายน้ำของแม่น้ำโขงจะพบว่า ในฤดูฝนน้ำในแม่น้ำโขงจะเอ่อเข้ามากักเก็บไว้ที่โตนเลสาบ (แก้มลิง) พอถึงฤดูแล้งน้ำในโตนเลสาบก็จะไหลลงสู่แม่น้ำโขงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งระดับน้ำในโตนเลสาบนี้จะลดลงเหลือแค่ 1 ใน 3 ในฤดูนี้ วัฏจักรเช่นนี้ทำให้โตนเลสาบเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีระบบนิเวศที่ความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง สิ่งนี้จึงก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจต่อประชากรของกัมพูชาที่ใช้ประโยชน์จากทะเลสาบดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประมงพื้นบ้านและการเกษตร วัฏจักรที่กล่าวมานี้มีบทบาทสำคัญในการอพยพและการวางไข่ของปลา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ได้รับผล กระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตระดับน้ำในแม่น้ำโขงครั้งล่าสุดที่เกิดจากการกักเก็บน้ำในเขื่อนที่อยู่ในพื้นที่ของประเทศจีน จากรายงานของกรมประมงประเทศกัมพูชาพบว่าจำนวนปลาที่จับได้ลดลงมากกว่าร้อยละ 80


เขื่อนเซซาน 2 ตอนล่างโดยความร่วมมือระหว่างทางการกัมพูชาและทางการจีนที่ถือหุ้นใหญ่นี้ จะยิ่งเพิ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้นไปอีก ซึ่งเขื่อนนี้จะไปปิดกั้นการอพยพย้ายถิ่นของปลาระหว่างลุ่มน้ำ ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศของลุ่มน้ำสาขาคือ      เซซานและเซรย์ปกอ่อนแอลง จากผลการศึกษาของ U.S. National Academy of Sciences ในปี 2555 พบว่าในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงคือ เซซาน และเซรย์ปก มีปลามากกว่า 900 สายพันธุ์ และมีถึง 100 สายพันธุ์ที่จะได้รับผลกระทบกับเขื่อนดังกล่าว

         
เหตุการณ์ แม่น้ำโขง ความขัดแย้งและความมั่นคงของประเทศไทย


ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้มีการสร้างเขื่อนใด ๆ อีกเนื่องจากพลังประชาสังคมที่เข้มแข็งดังนั้นแผนยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องความมั่นคงของพลังงานของประเทศไทยจึงเน้นไปที่พลังงานทางเลือกและการซื้อพลังงานไฟฟ้าจากประเทศลาวเป็นหลัก ในอดีตนั้นประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนและการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแก่ประเทศลาวหลายโครงการ แต่หลังจากเขื่อนแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของลาวได้เกิดถล่มและเสียหาย ประเทศไทยจึงเริ่มที่จะถอนการสนับสนุนดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการเลื่อนการลงนามข้อตกลงเพื่อซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาวจากการวางแผนสร้างเขื่อนปากเบ็ง เนื่องจากทางการไทยได้รับรู้ถึงความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ที่ประเมินความต้องการไฟฟ้าของประเทศที่สูงเกินความเป็นจริง และเนื่องจากต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ที่ลดลงนั่นเอง


ในปี 2555 หลังจากเหตุการณ์ที่พ่อค้ายาเสพติดชาวพม่าสังหารลูกเรือจีน 13 รายแล้วโยนความผิดให้ทหารไทย โดยที่เกิดเหตุอยู่ในแม่น้ำโขงเขตอำเภอเชียงแสน ทำให้ทางการจีนได้ส่งเรือตำรวจติดอาวุธล่องมาตามแม่น้ำโขงผ่านประเทศพม่าและประเทศลาวเดือนละครั้ง เรือเหล่านี้บางครั้งได้เข้ามายังพื้นที่ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่ไทยผลักดันออกไปด้วยความกังวลที่ว่าสิ่งนี้จะทำให้ทางการจีนขยายขอบเขตทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของตนเข้ามาที่ภูมิภาค


