Tough Time Never Last ...But Tough People Do
Group Blog
 
All Blogs
 

25>กระทู้แนะนำ สำหรับพ่อแม่มือใหม่

ปรากฎว่า กระทู้แม่ช่า ดังข้ามไปที่ website se-ed

( ไม่ได้เกี่ยวกับคุณฉกาจ นะคะ ) ก็เลยเข้าไปดู

เห็นกระทู้ "พ่อลูกสาม" มีวิธีการเลี้ยงลูกคล้าย ๆ กันเลย



อ่าน ๆ ดูน่าสนใจ ก็เลยเอา link มาฝากค่ะ

//www.se-ed.com/webboard/Parents/ViewTopic.aspx?IdTopic=16328

จากคุณ : ชราร่า - [ 8 ก.พ. 50 19:50:31 ]




--------------------------------------------------------------------------------

หน้าหลัก แจ้งลบ bookmark ส่งต่อกระทู้ พิมพ์ โหวตกระทู้ เก็บเข้าคลังกระทู้ กระทู้ก่อนหน้า กระทู้ถัดไป








--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 1

ฉาหวัดดีคร๊าบบบ แม่ช่า

จากคุณ : wayu_w - [ 8 ก.พ. 50 20:32:10 ]






ความคิดเห็นที่ 2

สวัสดีครับ :)

ตามไปอ่านมาแล้ว ดีจริง ๆ เลยครับ *_*

จากคุณ : BeSmile - [ 9 ก.พ. 50 09:17:20 ]






ความคิดเห็นที่ 3

อิอิ เรื่องของแม่ช่า จะได้ทำเป็นหนังสือเปล่าครับ

ถ้าได้ไม่พลาดแน่ ๆ ครับ อิอิ

จากคุณ : ozzyii - [ 9 ก.พ. 50 09:48:10 ]






ความคิดเห็นที่ 4

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ

อ่านกระทู้ พ่อลูกสาม แล้วอย่าลืม ลงไปดูกระทู้ล่าง ๆ นะคะ ซึ่งเป็นที่มาของกระทู้นี้อ่ะค่ะ

อ่านแล้วงงใช่ไหม แสดงว่าตกหลุมอิฉันแล้วค่ะ ไปอ่านที่ท้าย ๆ ของกระทู้นั้น แล้วกัน แล้วจะร้องว่า

อ๋อ ... อ๋อ... อ๋อ...

จากคุณ : ชราร่า - [ 9 ก.พ. 50 20:05:57 ]






ความคิดเห็นที่ 5

คุณพ่อลูกสามเข้าจะใช้วิชามารโยนงานมาให้พี่ชราร่าเพื่อพักผ่อน


แต่ยังไงโดนพี่ช่าเราย้อนกลับ ส่งแฟนๆ กระทู้คุณแม่ไปให้เพิ่ม


สงสัยได้เหนื่อยเพิ่มกันทั้งคู่แน่นอน


แฟนๆ ที่เข้ามาเพิ่ม ก็อาจได้ศึกษาแนวทางการลงทุนเพิ่มไปด้วย


เรียกว่าได้หลายต่อ สมกับชื่อ "คลับอิสรภาพทางการเงิน"

จากคุณ : wasansem - [ 10 ก.พ. 50 09:15:24 ]






ความคิดเห็นที่ 6

ออกเป็นเล่มเมื่อไหร่จะซื้อเก็บครับ
(ถึงแม้ยังไม่มีโอกาสใช้ก็เถอะ)

จากคุณ : กึ่งสำเร็จรูป - [ 11 ก.พ. 50 01:38:20 ]






ความคิดเห็นที่ 7

ตามไปอ่านมาแล้วฮับ.......


ได้แต่ร้องในใจว่า............ อะไรกันเนี่ย?? .............



เด็กๆ ของสองครอบครัวนี้ ทำบุญด้วยอะไรกันจ๊ะ.................


แต่ไงก็ขออนุโมทนาสาธุ กับบุญเยี่ยงนั้นไว้ก่อน.... อิอิ...


เผื่อจะรับผลแห่งบุญเยี่ยงนั้นมั่ง............ เอิ๊กๆๆ


..................



อ่านแล้วก็ได้แต่ถอนใจ.............. เคล็ดลับของทั้งสองครอบครัว



จะว่าไป ไม่ยากเลย........... ถ้าคิดจะทำ




อยากรู้ไหมครับ เคล็ดลับที่ว่าคืออาราย..........เอิ๊กๆๆ


...



เฉลยเลยดีก่า



เคล็ดลับที่ว่าก็คือ................ ต้องมีลูกให้ครบสามคนไง !! ... แป่ว วววว... เอิ๊กๆๆ



(คุณพ่อลูกสาม - ก็มีลูกสามคน. คุณแม่ช่า - ก็มีลูกสามคน... เลยเลี้ยงลูกกันเก่งๆ อิอิ)




จากคุณ : คนล่าห่าน - [ 13 ก.พ. 50 20:00:54 ]






ความคิดเห็นที่ 8

คุณวสันเษม ฯ

ตอนนี้ท่าทางจะอู้งานทั้งคู่นะซิ

พยายามค่ะ แน่นอน เพิ่งรู้ว่าการจะเป็นนักเขียน

ไม่ใช่ง่าย ๆ นะคะ ต้องมีปัจจัยรายล้อมเยอะเหมือนกัน

-----------------

คุณห่าน

อนุโมทนาสาธุเรื่องรัยจ๊ะ อ่านแล้ว งง ๆ

อืมมม ถ้าการเป็นลูกสาม เป็นเคล็ดลับของการ

เลี้ยงลูกแบบคล้าย ๆ กันนี่ สงสัยจะต้องไปจด

ลิขสิทธ์ อิอิ เกี่ยวกันไหมเนี่ยะ

จากคุณ : ชราร่า - [ 18 ก.พ. 50 20:29:56 ]









 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2550 13:22:47 น.
Counter : 195 Pageviews.  

24> โลกกว้าง

คุณเด่นศรี

พี่เขียนมาถึง 25 ตอนแล้วนะคะ เริ่มเล่าถึงเด็ก ๆ ช่วงโต

แล้ว อีกหน่อยก็คงเป็นเรื่องราวเฉพาะเรื่อง ๆ ไป ไม่ได้

ไล่ตามอายุ หรือวันเวลาเหมือนที่ผ่าน ๆ มา


หวังว่าจุดประสงค์ของพี่ ที่เขียนให้ครอบครัวคุณเด่นศรี

ประกอบด้วย พ่อเทพ แม่กุ้ง และ หลาน ได้นำไปเป็นแนว

คิดในการเลี้ยงดูทายาทได้บ้าง ไม่มากก็น้อย



พี่เข้าใจว่า คุณเด่นศรี ได้เข้ามาเซฟข้อเขียนพี่บ่อย ๆ ก็

อยากรบกวนมาทักทายกันหน้าไมค์บ้างนะคะ เพราะเพื่อน

ๆ หลายคน ยังกล่าวถึงคุณด้วยความระลึกถึง ไม่ต้อง

ไปกระทู้ที่เขียนเกี่ยวกับ DSM ไม่ต้องไม่กระทู้เฮ ฮา

( เพราะน้องคนจนเยอะ โหลดช้า ) มาทักทายที่กระทู้

ถึงแม่มือใหม่ ฯนี่แหละ พี่ว่าก็น่าจะปลอดจากความขัด

แย้งใด ๆ และพอเป็นช่องทางให้พวกเราได้เข้าถึงคุณได้

บ้าง


แต่หากไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากันอยู่แล้วค่ะ

แก้ไขเมื่อ 04 ก.พ. 50 14:44:34

จากคุณ : ชราร่า - [ 4 ก.พ. 50 14:44:19 ]




--------------------------------------------------------------------------------

หน้าหลัก แจ้งลบ bookmark ส่งต่อกระทู้ พิมพ์ โหวตกระทู้ เก็บเข้าคลังกระทู้ กระทู้ก่อนหน้า กระทู้ถัดไป








--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 1

มันเป็นสิ่งที่ฝังจิตฝังใจแม่ช่าอย่างหนึ่ง คือหลังจากหลง

คารมพ่อช้างจนไม่ได้ไปเรียนต่างประเทศอย่างใจหวัง

แล้ว ตลอดเวลาที่มีอาชีพเป็นหนูถีบจักร หรือที่เรียกว่า มือ

ปืนรับจ้างนั้น จะต้องอยู่ในแวดวงของคนหัวแดงในบาง

สถานะ และบางโอกาส เคยรู้สึกว่า ถ้าเราพูดได้ดีอย่าง

เขา ถ้าเรานำเสนอได้ฉะฉานในต่างภาษาย่างเขา เราก็ไม่

ได้ด้อยกว่าเขาเท่าไรเลย หลายครั้งที่โต้ตอบไม่ได้อย่าง

ใจนึก ค้านไม่ได้เท่าที่ปากคัน เลยรู้ซึ้งถึงความสำคัญ

ของการรู้เขา รู้เรา ยิ่งรู้มาก รู้ลึกเท่าไร ยิ่งได้เปรียบมาก

เท่านั้น



อาจมีเพื่อน ๆ บางคนไม่เห็นด้วย อยู่เมืองไทย จบเมือง

ไทย ก็ได้ จะได้ไม่ต้องเป็นขี้ข้าฝรั่ง เราเป็นเอกราชมา

นาน ไม่เห็นต้องเห็นฝรั่งดีกว่าคนไทยเลย ไม่ใช่ภาษา

พ่อ ภาษาแม่ ทำไมต้องไปสนใจ อันนี้ก็ต้องขออนุญาต ว่า

ไม่ว่ากันนะคะ แต่แม่ช่าเชื่อของแม่ช่าแบบนี้ แล้วจะ

บอกว่าพิสูจน์กับตัวเองแล้วก็ยิ่งเชื่อหนักเข้าไปอีก แต่ก็

ขอบอกอีกครั้งค่ะ ว่า สิ่งที่แม่ช่าได้สอน ได้วางแผนตาม

แนวทางนี้กับลูก ๆ ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จนะคะ อาจจะต้องมี

ปัจจัยอื่น ๆ อีกร่วมด้วย ที่นำมากล่าวในที่นี้ ก็เพียงเล่าสู่

กันฟังเฉย ๆ ค่ะ



ถูกผิดห้ามว่ากันนะคะ


หากได้อ่านแต่ต้น จะรู้ว่าครอบครัวเราเมื่อมีเวลาว่าง จะ

เน้นเรื่องเที่ยวเป็นหลัก และเด็ก ๆ ก็ได้เรียนรู้การเตรียม

ตัว การแก้ปัญหา การจัดการกับภาระหน้าที่ที่ต้องทำ ซึ่ง

บางครั้งก็มีการสอนตรง ไป ตรงมา แต่หลายครั้งก็ต้องใช้

กุศโลบายบ้าง เพื่อลด หรือเพิ่มความกดดันก็แล้วแต่

เหตุการณ์ แต่ส่วนใหญ่เป็นอย่างหลังซะมากกว่า เพราะ

ว่าแม่ช่านอกจากเป็นแม่ใจยักษ์แล้ว ยังเป็นแม่ซาดิสก์ อีก

ด้วย ฮ่า ฮา


อันนี้ลูก ๆ เขา confirm มานาน ว่าแม่ช่าน่ะ โหดดด....



หลังจากเที่ยว(เกือบ ) ทั่วไทยแล้ว แม่ช่าก็มุ่งหน้าไป

ประเทศใกล้เคียง พอดีช่วงนั้น ต้องเดินทางไปตัดต่อหนัง

โฆษณาที่สิงคโปร์และฮ่องกงบ่อย ๆ ด้วยความที่

เทคโนโลยีด้าน animation เรายังล้าหลังมาก ( ตอนนี้ล้ำ

หน้าเขาไปแล้ว ดีจัง ) ก็คุ้นเคยประเทศเขาทุกซอกซอย

พอควร ประกอบกับได้ตั๋วเครื่องบินลดราคาสำหรับครอบ

ครัวและลูก ๆ อายุอยู่ช่วง 9-10 ขวบ ดังนั้น ซื้อตั๋วได้ครึ่ง

ราคาสำหรับเด็กด้วย ก็เลยวางแผนกับพ่อช้าง พาลูก ๆ

ทั้งหมดไปเที่ยว โดยติดต่อได้ที่พักของคนฮ่องกงซึ่งอยู่

ชานเมืองมา จึงเป็นโปรแกรมเที่ยวที่ประหยัดและสุดคุ้ม

มากเลย ที่แน่ ๆ ก็คือลูกได้เรียนรู้หลายเรื่องราวมากมาย

ซึ่งจะเล่าต่อไปค่ะ

จากคุณ : ชราร่า - [ 4 ก.พ. 50 14:48:00 ]






ความคิดเห็นที่ 2

เราแจ้งข่าวนี้กับลูก ๆ ล่วงหน้าถึง 6 เดือน และได้บอกสิ่ง

ที่เด็ก ๆ ต้องเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ

“ … ลูกต้องหัดพูดภาษาอังกฤษนะคะ ส่วนใหญ่คนฮ่องกง

จะพูดจีนกวางตุ้ง แต่หลายคนก็จะสื่อสารด้วยภาษา

อังกฤษได้ ฉะนั้นจะเที่ยวให้สนุกก็ต้องรู้ภาษาด้วย...”



“ 1 เหรียญฮ่องกง เท่ากับ 3 บาทไทย เวลาเห็นราคาของ

ลูกก็ต้องคูณ 3 ด้วยทุกครั้ง ฉะนั้นท่องสูตรคูณแม่ 3 ให้

แม่นนะคะ..”



เรื่องประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของประเทศ ก็หน้าที่ของ

พ่อช้างตามเคย แผนที่และหนังสือเกี่ยวกับฮ่องกง ก็ถูก

ยืมมาจากห้องสมุด กทม. มาล้อมวงนั่งและเล่าให้ลูกฟัง

ช่วงเวลาไหนที่มีรายการทีวีเกี่ยวกับประเทศนี้ เราก็จะนัด

กันหน้าจอ รู้และรับข้อมูลไปพร้อม ๆ กับเล่าในสิ่งที่ฉัน

เห็นและรู้เกี่ยวกับที่นี่ เช่นรถใต้ดิน โอเชี่ยนปาร์ค และ

รถเมลล์สองชั้น ห้างของเด็กเล่น Toy R Us เป็นต้น



“ พ่อกับแม่ต้องบอกก่อนนะคะ คราวนี้เราไปเที่ยวกัน พ่อ

กับแม่ก็เที่ยวด้วย เราจะไม่มาช่วยลูกเรื่องเป็นล่าม หรือ

ว่าคอยเป็นห่วงเด็ก ๆ ในทุกเรื่องดังนั้น ทุกคนต้องช่วยตัว

เองให้มากที่สุด หากอยากให้แม่กับพ่อ เที่ยวสนุก เด็ก

ๆ ยิ่งต้องรู้เรื่องมาก และทำตัวให้เป็นห่วงน้อยที่สุด ได้

ไหมครับลูก...”



