Group Blog
 
All Blogs
 

คาวาลลิโน มอเตอร์ เปิดตัวเฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย ที

คาวาลลิโน มอเตอร์ เปิดตัวเฟอร์รารี่แคลิฟอร์เนีย ที

ที่มาพร้อมการปฏิวัติเครื่องยนต์เทอร์โบ V8

คาวาลลิโนมอเตอร์ ผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการของเฟอร์รารี่ในประเทศไทยได้เปิดตัวเฟอร์รารี่แคลิฟอร์เนีย ที ณ โชว์รูมของคาวาลลิโน มอเตอร์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกต่อสื่อมวลชนและลูกค้าของเฟอร์รารี่ในประเทศไทยหลังจากที่ได้เปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์นานาชาติ ณ กรุงเจนีวาในเดือนมีนาคมเฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย ที สะท้อนความสง่างามสูงสุด ผสานความคล่องตัวและความพิเศษที่โดดเด่นในทุกรุ่นของแคลิฟอร์เนียตั้งแต่ปี 1950

คุณวรวุฒิ ภิรมย์ภักดี รองประธานบริษัท กรรมการบริหารบริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ได้กล่าวถึงยอดขายที่เติบโตขึ้นของเฟอร์รารี่ในประเทศไทยว่า “บริษัทคาวาลลิโน มอเตอร์ ได้เป็นตัวแทนจำหน่าย และซ่อมบำรุงรถยนต์เฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย มา 5 ปีแล้ว เราได้ดำเนินการทำธุรกิจอย่างโปร่งใสและได้รับการตอบรับและความเชื่อมั่นจากลูกค้าเป็นอย่างดีทั้งในด้านการขายและบริการหลังการขายและเราก็พร้อมที่จะรักษามาตรฐานของเฟอร์รารี่อย่างดีที่สุดตลอดไป”

คุณนันทมาลี ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการของ คาวาลลิโน มอเตอร์ กล่าวว่า "แคลิฟอร์เนียทีเป็นรถที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมที่ไม่เพียงแต่จะตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความสนุกในการขับขี่แต่ยังให้ความสำคัญกับความความสะดวกสบายหรูหราในรถยนต์ที่พวกเขาสามารถใช้งานได้ทุกวันเรามีความมั่นใจว่า แคลิฟอร์เนีย ที จะได้รับการตอบรับที่ดีในประเทศไทย"

แคลิฟอร์เนียที เป็นผลงานที่วิเศษที่สุดของสายพันธุ์เฟอร์รารี่ ที่มาพร้อมกับหลังคาแข็งพับได้ (RHT) และโครงสร้าง 2+ รวมถึงคุณสมบัติอื่นๆทำให้รถรุ่นนี้เป็นรถอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนได้สูงสุดตามความต้องการในการใช้งาน

เช่นเดียวกับเฟอร์รารี่ทุกรุ่นแคลิฟอร์เนีย ทีได้เพิ่มเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่จะทำให้รถรุ่นนี้มีเอกลักษณ์อย่างแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องยนต์เทอร์โบ V8 ใหม่ล่าสุด เทคโนโลยีเทอร์โบได้รับเกียรติให้เป็นเอกลักษณ์ทางวิศวกรรมของเฟอร์รารี่อันเนื่องมาจากรถรุ่นที่โดดเด่นอย่าง GTO ในปี 1984 และ F40 ในปี 1987 และแน่นอนว่าในปัจจุบันมันได้มาเป็นหัวใจหลักของ F1 สุดยอดรถแข่งแบบที่นั่งเดี่ยวรุ่นล่าสุดอีกด้วย

ทีมวิศวกรของมาราเนลโลได้ร่วมกันออกแบบขุมพลังที่โดดเด่นอันเป็นการผสมผสานคุณภาพเครื่องยนต์ของเฟอร์รารี่ อาทิ การตอบสนองที่เฉียบคมประสิทธิภาพดีเยี่ยมและอัตราเร่งอันทรงพลังในทุกความเร็วรวมถึงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่ม เข้ากับความอัจฉริยะของเทคโนโลยีเทอร์โบไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยไอเสีย และลดอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงให้พละกำลังสูงและมีขนาดกะทัดรัดความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่อย่างแท้จริงสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์