ในอดีตนั้นรัฐบาลจีนได้ขอที่จะส่งเรือบรรทุกสินค้าขนานใหญ่มีระวางบรรทุกถึง 500 ตันล่องมาจากแม่น้ำโขงจากจีนถึงประเทศลาวที่หลวงพระบาง และประเทศไทยที่อำเภอเชียงแสน แต่เนื่องจากจะต้องมีการระเบิดหินและขุดลอกแม่น้ำ สิ่งนี้ได้ถูกนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและภาคประชาคมคัดค้านอย่างรุนแรงเนื่องจากกิจกรรมนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขง รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ของไทยก็ได้ระงับโครงการดังกล่าวในปี 2560

         
ความอุดมสมบูรณ์ของปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม


สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของเวียดนามซึ่งมีประชากรประมาณ 22 ล้านคนอาศัยอยู่ ในอดีตเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากสายน้ำนี้ได้พัดพาตะกอนจากต้นทางนั่นก็คือบริเวณเทือกเขาหิมาลัยและสะสมแร่ธาตุระหว่างผ่านประเทศต่าง ๆ มาสะสมที่บริเวณนี้ สิ่งนี้จึงทำให้บริเวณปากแม่น้ำโขงสามารถผลิตข้าวได้ 3 ครั้งต่อปี ซึ่งทำให้เวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ อย่างไรก็ตามปากแม่น้ำโขงอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและเสี่ยงต่อการบุกรุกของน้ำเค็มซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เปราะบางมากในด้านการรับผลกระทบที่เกิดจากน้ำเค็มจากทะเลรุกเข้ามา เมื่อเขื่อนที่กั้นแม่น้ำโขง (Mainstream) ทางด้านบนได้กั้นสายน้ำเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ปริมาณน้ำและตะกอนที่จะเข้าไปเสริมที่ปากแม่น้ำนี้มีปริมาณที่ลดลง นอกจากนี้ความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดจากความหลากหลายทางชีวภาพก็ได้ลดลงไป


ในปีพ.ศ. 2563 ปริมาณตะกอนและน้ำจากแม่น้ำโขงที่ไหลลงสู่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามมีเพียงหนึ่งในสามของตะกอนทั้งหมดเมื่อเทียบกับปี 2550 นอกจากนี้การที่เขื่อนยังขัดขวางการอพยพย้ายถิ่นของปลาทำให้รายได้การประมงลดลงสูงถึง 904 พันล้านบาท

 
สรุป


จากการที่ลักษณะทางกายภาพ วิถีชีวิต ขนบ (คะลำ) ระบบนิเวศ (นิเวศน้ำและนิเวศป่าบุ่งป่าทาม) การทำมาหากิน ความหลากหลายทางชีวภาพ นิเวศวิทยาวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจถูกคุกคามจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทั้งสายตรงและลุ่มน้ำสาขา เพื่อที่จะให้สายน้ำเหล่านี้ยังสามารถเอื้อประโยชน์แก่ประชากรที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำโขงตอนล่างได้นั้น ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อที่จะแบ่งปันทรัพยากรเหล่านั้นไปสู่แหล่งต่าง ๆ ในภูมิภาคโดยเริ่มต้นจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะทำให้ช่วยมั่นใจได้ว่าเขื่อนในแม่น้ำโขงนั้นจะไม่เป็นจุดกำเนิดของความขัดแย้งที่รุนแรงด้านความมั่นคงของรัฐเหมือนกับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ อย่างเช่นทะเลจีนใต้