ฉันบอกพวกเขาว่า ตอนอยู่บนเครื่อง เขาจะต้องสั่งเครื่อง

ดื่ม หรือสิ่งที่เขาต้องการจากแอร์โฮสเตทเอง แม่คงไม่

ช่วยนะ ถึงประเทศฮ่องกงก็เช่นกัน หากเป็นอาหารที่เขา

สั่งเองได้ ก็คงจะต้องดูแลและรับผิดชอบกันเอง แม่จะ

ช่วยเท่าที่เห็นว่าจำเป็นเท่านั้น



ทุกคนพยักหน้ารับปากอย่างขันแข็ง และพากันอ้าปาก

ค้าง เมื่อแม่ช่า ได้บัน ระ ยาย ความใหญ่โตของห้างขาย

ของเด็กเล่น ที่ชื่อ Toy R Us ที่มีขายแต่ของเล่นทุ๊กก

ชนิดที่ลูกยังไม่เห็นในเมืองไทย ตัวห้างใหญ่เหมือนโกดัง

ซื้อเดินไม่ทั่วภายในหนึ่งวัน ดังนั้นเด็ก ๆ หมายหมั้นปั้นมือ

ที่จะไปซื้อของเล่นที่ห้างนี้ ( แต่ก่อนยังไม่มีแมคโคร หรือ

โลตัส เด็ก ๆนึกภาพความใหญ่โตจากจินตนาการเอง )



“ ตั้งแต่วันนี้ไปถ้าใครเก็บเงินได้ก่อนไปเที่ยวได้เท่าไร

พ่อก็จะให้อีกเท่าตัวนะ เช่นถ้าลูกเก็บได้ 400 บาท พ่อก็

จะให้อีก 400 บาท ใครสะสมได้มาก ก็ได้มาก น้อยก็ได้

น้อยนะคะ ...” ลูก ๆ หันมายิ้มด้วยชอบใจโปรโมชั่นจาก

พ่อช้างรายการนี้ โดยเฉพาะกับปูน เพราะปูนเป็นคนใช้

เงินน้อย มีเงินสะสมเยอะกว่าใคร ๆ



ส่วนแม่ช่า ก็เริ่มมีรายการ ลูกจ้างทำงานชั่วคราว เพื่อเป็น

ช่องทางช่วยเพิ่มเงินสะสมให้ลูก อีกทางหนึ่งนอกจากค่า

ขนมรายวัน เช่น ล้างรถ เก็บหนังสือพิมพ์เก่า ขวดแก้ว

เปล่าไปขาย ขัดมุ้งลวด จัดห้องเก็บของ หรืออ่านหนังสือ

ให้อาม่าฟัง ฯลฯ



จากคุณ : ชราร่า - [ 4 ก.พ. 50 14:50:38 ]






ความคิดเห็นที่ 3

วันเดินทาง แน่นอนเด็ก ๆ ก็ตื่นเต้นมาก เป็นครั้งแรกที่เดิน

ทางออกนอกประเทศ ตอนแม่ช่า check in


“ ขอที่นั่งริมหน้าต่างด้วยนะคะ เพราะเด็ก ๆ เดินทางครั้ง

แรกค่ะ ” พูดพร้อมกับยิ้มหวานที่สุดเท่าที่ หน้าโหด เ-ว ดี

ของฉันจะทำได้ แต่ปรากฏว่าพวกเราได้ up grade ไปนั่ง

ขั้น business class เก้าอี้กว้างใหญ่ อาหารที่เสริฟ ก็ดี

การบริการก็เยี่ยม


และแล้ววินาทีที่น่าตื่นเต้นก็มาถึง เมื่อนางฟ้าประจำ

เครื่อง เดินเข้ามาเสริฟน้ำ และถามแต่ละที่นั่งว่าต้องการ

ดื่มน้ำอะไร เด็ก ๆ เริ่มหน้าตื่น ตัวแข็ง รู้ตัวว่าแม่ช่าไม่ช่วย

แน่ ไปป์หันมาถามฉันว่า


“ แม่ครับ คำว่า สไปร์ท เป็นภาษาอังกฤษหรือเปล่าครับ”

เมื่อฉันพยักหน้าว่าใช่ ไปป์มีสีหน้าผ่อนคลาย แต่แล้วฉัน

ก็ต้องกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์ เมื่อได้ยินเด็ก ๆ สั่งน้ำ


“ ออเร้นจ์ จูยซ์ พลีส” นี่เป็นเสียงน้องปัน

“ สไปร์ท จูยซ์ พลีส ” “ โค๊ก จูยซ์ พลีส” เสียงไปป์ และปูน ตาม มา

แม่นางฟ้า รับคำสั่งพร้อมอมยิ้ม พลางทวนคำส่ง “ วัน ออ

เร้นจ์ จูยซ์ วันสไปร์ท แอนด์ วันโค๊ก ...” “ เยส

มาดาม..” เด็กตอบเกือบพร้อม ๆ กัน อืมม ไม่เลว ไปฝึก

จากไหนมานี่ แล้วฉันก็เห็นน้องปัน กระซิบกระซาบกับ

น้องแฝดว่า

“ สไปร์ท กับ โค๊ก เฉย ๆ ไม่ต้องจุยซ์นะ ” ดูเหมือนน้อง

สองคนเริ่มขาดความมั่นใจ ฉันสังเกตได้เพราะหลังจากนั้น

ทั้งสองจะสั่งทุกอย่างตามพี่ปันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น

อาหารหรือน้ำดื่มเพิ่มเติม



“ ชิคเก้น นูเดิ้ล พลีส”

“ ชิคเก้น นูเดิ้ล พลีส”

“ ชิคเก้น นูเดิ้ล พลีส” เอะ ไปป์ สั่งไก่ด้วยเหรอ ลูกคนนี้

ไม่เคยชอบไก่เลยนี่นา เอาแล้ว...บททดสอบด่านแรก

ต้องกินอย่างเลือกไม่ได้ แม่ช่าชอบนักเชียวแบบนี้ ก็

บอกแล้วงัย ชอบแกล้งลูก :P


ฉันกำกับให้ลูกกรอกใบเข้าเมืองด้วยลายมือเอง พร้อม

อธิบายถึงความจำเป็นที่ต้องมีใบผ่านด่าน ใบตรวจโรค

และ ใบสำแดงสัมภาระต่างๆ ซึ่งก็เป็นความรู้ใหม่ของพวก

เขา เพราะหากมากับบริษัททัวร์ก็อาจไม่รู้ขั้นตอนต่าง ๆ

เหล่านั้น เพราะว่าทางทัวร์จะให้บริการทั้งหมด


ทุกอย่างในประเทศนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งใหม่สำหรับลูก ๆ เรา

เข้าแถวซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินเอง เราศึกษาเส้นทางต่าง ๆ

จากแผนที่ ซึ่งมีที่ให้หยิบตามสบายอยู่หลายจุด ภายใน

สนามบินก่อนออกนอกอาคาร มีการวางแผนและเลือกที่

จะไปที่ไหนก่อนหลังโดยการอาศัยเส้นทางรถไฟฟ้าที่ทาง

เดียวกัน ซึ่งเด็ก ๆ คุ้นเคยกับการดูแผนที่อย่างเชียวชาญ

อยู่แล้วตั้งแต่เที่ยวภายในประเทศ ดังนั้น การหันทิศ หรือ

แม้แต่สังเกตชื่อถนน จุดสนใจหรืออาคารที่เป็น land

mark ก็เป็นจุดอ้างอิงในการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ได้

เป็นอย่างดี


รถเมล์ และรถไฟที่คุ้นเคยในเมืองไทย ( ตอนนั้น ) เทียบ

ไม่ได้กับรถไฟใต้ดินที่เมืองนี้ มันช่างสะอาดและเดินทาง

ได้รวดเร็วอย่างมาก การซื้อตั๋วด้วยเครื่องหยอดเหรียญ

เครื่องหมายขีดเป็นตารางบนชานชลาที่แสดงถึง การเข้า

ออกเป็นแถวทั้งตอนเข้าและออกจากรถไฟฟ้า การสังเกต

สีของสายรถไฟฟ้าต่าง ๆ ต้นทางและปลายทางรวมถึง

inter section ในแต่ละจุด

-----------------------

จากคุณ : ชราร่า - [ 4 ก.พ. 50 14:53:02 ]






ความคิดเห็นที่ 4

ชั้นสองของรถเมล์ของฮ่องกงเป็นที่นั่งประจำของพวกเรา

ก็แหม มันสูงกว่า มองวิวสวยได้ไกล เด็ก ๆ จะร้องกรี๊ด

กร๊าดด เมื่อรถขับไปใกล้ป้ายโฆษณาที่ใหญ่ บี๊กบี้ม ตาม

ถนนที่ห้อยลงมาต่ำเฉียดหลังคารถด้วยความหวาดเสียว

และสงสัยกันถ้วนหน้าว่าทำไมไม่ต้องมีกระเป๋ารถเมล์ แค่

หยอดเหรียญตามราคาที่ข้างรถกำหนดก็ผ่านเข้าไปในรถ

ได้ ไม่ต้องมีใครมาตรวจว่า จ่ายหรือไม่ จ่ายครบหรือเปล่า


“ ถ้าเราให้เกินราคาที่เขากำหนดล่ะแม่..”

“เขาไม่มีระบบทอนหรอกลูก ทุกคนรู้หน้าที่และรับผิด

ชอบตัวเองในการเตรียมเงินให้ครบจำนวนค่ะ”


“ ดีเนอะ ทำไมเมืองไทยเราไม่มีแบบนี้..”

“ ก็คงมี..แต่คนให้ไม่ครบ หรือไม่ก็ไม่จ่ายเงินเลย...” คำ

พูดของลูกสะท้อนให้เห็นว่าเขารู้จักสังคมที่เขาอยู่ดีเพียง

ไร แต่คราวนี้ล่ะ ลูก ๆ ก็จะได้เห็นว่า คนบ้านอื่นเมืองอื่น

ก็มีวินัยและต้องรับผิดชอบได้ โดยไม่ต้องมีใครมาคุม

ทุกอย่างต้องมีสำนึก โดยเฉพาะจิตสำนึกของแต่ละบุคคล



นอกจากระบบการจ่ายค่ารถเมลล์ แล้ว ลูกยังเห็นการขาย

หนังสือพิมพ์โดยไม่มีเด็กเล็ก ๆ ตามสี่แยก หนังสือพิมพ์

กองอยู่ในกล่องพลาสติกใส ใครหยิบก็จ่าย โดยวางเงินใน

กระป๋องที่อยู่ข้าง ๆ ตู้หยอดเหรียญสำหรับน้ำดื่ม สำหรับ

ขนม และ สำหรับอื่น ๆ ซึ่งไม่ต้องมีคนยืนเฝ้าเหมือนบ้าน

เรา ก็แปลกใจว่าแล้วต้องเปลืองเงินซื้อตู้ที่มีระบบนี้มา

ทำไม ถ้าต้องจ้างคนอีก แม่ช่าชี้ให้เห็นประเด็นต่าง ๆ

เหล่านี้ และปล่อยให้ลูกถกกันเอง ก็ได้รู้แนวคิดของลูก

ๆ มากขึ้น ก็สนุกดี



หลายมื้ออาหารที่ให้ลูกเลือกว่าจะกินแบบไหน ส่วนใหญ่ก็

เลือกที่จะไปกินอาหารจานด่วนแบบ McDonald ซึ่งช่วง

เวลานั้นถือเป็นของใหม่สำหรับลูก ๆ คงอยากลองดูว่ารส

ชาติเหมือนกันไหม


“.. ไปยืนดูที่ป้ายหน้าเคาน์เตอร์นะว่า ลูกจะกินอะไรบ้าง

ทั้งหมดราคาเท่าไร กลับมาเอาตังค์กับแม่ แล้วไปยืนรอ

คิวซื้อเองทุกคน...”


บางคนก็กลับมาเอาเงินในจำนวนที่แตกต่างกันไป แม่ช่า

กับพ่อช้างก็มักจะฝากซื้อในเมนูเดียวกันเพียงเพิ่มจาก

จำนวน one เป็น two


“… ตกลงจะกินอะไรปูน..” “ บิ๊กแมคครับ..”


“ งั้นพ่อฝากด้วยนะปูน เอ้า นี่เงิน ดูนะว่าต้องทอนด้วย

หรือเปล่า..”


“ ไหน ปูนลองพูดให้แม่ฟังซิ เดี๊ยวจะสั่งเขาอย่างงัย...”


ปูนทำหน้าอย่างตั้งใจเหมือนกำลังจะท่องศัพท์หน้าชั้น


“ two big mac and two coke please”


“ ดีมากลูก ไปเลย ...”

“ เอ้า ปันล่ะ ว่างัย กินอะไร” “ ปันจะกินชีสเบอร์เกอร์”

“ สั่งเผื่อแม่ด้วย แต่ไม่เอาโค๊ก นะจะแบ่งกินกับพ่อ ไหนพูดซิ..”

“ two cheese burger and one coke please..”

“ โห เยี่ยมเลย ไป ลองดูลูก พูดดัง ๆ นะ” กำชับด้วย

กลัวว่าลูกจะพูดไม่มั่นใจ แล้วถ้าเขาย้อนถามกลับก็จะทำ

ให้ความมั่นใจหายไปได้ง่าย ๆ



จากคุณ : ชราร่า - [ 4 ก.พ. 50 14:56:26 ]






ความคิดเห็นที่ 5

ความสูงของลูกทั้งสาม สูงกว่าเคาน์เตอร์นิดเดียว แม่ช่า

และพ่อช้างนั่งที่โต๊ะและกลั้นใจดูความเป็นไปของลูก โดย

ไม่ได้ลุกไปด้วย เหมือนส่งลูกไปออกศึกอย่างงัยอย่าง

งั้น ไม่เป็นไร อย่างมากก็ไม่ได้กิน หรือไม่ก็กินของแพง

หน่อย ถ้าได้เงินทอนไม่ครบ คิดแบบนี้


ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ถูกมากไม่ใช่หรือ



ลูกเดินยิ้มกลับมา คนที่หนึ่ง... คนที่สอง... แล้วก็คนที่

สาม... เย้ ... ได้ของกลับมาตามสั่งด้วยเงินทอนครบเรียบ

ร้อย



“ ตื่นเต้นมากเลยแม่ นึกได้ว่าแม่บอกให้พูดดัง ๆ ก็พูด

ออกไปเลย หัวใจเต้นเร็วมาก เมื่อกี้..” ลูกอวด ด้วยความ

ภูมิใจ


คราวต่อมา ไปกิน food court น้องปันสั่ง


“ one เปาะเปี๊ยะ …” “ what ? !!! ”


ปันวิ่งหน้าตื่นกลับมาที่โต๊ะ ถามว่าทำไมคนจีนไม่รู้จัก

เปาะเปี๊ยะ ล่ะ

“ spring roll ลูก ไม่ใช่เปาะเปี๊ยะ” ลูกก็สงสัยว่า ทำไม

เปาะเปี๊ยะไม่ใช่ภาษาจีน


แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องนี้ก็ทำให้ยัยปันเสีย self นิด