การผสมผสานอย่างลงตัวของความปราดเปรียวและและความสง่างามแคลิฟอร์เนีย ที ขับเคลื่อนด้วยระบบหัวฉีดตรงจากเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ V8 ขนาด 3,855 ซีซี ที่ให้พลังแรงม้าลงล้อที่ 560 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาทีส่งผลให้เกิดพลังงานถึง 145 แรงม้าต่อลิตร ซึ่งสูงสุดในกลุ่มนี้เช่นเดียวกับแรงบิดสูงสุด 755 นิวตันเมตรในเกียร์ 7 โดยมีอัตราเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.6 วินาทีและส่งผลถึงอัตราเร่งความเร็วพิเศษ แม้ในเกียร์ที่สูงขึ้นและการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

เป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อกำจัดอาการรอรอบของเครื่องยนต์เทอร์โบโดยการลดแรงเฉื่อยและนำเพลาข้อเหวี่ยงแบบแฟลตเพลนจากรุ่น F1 มาใช้นอกเหนือไปจากนวัตกรรมระบบอัดอากาศเทอร์โบ แบบสองใบพัดนอกจากนี้ยังควบคุมด้วยระบบ VariableBoost Management ที่จะปรับการส่งแรงบิดให้เหมาะสมกับเกียร์ที่เลือกจึงยังลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย

เช่นเดียวกับรถสูตร1 เทอร์โบชาร์จถูกได้นำมาใช้จากความต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของรถยนต์เปรียบเทียบกับแคลิฟอร์เนียรุ่นก่อน อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงได้ลดลง 15 เปอร์เซนต์ แม้จะมีแรงม้าเพิ่มขึ้นถึง 70 แรงม้า และลดลงถึง 49 เปอร์เซนต์เมื่อแรงบิดสูงสุดในเกียร์ 7 อัตราการปล่อยไอเสียลดลงเหลือเพียง 250 กรัมต่อกิโลเมตร และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 20 เปอร์เซนต์ หรือ 0.44 กรัมต่อกิโลเมตรต่อแรงม้า และมีผลโดยตรงให้รถสามารถวิ่งได้ระยะทางเพิ่มขึ้นถึง 15 เปอร์เซนต์

ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันและเทคนิคการผลิตที่ทันสมัยที่นำมาใช้สำหรับชิ้นส่วนที่สำคัญเช่นเพลาข้อเหวี่ยงแบบแฟลตเพลนท่อไอเสียแบบสามชิ้น และเครื่องเทอร์โบ เครื่องยนต์ของแคลิฟอร์เนีย ทีจึงผลิตเสียงที่ทรงพลัง และน่าประทับใจมากขึ้นตามอัตราการเร่งเพิ่มขึ้นของเครื่องยนต์นี่คือความสำเร็จเป็นประวัติการณ์อย่างสมบูรณ์สำหรับเครื่องยนต์เทอร์โบ

แคลิฟอร์เนียทียังเพิ่มความเร้าใจในแบบของรถแข่งอันเนื่องมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองของพวงมาลัยจากกระปุกพวงมาลัยใหม่และการตั้งระบบกันสะเทือนใหม่ ด้วยโช๊คอัพแม่เหล็กไฟฟ้า Magnaride รุ่นล่าสุด(ตอบสนองเร็วกว่าเดิมถึง 50 เปอร์เซนต์) ที่จะส่งผลให้การควบคุมรถแม่นยำยิ่งขึ้นในขณะที่ยังคงรับประกันความสะดวกสบายของการขับขี่

นอกจากนี้ระบบควบคุมใหม่ล่าสุดของ F1-Trac ซึ่งรับประกันอัตราเร่งสูงสุดและเบรกคาร์บอนเซรามิก CCM3 กับดิสก์เบรกใหม่ ร่วมกับระบบ ESPPremium 8.0 ซึ่งควบคุมการเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง โดยให้ระยะหยุดสั้นมากจากความเร็ว 100 – 0 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในระยะทางเพียง 34 เมตร

การผสมผสานสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนแน่วแน่ของแคลิฟอร์เนียที กับการควบคุมที่ทรงประสิทธิภาพและเครื่องยนต์ใหม่นั้นรับประกันความสนุกในการขับขี่ที่มอบทั้งความท้าทายและสภาพการขับขี่ที่ผ่อนคลายมากขึ้น