ในส่วนของทางการจีนจะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ในเขื่อน และปล่อยน้ำเพิ่มขึ้นซึ่งน้ำนี้จำเป็นสำหรับการทำการเกษตร และยังช่วยรักษาโตนเลสาบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนอกจากนี้ยังสามารถช่วยไม่ให้ปากแม่น้ำโขงถูกรุกด้วยน้ำเค็มอีกด้วย อีกทั้งทุกเขื่อนจะต้องออกแบบเพื่อให้ปลาหรือสัตว์น้ำสามารถอพยพย้ายถิ่นได้เพื่อรักษาสภาพของความหลากหลายทางชีวภาพของสายน้ำนี้เอาไว้ นอกจากนี้ประชาคมระหว่างประเทศอันได้แก่ GMS จะต้องหาคิดหาวิธีสร้างพลังงานไฟฟ้าโดยไม่จำเป็นจะต้องสร้างเขื่อนอย่างเช่นพลังงานทางเลือกต่าง ๆ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรืออื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้งานแทนได้
 
 
บรรณานุกรม
 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2549). ลุ่มน้ำโขง : วิกฤติ การพัฒนาและทางออก. กรุงเทพฯ. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.


นารีรัตน์ ปริสุทธิวุฒิพร, Scott L., และ อุศนา นาศรีเคน. (2560) ลุ่มน้ำโขง: พื้นที่แห่งการช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์. เอกสารการประชุมวิชาการ “มหาวิทยาลัยมหาสารคามวิจัย ครั้งที่ 13”. (42-51). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน. (2547). เขื่อนนวัตกรรมแห่งปัญญา. เครือข่ายเขื่อน. (บก). กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์เดือนตุลา.



อริศรา เหล็กคำ. (2560). กฎหมายระหว่างประเทศกับการใช้ประโยชน์จากน้ำในแม่น้ำระหว่างประเทศ: ศึกษาการสร้างเขื่อนในลุ่มแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง. วรสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่.


Brian Eyler. (2019). Last Days of the Mighty Mekong. London :  Zed Books.


EarthRights International. (2009 : December). Mekong River Dams National Laws to Address Environmental and Human Rights Issues, and Obstacles to Enforcement. Mekong Legal Advocacy Institute (MLAI). Chiang Mai.


Eric Baran. (2010). Mekong Fisheries and Mainstream Dams. International Center for Environmental Management. Vietnam. 


Murray Hiebert. (2021). Upstream Dams Threaten the Economy and the Security of the Mekong Region. in Perspective. 1-7. Number 34. Singapore.



Create Date : 23 พฤศจิกายน 2568
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2568 9:24:51 น.
Counter : 459 Pageviews.

0 comment
แพรกหนามแดง จากวิกฤตสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
เรื่องโดย จับซา
เครดิตภาพจาก https://rescom.trf.or.th, https://farm1.static.flickr.com

ตำบลแพรกหนามแดง เป็นตำบลหนึ่งของอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มีแม่น้ำแม่กลองเป็นสายน้ำหลักและมีลำคลองสาขากว่า 300 คลอง ประกอบด้วยพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน 3 พื้นที่ คือ พื้นที่น้ำจืด พื้นที่น้ำกร่อย และพื้นที่น้ำเค็ม ประชาชนมีอาชีพเกษตรกรรมและประมง ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสภาพพื้นที่น้ำ



 

 


ต่อมาด้วยนโยบายของรัฐ มีการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ ที่จังหวัดกาญจนบุรีที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ทำให้น้ำจืดจากต้นน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่แพรกหนามแดงน้อยลง น้ำเค็มจึงรุกเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่ทำนา สวนผัก และเลี้ยงปลาสลิด ด้วยความไม่รู้ของหน่วยงานนอกพื้นที่ไม่ได้รับรู้ถึงวิถึชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนนี่เองที่ได้ไปก่อสร้างประตูกั้น น้ำเค็มทำให้เกิดการแยกสายน้ำและวิถึชีวิตชุมชนแพรกหนามแดงออกจากกันเป็น วิถึชีวิตน้ำจืด และวิถึชีวิตน้ำเค็ม ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่น้ำต่างคนต่างอยู่ไม่มีความสัมพันธ์กันแบบสมัยก่อน เนื่องก็เพราะผลประโยชน์จากอาชีพที่ขัดแย้งกัน

 