หน่อย ต่อมาก็รู้กันอีกว่า เกาลัด ที่คั่วร้อน ๆ อยู่ข้างทาง

มากมาย ก๋วยเตี๊ยวเส้น ก็ไม่ใช่ภาษาจีน ดังนั้นมื้ออาหาร

ส่วนใหญ่ ก็มักจะผูกกับ McDonald เพราะลูกจะมั่นใจใน

การสั่งมากกว่าอาหารชนิด


อื่น ๆ วันหลัง ๆ ก็เริ่มบ่นว่าเบื่อ


“ ก็แล้วทำไมลูกไม่กินอย่างอื่นบ้างล่ะ..” ลูก ๆ ก็เงียบ

แต่ฉันก็ไม่ทันสังเกต


หนึ่งในโปรแกรมก็คือไปส่วนสนุก โอเชี่ยนปาร์ค พ่อช้าง

ให้เด็ก ๆ ทุกคนถือแผนที่ของสวนสนุก คนละแผ่น ก่อน

จะเดินเที่ยว ก็ต้องวางแผนกันว่า มีการแสดงของสัตว์ชนิด

ต่าง ๆ ที่ไหน เวลาใดบ้าง จะได้ไปครบให้ได้มากที่สุด

และการเดินเที่ยวอย่างไรที่ใช้เวลาน้อยที่สุด การแสดง

แบบไหนที่เด็ก ๆ อยากดูมากที่สุดจนถึงน้อยที่สุด เขียน

เลขกำกับไว้ 1, 2, 3 ตามลำดับ

ห้าคนเอาหัวชนกันวางแผนกันพักใหญ่ ก่อนจะออกเดิน

เที่ยวตามแผนที่วางไว้


และตามเคย ทุกคนมีภาระในการรับผิดชอบเป้ของตัวเอง

ประเภทแม่กับพ่อถือสัมภาระให้ตัวเอียง แล้วลูก ๆ เดินกัน

ตัวปลิว คงไม่ใช่สิ่งที่แม่ช่าจะทำเด็ดขาด


คือไม่อยากรังแกลูกอ่ะนะ


ทริปฮ่องกงเป็นทริปที่สนุกมาก เด็ก ๆ มีความทรงจำที่ดี

จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าบางคร้งแม่กับพ่อจะใจดำกับลูกบ้างก็

เหอะ

จากคุณ : ชราร่า - [ 4 ก.พ. 50 14:59:18 ]






ความคิดเห็นที่ 6

ปีถัดมา ฉันมีประชุมที่ประเทศสิงคโปร์ งานเสร็จวันศุกร์

ก็อยากพาลูกเที่ยวเสาร์และอาทิตย์ ครั้งนี้พ่อช้างต้องมี

งานที่ต่างจังหวัด ทำงัยล่ะ ง่ายมากเลย เด็กอายุ 10

และ 11 ขวบเดินทางโดยลำพัง พ่อช้างส่งต้นทาง แม่ช่า

รับปลายทาง ระหว่างทางก็ดูแลกันเอง มีโทรไปใช้บริการ

กับทางสายการบินให้ช่วยดูแลให้ ประกอบกับเวลาบินสั้น

มาก ก็เป็นประสบการ์ณที่ดีมากสำหรับเด็ก ๆ


ตอนเด็ก ๆ อยู่มัธยมต้น ฉันเริ่มส่งให้ลูกได้ฝึกอยู่กับตัว

เอง และเพื่อน ๆ ให้ไกลออกไปอีกหน่อย กับโครงการ

summer camp ที่ออสเตรเลีย เพื่ออยากให้เปลี่ยนแปลง

ทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่ อากาศ อาหาร และภาษา ด้วย

ทุนทรัพย์ที่ค่อนข้างจำกัด


เราจึงส่งเด็ก ๆ ไปกันปีละ 1 คนเท่านั้น



ปันถูกส่งไปเป็นคนแรก เป็นงี้แหละสำหรับลูกคนโต ก็

ต้องไปศึกษาและดูลู่ทางให้น้อง ๆ ต่อไป แล้วก็มีเย็นวัน

หนึ่งซึ่งยังเป็นอาทิตย์แรกที่ลูกไปถึงประเทศออสเตรเลีย

ปันโทรเข้ามาที่มือถือ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลก เพราะทุก

ครั้งที่ไปเข้าค่ายหรือใด ๆ ที่ออกห่างบ้าน ลูก ๆ จะไม่

ค่อยโทรเข้าบ้าน แม่ช่าเองก็โทรไปหาน้อยครั้งมาก ดัง

นั้นขณะที่รับสายลูก ก็ใจเต้นไม่ค่อยเป็นจังหวะ ด้วยเกรง

ว่าจะเป็นเรื่องร้าย มากกว่าเรื่องดี


“ แม่ ๆ ปันนะคะ..”


“ เป็นงัยลูก สนุกไหมค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือเปล่า..”


“ เรียบร้อยค่ะ แม่ แต่ปันอยากมีเรื่องหนึ่งจะบอก...”



เอาแล้ว... อะไรหว่า ใจตึ๊กตั๊ก ยิ่งอยากรู้ แต่ก็ต้องทำใจดี

ๆ ไว้


“ มีรัยเหรอคะ ลูก บอกแม่ได้นะ ไม่ต้องห่วง...”

“ แม่จำตอนเราไปฮ่องกงได้ไหม เมื่อสองปีที่แล้ว.... ตอน

นั้น แม่ให้เราทำทุกอย่างเอง ..ถือกระเป๋าเป้ ซื้อตั๋ว

รถไฟฟ้าเอง พูดซื้อของเอง สั่งข้าวกินเอง...” แล้วเสียงก็

เงียบไป ฟังคล้ายลูกกำลังสะอื้นอยู่


“ จำได๊ ซิ พวกเราสนุกกันมากเลยใช่ไหม ทริปนั้น...” แม่ช่าแกล้งเถลไถล

“ ก็สนุกนะแม่ แต่แม่รู้ไหม คราวนั้น ปันโกรธแม่มาก

เลย ปันรู้สึกว่าจริง ๆ แล้ว แม่ช่วยลูก ๆ ได้ เพราะแม่พูด

ภาษาได้ พ่อก็พูดจีนได้ แต่ปันกับน้องก็ต้องกิน Mac ทุก

วัน จนเบื่อ ไม่ใช่ว่าชอบนะช่วงหลัง แต่ไม่กล้าสั่งอย่าง

อื่น แม่ก็ไม่คิดจะช่วยเลย..”


“ ปันเคยคิดว่าทำไมแม่ไม่ช่วย หรือว่าแม่ไม่เห็น หรือไม่

รู้สึกว่าลูกลำบาก ปันกับน้องก็โกรธนะ...”

ก็ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ ปันก็บอกว่า


“ แต่ว่าวันนี้ ครูปล่อยพวกเราเข้าเมืองที่ Melbourne ให้

เที่ยวตามอิสระ และนัดว่า ตอนบ่ายสองโมง รถจะไป

รับ...”


“ ถึงประมาณเที่ยง พี่เลี้ยงที่ไปด้วยบอกว่าให้รอที่คล้าย ๆ

ห้าง เพราะพี่ต้องไปซื้อยา รอถึงบ่ายโมงกว่า ๆ พี่ก็ยังไม่

มา เพื่อน ๆ ปันก็บอกว่าหิวข้าวมาก เพราะวันนี้ไม่ได้เตรียม

กล่องข้าวมากัน น้องคนหนึ่งหิวและกลัวว่าพี่จะไม่มารับจน

ร้องไห้ คนหนึ่งร้อง อีกคนเห็นก็ร้องอีก”

จากคุณ : ชราร่า - [ 4 ก.พ. 50 15:03:41 ]






ความคิดเห็นที่ 7

“ ปันเห็นมีร้าน McDonald ก็บอกให้เพื่อนไปกินที่นี่กัน

แต่เพื่อน ๆ ก็กลัวเพราะสั่งไม่เป็น ปันก็เลยเป็นสั่งให้

เพื่อน ๆ ทั้งหมด 14 คนกิน...ตอนสั่งก็ต่อกันเป็นแถวยาว

ปันอยู่คนแรก แล้วสั่งทีละคน ๆ ”


“ ปันจะโทรมาบอกแม่ว่า ปันรู้แล้วว่าทำไมแม่ถึงปันกับ

น้อง ๆ ทำกันเองจัดการกันเอง ตอนที่สั่ง ปันพูดเสียงดัง

ๆ... และพูดชัด ๆ... และพูดทีละคำ... อย่างที่แม่สอนว่า

ไม่ต้องกลัว..


ปันโทรมาเพื่อบอกแม่ว่าน้องปันขอโทษที่

โกรธแม่อยู่ตั้งนาน.. จริง ๆ แล้ว แม่สอนให้ปันรู้จักช่วยตัว

เอง...”



“ น้องปันดีใจมากเลยวันนี้ ที่ทำให้เพื่อนและพี่บางคน ที่

เข้าเคยเที่ยวต่างประเทศมากกว่าเราด้วยซ้ำ ก็ไม่กล้าพูด

ไม่กล้าสั่ง ต้องให้น้องปันทำให้ วันนี้น้องปันสั่งให้ทุกคน

จนเกือบสั่งให้ตัวเองไม่ทัน เพราะรถโรงเรียนมาพอดี..

ของน้องปันก็เลยบอกเขาว่า take home พี่คนขายเขายัง

หลิวตาให้น้องปันเลยบอกว่า you are super girl… ”



แม่ช่าฟังไปแรก ๆ ก็ตกใจว่า ปล่อยให้ลูกโกรธอยู่ตั้งนาน

ได้งัย ไม่รู้ตัว ต่อ ๆ มาก็น้ำตาไหลด้วยความปลื้มใจ ปลื้ม

ใจว่าในที่สุดเมล็ดพันธุ์เม็ดนี้ ก็เริ่มแตกหน่อ ชูช่อ และแผ่

กิ่งก้าน แตกใบ ให้ได้ชื่นใจกับความพยายามบ่มและเพาะ

เลี้ยงด้วยความอดทนและอดกลั้น


เราต้องยอมให้กิ่งไม้เหล่านั้น ตากลมโดนแดดบ้างเพื่อให้

แกร่ง และ อดทนกับสภาวะที่คาดไม่ได้ เดาไม่ออก เพื่อ

เขาจะได้มีภูมิคุ้มกันที่กล้าแกร่งต่อไป


ก่อนวางหู ปันบอกให้ฉันตัวลอยว่า

“ แม่ You are my super Mom นะแม่”

จากคุณ : ชราร่า - [ 4 ก.พ. 50 15:06:59 ]






ความคิดเห็นที่ 8

มาปาดหรือเปล่า?

สวัสดี พี่ช่า ครับ

ลูกชายคนโตผมตอนนี้ สิบเอ็ด

อยากส่งไปซัมเมอร์ ญี่ปุ่นจัง อิอิ

คงต้องไปอยู่กับคุณตา อายุ 95

ผมนึกภาพไม่ออกเลย อิอิ

จากคุณ : กุ้งไร้สาร - [ 4 ก.พ. 50 16:58:55 ]






ความคิดเห็นที่ 9

.









จากคุณ : akae - [ 5 ก.พ. 50 07:29:17 ]






ความคิดเห็นที่ 10




เหนือคำบรรยายแล้วครับ จะชมดี ก็ดูน้อยเกินไป จะบอกว่าซึ้ง ก็ยังไม่เท่ากับที่ใจรู้สึก


น้องปันพูดถูกแล้วครับ แต่ลืมชมพ่อช้างไปอีกคนนะ









จากคุณ : wasansem - [ 5 ก.พ. 50 09:22:13 ]






ความคิดเห็นที่ 11

You are super Mom.




จากคุณ : คนล่าห่าน - [ 5 ก.พ. 50 09:34:29 ]






ความคิดเห็นที่ 12

You are super Mom. ด้วยคนครับ

ยกนิ้วกี่นิ้วก็ไม่พอครับ ได้อะไร ๆ เยอะอีกแล้วครับ

ขอบคุณแม่ช่ามาก ๆ ครับ









จากคุณ : ozzyii - [ 5 ก.พ. 50 10:41:21 ]






ความคิดเห็นที่ 13

แม่ผมครับ แม่ผม............




จากคุณ : Vprawat - [ 5 ก.พ. 50 10:55:37 ]






ความคิดเห็นที่ 14

ยินดีด้วยครับ กับลูกๆที่มีแม่น่ารัก สำหรับแม่ที่มีลูกน่ารัก

จากคุณ : trakulsom (trakulsom) - [ 5 ก.พ. 50 15:01:44 ]






ความคิดเห็นที่ 15

คุณวรงค์ :- น้องวศิน 11 ขวบแล้วเหรอ เร็วเนอะ คงตัวโตและสูงขึ้นมากแล้ว ตอนนั้นที่เจอ มีแววหล่อเหมือนพระเอกญี่ปุ่น ตอนนี้ก็คงหล่อไม่แพ้พ่อ เรื่องส่งไปที่ญี่ปุ่น
ตอน summer ขอสนับสนุนค่ะ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ไปฝึกภาษา และมีคุณตาคอยดูให้ด้วย ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมั่งคะ อิจฉาจัง

----------------

คุณเอเก๋:- มาส่งกำลังใจให้ทุกเที่ยวเลยนะคะ ขอบคุณมาก ๆ แม้ ไม่พูดอะไร แต่ก็ปลื้มมาก ๆ ค่ะ ขอบอก

--------------------

คุณวสันเษม ฯ:- เรื่องพ่อช้าง น้องปันไม่ได้ลืมค่ะ เพราะหลังจากนั้น ก็ส่ง postcard มาให้พ่อ แล้วก็ขอบคุณพ่อที่
เอาใจช่วยมาตลอด ตอนกลางคืน พ่อกับลูก ๆ ชอบแอบ
แม่ช่า ไปบอกศัพท์ลูก ๆ ค่ะ แอบรู้ค่ะ แต่ก็ทำไม่รู้เรื่องซะงั้น

--------------

คุณห่าน :- YOU ARE SUPER DAD ค่ะ

--------------

คุณออสซี่ :- ขอบคุณสำหรับนิ้วที่ยกให้ค่ะ หวังว่ามีประโยชน์บ้างนะคะ

---------------

หมอวัติ:- จะให้เป็นแม่จริงเหรอ โหดนะ บอกก่อน อิอิ

------------------

คุณtrakulsom ;- ขอบคุณค่ะ คุณก็เช่นกัน คงเป็น Super Dad ของลูกแน่ ๆ เลย

-------------------

จากคุณ : ชราร่า - [ 5 ก.พ. 50 22:43:33 ]






ความคิดเห็นที่ 16

หมอวัติ:- จะให้เป็นแม่จริงเหรอ โหดนะ บอกก่อน อิอิ


ผมชอบ ซาดิสซ์ ครับ

จากคุณ : Vprawat - [ 6 ก.พ. 50 11:30:31 ]






ความคิดเห็นที่ 17

แอบมาอ่านครับ อ่านแล้วน้ำตาคลอเลยครับ ดีใจแทนลูกๆที่มีแม่น่ารักครับ You are super Mom.

จากคุณ : w.tesla - [ 7 ก.พ. 50 13:23:46 ]






ความคิดเห็นที่ 18



จากคุณ : ชราร่า - [ 7 ก.พ. 50 19:59:29 ]









 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2550 19:03:14 น.
Counter : 133 Pageviews.  

