Group Blog
 
 
สิงหาคม 2552
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
26 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 
พื้นที่ตรงนี้



ได้เห็นคำทักทายของพวกคุณที่ถามไถ่กันเข้ามาว่า ทำไมถึงหายหน้าไร้วี่แววไปเลย ข้าพเจ้าไม่ได้เดินทางอีกแล้วหรือ หรือว่าแต่งงานไปแล้ว ฯลฯ

กี่ปีแล้วสินะที่ข้าพเจ้าไม่ได้เดินทางอย่างที่เคยทำเช่นวันวาน หลังจากได้อ่านคำคอมเมนต์ของพวกคุณแล้ว มันทำให้ความทรงจำในช่วงเวลานั้นของข้าพเจ้าผุดพรั่งขึ้นมาเป็นฉากต่อฉากทีเดียว ยอมรับว่าคิดถึงชีวิตในช่วงเวลานั้นอยู่เหมือนกัน ชีวิตที่มีอิสรเสรีดุจดั่งสกุณาที่โบยบินไปยังที่ใดก็ได้ดังใจปรารถนา...

ช่วงชีวิตที่ข้าพเจ้าหายไปจากพื้นที่ตรงนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้หยุดเดินทางอย่างที่พวกคุณคิดหรอก เพียงแต่ข้าพเจ้าเปลี่ยนเส้นทางไปยังโลกอีกแห่งหนึ่ง เป็นโลกที่ใครหลายๆคนก็คุ้นเคยเป็นอย่างดีนั่นแหละ ข้าพเจ้าจะขอเรียกแดนหฤหรรย์นี้ว่าโลกแห่งความรักก็แล้วกัน และด้วยคนึงหาห้วงเวลาเก่าๆสมัยที่ยังประจำอยู่พื้นที่ตรงนี้ ข้าพเจ้าจึงขอกลับมาเขียนบันทึกอีกครั้ง ข้าพเจ้าจะขอเล่าเรื่องราวที่ได้ประสบมาในโลกแห่งความรักให้พวกคุณได้ลองอ่านดู หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกคุณคงสนุกไปกับการเดินทางครั้งนี้ของข้าพเจ้าเหมือนเช่นการเดินทางที่ผ่านมา

ข้าพเจ้าเปลี่ยนไปใช่ไหม ข้าพเจ้ารู้ตัว แต่ถ้าพวกคุณลองได้ก้าวเท้ามาสู่โลกแห่งความรักแล้ว พวกคุณจะเข้าใจว่ามันแสนสุขเพียงใด ในเมื่อข้างกายข้าพเจ้ามีครอบครัวอันแสนอบอุ่น ทั้งลูกชายที่น่ารักและสามีที่น่าชัง แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ปฏิเสธว่าเส้นทางความรักกว่าที่จะเดินมาถึง ณ จุดนี้ ก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสวยๆแบบที่ผู้ชายชอบนำมามอบให้แต่ประการใด หากต้องผ่านหนามแหลมของชีวิตรักมานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน ทุกครั้งที่ย้อนกลับไปรำลึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิกับตัวเองอย่างบอกไม่ถูก นี่กระมัง ที่เค้าเรียกว่ารสชาติของความสำเร็จ เพราะการบรรลุเป้าหมายที่ได้มาแบบง่ายๆ คงไม่น่าภาคภูมิใจเท่านี้หรอก (สำหรับข้าพเจ้าแม้แต่เรื่องความรักก็ต้องมีเป้าหมายเหมือนกัน) อย่างชีวิตรักของข้าพเจ้าที่ประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้นั่นไง มันก็ย่อมมีเบื้องหลังที่จำต้องฟันฝ่ากับทุกความรู้สึกที่ปะปนกันไป แล้วข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง

เขียนมาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้ารู้นะว่าพวกคุณคงต้องอิจฉาข้าพเจ้าอยู่บ้างแหละ คงไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่าพวกคุณก็เคยปรารถนาจะได้ผู้ชายดีๆที่เพียบพร้อมซักคนมาครอบครอง ข้าพเจ้าไม่ค่อยเข้าใจพวกคุณบางคนที่ปฏิเสธโลกแห่งความรักอันงดงามนั้นได้ลงคอ สมมติว่า ถ้าข้าพเจ้าต้องถูกบังคับให้อยู่อย่างเดียวดายโดยปราศจากการหล่อเลี้ยงโดยบุรุษเพศคนใด โลกรอบตัวของข้าพเจ้าคงมีแต่ความเศร้าโศกและหดหู่เป็นแน่ ข้าพเจ้านึกภาพไม่ออกว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปเพื่ออะไร ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของความรัก

ความรักครั้งแรกของข้าพเจ้าเกิดขึ้นสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เด็กๆสมัยนี้อาจตั้งคำถามว่า ทำไมมีความรักครั้งแรกช้าจัง ก็ต้องเข้าใจสิค่ะ ว่าข้าพเจ้าเป็นพวกเด็กเรียบร้อย ออกจะเป็นเด็กเรียนเด็กเนิร์ดซะด้วยซ้ำ ข้าพเจ้านึกภาพตัวเองไม่ออกเลยว่าจะมีความรักควงผู้ชายขณะที่กำลังถักเปียนุ่งกระโปรงนักเรียนไปได้ยังไง แต่จะว่าไป เด็กรุ่นข้าพเจ้าก็แตกต่างจากเด็กยุคนี้มากๆ ข้าพเจ้าเห็นเด็ก (ยังไม่ทันสาว) สมัยนี้หลายคน น่าจะยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมแท้ๆ แต่กลับถูกเนื้อต้องตัวกับผู้ชายอย่างประเจิดประเจ้อ ราวกับว่าการมีแฟนเป็นตัวเป็นตนของเด็กสมัยนี้กลายเป็นแฟชั่นระบาดที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม เรื่องของการมีความรักในยุคนี้คงถือเป็นเรื่องธรรมดามากถึงมากที่สุด เพราะโลกแห่งความรักในยุคไฮเทคนี้ถูกครอบงำด้วยโลกไซเบอร์ไปซะแล้ว มีช่องทางมากมายให้บรรดาผู้โหยหาความรักได้โคจรมาพบปะกัน และโลกที่ว่านั้นก็เหมือนถูกออกแบบมาเฉพาะ สำหรับการแสวงหาความสัมพันธ์ที่กระชับฉับไวขึ้น ลดขั้นตอนที่จะต้องรอคอยศรจากกามเทพมาปักอก แบบว่าเห็นหน้าค่าตาไม่ต้องทันข้ามวัน ต่างฝ่ายต่างก็แผงศรของตัวเองใส่กันได้เลย รวบหัวรวบหางรวบรัดตัดตอน ทันใจวัยรุ่นซะไม่มี แม้แต่ระบบไว-ไฟ (Wi-Fi) ระดับความเร็วสูงที่เป็นที่นิยมในขณะนี้ ก็อาจจะไม่ “ไวไฟ” เท่าเด็กวัยรุ่นพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ ถึงข้าพเจ้าจะเป็นนักออกแบบเวบไซต์ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกดังกล่าวมากนักหรอก ที่พอจะรับรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง ก็มาจากปากคำของคู่รักหลายคู่ที่ข้าพเจ้ารู้จักเป็นการส่วนตัว ซึ่งไปพบรักกันที่นั่น มันช่างเป็นโลกลึกลับที่ข้าพเจ้าแทบไม่รู้จักเอาซะเลย

เอาเป็นว่า ความรักสมัยนี้คงไม่ต้องอาศัยเครื่องรางอย่าง “บุพเพสันนิวาส” ที่มีเทวดามาช่วยปลุกเสกให้อีกแล้วกระมัง แม้แต่ในยุคสมัยของข้าพเจ้า คำว่าบุพเพสันนิวาสก็ดูจะพ้นสมัยไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม ข้าพเจ้ากลับรู้สึกซึมซาบกับคำนี้อยู่ไม่น้อย พวกคุณอย่าหาว่าข้าพเจ้าละเมอเพ้อเจ้อไปเลย มันสร้างความรักในจินตภาพของข้าพเจ้าให้ดูสวยสดงดงามไปซะทั้งหมด เป็นความรักในโลกที่ถูกระบายด้วยสีชมพูสีเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้ารู้ดีว่ามันฟังดูเหมือนเป็นโลกในนิยายน้ำเน่าที่นักประพันธ์จินตนาการสูงเพ้อฝันขึ้นมา หรือหนังรักโรแมนติกทั้งหลายที่สร้างให้พระเอกและนางเอกได้จุมพิศกันอย่างดูดดื่มโดยเฉพาะในฉากจบ มันช่างเป็นภาพที่น่าพรึงเพริศ ข้าพเจ้ายอมถูกมอมเมาด้วยเรื่องราวเหล่านั้น เพียงเพื่อจะได้หลุดเข้าไปเป็นนางเอกในหนังพวกนั้นซักชั่วครู่ก็ยังดี