ศูนย์ออกแบบเฟอร์รารี่โดยผ่านฝีมือพินินฟารินา(Pininfarina) ได้ออกแบบแคลิฟอร์เนียที ออกมาในรูปแบบใหม่ในขณะที่ยังคงรักษาขนาดเดิม ด้านข้างของตัวรถยังคงไม่ต่างจาก Testa Rossa 250 อันโด่งดัง ในขณะที่ด้านหน้าเน้นเส้นไฟหน้าจรดด้านหลังที่กะทัดรัดและมีพละกำลังและเพื่อการลดแรงต้านอากาศและเพิ่มความพลิ้วไหวให้กับตัวรถนอกจากนี้ การวิจัยพลศาสตร์อย่างพิถีพิถันส่งผลให้เกิดการออกแบบแผ่นดักลมแบบสามแถวอีกด้วย

ช่องระบายอากาศในฝากระโปรงเพิ่มประสิทธิภาพของหม้อน้ำด้านหน้าโดยช่วยให้ขนาดตัวรถโดยรวมเล็กลงในขณะที่ส่วนล่างของกันชนหน้าได้รับการออกแบบให้ส่งอากาศไปยังหม้อแลกเปลี่ยนความร้อน(อินเตอร์คูลเลอร์)

ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราขลิบริมด้วยหนังฟอกพื้นที่ในห้องโดยสารมีความยืดหยุ่นและผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างส่วนเก็บสัมภาระและที่นั่งด้านหลัง

สนนราคาของเฟอร์รารี่แคลิฟอร์เนีย ที อยู่ที่ 518,200 ยูโร หรือ 23,319,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนที่ 45 บาทต่อ 1 ยูโร)




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2557    
Last Update : 20 มิถุนายน 2557 13:27:49 น.
Counter : 520 Pageviews.  

มาสด้ารับมอบโล่ห์ประกาศเกียรติคุณจากสถาบันยานยนต์


นายโชอิชิยูกิ ประธาน มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด รับโล่ประกาศเกียรติคุณจาก นายวิชัยจิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ในฐานะที่มาสด้านำเอาเทคโนโลยี สกายแอคทีฟซึ่งเป็นกรีนเทคโนโลยี ที่มาสด้าพัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็นเทคโนโลยีที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดจนการมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อสนับสนุนให้วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยแข็งแกร่งมากยิ่งด้วยนโยบายหลักดังกล่าวมาสด้าจึงเข้ามาเป็นผู้ให้การสนับสนุนในงานการประชุมทางวิชาการ"ออโตโมทีฟ ซัมมิท 2014" (AutomotiveSummit 2014) ถูกกำหนดจัดขึ้นเพื่อเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ของอุตสาหกรรมทั้งในระดับประเทศและระดับาชาิให้ับผู้เข้าร่วมทุท่านรวมทั้โอกาสสำคัญที่จะได้พบเรียนรู้และขยายเครือข่ายางธรกิจกับบุคคลสำคัญในแวดวงการอุตสาหกรรมที่สำคัญมาสด้านำเอาเทคโนโลยี สกายแอคทีฟเข้าร่วมจัดแสดงให้ประชาชนผู้สนใจได้ร่วมชมและสัมผัสสุดยอดเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ในระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน 2557




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2557    
Last Update : 20 มิถุนายน 2557 12:15:53 น.
Counter : 173 Pageviews.  

BENZ NK เปิด WALD Complete Car ใหม่ล่าสุดพร้อมกัน 3 รุ่น


BENZ NK เปิด WALD Complete Car ใหม่ล่าสุดพร้อมกัน3 รุ่น ตอบสนองลูกค้าที่ต้องการความโดดเด่นเฉพาะตัว


นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ เบนซ์ เอ็น.เค. ออโต อิมพอร์ตเปิดเผยว่าในฐานะที่บริษัทฯ ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายชุดแต่งระดับโลกอย่างเป็นทางการในประเทศไทยถึง5 แบรนด์ ได้แก่ HamannMotor Sport, Piecha, Prior-Design, Caractere และ WALD International โดยได้มีการเปิดตัวรถยนต์ตกแต่งในรูปแบบ Complete Car อย่างต่อเนื่องมากถึง 10 รุ่นนับตั้งแต่ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Bangkok International Auto Salon เมื่อเดือนมิถุนายนของปีที่แล้วถือเป็นการทำตลาดอย่างต่อเนื่องและตอกย้ำนโยบายหลักของทางบริษัทที่เน้นสร้างความแตกต่างในเรื่องการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายรวมถึงชูจุดแข็งในเรื่องของโปรดักส์ที่มีความหลากหลายสามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าได้ครบทุกความต้องการ ล่าสุดจัดงานเปดตั 3 ยนตรกรรมใหม่ล่าสุดจากค่าย WALDInternational ได้แก่ E-Class FaceliftWALD, A-Class WALD และ SLK WALD Complete Car ถือเป็นการเปิดตัวประเทศที่สองในโลกหลังจากที่เพิ่งมีการเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่น