23> ผู้ดลใจ ตอนที่ 2

ตอนนั้น ลูกทั้งสามกำลังเปลี่ยนแนวคิดของตัวเอง พอพี่

ปันทำได้แล้ว แม่ช่าก็ยกตัวอย่างใกล้ ๆ ตัวให้ดูว่า เห็น

ไหม ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามหรอกลูก

เมื่อเป็นดังนั้น น้องแฝด ก็มุมานะบ้าง แม่ช่าเห็นว่าไฟเริ่ม

ติด แล้วเร่งใส่เชื้อเข้าไป สิ่งแรก ๆ ที่ทำก็คือ พาลูกไป

นั่งฝึกสมาธิ เพราะเห็นว่าลูกไม่ได้โง่ เพียงแต่มีสมาธิกับ

สิ่งที่อยู่ข้างหน้าน้อยไปหน่อย เมื่อปิดเทอม ก็เลยส่งไปที่

ยุวพุทธของคุณแม่สิริ กรินชัย ซะ 7 วัน ทุกทีไปเข้าค่ายมี

แต่การเล่นสนุกสนาน โหวกเหวก

แต่ที่ธรรมสถานแห่งนี้ ห้ามคุยกันเด็ดขาด ฝึกให้มีสติ

และ สมาธิตลอดเวลา นั่งวิปัสสนาและหัดเดินจงกรม โดย

แม่ช่าก็หวังว่าแม้จะไม่ได้อะไรกลับมามากนักถือว่าได้ไป

ทำบุญภาวนาจิต ก็ยังดี



อีกสามวันจะครบกำหนด 7 วันที่ได้ส่งลูกไปที่ยุวพุทธ

อย่างที่เล่า ก็ได้รับใบแจ้งคะแนนสอบของน้องปัน แม่ช่า

ไม่เปิด ตั้งใจว่าจะให้ลูกเป็นคนเปิดเอง ก็รอจนวันที่ไป

รับ ก็ยื่นให้น้องปันเปิดใบคะแนนดู ตัวเลขในกระดาษทำ

ให้ลูกอึ้งไปพักหนึ่ง แล้วตะโกนว่า “น้องปันได้ที่หนึ่ง !!”

ดังก้องสถานที่ที่ต้องการความเงียบสงบแห่งนั้น ทุกคนใน

ที่นั้นหันมามอง หากเป็นเหตุการณ์ทั่วไปก็คงถูกตำหนิด้วย

สายตาแน่นอน แต่ด้วยคำพูดประโยคนั้น ทุกคนก็ให้อภัย

หลายคนก็กลับมองด้วยสายตาที่ยินดี พร้อมอมยิ้มที่ปาก



แม่ช่า ยื่นมือไปดึงกระดาษแผ่นประวัติศาสตร์นั้นมาดู ดึง

ลูกทั้งสามมากอดด้วยความดีใจสุด ๆ น้ำตาคลอ ตลอด

เวลาที่ขับรถกลับบ้าน ปูนและไปป์ดีใจและตื่นเต้นกับพี่ปัน

มากมาย ขณะที่พี่ปันยังอยู่ในอาการ งง ๆ ถามแล้วถามอีก

ว่า จริงเหรอ ครูพิมพ์ผิดหรือเปล่า เป็นเลข 11 มั่ง ส่งผิด

มั่ง ฯลฯ



ช่วงนั้นอยู่ระหว่างปิดเทอม ตั้งแต่รู้ผลสอบ ปันไม่ได้คุย

กับเพื่อน ๆ ในเรื่องนี้เลย ซึ่งเพื่อน ๆ ก็ไม่ได้ถาม เพราะที่

ผ่านมาหัวข้อผลสอบไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าคุยนักสำหรับน้อง

ปัน มีหนึ่งในกลุ่มเพื่อนซึ่งเป็นเด็กเก่ง สอบได้อันดับต้น

ๆ มาตลอด เปรย กับปันในสายโทรศัพท์



“ ปันรู้ไหมว่า คนได้ที่หนึ่งเทอมที่แล้วเป็นใคร เราได้ที่ 2

ก้อยได้ที่ 4 ยายหล่นไปที่ 6 เนี่ยะถามมาหลายคนแล้วก็

ยังไม่มีใครรู้เลย...” ปันเงียบ แล้วแอ๋วคนเก่งก็ถามต่อ

อย่างไม่ค่อยใส่ใจว่า ...


“ เออ แล้วเทอมนี้เป็นงัย เกรดดีขึ้นไหม ได้เท่าไร ปัน”


“เราได้ 3.75 ”


“ 3.75 อ้าว 3.75เหรอ ตัวเองนะ ได้ 3.75... ???”


“เราได้ 3.64..... งั้นปันก็ได้ที่หนึ่งซิ....”!!!!!!



จากคุณ : ชราร่า - [ 30 ม.ค. 50 23:01:13 ]






ความคิดเห็นที่ 2

..................

“.......เราได้ 3.64 งั้น... งั้น ปันก็ได้ที่หนึ่งซิ....” แอ๋วพูด

มาตามสาย หลังจากเงียบไปอึดใจใหญ่ ๆ ซึ่งนานมาก ๆ

ในความรู้สึกของน้องปัน แอ๋ววางหูไปเมื่อไร ปันจำไม่

ได้ แต่.. หลังจากนั้น เพื่อน ๆในกลุ่มซึ่งเป็นเด็กเก่งทั้ง

หมด ก็ระดมโทรเข้าบ้านเรา แต่ละสาย แต่ละคำพูด ทำ

ให้น้องปันวิ่งร้องไห้เข้ามาที่ห้องของแม่ช่าและพ่อช้าง

ฟูมฟายว่า



“ ไหนแม่ว่า เรียนเก่ง แล้วดี อย่างงัย.... น้องปันไม่มีเพื่อน

แล้ว ฮือออ ฮืออ....”



“… แอ๋ว โทรมาใหม่ พูดเสียงดังเลยว่า เขาแพ้ใครได้ทุก

คน ยกเว้นปัน เพราะปันเคยเป็นที่โหล่ของชั้น เขาจะแพ้คน

ที่เป็นที่โหล่ได้อย่างงัย..”


“..ก้อยก็ว่า น้องปันไปเรียนพิเศษที่ไหน ทำไมไม่บอก

แอบซุ่มเงียบคนเดียว มีอะไรดี ๆ ก็ไม่แบ่งปันเพื่อน เสีย

แรงที่ติว เลขให้ แต่แอบไปมีที่เรียนเอง คราวหลังไม่ต้อง

มาพูดด้วยแล้ว” พูดพลางสะอื้นไป



“ยายก็ว่า น้องปันขโมยเอาหนังสือเข้าห้องสอบ ยายว่า

น้องปันต้องทุจริตแน่ ๆ เขาจะฟ้องคุณครูประจำชั้นพรุ่งนี้

เลย ฮือออ ฮืออ...”



“น้องปันไม่ไปโรงเรียนแล้วดีกว่า ไปแล้วไม่มีเพื่อนคุย

ไม่มีเพื่อนคบด้วย ไหนว่าเรียนเก่งแล้วมีทุกอย่างงัยแม่

ปันไม่มีอะไรแล้ว ไม่เชื่อแม่แล้ว .....”


ใจแม่ช่าแทบขาดรอน ๆ โอ้หนอ เด็กน้อย ฉันไม่โทษ

เพื่อน ๆ ของปันที่จะตกใจแล้วใช้คำพูดที่ไม่ถนอมน้ำใจกัน

ขนาดนั้น ฉันเองยังไม่หายตกใจกับผลสอบที่กลับ ตลปัต

ร ขนาดนั้น นับประสาอะไรกับเด็ก ๆ พวกนี้ เสียงปันวิ่ง

กลับเข้าห้องปิดประตูปังใหญ่ เสียงร้องไห้ตามหลังไป

ปล่อยเขาก่อนให้เขาสงบจิต สงบใจมากกว่านี้ก่อน แล้ว

ค่อยมาพูดคุยกัน แต่สมองฉันตีบและตันไปหมด หา

ทางออกให้ลูกไม่ได้

จากคุณ : ชราร่า - [ 30 ม.ค. 50 23:05:33 ]






ความคิดเห็นที่ 3

หลังจากตั้งสติทั้งแม่และลูกกันพักใหญ่ ก็ไปปลอบใจ

ลูก โอบลูกมากอดไว้ พูดอย่างอ่อนโยนกับลูกที่มีน้ำตา

นองหน้า และยังสะอื้นไม่สะเด็ดน้ำดีว่า



“ฟังแม่อีกหน่อยนะ น้องปัน... ฟังแม่ก่อน อย่าเพิ่งตีโพย

ตีพายแบบนี้ แม่เข้าใจลูกกับเพื่อน ๆ ของลูกนะ เพียงแต่

แม่จะบอกว่า การที่น้องปันได้ที่หนึ่ง ไม่ได้แปลว่าทำให้

แอ๋วได้เป็นที่สองนี่นา..... ห้องหนึ่ง ๆ จะมีที่หนึ่งกี่คนก็ได้

นี่ลูก ใช่ไหม แอ๋วเขาทำไม่ได้ที่หนึ่งเอง จะโทษเราไม่

ได้ น้องปันจะยินดีไหม ถ้าแอ๋วได้เป็นที่หนึ่งเหมือนลูก

เป็นที่หนึ่งสองคน... ” ลูกพยักหน้า



“แล้วคิดว่าแอ๋วทำได้ไหม ...”ลูกพยักหน้าอีก “นั่นงัย แต่

คราวนี้เขาไม่ได้ตั้งใจพอ ถ้าเขาตั้งใจเหมือนที่ผ่านมา เขา

ทำได้แน่นอน...”



“แล้วที่ผ่านมา น้องปันคิดว่าน้องปันแข่งกับแอ๋วหรือเปล่า

หรือแข่งกับตัวเอง...”


“ถ้าลูกแข่งกับตัวเอง ก็ไม่ต้องสนใจใครเลย แล้วลูกคิด

ว่าครั้งนี้ลูกชนะตัวเองไหม... แล้วอยากชนะอีกไหม”



“…ที่ผ่านมา ลูกคิดว่าเรื่องเรียนมันยากไหม เห็นไหม มัน

ไม่ยากอย่างที่เราคิดถ้าเราตั้งใจจริง ๆ ใช่ไหมลูก” ลูกเริ่ม

นิ่งและคิดตามที่ฉันพูด



“ ถ้าแม่เป็นน้องปัน สิ่งที่แม่จะทำต่อไปคือ พิสูจน์ตัวเอง

ให้เพื่อนเห็นว่าเราไม่ได้แอบซุ่ม ใครจะให้เราติว น้องปัน

ก็ต้องทำให้เขา เราเองจะได้ทบทวนด้วย อีกอย่างหนึ่งก็

คือ น้องปันต้องพยายามสอบได้คะแนนดีขึ้นไปอีก หรือ

ไม่ต่ำกว่านี้ เพื่อให้ยายเห็นว่าเราไม่ได้แอบลอกข้อสอบ

หรือจดโน๊ตเข้าห้องสอบ น้องปันทำด้วยความสามารถของ

ตัวเองจริง ๆ ”


“เอางี้ แม่อยากให้ลูกคิดว่า ใครไม่เชื่อเราไม่เป็นไร น้อง

ปันรู้ตัวเองว่า ตัวเองเป็นอย่างไร และที่สำคัญที่สุด แม่

คนนี้เชื่อลูกว่าลูกทำได้ และภูมิใจในตัวลูกมากที่สุด แม่

ไม่สนใจว่าใครจะว่าลูกแม่ว่าเป็นคนอย่างไร เพราะแม่เห็น

ลูกมาตลอด เราพยายามกันมามากแค่ไหน แม่รู้ น้องปัน

ก็รู้ แล้วจะทิ้งไปเฉย ๆ ได้อย่างงัยลูก ใช่ไหม...”


“ตอนเราเดือดร้อน เรียนหนังสือไม่เข้าใจ ใครก็ช่วยไม่

ได้ เราต้องร่วมมือกันช่วยตัวเองขึ้นมา พอเราเริ่มเก่งขึ้น

ทำไมต้องสนใจว่าคนอื่นจะเข้าใจผิดเราอย่างงัย ในเมื่อ

สิ่งที่เราทำอาจจะไม่ได้ดีกับเขา แต่เป็นสิ่งที่ดีกับตัวเราเอง

ในอนาคต... ”



“ พยายามต่อไปลูก เพื่อพิสูจน์ตัวเองกันอีกครั้งหนึ่ง”

จากคุณ : ชราร่า - [ 30 ม.ค. 50 23:08:13 ]






ความคิดเห็นที่ 4

ในปีถัดไป เมื่อขึ้นชั้นมัธยมปีที่ 5 เราวางแผนเพื่อจะไป

สอบเทียบชั้น และสอบ entrance เลยโดยไม่ต้องผ่านการ

เรียน ม. 6 ในโรงเรียน !!!


อาจหาญไหม คุณว่า ....

ปันเรียนหนักขึ้น มุมานะมากอย่างเห็นได้ชัด โดยมีแม่ช่า

อยู่เคียงข้างตลอดทุกครั้ง เมื่อเว้นว่างจากงาน สิ่งบันเทิง

ในบ้าน เปิดและปิดเป็นเวลา กินข้าวนอกบ้านบ้าง ดูหนัง

ในโรงบ้าง หากมีรายการดี ๆ ทำบุญที่วัดเมื่อมีโอกาส ร่วม

ทั้งทุกข์และสุข อย่างไม่เคยทิ้งกันตลอดระยะเวลากว่า 1

ปี



และแล้วน้องปันก็ทำได้อีกครั้ง คือ สอบ entrance เข้า

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา ได้เพียงคนเดียวในระดับชั้น ม. 5

ทั้งหมดของโรงเรียน !!!



จากนักเรียนที่ทางโรงเรียนไม่รับเรียนต่อในชั้น ม. 4 จน

แทบหาที่เรียนไม่ได้แต่สามารถเรียนข้ามชั้นและสอบเข้า

มหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของรัฐ ในชั้น ม. 5 ขณะที่

แอ๋ว ก้อย ยาย และ ใครอื่น ๆในกลุ่มยังเรียนต่อ ม. 6

ค่อยมาเข้ามหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา


ขณะนั้นปันมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น


ทั้งหมดจึงเป็นแรงบันดาลใจที่ดีเยี่ยม แก่แฝดปูนไปป์ ทั้ง

สองก็สามารถสอบเข้าได้ในอีกสองปีถัดมา อย่างที่แม่ช่า

ได้เล่าไปในตอนที่แล้ว



ด้วยคณะนี้เป็นความใฝ่ฝันของลูก ปันจึงเรียนได้อย่าง

สนุกสนานตลอดเวลา ตอนปีหนึ่งปันก็เข้าร่วมเป็นทีมงาน

ประชาสัมพันธ์ฟุตบอลประเพณีจุฬา ธรรมศาสตร์ ปีสอง

ปันได้เป็นหัวหน้าชั้นปี เมื่อขึ้นปีสาม ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นตัว

แทนคณะ ฯ เข้าร่วมประชุมและทำกิจกรรมร่วมกันทุกครั้ง

ที่ทางมหาวิทยาลัยมีงาน หรือโครงการใด ๆ ที่ได้รับมอบ

หมาย


อาจารย์บางคนที่เคยสอนฉันที่นี่เมื่อ 20 กว่า ปีที่แล้ว ก็ได้

มาสอนลูกสาวฉันอีก งานชุมนุมศิษย์เก่าของคณะ ซึ่งจัด

ขึ้นทุกปี ฉันจึงมีตำแหน่งเป็นทั้งแม่และรุ่นพี่คณะในเวลา

เดียวกัน



ใครเคยพูดว่า มีลูกเหมือนมีห่วงมาผูกคอ แต่ฉันว่าหาก

รู้จักดูแล และ จัดวางห่วงนี้ให้ดี ในตำแหน่งที่เหมาะ มันก็

สามารถใส่ได้ดูดี และทำให้เรามีความสุขได้ไม่น้อยเลย

แหละ แม้จะเป็นห่วงที่หนักหน่อยก็เหอะ



จากคุณ : ชราร่า - [ 30 ม.ค. 50 23:16:21 ]






ความคิดเห็นที่ 5

.