สุพจน์คือผู้ชายคนนั้นที่เข้ามาในโลกแห่งความรักครั้งแรกของข้าพเจ้า เขาทำให้โลกของข้าพเจ้ากลายเป็นสีชมพู ข้าพเจ้าเหมือนถูกพันธนาการให้อยู่ในโลกอันรุ่มเร่านั้นชนิดถอนตัวไม่ขึ้น ทุกอย่างดูจัดจ้านมีสีสันไปซะทั้งหมด เราทั้งคู่ต่างก็เรียนสาขาศิลปกรรมศาสตร์เหมือนกัน เขาเป็นรุ่นพี่ของข้าพเจ้าปีนึง เริ่มมาจีบข้าพเจ้าขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้นปีสอง เขาสารภาพว่าแอบชอบข้าพเจ้าตั้งแต่ตอนที่ข้าพเจ้าเข้ามาอยู่ปีหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่กล้าแสดงตัวตนออกมา เขาเป็นคนฉลาด เรียนดี หน้าตาดี ทั้งยังสุภาพอ่อนโยน ด้วยคุณลักษณะดังกล่าว ทำให้เขาคงเป็นผู้ชายในฝันของใครต่อใครอีกหลายคนไม่ยากนัก ในช่วงที่เราคบหากันตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เราก็มักจะไปไหนมาไหนด้วยกัน และเขาก็ยังขับรถมารับและส่งข้าพเจ้าจากที่บ้านถึงมหาวิทยาลัยอีกด้วย

หลังเรียนจบไปแล้ว พี่พจน์ก็ช่วยให้ข้าพเจ้าเข้าทำงานในบริษัทเดียวกับที่เขาทำงานอยู่ ทั้งยังได้ทำงานด้านออกแบบเวบไซต์ซึ่งเป็นงานที่ข้าพเจ้าหลงรัก ในตอนนั้นข้าพเจ้าวาดฝันไว้ว่า ตนจะต้องเป็นกราฟฟิคดีไซเนอร์ที่ประสบความสำเร็จให้จงได้ ทว่าหลังจากที่ข้าพเจ้าเข้ามาทำงานยังไม่ทันถึงหนึ่งปี พี่พจน์ก็ได้งานใหม่ที่น่าสนใจสำหรับเขามากกว่า แน่นอนการลาออกของเขาทำให้เราต้องพบเจอกันน้อยลง มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเคว้งคว้างและอ้างว้าง เหมือนชีวิตขาดสิ่งยึดเหนี่ยวบางอย่างไป จิตใจของข้าพเจ้าในช่วงนั้นจึงอยู่ในสภาวะไม่อยู่กับร่องกับรอย เดี๋ยวอยู่กับงานตรงหน้า เดี๋ยวดอดไปคิดถึงเขาเป็นระยะๆ ข้าพเจ้าจึงเริ่มมีข้อบกพร่องในการทำงานมากขึ้น ซึ่งนั่นจะเท่ากับเป็นการดิสเครดิตตัวข้าพเจ้าเอง มันทำให้ใครบางคนในบริษัทเริ่มจับตามอง ข้าพเจ้าพยายามดึงสติกลับมาอีกครั้ง ด้วยจะทำสิ่งที่ผิดพลาดบ่อยๆแบบเดิมไม่ได้อีก

การที่เราไม่ได้เจอหน้ากันอย่างสม่ำเสมอเช่นก่อน ทำให้ความรักระหว่างเราเริ่มมีช่องว่างที่ถ่างกว้างขึ้น และข้าพเจ้าก็ไม่สามารถเจอกับเขาได้ทุกวันด้วยหน้าที่การงานที่รัดตัวพวกเราทั้งคู่ เราจึงนัดพบกันเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น นอกนั้นก็มีเพียงโทรศัพท์ที่เราใช้เชื่อมโยงถึงกันบ้างในช่วงเวลาทำงาน แต่ถ้าในช่วงนั้นข้าพเจ้าหรือเขาเกิดมีงานติดพันค้างอยู่ การสนทนาก็จำต้องยุติลง ข้าพเจ้าแทบไม่รู้เรื่องราวในชีวิตของเขาในช่วงนั้นเลยว่าเขาได้ไปทำอะไรมาบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งเขาโทรมาหาข้าพเจ้า โดยที่ข้าพเจ้ายังไม่ทันตั้งตัวเลยว่า นั่นจะเป็นการคุยกับเขาครั้งสุดท้าย

เขาขอเลิกกับข้าพเจ้า...