สำหรับชุดแต่ง WALDรุ่น BlackBison ที่นำมาเปิดตัวทั้ง 3 รุ่นในครั้งนี้ตั้งใจนำเข้ามาตอบโจทย์สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถเมอร์เซเดสเบนซ์รุ่น A-Class, SLK และ E-Class Facelift โดยเฉพาะในรุ่นที่ไม่ได้มาพร้อมชุดแต่ง AMG ซึ่งมั่นใจว่าชุดแต่ง WALD จะสามารถสร้างความโดดเด่นสวยงามได้อย่างลงตัวสำหรับชุดแต่ง WALD รุ่น Black Bison ถือเป็นชุดแต่งซีรี่ย์ท็อปสุดของทางค่ายมาพร้อมพาร์ทรอบคันถึง 10 ชิ้นช่วยเพิ่มความโดดเด่นไม่เหมือนใครโดยยังคงเอกลักษณ์การดีไซน์เน้นเส้นสายที่ดุดันโฉบเฉี่ยวทันสมัยแต่งแฝงไปด้วยความโก้หรูสไตล์ WALD โดยทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับล้อแม็กWALD รุ่นท็อปสุด Portofino P21C ขอบ 19 นิ้วโดยเน้นขนาดของล้อที่ไม่ใหญ่จนเกินไปเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานจริง ทั้งนี้จากการที่ทางบริษัทฯเป็ตัวทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยจึงพร้อมรับประกันคุณภาพสินค้าและการประกอบติดตั้งที่ถูกต้องจากโรงงาน เพื่อความมั่นใจของลูกค้าทุกท่าน

นายพิตินันทน์ เปิดเผยเพิ่มเติมถึงทิศทางการทำตลาดในช่วงครึ่งปีหลังว่า “จากการที่ในปีนี้ทางบริษัทดำเนินธุรกิจรถยนต์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 46 และได้มีการจัดงาน Grand Opening เปิดโชว์รูม Benz NK Revolution อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมากจากลูกค้าในขณะเดียวกันปีนี้ทางบริษัทมีนโยบายทำตลาดรถยนต์นำเข้ายี่ห้ออื่นๆนอกเหนือจากรถเบนซ์ทำให้สามารถขยายกลุ่มลูกค้าได้กว้างมากยิ่งขึ้นรวมถึงการรับประกันหลังการขายพร้อมวารันตี 3 ปีเต็มไม่จำกัดระยะทางจากศูนย์ซ่อมบริการมาตรฐานขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มความมั่นใจสูงสุดให้กับลูกค้าทั้งนี้ทางบริษัทได้มีการแบ่งสัดส่วนของโปรดักส์ในการทำตลาดนับจากนี้เป็นต้นไปไว้ชัดเจนคือรถเบนซ์ใหม่นำเข้า 50% รถยนต์นำเข้ายี่ห้ออื่นๆ 15% รถเบนซ์มือสอง 30% และรถยนต์ตกแต่งในรูปแบบComplete Car 5% ซึ่งถือเป็นความร่วมมือกันระหว่างทางบริษัทกับทางPRODRIVE พันธมิตรของเราในเรื่องชุดแต่ง โดยในครึ่งปีหลังทางบริษัทจะเน้นการจัดกิจกรรมแบบBelow The Line เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น พร้อมเตรียมแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องโดยยังคงเน้นนโยบายการให้บริการหลังการขายมาเป็นอันดับหนึ่งพร้อมมั่นใจว่าโดยสถานการณ์ทางการเมืองที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติจะทำให้ยอดขายเป็นไปตามที่เราได้ตั้งเป้าไว้”


สำหรับผู้ที่สนใจ WALDComplete Car ใหม่ล่าสุดทั้ง 3 รุ่นสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ Call Center : 087-634-7777 ติดตามอัพเดทรถใหม่ประจำวันได้ที่ Facebook.com/benznkautoimport และ Instagram@BenzNK_Revolution พร้อมชมโชว์รูมเบนซ์เอ็น.เค.โฉมใหม่ได้ทาง Youtube: Benz NK Revolution




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2557    
Last Update : 19 มิถุนายน 2557 16:22:07 น.
Counter : 341 Pageviews.  