จากคุณ : akae - [ 31 ม.ค. 50 07:19:12 ]






ความคิดเห็นที่ 6

..


ชีวิตการแข่งขันของเด็กๆ...


เป็นภูมิคุ้มกันไปถึงการแข่งขันในวัยทำงานได้เช่นกัน...


น้องปันโชคดีที่ได้รับบทเรียน และมีคนคอยประคับประคองอยู่เคียงข้าง


ดีใจกับน้องปันและแฝดคู่ - ปูน -ไปป์ จริง...


ที่มีครอบครัวที่อบอุ่นและเข้าใจ ร่วมก้าวไปเป็นกำลังใจให้กันเสมอๆ


เขียนได้ไม่เท่าที่ใจอยากเขียน..เลยครับ



แล้วต้องบอกจริงๆ ว่าได้สิ่งดีๆ ทุกครั้งที่อ่านเรื่องของพี่ช่า..



ขอบคุณครับ...
แก้ไขเมื่อ 31 ม.ค. 50 07:24:29

จากคุณ : คนล่าห่าน - [ 31 ม.ค. 50 07:22:24 ]







ความคิดเห็นที่ 7

ไม่ยอม ซุนเอ มาตัดหน้าได้ไง..

ป๋มมาก่อนนะ









จากคุณ : คนล่าห่าน - [ 31 ม.ค. 50 07:23:37 ]






ความคิดเห็นที่ 8

ฮิฮิฮิ...ไม่ได้หรอกครับพี่ห่าน เดี๋ยวคุณแม่ฯไม่ปลื้ม...









จากคุณ : akae - [ 31 ม.ค. 50 07:31:38 ]






ความคิดเห็นที่ 9

ชอบจริง ๆครับเรื่องของพี่ช่าเนี่ย .. ได้อะไร ๆ กลับมาอีกแล้ว









จากคุณ : ozzyii - [ 31 ม.ค. 50 09:31:41 ]






ความคิดเห็นที่ 10

ไม่ต้องแย่งกันนะครับ เดี๋ยวคุณแม่เข้ามาดุเอา


ซุนเอให้คุณปู่ห่านนั่งหน้าแล้วกันนะครับ สายตาำไม่ค่อยดีแล้ว


ส่วนคนที่เหลือเข้ามาก็นั่งให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ได้อ่านกันทุกๆ คน


แบบนี้ดีไหมครับคุณแม่ฯ
แก้ไขเมื่อ 31 ม.ค. 50 09:41:13










จากคุณ : wasansem - [ 31 ม.ค. 50 09:40:31 ]






ความคิดเห็นที่ 11

ยินดีด้วยครับ
ผมเป็นพ่อเด็กๆ
ผมทำได้แต่เฝ้ามองเขาเติบโต เหมือนปลูกต้นไม้
เพียงแต่อย่าไปรบกวนความมานะ ความคิดสร้างสรรค์ เขาช่างมหัศจรรย์เกินเรานึกได้

จากคุณ : trakulsom (trakulsom) - [ 31 ม.ค. 50 10:42:51 ]






ความคิดเห็นที่ 12

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ หน้าเดิม ๆ ยินดีค่ะ ไม่ต้องแย่งกัน

ที่นั่งว่างอยู่แล้วค่ะ


มีเพื่อนหน้าใหม่ ยินดีต้อนรับ trakulsom ( ตระกูลส้ม

เหรอคะ ? ) เด็ก ๆ อายุเท่าไรแล้วกัน การเฝ้าดูเขาเติบโต

มันช่างเป็นความสุขจริง ๆ นะคะ หวังว่าข้อเขียนคงมี

ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยค่ะ หากมีข้อแนะนำก็กรุณา

ด้วยนะคะ

จากคุณ : ชราร่า - [ 31 ม.ค. 50 20:43:05 ]






ความคิดเห็นที่ 13

พี่ช่าครับ น้องปันต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 16


มีปัญหาการปรับตัวบ้างหรือเปล่าครับ

จากคุณ : wasansem - [ 1 ก.พ. 50 10:27:33 ]






ความคิดเห็นที่ 14

คุณวสันเษม ฯ

ตอนเรียนปีหนึ่ง ดูไม่มีปัญหาเรื่องปรับตัวเท่าไร โดย

เฉพาะตอนปีหนึ่งแรก ๆ ต่อมาเริ่มมีปัญหาตอนไปเที่ยว

กลางคืนกับเพื่อน ๆ เพราะอายุไม่ถึง


แต่อันนี้คุณแม่ช่า ชอบ เพราะเป็นห่วง


ปันมีเพื่อนอีกคนชื่อ แท็ด อายุใกล้กัน เป็นสองคน

ในรุ่นที่มีอายุน้อยที่สุดของคณะนิเทศ


มีปัญหาอีกที ตอนไปเรียนที่เมกา น้องปันยังไม่มีสิทธิ์

เช่ารถเวลาจะไปเที่ยว และอีกหลาย ๆ อย่างทำให้ไม่ค่อย

สะดวกเท่าไร เมืองเขากฎก็เข้มงวดด้วย


เร็ว ๆ นี้ ความเป็นคนเรียนเร็ว อายุน้อยในกลุ่มเพื่อนเดียว

กัน ตอนทำงานพอได้ promote เป็นตำแหน่งระดับ senior

ก็มักจะหาลูกน้องไม่ได้ เพราะมักจะเจอคนที่อายุมากกว่า

จะอีหลักอีเหลื่อ กันพอควร นั่งทำงานเหนื่อยอยู่คนเดียว

เพราะไม่มีใครอยากได้ลูกพี่อายุมากกว่า



จากคุณ : ชราร่า - [ 1 ก.พ. 50 23:54:05 ]









 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2550 20:03:00 น.
Counter : 128 Pageviews.  

22>ผู้ดลใจ ตอนที่ 1

ตอนนี้นอกจากเพื่อนหลายคน ยุให้พิมพ์หนังสือแล้ว

ยังยุ ให้ทำ blog อีก เพราะคนมาทีหลังก็ไม่ทันได้ดู

กระทู้มันตกไปซะก่อน

แม่ช่าขอเวลาอีกนิดนะ เคยทำทิ้ง ๆ ไว้ก็จำไม่ได้แล้ว

อาจจะต้องไปรื้อความจำเสียใหม่ คนแก่ ram น้อยก็

อย่างงี้แหละ

ตอนนี้ก็ยาวสักนิดก็เลยตัดเป็นสองตอนนะคะ

จากคุณ : ชราร่า - [ 26 ม.ค. 50 21:51:07 ]













ความคิดเห็นที่ 1

ไม่ค่อยได้พูดถึงลูกสาวคนนี้เท่าไรนัก ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องราวที่

น่าสนใจมากมาย


แต่เนื่องด้วยวัยที่ห่างกันกับน้องแฝดเพียง 18 เดือน

ประกอบกับเป็นเด็กพูดน้อย ในขณะที่แฝดมีเรื่องราวให้

ตื่นเต้นได้ตลอดเวลา น้องปันซึ่งมีฉายาวัยเด็กว่า ปูนิ่ม จึง

เป็นพี่สาวที่มีบทบาทที่ให้ได้กล่าวถึงไม่มากนัก


วัยเยาว์ ปันเป็นเด็กเรียบร้อยอย่างที่บอก พี่ญัติ ซึ่งเป็นพี่

เลี้ยงแสนสะอาด ก็จะแต่งตัวให้น้องปันได้เรี่ยมเร้ เร ไร

ปะแป้งหน้าขาว หวีผมแสกเรียบกริบ เวลาไปโรงเรียน

กระโปรง รองเท้า ถุงเท้าสะอาดเรียบร้อย ที่ประทับใจทุก

คนในบ้านก็คือ ตอนออกจากบ้านไป เนี๊ยบเป็นอย่างไร

กลับมาถึงบ้านก็เนี๊ยบอย่างนั้น ไม่ได้ซกมกแบบเจ้าแฝด

เลย


ช่วงที่ฉันทำงานหนัก ๆ กลับบ้านดึก บ่อย ๆ ก็เป็นช่วงที่

น้องปันน่าสงสารที่สุด เพราะน้องแฝดก็มีกิจกรรมเยอะ พี่

เลี้ยงต้องประกบตลอดเวลา ดังนั้นหากเมื่อไรที่สถานที่ที่

ต้องไปสามารถอำนวยความสะดวกได้บ้าง ฉันก็ไม่เคย

รีรอที่จะมารับลูกจากที่บ้านไปทีทำงานด้วย เช่น ไป

production house เพื่อดูการตัดต่อหนังโฆษณา หรือ

ห้องอัดเสียง ก็มักมีที่ให้นั่งรอ แม้กระทั่ง ไปดูการถ่ายทำ

หนังโฆษณา เมื่อแน่ใจว่าลูกค้าไม่ได้มาด้วย ก็จะดอดไป

อุ้มลูกมาจากบ้านก่อนไปสถานที่ถ่ายทำ และด้วยความ

เรียบร้อยของน้องปันในช่วงนั้น ให้นั่งรอตรงไหน ก็อยู่นิ่ง

ๆ ตรงนั้น กระทั่งงานเสร็จ ก็กลับบ้านด้วยกัน พร้อมต้อง

ตอบคำถามที่เป็นข้อสงสัยมากมายระหว่างทาง หากเผลอ

หลับไปเพราะกว่าจะเสร็จก็เลยเวลานอนไปหลายชั่วโมง

อยู่ก็แบกปันขึ้นรถกลับบ้าน


“ แม่ ทำไมคนแสดงต้องใส่เสื้อสีเขียวด้วยล่ะ ไม่เห็นสวย

เลย...”

“ก็หนังเรื่องนี้โฆษณา ไมโล นี่ลูก ก็ต้องใส่สีเดียวกับ

กระป๋อง คนจะได้จำได้ ถ้าไปใส่สีส้ม ก็ไม่ใช่ไมโล..”

“อ๋อ ก็จะเป็นโอวัลติน ” น้องปันตอบ อืมม.. ไม่เลว

ลูกคิดได้เร็วทีเดียว
---------

“ ทำไมห้องตัดต่อ ต้องหนาวอย่างงี้ล่ะแม่ หนาวกว่าห้อง

อื่น ๆ เลย”

“เขาต้องรักษาคุณภาพของฟิล์มหนัง ถ้าร้อนไป ฟิล์ม

หนังที่ถ่ายมาหลายวันก็เสียได้ ทำให้ฉายไม่ได้งัย .. ” ฉัน

ตอบให้ลูกเข้าใจได้ง่ายที่สุด
-----------


“เขารออะไรกันอยู่ล่ะแม่ ไม่เห็นถ่ายสักที...” หลังจากนั่ง

รอ จนเริ่มไม่สนุกอย่างที่แม่ช่าคุยไว้ว่า จะได้เห็นนางเอก

ละครยอดนิยมคืนนี้ที่โรงถ่าย


“ คนที่ลูกค้าจ้างมาเป็นตัวเอก เขาเป็นดารา พอไม่มา ก็

ถ่ายไม่ได้ ต้องรอก่อน มาถึงก็ต้องแต่งหน้า แต่งตัว ถึง

จะถ่ายได้....”


“พี่คนถ่ายไม่ได้ไปบอกเหรอ เขาถึงไม่ได้มา”

“ บอกซิ ก็ต้องนัดกันก่อน...”



กับเรื่องแบบนี้ ฉันก็ได้โอกาสสอนลูกเรื่องการตรงต่อ

เวลา และความเดือดร้อนของคนอื่น ๆ กับการไม่รักษา

เวลาการนัดหมาย



จากคุณ : ชราร่า - [ 26 ม.ค. 50 21:53:48 ]






ความคิดเห็นที่ 2

หากวันไหนต้องทำงานอยู่เย็นหรือตรงกับช่วงปิดเทอมก็จะ

ไปรับมาที่ทำงานบ้าง เพราะเกรงว่าลูกสาวเราจะไปรบกวน

เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ แม่ช่าจึงมักจะให้ลูกแอบใต้โต๊ะทำ

งาน พร้อมส่งปากกา ดินสอ หลากสี และกระดาษที่ใช้แล้ว

ด้านหนึ่ง ลูกจะได้ขีดเขียน หรือ จะวาดรูปอะไรก็แล้วแต่

เพียงห้ามไม่ให้วุ่นวายเวลาแม่ทำงานเท่านั้น



“โห เจ้านายของแม่เท้าใหญ่จัง..”

วันหนึ่งที่นายฝรั่งมาหาที่โต๊ะ ฉันไม่ทันส่งสัญณาณให้น้อง

ปันไม่ส่งเสียง แต่ที่สุดก็ความแตก โชคดีที่นายฝรั่งก็

เอ็นดูน้องปัน เพราะตัวเองมีแต่ลูกชาย 2 คน เห็นเด็ก

หญิงหน้าตาจิ้มลิ้ม ก็ไปหยิมขนมมาให้ที่โต๊ะ นับแต่วันนั้น

เรื่องที่ฉันพาลูกมาที่ทำงานก็ไม่ใช่เรื่องที่รู้กัน 3-4 คน

แล้ว รู้กันหมดทั่วบริษัท เพราะนายถามถึงอยู่บ่อย ๆ



ช่วงหลัง ๆ นอกจากเลี้ยงลูกตามห้องอัดเสียง ห้องตัดต่อ

หนัง และ ใต้โต๊ะที่ทำงานแล้ว น้องปันยังได้เข้าใจนั่งใน

ห้องประชุมด้วยหลายครั้ง ด้วยความเป็นเด็กที่ไม่วุ่นวาย

แต่มักจะเก็บข้อมูลรอบตัวอยู่สม่ำเสมอ แม่ช่าจึงพาลูกไป

ไหนต่อไหนด้วย ระหว่างทางก็ตอบคำถามที่ลูกสนใจ

บ้าง สอนในเรื่องบางเรื่องที่พอจะเข้าทางและเหมาะสม



“คนนี้ตอนเขาอยู่ในทีวี น้องปันไม่ชอบเลย เขาร๊ายย

ร้าย แม่ แต่เมื่อกี้ที่เขาพูดกับแม่ เขาก็น่ารักดีเนอะ ”


“ในละคร เขาก็ต้องเล่นตามบทน่ะลูก ถ้าเขาเล่นให้เรา

รู้สึกตามนั้นได้ เราเรียกว่าตีบทแตก แสดงว่าเขาเล่น

เก่ง คนเรามองกันแค่ภายนอกไม่ได้หรอก”
----------------------


“น้องปันขำพี่ผู้ชายคนนี้ เวลาเขาอัดเสียง เขาต้องทำมือ

เหมือนสับหมู แล้วหน้าเขาก็ลอยไปลอยมาด้วย น่ะ แม่

เห็นไหม...”



“พี่เขากำลังอินกับบทที่พูดน่ะลูก แต่เห็นไหม พี่เขาพูดชัด

ทุกคำเลย ทั้ง ร. เรือ และ ควบกล้ำ...”
-----------


“สตอรบอร์รี่ปอด เป็นงัยแม่ น้องปันได้ยินที่ห้องประชุม

เมื่อกี้...”

“มีที่ไหน สตอร์บอร์รี่...”