ข้าพเจ้านิ่งเงียบ ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย ค่อยๆกดโทรศัพท์ทิ้งสายไป ข้าพเจ้าไม่อยากรับรู้ด้วยซ้ำว่าเขาขอเลิกกับข้าพเจ้าด้วยเหตุผลใด สิ่งที่เด่นชัดในความรับรู้ตอนนั้นมีเพียงเรื่องเดียวคือ เขาขอเลิกกับข้าพเจ้า! เขาขอเลิกกับข้าพเจ้า! ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนตนเองถูกดูดเข้าไปในโลกที่บอดมืด รู้สึกเสียใจและผิดหวังในตัวเขาอย่างไม่อาจเรียงร้อยเป็นคำพูดได้ ข้าพเจ้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าอาการของคนอกหักจะเจ็บปวดปางตายถึงเพียงนี้ มันเหมือนหัวใจกำลังถูกกรีดออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วความรู้สึกดังกล่าวก็แปรเปลี่ยนความรักที่มีต่อเขาให้กลายเป็นความชิงชังในที่สุด ข้าพเจ้าตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาอย่างเป็นทางการทันที ทว่าความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการภายในหลืบลึกของหัวใจกลับไม่อาจถูกตัดออกได้โดยง่าย มันเหมือนเนื้อร้ายที่กัดกินอยู่ภายใน มันทำให้ข้าพเจ้ายังคงเฝ้าครุ่นคิดฟุ้งซ่านในตัวเขาเรื่อยมา ไม่ว่ายังไงก็ไม่อาจทำใจยอมรับว่าเขาได้ตายไปจากโลกแห่งความรักของข้าพเจ้าแล้ว เขากลายเป็นตัวการที่ยัดเยียดความเศร้าตรมให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาให้ร้องอีก พิษสงของมันช่างโหดร้ายทารุณกับมนุษย์ผู้ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกเหลือเกิน

ข้าพเจ้าตัดสินใจลาออกจากบริษัททั้งๆที่ทำงานมาได้เพียงแค่สองปีเท่านั้น ความผิดหวังจากความรักทำให้ข้าพเจ้าขาดมุ่งมั่นในการทำงาน ไม่ได้มีความทะยานอยากเหมือนเมื่อก่อน หลังจากรักษาแผลใจจนหายดีอีกครั้ง ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดที่จะทำอะไรแตกต่างไปจากแบบแผนเดิมๆ ข้าพเจ้าพอมีเงินเก็บสะสมประมาณหนึ่ง จึงลงทุนทำฟรีแลนซ์เปิดบริษัทออกแบบเป็นของตัวเองซะเลย และเริ่มต้นทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้ากระสันต์มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว นั่นคือการได้เดินทางไปท่องโลกด้วยตัวคนเดียว และนั่นก็เป็นจุดกำเนิดเวบไซต์ส่วนตัวของข้าพเจ้า และพื้นที่ตรงนี้ก็ได้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวระหว่างการเดินทางของข้าพเจ้าให้พวกคุณได้อ่านกันนั่นแหละ

ข้าพเจ้าสุขใจเสมอที่ได้เขียนเรื่องราวการเดินทางให้พวกคุณอ่าน เพราะมันได้แสดงตัวตนความเป็นนักเดินทางของข้าพเจ้าออกมาเต็มที่ การเดินทางท่องไปยังโลกกว้างถือเป็นห้วงคำนึงอันแสนวิเศษสุดสำหรับข้าพเจ้าก็ว่าได้ ในสมัยที่ยังเป็นดินแดนสงบงดงามอยู่ ข้าพเจ้าเคยนั่งรถไฟผ่านพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้และข้ามต่อไปยังมาเลเซียมาแล้ว นอกจากนั้นก็ยังได้เดินทางไปลาว เวียดนาม กัมพูชา แม้แต่ประเทศที่ไกลออกไปอย่างจีน ทิเบต บังคลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน ข้าพเจ้าก็แบกเป้ไปมาหมดแล้ว ข่าวการเดินทางตามลำพังไปยังประเทศเหล่านั้น ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์ถึงความกล้าบ้าบิ่นของข้าพเจ้าในหมู่เพื่อนสาว พวกหล่อนต่างคิดไปว่าหลังจากที่ข้าพเจ้าถูกผู้ชายทิ้ง คงทำให้เสียใจอย่างหนักจนต้องประชดชีวิตไปเช่นนั้น ข้าพเจ้าต้องชี้แจงไปว่า ข้าพเจ้าชื่นชอบการเดินทางมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มิใช่เป็นเพราะเรื่องผู้ชายแต่ประการใด