สีพ่นรถยนต์โครแมกซ์ ขยายช่องทางจัดจำหน่ายในเขตภาคเหนือตอนล่าง

สีพ่นรถยนต์โครแมกซ์ขยายช่องทางจัดจำหน่ายในเขตภาคเหนือตอนล่าง เปิดศูนย์ผสมสีโครแมกซ์? คัลเลอร์เซ็นเตอร์ มาตรฐานระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย

บริษัท แอ็กซอลตา โค้ทติ้ง ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระบบสีพ่นรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกภายใต้แบรนด์ “โครแมกซ์? ” (Cromax?) ชื่อเดิมคือ "สีพ่นรถยนต์ดูปองท์" ร่วมกับ นครสวรรค์คาร์เพนท์ตัวแทนจำหน่ายสีพ่นรถยนต์โครแมกซ์ จังหวัดนครสวรรค์ เปิดศูนย์ผสมสี โครแมกซ์? คัลเลอร์เซ็นเตอร์ มาตรฐานระดับโลกในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายพีระพงษ์นพนาคีพงษ์ ประธานผู้พิพากษาสมทบ คดีเด็กและเยาวชน จังหวัดนครสวรรค์ และนายวรพลสินอนันต์วณิช ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นครสวรรค์คาร์เพนท์ จำกัดร่วมในพิธีเปิดศูนย์ผสมสีโครแมกซ์?คัลเลอร์ เซ็นเตอร์

สิทธิศักดิ์ อนันตประยูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็กซอลตา โค้ทติ้งซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ธุรกิจที่อยู่ในตลาดสีพ่นรถยนต์ปัจจุบันต้องมีการปรับตัวและดึงกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้ให้เหมาะสม จากสภาวะตลาดในปัจจุบัน ธุรกิจซ่อมสีและตัวถัง ถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตเป็นอย่างมากเนื่องจากจำนวนรถจดทะเบียนมีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดดจึงทำให้ความต้องการซ่อมสีและตัวถังมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายที่ผู้ประกอบการศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังต้องเผชิญในปัจจุบันคือภาวะการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะและความชำนาญสูงในกระบวนการซ่อมสี โดยเฉพาะในส่วนของช่างผสมสีที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง ประสบการณ์สูงทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทันท่วงที

บริษัท แอ็กซอลตา โค้ทติ้ง ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้นำระบบสีพ่นรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก ภายใต้ แบรนด์ “โครแมกซ์? ” (Cromax?) ชื่อเดิมคือ"สีพ่นรถยนต์ดูปองท์" ได้เล็งถึงโอกาสทางการตลาดนี้ จึงได้ร่วมกับบริษัทนครสวรรค์คาร์เพนท์ ตัวแทนจำหน่ายสีพ่นรถยนต์โครแมกซ์ พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ โดยเปิดศูนย์ผสมสีโครแมกซ์? คัลเลอร์เซ็นเตอร์ ขึ้นในจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์ผสมสีรถยนต์มาตรฐานภายใต้แบรนด์ “โครแมกซ์? ” ในเขตภาคเหนือตอนล่างในประเทศไทย เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สีพ่นรถยนต์คุณภาพสูงจากโครแมกซ์?รวมทั้งได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด Acquire II เข้ามาช่วยในการค้นหาสูตรสีและปรับแต่งเฉดสีเพื่อให้ได้สีที่มีความใกล้เคียงกับสีรถ ที่ลูกค้านำมาเข้าซ่อมมากที่สุดโดยสามารถถ่ายโอนข้อมูลการอ่านค่าสีเข้าในระบบฐานข้อมูลสูตรสีของAxalta Coating Systems ได้มากกว่า500,000 สูตรสี จากทุกค่ายรถยนต์ทั้งที่ผลิตในประเทศ และรถยนต์นำเข้าอีกทั้งยังได้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับงานพ่นซ่อมรถยนต์คุณภาพสูงจาก โครแมกซ์?แบบเต็มระบบครบวงจร ทั้งสีโป๊วสีพื้น แล็กเกอร์ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพงานซ่อม

การเปิดศูนย์ผสมสี “โครแมกซ์? คัลเลอร์เซ็นเตอร์” จังหวัดนครสวรรค์ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีพ่นรถยนต์โครแมกซ์? ไปยังกลุ่มลูกค้าเขตภูมิภาคโดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง โดยมุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรมแบบครบวงจรพร้อมด้วยบริการที่ทันสมัย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็วเพื่อก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพด้วยมาตรฐานระดับสากล




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2557    
Last Update : 19 มิถุนายน 2557 16:14:10 น.
Counter : 315 Pageviews.  