“ก็ที่พี่เขาพูดงัย จะทำสตอร์บอร์รี่ปอด 3 ชุด”

“อ๋อ... เขาเรียกว่า สตอร์รี่บอร์ด ก็คล้ายกับการ์ตูน 4 ช่อง

ที่ลูกชอบอ่าน คือเล่าเรื่องโฆษณาผ่านการวาดรูป

แล้วนำไปเสนอลูกค้า.....”



ช่วงหลังพอโตสักหน่อย ก็ไม่ยอมตามมาที่ทำงานแล้ว มัก

จะมีกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ตามประสาวัยอยากห่างไกลพ่อ

แม่

จากคุณ : ชราร่า - [ 26 ม.ค. 50 21:57:23 ]






ความคิดเห็นที่ 3

เรื่องการเรียนตอนประถมถึงมัธยมต้น น้องปันเอง ก็ไม่ได้

แตกต่างจากน้องแฝดสักเท่าไรหรอก สมุดจดการบ้าน

แดงเถือก คุณครูทวงการบ้านทุ๊กวัน การฝีมือไม่ส่ง สุด

ปัญญาที่แม่ช่าจะจัดการได้ ปันมีเพื่อนเยอะ ด้วยความ

เป็นคนช่างเจรจา และ มีมุมส่วนตัวสูง ชอบคิด และช่าง

สงสัย สนใจถามสิ่งรอบตัวไปหมดทุกอย่าง ยกเว้นเรื่อง

เรียน !!


ทุกวิชาเรียนอย่างกระท่อนกระแท่นมาตลอด บางวิชามี

ปัญหากับครูประจำวิชา ถึงขนาดที่ว่า



“ ถ้าครูยังเห็นเธอ นั่งเหม่อ และมองออกนอกห้องใน

ชั่วโมงของครูอีก ก็ไม่ต้องมาสอบในวิชาครูก็แล้วกัน”



ลูกทั้งสามเป็นแบบนี้หมด เก่งแต่เรื่องนอกห้อง พอเข้า

ห้องเรียนก็กลายเป็นคนละคน ง่วงเหงา เศร้าสร้อย และขี้

เกียจ ช่วงที่ทั้งสามไม่สนใจการเรียนเป็นช่วงที่พ่อและแม่

ทุกข์มาก ตอนที่แฝดทั้งสองสนใจที่จะเรียนโน้นนี่เพื่อมา

ชดเชยคะแนน น้องปันไม่คิดจะเรียนอะไรเพิ่มเติมเลย

ชอบเขียนกลอน เป็นศิลปิน อ่านหนังสือนอกเวลาเรียนที่

ทางโรงเรียนแนะนำ อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่รู้เบื่อ เช่น

ผีเสื้อ และดอกไม้ อีกเรื่องก็คือ เวลาในขวดแก้ว นอกจาก

นี้เรื่องติดเพื่อน ทุกอย่างเห็นดีเห็นงามตามไปหมด อยู่คุย

กันได้ทีละนาน ๆ เป็นหลาย ๆ ชั่วโมง ตามประสาวัยรุ่น



ตอนมัธยม 3 ข่าวร้ายสำหรับน้องปันก็มาถึง !!



ทางโรงเรียนประกาศว่า หากเกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.75 ก็ไม่

สามารถผ่านไปเรียนชั้นมัธยมปีที่ 4 ได้ น้องปันได้เกรด

เพียง 2.38 เท่านั้น สรุปว่าต้องหาโรงเรียนใหม่ ฉันเคย

สงสัยว่ากลุ่มเพื่อนของลูกกลุ่มนี้ล้วนแต่มีเกรดเรียนดี ๆ

ทั้งนั้น แต่ทำไมน้องปันไม่เลียนแบบเพื่อน ๆ บ้าง ตอน

หลังถึงจะรู้ความจริง แต่ตอนนี้ปันเป็นคนเดียวในกลุ่ม

เพื่อนที่จะต้องอัปเปหิ ออกจากโรงเรียนตามลำพัง



ปันร้องไห้อยู่หลายวัน เมื่อรู้ชะตาของตัวเอง บอกแต่ว่าไม่

อยากย้ายไปที่อื่น อยากเรียนที่เดิม เพราะรักเพื่อน ๆ แต่

แม่ช่าก็ได้แต่พูดว่า



“ ถ้าลูกขยันเรียนเหมือนเพื่อน ๆ ก็ไม่ต้องหาโรงเรียนใหม่

แบบนี้...”


ซึ่งโชคร้ายกว่านั้นก็คือ โรงเรียนในเขตพื้นที่บริการนั้น

นอกจากที่เรียนอยู่ก็มีแต่ที่ขึ้นชื่อว่า นักเรียนนักเลง เกือบ

ทั้งนั้น เราไม่มีทางเลือกอื่นเลย ด้วยคะแนนที่มีอยู่ใน

มือ ก็ยากที่จะหาโรงเรียนดี ๆ ที่ลูกอยากได้


แม่ช่าพยายามติดต่อคุณครูใหญ่และผู้อำนวยการเผื่อจะ

ช่วยเหลือได้ ด้วยความที่ลูกเราแม้จะไม่ได้เป็นเด็กเกเร

แต่ก็เคยมีปัญหากับครูสอนเลข ซึ่งชื่อน้องปันก็ถูกบันทึก

ไว้ในรายงานการประชุมของครู การขอรับความช่วยเหลือ

จากครูใหญ่จึงไม่ได้ผล



ในมือของเราตอนนี้มีใบสมัครของสองโรงเรียนใหม่เตรียม

พร้อมอยู่แล้ว แม้ลูกจะร้องไห้ไม่อยากเข้าเรียนโรงเรียนนี้

เราทั้งสองก็หาทางออกอื่นไม่ได้เลย วันที่ฉันเข้าไปหาผู้

อำนวยการใหญ่อีกครั้ง ก็ได้รับความกรุณาว่า เนื่องจากมี

เด็กนักเรียนลาออกไป 1 คน จึงจัดให้มีวันสัมภาษณ์เพื่อ

คัดเลือกเด็กที่ยังค้างอยู่และประสงค์จะเข้ามาเรียนที่

โรงเรียนเดิม ซึ่งมีเด็กจำนวน 6 คนแล้ว หากรวมน้องปัน

ด้วยก็เป็น 7 คน หากจะสัมภาษณ์ด้วยก็ยินดีจัดให้ แต่เด็ก

ต้องช่วยเหลือตัวเองอย่างมาก เพราะการตัดสินอยู่ที่คุณ

ครูที่สัมภาษณ์ทั้ง 4 คน ไม่ใช่ครูใหญ่หรือผู้อำนวยการแต่

อย่างใด



น้องปันพยักหน้าว่าจะสัมภาษณ์ด้วย แม้ความหวังจะมี

ริบหรี่มากก็ตาม....

จากคุณ : ชราร่า - [ 26 ม.ค. 50 22:01:54 ]






ความคิดเห็นที่ 4

ครูผู้สัมภาษณ์นั่งเรียงหน้ากระดาน 4 คน ฝั่งตรงข้ามมีนัก

เรียนเตรียมให้สัมภาษณ์อยู่ 7 คนนั่งเรียงเช่นกัน น้องปัน

เล่าให้ฟัง หลังจากออกจากห้องว่า


“มีน้องปันเป็นผู้หญิงคนเดียว นอกนั้นก็นักเรียนผู้ชายหมด

เลยแม่”

“เวลาคุณครูถามอะไร พวกผู้ชายก้มหน้าอย่างเดียวไม่

ค่อยยอมตอบเท่าไร เวลาครูถามว่าอยากเรียนอะไร ไม่มี

คนตอบ น้องปันก็ยกมือบอกว่า หนูอยากเรียน

นิเทศศาสตร์ค่ะ...”


“คุณครูบางคนก็ยิ้ม บางคนก็หัวเราะ บอกว่า รู้ไหม เรียน

นิเทศศาสตร์ คะแนนสอบเข้าสูงมากเลยพอ ๆ กับอักษร

ศาสตร์ แล้วเกรดอย่างนักเรียน น่าจะไปเรียนอาชีวะดี

กว่า เป็นสายอาชีพ จะได้ทำงานเร็ว ๆ ไม่เหมาะกับเรียน

มหาวิทยาลัยหรอก ”


“ครูคนหนึ่ง ถามว่า ทำไมอยากเรียนนิเทศ น้องปันก็บอก

ไปว่า คุณพ่อก็เรียนนิเทศ คุณแม่ก็เรียนนิเทศ แล้วหนู

เองก็เคยไปพวกโรงถ่าย และห้องอัดเสียงบ่อย ๆ ก็เลย

ชอบ และคิดว่าทำได้ ”


“คุณครูก็ให้น้องปันเล่าว่าอยากทำอะไร หนูก็บอกว่าอยาก

ทำงานเป็นนักโฆษณาเหมือนแม่ ติดต่อลูกค้า แล้วมา

ประชุม แล้วไปถ่ายหนัง ตัดต่อแล้วก็อัดเสียง เสร็จแล้วก็

เอาไปส่งที่โทรทัศน์ให้เขาฉายออกทีวีให้คนดู”



ยังมีอีกหลายคำถามที่แม่ช่าเคยเล่าให้น้องปันฟังในช่วง

เลี้ยงลูกใต้โต๊ะ ไม่คิดเลยว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ กลับมาช่วย

ลูกไว้ได้ อย่างน่าอัศจรรย์ใจ บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เคยคุย

กัน บางเรื่องก็รู้สึกว่าลูกจะเข้าใจได้เอง เมื่อได้ไปสัมผัส

กับงานจริงในช่วงเวลาหนึ่ง



แล้วลูกก็ได้รับเลือกในตำแหน่งที่เหลือให้นักเรียนเพียง 1

คนสำหรับมัธยมปีที่ 4 ในโรงเรียน !!!



มีหรือแม่ช่าจะทิ้งช่วงโอกาสทองนี้ไป การนั่งเพื่อพูด

คุยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมีการทำกันบ่อย ๆ ซึ่งครั้งนี้ก็เช่น

กัน



“ปัน แม่อยากบอกว่าที่ลูกได้กลับไปเรียน ไม่ใช่ว่าเก่ง

นะ ลูกโชคดีต่างหาก... แล้วแม่ก็ไม่คิดว่า ในชีวิตนี้ลูกจะ

โชคดีแบบนี้ได้บ่อย ๆ ...........ที่ผ่านมาลูกก็รู้ใช่ไหมว่า

ต่อไปนี้ลูกจะต้องทำอะไรบ้าง เวลาเดินหน้าไปเรื่อย ๆ นะ

ลูก ไม่มีใครรอใครอีก ถ้าลูกไม่กลับตัวตั้งใจเรียนหนังสือ

อย่างเต็มที่คราวนี้ แม่ก็คิดว่าคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว ไม่ว่า

แม่ หรือใครต่อใครก็ช่วยลูกไม่ได้ เวลาเข้าห้องสอบ ลูก

เข้าได้เพียงคนเดียว ดังนั้นขอให้ตั้งใจและเต็มที่ รับปาก

นะลูก……….”



“ ถ้าต้องซื้อหนังสืออะไร ต้องมีอุปกรณ์อะไรก็บอกแม่ได้

เลย แม่ซื้อให้ และเป็นกำลังใจให้เต็มที่……ปัน แม่อยาก

ให้ลูกเป็นคนใหม่เลย เรามาแต่งห้องใหม่กันไหมลูก มา

จัดชั้นวางหนังสือ แม่จะทาสี ทำเตียงให้ จัดมุมอ่าน

หนังสือใหม่ เอาโป๊ะไฟห้องแม่เอาไหม สวยดีอันนั้น เรา

เปลี่ยนหลอดไฟใหม่แล้วกันนะ ไม่ให้มันแยงตามาก เวลา

อ่านหนังสือนาน ๆ ”



แม่กับลูกไปซื้ออุปกรณ์การเรียน และ อื่น ๆ ที่ศึกษา

ภัณฑ์ ห้องใหม่ของปันมีด้านหนึ่งเป็นแผนที่โลก แผ่น

ใหญ่ อีกด้านหนึ่งเป็นตารางวางแผนดูหนังสือ พร้อมกับมี

กระดาษสี ๆ ตัดเป็นรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น รูปดาว รูป นิ้ว

โป้ง พร้อมคำพูดให้กำลังใจตัวเองว่า...




เวลา วารี ไม่คอยใคร ....


ไม่มีใครตายเพราะเรียนหนังสือ....


เราต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ..... เป็นต้น




บรรยากาศฮึกเหิมเกริมมาก ลูกชอบห้องใหม่ ก็ตั้งใจ

เรียนมากที่สุด เท่าที่เคยเป็นแม่ลูกกันมา



จากนักเรียนที่มีคะแนนน้อยที่สุดของห้องท้ายสุดในระดับ

ชั้นมัธยมปีที่ 4 คุณน้องปันก็สอบได้เป็นที่ 16 ของห้อง

ศิลป์คำนวณในเทอมแรก..... !!!



และสอบได้เป็นที่ 1 ของห้องเมื่อเทอมที่สองของปีเดียวกัน!!!! ด้วยคะแนน 3.75 !!!



คุณเชื่อสายตาคุณเถอะค่ะ น้องปันได้ที่หนึ่งของห้องจริง

ๆ มหัศจรรย์เกิดขึ้นแล้ว


มันน่าขนลุกไหมล่ะ


แต่............

มันเป็นเรื่องที่เศร้าสำหรับลูกแม่ช่ามากเลย มากขนาดจะ

ขอลาออกจากโรงเรียนเลยทีเดียว ฟังต่อค่ะ

จากคุณ : ชราร่า - [ 26 ม.ค. 50 22:11:12 ]






ความคิดเห็นที่ 5

จะไปหาซื้อแรมให้คุณแม่ก่อนกั๊บ

เพิ่มแรมอีกจะได้อ่านเรื่องเยอะ ๆ กั๊บ

จากคุณ : ดอกไม้ DSM - [ 27 ม.ค. 50 09:54:15 A:221.128.91.125 X: TicketID:125129 ]






ความคิดเห็นที่ 6

สักวันหนึ่งเราคงได้เห็น

"หนังสือถึงแม่มือใหม่จากแม่มือมันส์"


ยิ่งอ่าน ยิ่งน่าติดตามนะครับ...ทุกคนว่าไหม...









จากคุณ : akae - [ 27 ม.ค. 50 10:00:53 ]






ความคิดเห็นที่ 7

เป็นกำลังใจให้ทำ blog เสร็จเร็วๆ จะได้เข้าไปอ่านบ่อยๆ









จากคุณ : wasansem - [ 27 ม.ค. 50 10:08:04 ]






ความคิดเห็นที่ 8

อีกแรงใจให้ แม่ช่า ครับ









จากคุณ : ozzyii - [ 27 ม.ค. 50 10:38:26 ]






ความคิดเห็นที่ 9






จากคุณ : ชราร่า - [ 27 ม.ค. 50 17:14:43 ]









 

Create Date : 28 มกราคม 2550    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2550 20:00:34 น.
Counter : 165 Pageviews.  