ความขัดแย้งของชาวบ้านในการแย่งทรัพยากรน้ำที่เกิดขึ้นเป็นเวลาถึง 20ปี โดยตัวปัญหาก็คือการเปิดปิดประตูน้ำนี่เอง ในฝั่งน้ำจืดเมื่อประตูปิดตายทำให้น้ำไม่ไหลเวียนเกิดการเน่าเสียและมีการสะสมของตะกอนดินที่หน้าประูตูกั้นน้ำ

 

เวลาหน้าน้ำหรือเมื่อเขื่อนปล่อยน้ำลงมาจะทำให้น้ำท่วมนาข้าว บ่อปลาสลิด สวนผัก ชาวบ้านในฝั่งนี้จึงไปเปิดประตูเพื่อระบายน้ำออก ผลจากการที่เปิดประตูระบายน้ำทำให้น้ำจืดไหลทะลักเข้าสู่ส่วนน้ำเค็ม เมื่อชาวบ้านฝั่งน้ำเค็มสูบน้ำเข้าบ่อกุ้งก็ทำให้กุ้งทะเลที่เลี้ยงไว้พากัน ตายหมด

 

นี่คือสาเหตุของความขัดแย้ง!!!!!!!!

 

สำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ให้หลักยุทธศาสตร์ทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาวิกฤตแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน ดังมีรายละเอียดดังนี้

 

เริ่มจากการที่ปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้นำชุมชนได้ชักชวนชาวบ้านทั้งสองฝ่ายมา คุยกันถึงเรื่องปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านทั้งสองฝ่ายได้รับรู้และเข้าใจถึงปัญหาของชาวบ้านอีกฝ่ายหนึ่ง จากนั้นก็แสดงความจริงใจที่จะร่วมกันหาทางออก เพื่อลดความขัดแย้งดังกล่าวโดยยึดหลักที่ว่า ร่วมกันคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมกันทำ ร่วมกันตรวจสอบ ร่วมกันรับผลประโยชน์หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา

 

จากการพูดคุยกันหลายครั้งชาวบ้านทั้งสองฝั่งจึงร่วมกันศึกษาโดยแยกประเด็นดังนี้

1. ศึกษาความเป็นมาของปัญหาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

2. ศึกษาพฤติกรรมการใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำแม่กลองตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

3. ศึกษาการไหลขึ้นลงของน้ำเค็มและน้ำจืดในพื้นที่

 

เมื่อชาวบ้านทั้งสองฝั่งพบว่าประตูน้ำที่หน่วยงานรัฐมาสร้างไว้นี่แหละคือตัวปัญหาจึงได้ร่วมกันระดมความคิดและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อคิดค้นและออกแบบประตูกั้นน้ำกันใหม่ โดยชาวบ้านได้ติดต่อหน่วยงานรัฐเพื่อสนับสนุนงบประมาณ

 

เมื่อชาวชุมชนได้นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ก็ค้นพบประตูระบายน้ำแบบใหม่ที่เหมาะสมและแก้ปัญหาของเขาเหล่านั้นได้

 

การแก้ปัญหาของชาวชุมชนโดยการใช้ยุทธศาสตร์ทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาวิกฤตน้ำอย่างยั่งยืน จะส่งผลให้ชาวชุมชนเกิดการพัฒนาทางด้านทักษะทางความคิด ทักษะการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลจนสามารถนำเสนอต่อผู้สนับสนุนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่จะถ่ายทอดต่อบุคคลอื่นต่อได้

 

ที่สำคัญจะทำให้เกิดความรักสามัคคีกันของชาวชุมชน และเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต




Create Date : 17 พฤศจิกายน 2568
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2568 11:30:21 น.
Counter : 367 Pageviews.