“เอ็มจี”นำประวัติศาสตร์แห่งยานยนต์อังกฤษสู่ประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวอย่าง “เอ็มจี6” เป็นทางการ


“เอ็มจี”นำประวัติศาสตร์แห่งยานยนต์อังกฤษสู่ประเทศไทยด้วยการเปิดตัวอย่าง “เอ็มจี6” เป็นทางการ รูปลักษณ์การออกแบบฟาสต์แบ็คที่คำนึงถึงหลักทางอากาศพลศาสตร์ก้าวข้ามแนวคิดในการออกแบบรถยนต์แบบดั้งเดิม

เอ็มจีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอังกฤษสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับออุคสาหกรรมยานยนต์ไทย กับการแนะนำรถยนต์เอ็มจี 6 ทั้งรูปแบบรถยนต์นั่งและรถฟาสต์แบ็ค 5 ประตู รถยนต์เอ็มจี 6 จะทำการผลิตที่โรงงานประกอบรถยนต์ของเอ็มจี ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์น ซีบอร์ด ในจังหวัดชลบุรี บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ซึ่งทำการก่อสร้างด้วยงบประมาณ 9,000 ล้านบาท และมีความสามารถในการผลิตรถยนต์ได้ถึง 50,000 คันต่อปี


มร. หวู่ ฮวน กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยระบุว่าการผลิตรถยนต์เอ็มจี6 นั้น จะมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไม่น้อยกว่า 40% เพื่อทำการจำหน่ายในประเทศและตลาดส่งออก

“เอ็มจีวางแผนที่จะส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยไปยังประเทศที่ใช้งานรถยนต์พวงมาลัยขวาทั่วโลกซี่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาของเอ็มจีและเราจะเดินหน้าแผนการตลาดสำหรับการส่งออกเพื่อสนับสนุนการผลิตรถยนต์ในโรงงานแห่งนี้”นายหวู่กล่าว

ด้วยการติดตั้งแนวคิดความสนุกสนานในการขับขี่ที่เรียกว่า“บริทไดนามิก” (Brit Dynamic) ซึ่งเป็นการประกอบกันของคุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ อันประกอบไปด้วย สมรรถนะ,การควบคุมรถ, การออกแบบและความปลอดภัยสู่การเป็นเป็นรถยนต์ที่มีความน่าสนใจ เอ็มจี 6 เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่จิตวิญญาณนักขับถูกผสานเข้ากับวิศวกรรมจากสนามแข่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือยนตรกรรมที่ให้สมรรถนะที่โดดเด่น การออกแบบที่ปราศจากข้อติการควบคุมที่เน้นให้นักขับเป็นศูนย์กลาง และความปลอดภัยระดับสากล

ขุมกำลังของรถยนต์คันนี้มาจากเครื่องยนต์ทีซีไอ-เทค 1.8 ลิตรที่มาพร้อมเทอร์โบชาร์จและอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ให้พละกำลังสูงสุด 118 กิโลวัตต์ (161 แรงม้า) ที่ 5,500 รอบต่อนาทีและให้แรงบิดสูงสุด 215 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ต่ำเพียง 2,500 รอบต่อนาที ที่ทำให้เอ็มจี 6 มีความยืนหยุ่นที่เป็นเยี่ยม

เครื่องยนต์อลูมิเนียมแท้ทั้งเครื่องมาพร้อมระบบจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดมัลติพอยท์เอ็มเอฟไอ (Multipoint Fuel Injection) และวาล์วแปรผันอัจฉริยะDVVT (Double VariableValve Timing) ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำแบบรถแข่งและระบบการจัดการเครื่องยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ EMS6204ส่งกำลังอย่างลื่นไหลด้วยระบบ DualClutch Transmission (DCT) 6 สปีดพร้อมระบบเกียร์แพดเดิลชิฟท์ที่ติดตั้งอยู่ที่พวงมาลัยเพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่และความปลอดภัยที่เหนือไปอีกขั้นระบบเกียร์อัจฉริยะช่วยลดระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ลงเหลือเพียง 0.2 วินาทีเท่านั้น และยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการประหยัดน้ำมันอีกต่างหาก