ทีนี้พวกหล่อนก็หันมาเหน็บข้าพเจ้าว่า ยังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่สามไม่หนำใจพอหรือยังไง จึงต้องกระเสือกกระสนถ่อสังขารไปดินแดนล้าหลังพวกนั้น จะว่าไปพวกหล่อนก็มีส่วนถูก นั่นนะสิ แล้วทำไมข้าพเจ้าถึงไม่เดินทางไปประเทศโลกที่หนึ่งเหมือนที่คนส่วนใหญ่อยากไปเลยล่ะ นอกจากเหตุผลด้านงบประมาณที่มีจำกัดแล้ว เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำไมเราจะต้องไปเสียดุลการค้าให้ประเทศศิวิไลซ์เหล่านั้นอีกเล่า ทุกวันนี้เราก็ต้องนำเข้าทั้งอาวุธสงคราม เทคโนโลยี หรือแม้แต่สินค้าฟุ่มเฟือยจากประเทศพวกนั้นตั้งมากมาย เรายังจ่ายเงินปรนเปรอให้พวกมันไม่พออีกหรือ สู้ไปเที่ยวประเทศในโลกเดียวกันกับพวกเรายังจะดีซะกว่า ค่าใช้จ่ายก็ถูก พวกเขาจะได้มีรายได้เข้าประเทศบ้าง (ถึงแม้จะไม่ได้เงินจากข้าพเจ้าไปมากมายนักก็ตาม)
แม้จะท่องไปในโลกกว้าง แต่โลกแห่งความรักของข้าพเจ้ายังคงยินดีต้อนรับใครบางคนอยู่เสมอ ข้าพเจ้าเชื่อว่าบาดแผลจากความรักไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่ใช่แผลเรื้อรังซักวันมันก็ต้องหาย อยู่ที่ว่ามันจะต้องใช้เวลานานเท่าไร ฉะนั้นแม้ผ่านประสบการณ์ความรักอันเลวร้ายมา ข้าพเจ้าก็ยังไม่หมดหวังกับมันง่ายๆ แล้วในที่สุดทัดพงษ์ก็มาปรากฏในโลกแห่งความรักของข้าพเจ้าจนได้ ในตอนนั้น พงษ์เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่กำลังร่วมหุ้นกับเพื่อนเพื่อเปิดผับแถวย่านพหลโยธิน เขาและเพื่อนๆประสงค์จะทำเวบไซต์แนะนำร้าน จากการที่เขารู้จักกับแอนเพื่อนสาวสมัยเรียนของข้าพเจ้า หล่อนเลยแนะนำบริษัทของข้าพเจ้าให้แก่เขา หลังจากนั้นเราจึงได้ติดต่อกันและลงเอยด้วยการคบหากัน โลกสีน้ำตาลทึมทึบของข้าพเจ้าจึงกลับมาเป็นสีชมพูสดใสอีกครั้ง ข้าพเจ้าเสพสมความสุขอย่างดูดดื่มเต็มที่ ราวกับกลัวว่าโลกสีชมพูของข้าพเจ้าจะถูกพรากไปอีก ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดเพียงว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาน่าจะทำให้ข้าพเจ้ารู้เท่าทันและรับมือกับเกมความรักได้ดีขึ้น ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในตัวทัดพงษ์เปี่ยมล้นว่า ความรักระหว่างเราจะต้องไปได้ตลอด และน่าจะรอดไปถึงฝั่งฝาของชีวิตสมรสอย่างแน่นอน และข้าพเจ้าก็คิดถูก ทัดพงษ์ก็คือสามีของข้าพเจ้าในปัจจุบัน แต่กว่าที่เราจะลงเอยเป็นฝั่งฝากันได้นั้น ก็ต้องมีอุปสรรคอยู่พอสมควร หวังว่าพวกคุณคงยังไม่เบื่อเรื่องราวรักๆใคร่ๆของข้าพเจ้า จนเดินหนีไปซะก่อนล่ะ