0 comment
กลยุทธ์การควบคุมมิลพิษ PM2.5
เรื่องโดย จับซา

เครดิตภาพจาก : Rebecca Picciotto (2023). India's toxic smog season shut down schools, revives 'odd-even' vehicle limits : CNBC



การเพิ่มขึ้นของหมอกควันในเมืองเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจและวิตกกังวล จะว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวก็ถูก เพราะอากาศที่มีมลพิษนั้นถูกเราหายใจเข้าไป จะว่าเป็นเรื่องไกลตัวก็ใช่ เนื่องจากกระบวนการเกิดหมอกควันพิษและการควบคุม ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้กัน แล้วหมอกควันพิษ PM2.5 ที่เราเผชิญอยู่นี้คืออะไร เรามาทำความรู้จักกันครับ


PM2.5 เป็นมลพิษทางอากาศที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน (0.0025 มิลลิเมตร) ซึ่งมีขนาดเล็กจนสายตาของมนุษย์มองไม่เห็น ประกอบไปด้วยสสารของแข็ง (ฟูม) และหยดของเหลวที่ลอยอยู่ในอากาศ (ละออง) พิษเหล่านี้ประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) แอมโมเนีย (NH3) สารอินทรีย์ โลหะละเหย (ปรอท)  ดินหรือฝุ่นละออง และสารก่อภูมิแพ้ (ละอองเกสรหรือเชื้อรา)

 

มลพิษนี้เมื่อเกิดขึ้นจึงเป็นสาเหตุสำคัญของการมองเห็นที่ลดลงในเมืองใหญ่ ซึ่งนั่นก็คือผลกระทบอันดับแรกที่เราสามารถรู้สึกได้ทันที ส่วนผลกระทบอันดับที่สองต้องใช้เวลาถึงจะรู้ได้นั่นก็คือผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่นระบบทางเดินหายใจที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

 

แล้ว PM2.5 เกิดจากแหล่งใด

1. เกิดจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งควันรถยนต์ที่อยู่ตามท้องถนนพวกนี้ส่วนใหญ่จะปล่อย SOx, NOx, NH3 และสารประกอบอินทรีย์ละเหย (VOCs) ออกมา

2. เกิดจากอุตสาหรรมการก่อสร้าง การผลิตปูนซีเมนต์ การเผาไหม้โดยใช้ถ่านหิน รวมถึงเหมืองต่าง ๆ 

3. อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ

4. การเผาวัชพืชของกลุ่มเกษตร และไฟป่า

 

แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร

การเกิดขึ้นทั้งของ PM10 และ PM2.5 ในประเทศไทยโดยเฉพาะเขตเมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เนื่องจากมีการกระจายตัวของลมบนพัดพามลพิษเหล่านี้ให้เจือจางลง อีกทั้งเมื่อถึงฤดูฝน ฝุ่นควันพิษเหล่านี้ก็จะลดลง แต่เมื่อไม่ใช่ฤดูฝน อีกทั้งลมบนสงบนิ่ง อาการที่เมืองถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันพิษาจึงปรากฎชัดเจนขึ้นมา การแก้ปัญหาจึงควรจัดการที่ต้นกำเนิดของมลพิษเหล่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม PM2.5 เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายอย่าง หน่วยงานราชการและรัฐบาล โดยเฉพาะนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายจะต้องไม่เพียงมุ่งเน้นไปที่การควบคุมการปล่อยควันพิษและฝุ่นละออง แต่จะต้องกำหนดกลยุทธ์เพื่อควบคุมองค์ประกอบของมลพิษเหล่านั้นอย่างมีชั้นเชิง นั่นก็คือการควบคุมแบบบูรณาการ เช่นการควบคุมหลายจุด / การควบคุมในระดับภูมิภาค / ความจริงใจของภาครัฐ / การอุดหนุนการวิจัยหาพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษน้อยที่สุด / การควบคุมและหานวัตกรรมการปล่อยควันเสียของยานพาหนะ / การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับควบคุมมลพิษทางอากาศ / ความสอดคล้องของนโยบาย / การปฎิบัติตามและการบังคัยใช้ / กฏระเบียบของรัฐที่เพียงพอ / การสร้างจิตสำนึกในการรักษาสภาพอากาศด้วยการไม่เผา / การรับรู้ของสาธารณะ

 

การทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาคและการปฏิบัติตามกฏระเบียบอุตสาหกรรมเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในการควบคุมมลพิษและหมอกควัน PM2.5 รวมถึงมลพิษทางอากาศอื่น ๆ 


 



Create Date : 15 พฤศจิกายน 2568
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2568 11:21:13 น.
Counter : 500 Pageviews.