เอ็มจี6นับเป็นรถยนต์รุ่นเดียวในรถยนต์ระดับนี้ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ ซึ่งทำให้เครื่องยนต์1.8 ลิตรรุ่นนี้สามารถให้พละกำลังและแรงบิดได้เทียบเท่ากับเครื่องยนต์รุ่นปกติขนาด 2.0 ลิตรนอกจากนี้ เครื่องยนต์รุ่นนี้ยังรองรับการใช้งานน้ำมันเชื้อเพลิงอี 20 ได้เช่นกัน

นอกเหนือไปจากการให้สมรรถนะที่เร้าใจเอ็มจี 6 ยังนำเสนอการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมและมีความโดดเด่นในเรื่องของระดับการปล่อยไอเสีย

แชสซีที่ออกแบบมาโดยมุ่งเน้นที่ความสปอร์ตของเอ็มจี 6 ให้มาตรฐานการขับขี่ในแบบรถยนต์ยุโรป ด้วยการควบคุมรถที่แม่นยำรวมไปถึงความมีเสถียรภาพของรถที่ความเร็วสูงความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการจูนตัวถังที่เหมาะสมรวมไปถึงการใช้เหล็กกันโคลงขนาดใหญ่ที่ช่วยรักษาความสามารถในการสนับสนุนการขับขี่ของตัวรถในการเข้าโค้งอย่างรุนแรง

ระบบรองรับแรงสั่นสะเทือนที่ปรับจูนมาอย่างพอเหมาะเพื่อสร้างสมดุลที่ดีระหว่างการอัดและการคืนตัวของโช๊คอัพช่วงล่างแบบอิสระของเอ็มจี 6 ประกอบไปด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทและช่วงล่างมัลติลิงค์แบบซี-ไทป์ที่ด้านหลังมาพร้อมระบบช่วยลดการสั่นสะเทือนที่ยืดหยุ่นตามความเหมาะสมในการใช้งานทั้งหมดนี้จะช่วยในเรื่องของการบังคับควบคุมรถที่แม่นยำและเพิ่มความพึงพอใจในการขับขี่ขณะเดียวกัน ก็ช่วยรักษาเสถียรภาพระดับสูงของตัวรถ

การออกแบบที่แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลแบบยูโรเปียนของเอ็มจี6สร้างบรรยากาศแห่งความเคลื่อนไหวของตัวรถ แม้แต่ในยามที่รถจอดนิ่งสนิท

สปอยเลอร์ที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์มาพร้อมระบบ Air-FlowTuner Plus ให้สมรรถนะตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นรวมถึงการประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้น

ล้ออัลลอยมีให้เลือกทั้งแบบ 17 นิ้วและ 16 นิ้ว เสาอากาศรูปทรงครีบฉลามออกแบบแบบยูโรเปียนได้รับการติดตั้งมาบนหลังคาของรถทุกคัน

ห้องโดยสารภายในให้ความดึงดูดทั้งในเรื่องของรายละเอียดการออกแบบและความกว้างขวางของห้องโดยสารสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการออกแบบเชิงบูรณาการแบบไดนามิกของเอ็มจี

เอ็มจี 6 ได้พัฒนาเพื่อให้มีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางโดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่วางขาและพื้นที่ส่วนไหล่ของผู้โดยสารเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศการขับขี่ที่สะดวกสบาย

ในรุ่นฟาสต์แบ็ค 5 ประตูนั้นพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้ถูกขยายเพิ่มเติมเป็น 472 ลิตรพร้อมระบบพับเบาะที่นั่งตอนหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้

ทางด้านความปลอดภัยนั้น เอ็มจี 6 มาพร้อมนวัตกรรมการออกแบบตัวถัง USD (Ultimate Stiffness Design) ที่โครงสร้างของตัวรถกว่า 63% ถูกสร้างขึ้นมาด้วยโลหะที่มีความแข็งแกร่งและโลหะที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษซึ่งทำให้รถคันนี้ผ่านมาตรฐานการทดสอบการชนของยุโรประดับ 5 ดาวเลยทีเดียว

ระบบช่วยเหลือทางด้านความปลอดภัย 10 ระบบถูกติดตั้งอยู่ในรถยนต์เอ็มจี6 ซึ่งก็รวมถึงระบบช่วยควบคุมแรงเบรกเมื่อรถไถลลื่น (VSC - Vehicle StabilityControl) ระบบเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่โดยลดการลื่นไถล(TCS - Traction Control System) ระบบป้องกันการลื่นเมื่อเร่งความเร็ว(MSR - Motor Control Slide Retainer) ระบบช่วยควบคุมแรงดันถังเบรก (CBC - Cornering Brake Control) ระบบช่วยกระจายแรงเบรค(EBD - Electronic BrakeDistribution) ระบบป้องกันล้อล็อคขณะเบรคฉุกเฉิน (ABS - Anti-lock Braking System) ระบบตรวจสอบแรงดันยางรถยนต์อัจฉริยะ(ITPMS - IndirectMonitor Tire System) ระบบทำความสะอาดจานเบรคอัจฉริยะ (BDC - Brake Disc Cleaning) ระบบควบคุมการเบรคฉุกเฉิน(BA - Brake Assist) และระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน(HAS - Hill Start AssistSystem)