ในช่วงที่คบอยู่กับทัดพงษ์ ข้าพเจ้ายังไม่หยุดเดินทางแต่อย่างใด ยังคงโบยบินไปยังโลกกว้างดังใจปรารถนาเช่นเดิม แต่หลังจากที่เราคบกันไปได้ปีกว่าๆ ข้าพเจ้าก็ได้รับรู้ความจริงอันแสนรวดร้าวที่ข้าพเจ้าจักไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต ข้าพเจ้าพบว่าพงษ์แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น และที่ร้ายกว่านั้นคือผู้หญิงคนนั้นกลับกลายเป็นแอน เพื่อนสนิทของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนถูกพวกเขาจับโยนเข้าไปในเตาหลอมโลหะ และข้าพเจ้าก็กำลังจะหลอมละลายลงไปตรงนั้น ข้าพเจ้าถูกทรยศโดยคนสองคนที่ข้าพเจ้าเชื่อใจมากที่สุด จะมีอะไรในโลกนี้ที่จะน่าเศร้าไปกว่านี้อีก มันเหมือนหัวใจกำลังถูกกรีดออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วความรู้สึกดังกล่าวก็แปรเปลี่ยนความรักที่มีต่อเขาให้กลายเป็นความชิงชังในที่สุด....โอ ไม่นะ ความรู้สึกแบบเดิมๆกลับมาหลอกหลอนข้าพเจ้าอีกแล้วหรือนั่น ข้าพเจ้าแทบจะลืมความรู้สึกเหล่านั้นไปสิ้นแล้ว หรือว่านี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องชดใช้ให้กับความรู้สึกอันแสนวิเศษที่ได้รับมา เป็นบทลงโทษของคนที่เสพมันกระนั้นหรือ!

แม้ข้าพเจ้าจะมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาบ้างแล้ว แต่การเผชิญหน้ากับความอกหักไม่ใช่สิ่งที่จะฝึกฝนทักษะกันได้ ในช่วงนั้น ดูเหมือนว่าข้าพเจ้าจะได้ยินแต่เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักที่ไม่สมหวัง ราวกับเขียนมาเพื่อเย้ยหยันข้าพเจ้าโดยเฉพาะ โอ...มนุษย์เราช่างง่ายดายต่อการคาดเดาถึงเพียงนี้เชียวหรือ ข้าพเจ้าก็คงไม่ต่างอะไรกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเช่นในเพลงพวกนั้น ในสภาวะเช่นนี้ ข้าพเจ้าคงไม่ปลาบปลื้มกับเพลงที่สรรเสริญชีวิตรักเน่าเฟะของตัวเองเป็นแน่ เพราะมันทำให้ข้าพเจ้าต้องหวนกลับไปคิดถึงเขาซ้ำเล่า ข้าพเจ้าจำได้ว่าในช่วงนั้น ข้าพเจ้าจะไม่เปิดฟังวิทยุเลย เพราะไม่อยากได้ยินเพลงจำพวกอกหักรักคุดอีก เพื่อที่ว่าข้าพเจ้าจะได้ลบลืมเขาออกไปจากสมองซะที

ทำไมหนอ โลกแห่งความรักที่งดงามถึงได้กลายเป็นโลกที่โหดร้ายถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกตีบตันไม่สามารถหาทางออกใดๆได้เลย แต่กระนั้น โลกก็ยังไม่โหดร้ายกับข้าพเจ้าเกินไปนัก ข้าพเจ้ายังมีโลกอีกแห่ง...พื้นที่ตรงนี้ไงล่ะ มันคือโลกที่ข้าพเจ้าได้รู้จักกับพวกคุณ แม้ว่าที่นี่จะเป็นเพียงโลกเสมือนที่จับต้องไม่ได้และข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยเจอหน้าพวกคุณเลยก็ตาม แต่พวกคุณก็ไม่เคยทำร้ายข้าพเจ้าสักครั้ง พวกคุณช่วยให้ข้าพเจ้าได้ปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากสังคมรอบข้าง สังคมที่ไม่น่าเข้าใกล้!