21>จุดเปลี่ยนผัน

กลับมาจากนั่งวิปัสนาที่สวนพนาวัฒน์ อ.ฮอด เชียงใหม่

เอาบุญมาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ


ได้ความนิ่งและความสงบในใจเยอะเลยค่ะ แต่ไปคราวนี้

ค่อนข้างจะสบายกว่าที่เคยผ่านมา เท่าที่เคยไปที่ยุวพุทธ

ของคุณแม่สิริ กรินชัย ที่นั่นค่อนข้างเคร่ง ไม่ยอมให้พูด

คุยกัน อยู่กับตัวเองตลอด ฝึกให้มีสมาธิ รู้ร้อน รู้เย็น รู้

อ่อน รู้แข็ง จะเคี้ยวข้าว กลืนน้ำ ก็ต้องรู้ตั้งแต่อาการของ

ลิ้นตวัด การบดเคี้ยวข้าว ให้รู้สึกว่าน้ำกลืนไหลผ่านจากลำ

คอสู่กระเพาะไป


แต่ที่ไปนี่ สบาย ๆ ค่ะ มีเวลาพักเยอะ พูดคุยได้เมื่ออยู่

นอกศาลา อาหารไม่ได้เป็นมังสวิรัต ห้องนอนมีตู้เสื้อผ้า

เรียบร้อย ห้องน้ำสะอาด มีคนรับจ้างซักเสื้อผ้าให้เสร็จ

สรรพ อย่างไรก็ตามก็ได้ฝึกนั่งวิปัสนาตามประสงค์ค่ะ


เข้าเรื่องดีกว่านะคะ

จากคุณ : ชราร่า - [ 24 ม.ค. 50 21:33:31 ]




--------------------------------------------------------------------------------

หน้าหลัก แจ้งลบ bookmark ส่งต่อกระทู้ พิมพ์ โหวตกระทู้ เก็บเข้าคลังกระทู้ กระทู้ก่อนหน้า กระทู้ถัดไป








--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 1

ตอนที่แล้วพูดถึงว่าแฝดทั้งสองจะกลับเข้ามาเรียนในระบบ

การศึกษาปกติ ลูกคิดว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการกีฬา

หรือการมุ่งเน้นไปยังศิลปะด้านอื่น ๆ

ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองถนัด แม่ช่าเองก็ต้องคอย

หยิกเนื้อตัวเองไม่ให้พูดหรือมีอาการที่แตกแถว สัญญาก็

ต้องไปตามสัญญา เหนื่อยยากแค่ไหน ก็คงสู้คนที่นั่งอ่าน

นั่งท่องไม่ได้หรอก ลูก ๆ ทำงานที่ลำบากกว่าเยอะ และ

แล้ววววว....



สิ่งที่พวกเราทั้งหมดทั้งสิ้นเฝ้าหวัง และตั้งตารอ ก็เป็นจริงได้


ลูกเรียนดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ที่ว่าลำดับอาจไม่ถูกต้องนัก

ควรเรียกว่าเรียนดีขึ้นแบบกระโดดสูงอย่างเป็นที่น่าตกใจ

จากที่อยู่ปลายแถวในทุกวิชา ก็เริ่มขยับขึ้นมาในช่วง

กลาง ๆ ระดับ mean ภาคการเรียนต่อมา เริ่มมีบางวิชาที่

ได้คะแนนสอบเต็ม บางวิชาแม้ไม่เต็มก็จะอยู่ในลำดับต้น

ๆ หัวใจพองฟู หน้าที่เคยยับย่นก็มีรอยยิ้มใหญ่ จนกลาย

เป็นหัวเราะ ตาเป็นประกายแห่งความสุขทุกครั้งที่คะแนน

ออกมา แม่ช่าฉวยโอกาสทองนี้ ให้กำลังใจแก่ลูกในทุก

รูปแบบ เยินยอ ชมเชย ชื่นชม และให้รางวัล ประมาณ

ว่าออกแรงส่งไปซะเลยให้ไกลขึ้นไปอีก แม่ช่า เริ่มมี

เสียงดังเมื่อเวลาเข้ากลุ่มหมู่ญาติที่พูดถึงการเรียนของ

เด็ก ๆ



“ ฟิสิกเหรอ น้องปูนเขาได้เต็ม แต่เสียดายเคมี ขาดไป

สองคะแนน ไม่งั้นนะ เกรด 4 รวด ...” นี่ นี่ เสียงแม่ช่า

เสียงแม่ช่าเอง ... อิ อิ แหม๋.. มันช่างดังฟังชัด ผิดกับแต่

ก่อนที่เคยต้องเบี่ยงเบนหัวข้อเมื่อมีเหตุต้องมาสนทนาใน

เรื่องเดียวกันแบบนี้



“ไปป์ ก็ไม่เลวนะ เลขได้ที่หนึ่งของระดับชั้น ไม่ใช่แค่

ห้องนะ ทั้งชั้นเลย ทั้งชั้น ม. 3 สองแผนกเลย แผนก

วิทย์และ ศิลป์...” พูดพลางตบเข่าตัวเอง นี่ถ้าไม่เกรงใจ

ก็จะขอไมค์ตะโกนมาให้ได้ยินทั้งหมู่บ้านเลยแหละ ฮ่าฮา

ฮา.... มันปลื้ม มันปลื้ม อีกอย่างก็คือพูดซ้ำ พูดซาก เล่า

แล้ว เล่าอีก จนบางคน ไม่เกรงใจ ก็จะบอกว่า “ เออ..

เรื่องนี้เล่าแล้วนะ ไม่ชอบฟังหนังซ้ำ ...” พร้อมค้อนปะ

หลับปะเหลือก ส่วนคนที่ปลื้มไปกับแม่ช่าด้วย ก็ฟังด้วย

ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มด้วยความเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่



ที่เขาว่ามีลูกไว้อวด มันชื่นนนน....ใจ หัวใจฟูแบบคับอก

คับใจ เป็นอย่างงี้นี้เอง อย่างรู้สึกได้จริง ๆ ....


ลูกเองก็มีกำลังใจมากขึ้น ๆ ภาคภูมิใจแบบสุดฤทธิ์ สุด

เดช เริ่มเรียนสนุก เรียนแบบมีแนวทางของตัวเอง เป็นที่

ชื่นชมของเพื่อน ๆรอบข้าง เริ่มสอนเพื่อน ติวให้เพื่อน

หลังจากที่ลอกการบ้านเพื่อนมานาน ก็เริ่มให้เพื่อนยืมลอก

การบ้าน บ้าง



แล้วมาวันหนึ่ง จากที่เป็นฮีโร่ในหมู่เพื่อน ก็เริ่มลามไปถึง

อาจารย์ เมื่อลูกแม่ช่าเจอว่า อาจารย์ออกโจทย์เลขผิด

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า... เสร็จจากสอบและมีการประกาศ

ผลคะแนนในการสอบกลางเทอมครั้งหนึ่ง น้องปูนซึ่งมั่น

ใจสุด ๆ ว่าทำได้ทุกข้อ แต่ผลคะแนนออกมาได้เพียง 99

เท่านั้น ก็เกิดสงสัยว่าข้อไหนที่ผิด เมื่อทางอาจารย์เฉลย

ข้อสอบ ก็ยังไม่พอใจ ยังยืนยันความคิดว่าข้อที่ว่านั้นตน

ทำถูก ก็เอาโจทย์นั้น ไปให้อาจารย์อีกคนหนึ่งทำ ปรากฏ

ว่าได้คำตอบที่ต่างกันออกไป ก็นำไปแย้งกับอาจารย์เจ้า

ของข้อสอบ ทำให้เพื่อนทั้งชั้นได้คะแนนเพิ่มขึ้นมา

เพราะโจทย์เลขข้อนั้นผิดจริง ๆ จึงยกประโยชน์ให้ ปูนได้

เป็นขวัญใจของเพื่อนอีกครั้งหนึ่ง



จิตใจลูกเริ่มจะฮึกและเหิมกล้า ทุกครั้งที่ทำโจทย์เลขไม่

ได้ ก็จะคิดไว้ก่อนว่าโจทย์ผิด โดยไม่ได้สาระตะให้ดี นำ

ไปแย้งครู จนแม่ช่ากลัวว่า หากไม่ดึง หรือปรามไว้ ลูกก็

จะเป็นคนสำคัญตนผิด และจะก้าวร้าวต่อผู้อื่น พร้อมที่จะ

มองคนอื่นในแง่ที่ไม่ถูกต้อง คล้าย ๆ กับว่า ตัวเองเท่านั้น

ที่ถูกต้อง !!


อันตรายเหลือเกิน ฉันจะทำอย่างไรหนอ..เพื่อให้ลูกเป็น

คนมั่นใจตนเองในระดับหนึ่ง โดยไม่ใช้สิ่งนั้นก้าวข้ามเป็น

ตัวสร้างความก้าวร้าว ถ้าไม่เตือนตอนนี้อีกหน่อย ก็อาจจะ

เป็นนิสัยติดตัว ซึ่งไม่เป็นสิ่งที่ดีเลยทำอย่างไรจึงจะให้

สมดุลได้ เพราะความมั่นใจกับความก้าวร้าว ห่างกันเพียง

ด้ายเส้นเดียวเท่านั้น !!!

จากคุณ : ชราร่า - [ 24 ม.ค. 50 21:41:09 ]






ความคิดเห็นที่ 2

รายการกระตุกหนวด ก็เกิดขึ้นเงียบ ๆ ในใจขณะที่ลูกแม่

ช่าก็มุ่งมั่นในการพิสูจน์โจทย์เลข แทนที่จะทำการฝึกฝน

ทั่วไป เพราะรู้สึกว่า ถ้าหาโจทย์เลขผิดที่ดูเท่ ดูเจ๋ง กว่า

แต่แม่กลับคิดว่า ถ้าลูกติดนิสัยไปข่มคนอื่น โดยเฉพาะครู

บาอาจารย์ อนาคตคงรุ่ง แต่ไม่เรืองรอง แน่นอน และ

เปรียบไปแล้ว ก็เหมือน กบในกะลานั่นเอง จำต้องพาไป

รู้จักโลกให้กว้างกว่านี้



“ แม่เห็นเขามีแข่งเลขโอลิมปิค ลูกสนใจไหม ถ้าเราได้รับ

คัดเลือกในประเทศเรียบร้อยแล้ว ต้องไปแข่งกันที่ต่าง

ประเทศเลยนะ” ยุเข้าไป ให้ดูน่าสนใจ และในที่สุด ลูกทั้ง

สองก็ไปสมัครสอบ โดยไม่ได้เน้นฝึกฝนทำข้อสอบเลย ก็

อย่างที่บอก มั่นใจมากว่าตัวเองเก่งสุด ๆ




อาการที่เขาเรียกว่า “จ๋อย” ก็เกิดกับลูกทั้งสอง เมื่อไม่ผ่าน

การทดสอบภายในประเทศ เหนือฟ้ายังมีฟ้าลูกก็เพิ่งจะ

ตระหนัก หลังจากนั้น ไม่มีการจับผิดคนอื่น จับผิดข้อสอบ

ของอาจารย์ เพราะเริ่ม เสีย self ซึ่งก็ สะใจ แม่ช่ามาก


ก็คงจะฟังดูตลกสำหรับแม่ที่ทำกับลูกแบบนี้ ลูกเก่งเรา

ดีใจ ลูกกล้าเราภูมิใจ แต่ลูกก้าวร้าวแล้ว ความหายนะ

ต้องเกิดขึ้นแน่ แม่และลูกก็จะช้ำใจในภายหลังได้



จะขอเล่าถึงน้องไปป์อีกคน สำหรับจุดพลิกผันของเขา

ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ทั้งสองไม่ชอบเลย ตามประสาเด็ก

ผู้ชาย อาจารย์สมศรี ซึ่งมีชื่อเสียงสอนพิเศษภาษา

อังกฤษเก่งนักหนา ก็ไม่สามารถทำให้ทั้งสองพัฒนาขึ้นมา

เหมือนอย่างวิชาอื่น ๆ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นวิชา

บังคับสอบ จึงต้องพยายามท่อง พยายามจำเอา ทำให้

เรียนไม่สนุกเหมือนวิชาอื่น ๆ



วันหนึ่ง แม่ช่านัดไปรับลูกที่เรียนพิเศษแถวสยามสแควร์

ให้ไปเจอกันที่ศูนย์หนังสือจุฬาหลังเรียนเสร็จ น้องไปป์ก็

มาบอกว่าอยากอ่าน Harry Potter ฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่ง

จริง ๆ ฉบับแปลเป็นไทยได้อ่านจบแล้วส่วนหนึ่ง แต่ภาค

อังกฤษต้นฉบับออกมาเร็วกว่า ก็เกิดอาการอยากอ่าน

ก่อน แม่ช่าปรามนิดเดียวว่า



“จะสอบแล้วแต่ยังอ่านหนังสืออ่านเล่นอีกเหรอลูก เด๋วจะ

เตรียมสอบไม่ทันนะ ..”


“อ่านผ่อนคลายแม่ สัญญาว่าจะอ่านวันละ 1 ชั่วโมง ดี

ไหม นะแม่นะ น่า....”


แม่ช่าก็ทนลูกอ้อนไม่ได้ตามเคย ก็เป็นอีกครั้งที่ไม่ได้ขอ

เงินไปเที่ยว ซื้อหนังสืออ่านก็น่าจะดีกว่า เอ้า ซื้อก็ซื้อ...



ภาพที่เห็นน้องไปป์จัดการกับหนังสือเล่มหนา หลายเล่ม

เหล่านี้ คือนอน เอกเขนก มือขวาทรง talking dic. มือ

ซ้ายทรงหนังสือHarry Potter จากที่สัญญาว่าจะอ่านวันละ

ชั่วโมง ก็กลายเป็นว่าอ่านคราวละครึ่งวัน


“กำลังมันอ่ะแม่ แป๊บเดียว ๆ ...”



จากคุณ : ชราร่า - [ 24 ม.ค. 50 21:46:17 ]






ความคิดเห็นที่ 3

ตอนหลังไม่เพียงแต่ หลายแป๊บ ยังขอซื้อภาคอังกฤษ

ย้อนหลังตั้งแต่เล่มหนึ่ง สิริรวมในที่สุดก็คือที่บ้านมี Harry

Potter ภาคอังกฤษยกชุด จริง ๆ แล้วฉันเองไม่แน่ใจว่า

ทำถูกไหม จะเสียดายเงินไหม ถ้าลูกเกิดอ่านไม่รู้เรื่อง

แล้วทิ้งไว้ไม่อ่านต่อ เพราะก็ไม่ใช่เงินน้อย ๆ จะว่าไป

แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ


“ อ่านแล้วสนุกกว่าภาคไทยนะแม่ ไปป์อ่านไทยมาแล้ว

มาอ่านอังกฤษ มันเข้าใจระดับหนึ่ง แต่คำในภาษาอังกฤษ

มันสนุกกว่าด้วยอ่ะแม่ ถ้าไม่เข้าใจ ก็กดดูใน talking

dic. เลย นี่งัย แล้วก็อ่านต่อไปเลย สนุกดีแม่...” มิน่า

ล่ะ มือขวาถือ dic. มือซ้ายถือหนังสือ อย่างไม่รู้จักหมด

จักเมื่อย ถูกเตือนมาก ๆ เข้าก็เอาไปแอบอ่านในห้องน้ำ




“ แม่ ไปป์อยากอ่าน Lord of the Ring ภาคอังกฤษนะ..”


“อ่านหนังสือไม่ดีกว่าเหรอลูก หนังสืออ่านเล่นแม่ซื้อให้

แต่เอาเรียนก่อน ใกล้สอบแล้วนะ ข้อสอบคงไม่ออกว่า

คาถาเสกประตูเปิดออกของ Harry เป็นอย่างงัยหรอก...