ในรุ่นท๊อปยังมาพร้อมกับถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง ประกอบไปด้วยถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า และถุงลมนิรภัยด้านข้างที่ติดตั้งอยู่ที่ตำแหน่งเบาะผู้โดยสารตอนหน้าที่ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับน้ำหนักผู้โดยสารโดยเฉพาะ

รถยนต์เอ็มจี 6 เปิดตัวในประเทศไทยพร้อมกัน 2 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ ตัวถังสปอร์ตตี้ ฟาสต์แบ็ค 5ประตู และแบบซีดาน 4 ประตู โดยในรุ่นฟาสต์แบ็คจะแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย (เอ็กซ์และดี)ขณะที่ในรุ่นซีดานจะมี 3 รุ่นย่อยให้เลือก (เอ็กซ์, ดีและซี)

เอ็มจี 6 สปอร์ตตี้ ฟาสต์แบ็คทั้งรุ่นเอ็กซ์และดี จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เทอร์โบชาร์จเจอร์วางราคาจำหน่ายที่ 1,108,000บาท และ 968,000บาท ตามลำดับ

ขณะที่เอ็มจี6 ซีดาน รุ่นเอ็กซ์และดีจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เทอร์โบชาร์จเจอร์เช่นกัน และวางราคาจำหน่ายที่1,098,000บาท และ 898,000บาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในรุ่นเอ็มจี6 ซีดาน ซี จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8ลิตรแบบธรรมดา โดยวางราคาจำหน่ายที่ 848,000บาท

บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะจำหน่ายเอ็มจี 6 ไว้ทั้งสิ้น 2,000 คันในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้

ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 30 รายทั่วประเทศได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและพร้อมที่จะเดินหน้าทำตลาดได้ในปีนี้ โดยตัวแทนจำหน่าย 9 แห่งแรกพร้อมที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ตัวแทนจำหน่ายอีก 16 แห่งจะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคมเอ็มจีเชื่อว่าเพื่อการสร้างการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาวการพัฒนาเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายให้เข้มแข็งจะเป็นหลักการที่สำคัญในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าและจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของตราสินค้าในประเทศไทย

รถยนต์เอ็มจี6พร้อมแล้วที่จะเปิดรับจองอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปซึ่งเอ็มจีได้เตรียมข้อเสนอที่ดีที่สุดเพื่อมอบให้กับลูกค้าที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของรถด้วยการมอบบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (MGRoadside Assistance) บริการช่วยเหลือที่จุดบริการ (MG Mobile Service) และการรับประกันคุณภาพของสินค้านานถึง 4 ปีหรือ 120,000กิโลเมตร

ในส่วนของการให้บริการหลังการขายนั้นเอ็มจีได้ทำการเปิดศูนย์กระจายอะไหล่ (PartsDistribution Center) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนบางนา-ตราด กม.19 ซึ่งได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีล่าสึดสำหรับการจัดเก็บและขนส่งอะไหล่รถยนต์บนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร สามารถจัดเก็บอะไหล่ที่มีความแตกต่างกันได้มากกว่า 2,500 ชนิด ที่พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศไทยตลอด 24 ชั่วโมง

“ศูนย์แห่งนี้ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์อะไหล่ พนักงานและระบบต่าง ๆ อย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการตามความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสิ่งนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการรออะไหล่ลงไปได้โดยศูนย์แห่งนี้มีเป้าหมายที่จะรองรับความต้องการของพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายหวู่กล่าวเสริม

สำหรับศูนย์บริการและศูนย์ฝึกอบรมของเอ็มจี(MG Service Center andTraining Center) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนอ่อนนุชนั้นได้ก่อตั้งเป็นที่เรียบร้อยและเปิดดำเนินการแล้วเช่นกัน




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2557    
Last Update : 19 มิถุนายน 2557 16:08:09 น.
Counter : 322 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

green z
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add green z's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.