2 comment
ด้ามขวานมีเรื่องเล่า ตอน เสียงร้องจากปลาบ่งบอกถึงความมั่งคั่งทางอาหาร

เรื่องโดย จับซา
เครดิตภาพ จากสมาชิกพันทิป "pencil"


“ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” คำนี้ทุกท่านคงเคยได้ยินกันมา ความหมายก็คือพื้นดินจะปลูกพืชอะไรก็งาม สามารถเก็บเกี่ยวมาเป็นอาหารหรือเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ได้ ส่วนในน้ำก็มีปลาและสัตว์น้ำมากมายที่สามารถจับได้ง่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งและมั่นคงของอาหาร



เมื่อพิจารณาถึงคำว่า “สินในน้ำ” เราจะพบว่าในประเทศไทยมีอาชีพการทำประมงอยู่ 2 ลักษณะ นั่นก็คือประมงน้ำจืดและประมงน้ำเค็ม ในส่วนของประมงน้ำเค็มนั้นก็แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท นั่นก็คือประมงขนาดเล็กหรือประมงพื้นบ้าน และประมงขนาดใหญ่ที่เรียกว่าอุตสาหกรรมการทำประมง แต่ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ผู้ที่ทำจะต้องออกเรือไปในทะเลเพื่อจับปลา ซึ่งต้นทุนดำเนินการที่เกิดขึ้นที่เป็น Fix Cost ก็คือ เรือพร้อมเครื่องมืออุปกรณ์และน้ำมันเชื้อเพลง หรือที่เราเรียกกันว่าสังหาริมทรัพย์ ส่วนค่าแรงคนงานนั้นจะเป็น Available Cost



การออกหาปลาของกลุ่มประมงไม่ใช่ออกเรือไปสะเปะสะปะ แต่จะต้องมีจุดหมายที่แม่นยำไม่เช่นนั้นจะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เมื่อมองดูถึงการหาปลาของประมงขนาดใหญ่เพื่อจับปลาทีละมาก ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่เอื้อต่อประโยชน์ดังกล่าว



 

เครื่องมือที่สำคัญสำหรับนำทางไปจับปลาก็คือระบบ Sonar Fish Finder ซึ่งสามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าฝูงปลาขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณใดจะได้ล้อมอวนเพื่อจับ ซึ่งผลกระทบต่อทรัพยากรของการทำประมงประเภทนี้ก็คือจะทำให้ปลาซึ่งถือว่าเป็นสินในน้ำลดน้อยลงจนถึงขนาดหมดไปจากพื้นที่ ทำให้ต้องออกเรือไปไกลมากขึ้นจนถึงขั้นต้องไปขอจับปลาในเขตทะเลของประเทศอื่น



สำหรับประมงขนาดเล็กที่เป็นประมงพื้นบ้านก็ต้องออกเรือไปเช่นกัน โดยจะออกไปเป็นกลุ่มลักษณะเป็นการลงแขกหาปลา และเรือจะไม่ใหญ่โตเท่า เป็นแค่เรือที่รูปทรงคล้ายเรือหางยาวหรือเรือกอและที่ติดเครื่องยนต์ที่ท้ายเรือเท่านั้น และอุปกรณ์ก็ไม่ได้มีมากมายเหมือนของอุตสาหกรรมประมง คนงานก็ไม่มากเป็นเพียงแค่สมาชิกในครอบครัวไม่เกิน 3 คนต่อหนึ่งลำเรือเท่านั้นและต้องมีพรานทะเลอย่างน้อย 1 คนติดสอยห้อยตามไปด้วย