ใช่ไหม” ลูกไปป์หัวเราะขำแม่ แต่ก็ยังอ้อน ต่อไป แม่ช่า

ใจแข็ง แล้วในที่สุดก็ไปได้จากน้าคนหนึ่งได้สำเร็จ ไปป์

ก็นั่งอ่าน Lord of the Ring จนจบทั้ง 3 เล่มได้ในที่สุด

และเรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นกับลูกของแม่ช่าอีกแล้ว




คะแนนภาษาอังกฤษของไปป์ดีขึ้นอย่างมาก ลูกบอกว่า

อ่านแล้วจำได้มากขึ้นเพราะสนุก เนื้อเรื่องน่าติดตาม และ

คำศัพท์ในหนังสือมักจะซ้ำ ๆ คำไหนไม่ได้ก็อยากรู้ว่า

แปลว่าอย่างไร เพราะสนุก วลี หรือประโยคเด็ด ต่าง ๆ ก็

เห็นได้บ่อย ๆ จากตัวละครในแต่ละตัวเมื่อกลับมาอ่านข้อ

สอบ ก็รู้สึกรู้เรื่องได้ดีขึ้น นับว่าเป็นเคล็ดไม่ลับอีกอย่างที่

แม่ช่าอยากจะบันทึกไว้ในที่นี่ว่า



ทำในสิ่งที่ชอบจะมีความสุข และ ประสบความสำเร็จ

อย่างแน่นอน






ช่วงนี้ลูก ๆ ก็สอบได้ที่ต้น ๆ ของห้องมาตลอดจนกระทั่ง

จบมัธยมปลายซึ่งระหว่างนั้นแม่ช่า ก็ส่งใจให้ลูก ๆ ตลอด

มา ไม่เพียงแต่เรื่องการเรียนพิเศษหรือว่าอาหารการกิน

การไหว้พระไหว้เจ้า บนบานศาลกล่าว แม่ช่าก็ไปเรื่อย

แหละ ที่ไหน ใครว่าดี ใครว่าเฮี้ยน ก็บนไปทั่ว เรียกว่าไป

กันให้สุด ๆ กระทั่งวันที่จะไปเข้าสนามสอบ entrance



คุณช้าง ช่วงที่ลูก ๆ กำลังชุลมุนวุ่นวาย ก็ได้รับความไว้ใจ

จากที่บริษัทให้ไปปฎิบัติงานที่ประเทศจีน ทางนี้ก็มีแม่ช่า

บริหารจัดการอยู่คนเดียวอย่างเมามัน ( และมั่ว ๆ บาง

ครั้ง ) แต่วันก่อนสอบหนึ่งวัน คุณช้างลางานจากที่โน่น

เพื่อพาลูกมาดูสนามสอบโดยเฉพาะ ครอบครัวเราทั้ง

หมด ขับรถไปดูที่ตึก ที่ชั้น ที่ห้องสอบ กระทั่งเห็นถึง

โต๊ะและเก้าอี้ตามเลขที่นั่งจริง จากนั้นพ่อช้างก็จะพาลูก

ไปดูห้องน้ำ โรงอาหาร ทุกจุด ทุกอย่าง อย่างหมดจด

เรียบร้อย และวันสอบไม่ว่าจะ 3 วัน 5 วัน พ่อช้างจะขอ

เป็นกำลังใจให้ลูกเองโดยนั่งเฝ้าลูกใต้ตึกนั้น ๆ พาไปกิน

ข้าวที่โรงอาหารด้วยกันระหว่างสอบ พูดคุยให้กำลังใจ

จนวันประกาศผลสอบ ซึ่งเป็นวันที่พวกเราทุกคนดีใจกัน

มาก ดีใจเหมือนวันที่ลูกเกิดมา และดีใจมากชนิดที่ว่า ต่อ

จากนี้ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต แม่ช่าและพ่อช้างจะ

ไม่โวยวาย ไม่บ่นน้อยใจ เพราะเราได้ลิ้มรสความอิ่มใจที่

เป็นที่สุดของชีวิต เป็นรางวัลที่คุ้มค่าเหลือกล่าวเป็นยิ่งสุด



จริง ๆ แล้วมีคนที่เป็นนางเอกสำหรับเรื่องนี้ หรือที่เขา

เรียกว่าเป็น Inspiration หรือผู้ดลใจที่อยู่เบื้องหลังของ

เรื่องนี้คือ พี่ปัน ของน้อง ๆ ทั้งสองคนนี่เอง ซึ่งคราวหน้า

จะเล่าให้ฟังนะคะ



จากคุณ : ชราร่า - [ 24 ม.ค. 50 21:53:07 ]






ความคิดเห็นที่ 4

ประกาศผล entrace ของปูน
แก้ไขเมื่อ 24 ม.ค. 50 22:09:15

จากคุณ : ชราร่า - [ 24 ม.ค. 50 22:00:55 ]







ความคิดเห็นที่ 5

อันนี้ของ ไปป์ ค่ะ ถือเป็นใบประกาศนียบัตรของพ่อช้างและแม่ช่า


[คลิกเพื่อชมภาพขนาดจริง]








จากคุณ : ชราร่า - [ 24 ม.ค. 50 22:04:08 ]






ความคิดเห็นที่ 6

ซึ้งใจจังเลยครับคุณแม่ฯ....

อยากอ่านตอนต่อไปเร็วจังครับ...

จากคุณ : akae - [ 24 ม.ค. 50 22:26:06 ]






ความคิดเห็นที่ 7

รอ ภาคต่อครับ

จากคุณ : DerDen - [ 24 ม.ค. 50 23:01:21 ]






ความคิดเห็นที่ 8

สวัสดีคุณแม่ครับ

จากคุณ : ดอกไม้ DSM - [ 25 ม.ค. 50 09:55:25 A:221.128.117.2 X: TicketID:125129 ]






ความคิดเห็นที่ 9

รอ ภาคต่อด้วยคนครับ









จากคุณ : ozzyii - [ 25 ม.ค. 50 10:04:06 ]






ความคิดเห็นที่ 10

คุณแม่ฯครับ Blog อ่ะเห็นยังว่างๆอยู่เลย...

เอากระทู้คุณแม่ฯไปแปะไว้ซิครับ...เผื่อบางกระทู้ตกไป

และมีคนอยากได้ จะได้เข้าไปอ่านได้...(ตัวผมด้วย)











จากคุณ : akae - [ 25 ม.ค. 50 10:05:21 ]






ความคิดเห็นที่ 11

เห็นด้วยกับคุณ akae


ร่วมโหวตด้วย 1 เสียง


ออกเป็นหนังสืออีก 1 เสียง


นะครับพี่ช่า









จากคุณ : wasansem - [ 25 ม.ค. 50 10:27:15 ]






ความคิดเห็นที่ 12

มีใครช่วยสอนทำ blog หน่อยซิ คิดอยู่เหมือนกันน่ะ

ว่าน่าจะเอาไปใส่ เอ ทำงัยดี คิด คิด คิด

อุ้ย !! ทำไมใบประกาศ entrance ของตาปูนหายไป

เด๋วมาแปะ ใหม่น่ะ

จากคุณ : ชราร่า - [ 25 ม.ค. 50 11:06:18 ]






ความคิดเห็นที่ 13

ใบประกาศ entrance ของปูนจ๊ะ


[คลิกเพื่อชมภาพขนาดจริง]








จากคุณ : ชราร่า - [ 25 ม.ค. 50 11:07:05 ]






ความคิดเห็นที่ 14







จากคุณ : Vprawat - [ 25 ม.ค. 50 12:32:14 ]






ความคิดเห็นที่ 15

คุณชราร่า ถ้าไม่ทำใน blog เดิม ของพันทิป

ลองไปดู blog ของกบอ้วนก็ได้นะครับ

//www.blogger.com/start

ใน blog ของพันทิปเอง มีท่านนึงใช้ชื่อ ประมาณว่าคุณป้า

ผมจำไม่ได้แล้ว ขออภัยด้วยครับ

ท่านนี้จะแนะเรื่องการตกแต่ง blog ในพันทิป
ไว้ค่อนข้างมาก

ท่านซุนเอ เองก็ไม่ย่อยครับ

จากคุณ : ดอกไม้ DSM - [ 25 ม.ค. 50 14:33:31 A:221.128.117.2 X: TicketID:125129 ]






ความคิดเห็นที่ 16

ผมจำ blog ของคุณป้าไม่ได้

เลยไปถามในห้องสวนลุม

คุณ ทิ .. (Ka - Ti) ช่วยมาตอบให้ครับ

เป็น blog ป้ามด ตาม link ข้างล่าง

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=auntymod&group=12&month=08-2005&date=06&blog=2

(จริง ๆ คิดว่าคุณชราร่าคงทราบอยู่แล้วล่ะครับ
เพราะเคยสร้าง blog ในพันทิป)

จากคุณ : ดอกไม้ DSM - [ 25 ม.ค. 50 15:24:34 A:221.128.117.2 X: TicketID:125129 ]






ความคิดเห็นที่ 17

หมอวัติมา... เย้.. ดีใจจัง

จะมาสารภาพว่า ตอนทำ blog พันทิป ก็ click ไปเรื่อย ๆ

เคยไปแวะดูอีกที ตอนเขียน คุณแม่มือใหม่แรก ๆ

ว่าจะลงที่นี่ด้วย แต่ด้วยความที่ต้องเริ่มอะไรใหม่

หลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน ก็เลยว่าเว้นไปก่อน

กระทั่งมีคนมาขอดูกระทู้เก่า ซึ่งก็ลบไปแล้ว

ซ้ำร้ายที่เคย save ไว้ก็ทำท่าจะส่งต่อไม่เป็น


แต่คนเราก็ต้องหัดเรียนรู้อ่ะนะคะ ok มาเริ่มเรียนใหม่

จาก blog คุณป้าที่คุณดอกไม้อุตสาห์ link มาให้

( ทีหลังช่วย login ด้วยนะ เพราะ link แบบนี้ไม่ได้ต้อง

copy เอา... ไม่ได้ดุนะ แค่ขอความกรุณาดัง ๆ อิอิ )


...มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่พัฒนาได้....

จากคุณ : ชราร่า - [ 25 ม.ค. 50 16:36:49 ]






ความคิดเห็นที่ 18

ซู๊ด.ด.ด... ยอด...ด (น้ำเสียงเหมือนคนเมานิดๆๆ...อิอิ)


คุณแม่มือมันส์ มากี่ครั้ง กี่ครั้ง... ก็สร้างความประทับใจได้ทุกครั้งไป


พี่ช่าลองเอาต้นฉบับไปเสนอสำนักพิมพ์ซิครับ



เผื่อเขาติชม... แล้วจะได้ทยอยปรับแต่งไปด้วย



เสร็จจากเว็บ ก็จะได้พิมพ์ออกเป็นเล่มทันใจหน่อย.......



อืมม์ ผมเสนอชื่อเรื่อง... ประมาณว่า



"เลี้ยงลูกให้เป็นวิศวะ"


หรือ


"คู่มือสร้างบัณฑิตวิศวะ"


หรือ


"108 วิธี ไม่ตีแต่ติดตาม (ตอน กว่าจะชื่นใจแม่)"



เอิ๊กๆๆ ...




จากคุณ : คนล่าห่าน - [ 25 ม.ค. 50 17:25:42 ]






ความคิดเห็นที่ 19

ขอบคุณ คุณห่านมาก แหม อุตสาห์ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพ

น่าสนใจทีเดียว ชื่อ 108 วิธีไม่ดี แต่ติดตาม ก็เท่ ดี

ว่าแต่ว่า มันแปลว่ารัยอ่ะ คำว่าไม่ดี หมายถึงไม่ใช่สูตร

สำเร็จหรือเปล่า หรือคุณห่านกำลังจะสื่ออะไรเหรอค่ะ

วานแนะนำหน่อยจ๊ะ

จากคุณ : ชราร่า - [ 25 ม.ค. 50 21:10:12 ]






ความคิดเห็นที่ 20

อูย ย.. พี่ช่า


กระป๋มเขียนว่า ตอ เต่า สระ อี ต่างหากล่ะก๊าบ


เฮ้อ พี่ช่าก็.... ชอบทำให้รู้อายุจริงอยู่เรื่อย..........เอิ๊กๆๆ ( )









จากคุณ : คนล่าห่าน - [ 26 ม.ค. 50 06:53:48 ]






ความคิดเห็นที่ 21

ไหนๆ ก็ไหนๆ


ระหว่างอาบน้ำ ตั้งได้อีกตั้งหลายชื่อแน่ะพี่



ขอเสนอเพิ่มเติมเลยครับว่า...



ตีแตก (ตอเต่าสระอี ตอเต่าสระแอกอไก่ อ่านว่า ตีแตก มิใช่ "ดี" แตกนะครับ...เอิ๊กๆๆ)


ตีแตกเรื่องลูก ตอน ถึงแม่มือใหม่จากแม่มือมันส์ (ที่เป็นตอนๆ เพื่อว่าจะได้มีภาคอื่นๆ ตามมาไงฮับ)


หรือ


เลี้ยงลูกฉบับเซียน


หรือ...เป็นแนววิชาการแบบ


กลยุทธ์การสร้างอนาคตของชาติ (อืมม์ ชื่อนี้ค่อนข้างวิชาการดีนะครับ.... )


แต่ไม่ว่าชื่อไหนก็ตาม


ขอให้พิมพ์ออกมาเถอะ.... ผมจะไม่พลาดซักเล่มเลย......... อิอิ





.









จากคุณ : คนล่าห่าน - [ 26 ม.ค. 50 09:07:59 ]






ความคิดเห็นที่ 22

ขอบคุณมากค่ะ แหม ตอนอาบน้ำยังอุตสาห์คิดให้

ว่าแต่ว่า อาบน้ำสะอาดหรือเปล่าเนี่ยะ อิอิ



วานคิดต่อได้ไหม คุณห่าน คือ ไม่อยากแบบ

ยกตัวเอง ว่าเป็นเซียน หรือแม่ดีเด่นช่วยชาติเลี้ยงลูก

เพราะจริง ๆ แล้วจะเห็นว่า ไม่ใช่ว่า

มีประสบการณ์ที่เก่งกาจมา แต่หลักใหญ่อยู่ที่

อดทนและก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งการเป็น

team work ที่ดีด้วยมั่ง ไม่รู้ซิ ไม่อยากเหมือนว่า

ข้าเก่ง แล้วนี่คือ สูตรสำเร็จ กลัวว่าคนอื่นเอาไป

implement ผิด บาปแย่เลย

จากคุณ : ชราร่า - [ 26 ม.ค. 50 12:05:42 ]






ความคิดเห็นที่ 23

เรื่องสร้าง blog ผมพอจะมีประสบการณ์มาบ้างครับ..

ถ้าคุณแม่ฯ ต้องการผมพร้อมจะช่วยแนะนำครับ...


เต็มใจ 100000000000000000000% เลยครับ...









จากคุณ : akae - [ 26 ม.ค. 50 17:07:36 ]






ความคิดเห็นที่ 24

ผมสร้างบล๊อก ม่ายเป็นฮับ



เก็บเอาการบ้าน ไปลองตั้งชื่อหนังสือมาให้พี่ช่าดู ไว้เป็นตัวเลือกดีก่า



เอิ๊กๆๆ......









จากคุณ : คนล่าห่าน - [ 26 ม.ค. 50 19:17:50 ]









 

Create Date : 28 มกราคม 2550    
Last Update : 30 มกราคม 2550 23:37:31 น.
Counter : 149 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

ชราร่า
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




");}
Friends' blogs
[Add ชราร่า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.