ดังนั้นประมงประเภทนี้ต้นทุนจึงไม่สูงแต่ก็จับปลาได้แบบสมน้ำสมเนื้อหลายร้อยกิโลกรัมกันเลยทีเดียว เครื่องมือสำคัญที่ใช้สำหรับนำทางไปจับปลาจะใช้ "หู" ของพรานทะเลที่ฝึกวิชาดูหลำแทนระบบ  Sonar Fish Finder



โดยก่อนฟ้าสางประมาณตี 2-3 ชาวประมงพื้นบ้านจะใช้แผนที่จักรวาลนั่นก็คือดวงดาวบนท้องฟ้านำทางออกเรือไปถึงจุดใดจุดหนึ่งในทะเลจากนั้นจะดับเครื่องยนต์ และใช้หูแนบน้ำหรือใช้พายจุ่มน้ำแล้วใช้หูแนบกับด้ามพาย เพื่อฟังเสียงปลาก็สามารถบอกได้ทันทีว่าบริเวณนั้นมีปลาหรือไม่ ปลาอยู่ใกล้หรือไกลในทิศทางใด เป็นปลาหรือสัตว์น้ำชนิดใด ใช่ปลาที่ต้องการหรือไม่ มีปริมาณมากเท่าใด ตัวเล็กหรือตัวโตเต็มวัย ถ้าลงอวนจะคุ้มหรือไม่



แทบจะเรียกได้ว่าการประมงประเภทนี้จะใช้หูในการหาสินในน้ำ และใช้ตาเพื่อดูอันตรายเท่านั้น เมื่อรู้ทิศที่อยู่ของปลาแล้วพรานจะพายเรือไปแบบเงียบ ๆ แล้วดำน้ำเพื่อฟังเสียงร้องของปลาเป็นระยะ เมื่อรู้สึกว่าเสียงนั้นดังอยู่บริเวณหน้าอกของตนนั่นแสดงว่าพรานได้อยู่ท่ามกลางฝูงปลาแล้ว จากนั้นพรานจะส่งสัญญาณเพื่อให้ชาวประมงล้อมอวนต่อไป



พรานทะเลที่มีวิชาดูหลำติดตัวจะได้รับการยกย่องจากชุมชนมากเนื่องจากถือว่าเป็นผู้ที่มีวิชาความรู้สูงในเรื่องสินในน้ำ การหากินกับทะเล และการป้องกันภัยจากทะเลให้กับชาวประมงในชุมชน ซึ่งกว่าที่พรานจะได้วิชาดูหลำนั้นจะต้องถูกฝึกแบบเข้มข้นจากครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาด้วยการ learning by doing ซึ่งเป็นเรื่องยากเย็นไม่หย่อนไปกว่าการเรียนในระดับด๊อกเตอร์เลยทีเดียว



นอกเหนือจากความรู้ ความชำนาญและวิธีการแล้ว ผู้ที่เป็นพรานจะต้องรู้ถึงนิสัยและฤดูของปลาชนิดต่าง ๆ ในทะเลเช่น ฤดูกาลโยกย้ายเพื่อว่างไข่ ฤดูกาลโยกย้ายสำหรับตัวเต็มวัย และฤดูกาลอนุบาลตัวอ่อน



อย่างไรก็ตามเมื่อมีประมง 2 ประเภทหาสินในน้ำเดียวกัน ประมงประเภทหนึ่งย่อมต้องส่งผลกระทบต่ออีกประเภทหนึ่งเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผลกระทบที่ประมงพื้นบ้านได้รับจากอุตสาหกรรมประมงนั่นก็คือการสูญเสียระบบนิเวศธรรมชาติใต้ทะเลอันเป็นที่ทำมาหากินของพวกเขานั่นเอง

 




Create Date : 11 พฤศจิกายน 2568
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2568 10:00:27 น.
Counter : 492 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

จับซา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุยเรื่องเก่าเล่าเรื่องใหม่ เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้


All Blog