ในตอนนั้นข้าพเจ้าจำได้ ข้าพเจ้าตะบันเขียนเรื่องราวการเดินทางที่ผ่านมาตั้งแต่ค่ำยันรุ่ง เพื่อจะได้หลีกหนีออกจากโลกสีดำอันแสนเจ็บปวด ยิ่งเขียนก็ยิ่งให้ภูมิใจว่าข้าพเจ้าโชคดีเพียงใด ที่ได้ครอบครองหัวใจที่ฝักใฝ่การเดินทางดวงนี้ มันเปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้ทำหลายสิ่งอย่างที่คนอีกมากมายไม่มีโอกาสแบบข้าพเจ้า เพียงเพราะพวกเขาไม่มี “ใจ” แบบที่ข้าพเจ้ามี พวกคุณคงไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่าที่พวกคุณติดตามอ่านเรื่องราวของข้าพเจ้า ก็เพราะพวกคุณขาดสิ่งนั้นนั่นเอง

ข้าพเจ้ายอมรับว่าภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อย เมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำลงไปเป็นสิ่งพิเศษสำหรับพวกคุณรวมถึงเพื่อนๆในชีวิตจริงของข้าพเจ้า ต้องขอขอบคุณจริงๆที่มอบกำลังใจและความรู้สึกดีๆมาให้ แต่แล้วเรื่องราวต่อมาในชีวิตข้าพเจ้าก็เวียนวกกลับมายังเรื่องความรักอีกจนได้ แม้ว่าภายในจิตใจของข้าพเจ้าดูเหมือนจะหันหลังให้กับโลกแห่งความรักไปแล้ว ทว่าก็เป็นเพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ ข้าพเจ้ายังหวนหาอาวรณ์ถึงมันอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเมื่อสังคมรอบข้างกำลังพิพากษาข้าพเจ้าในฐานะผู้พ่ายแพ้ต่อความรัก มันกลับยิ่งกระตุ้นให้เกิดคลื่นแห่งความสับสนที่โหมซัดอยู่ภายใน ทั้งยังยั่วยุให้เผชิญหน้ากับความสูญเสียโดยไม่ยอมแพ้ กระทั่งปั่นหัวไม่ให้นิ่งเฉยต่อไปได้โดยปราศจากความรัก มันช่างเป็นความทรมานที่ยากจะบรรยาย

แล้วในที่สุด สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น ทัดพงษ์ตัดขาดความสัมพันธ์กับอดีตเพื่อนรัก กลับมาง้องอนขอคืนดีกับข้าพเจ้า ในวินาทีนั้น แรงปรารถนาทั้งมวลที่เต้นเร่าภายในก็ยั่วเย้าให้ข้าพเจ้ากลับคืนสู่วงจรเดิมที่เคยอยู่ วงจรที่ข้าพเจ้ามองเห็นภาพตนเองจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความทุกข์ตรมอย่างน่าเวทนา แม้ข้าพเจ้าจะสาแก่ใจ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเสียงเรียกร้องอันน่าดึงดูดนั้นได้เลย ที่สุดก็ต้องยอมจำนนหวนคืนสู่โลกแห่งความรักอีกครั้ง

ประสบการณ์ความรักที่ผ่านมาระหว่างข้าพเจ้ากับพงษ์ ทำให้ข้าพเจ้าชักไม่แน่ใจว่าตนจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกแห่งความรักนี้อีกซักกี่ครั้ง ในตอนนั้นถ้าความรักทำให้คนตาบอด ข้าพเจ้าคงตาบอดสนิท ข้าพเจ้ามีความเชื่อใหม่ว่า ถ้าปลดเกราะป้องกันในความมักมากคนรักของเพศชายออกไปซะบ้าง และยอมรับให้ได้ว่านั่นคือสัจธรรมของความเป็นเพศชาย ข้าพเจ้าคงมีชีวิตในโลกแห่งความรักได้อย่างมีความสุขขึ้น ข้าพเจ้าเสียสติใช่ไหม ข้าพเจ้ารู้ แต่จะเอาอะไรมากมายกับคนที่กำลังมีความรักเล่า ในห้วงเวลานั้น คนตาบอดจะสามารถมองเห็นอะไรที่ลึกซึ้งนักได้ล่ะ

หลังจากโลกหลากสีเปลี่ยนกลับมาเป็นโลกสีชมพูเพียงสีเดียวได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุด่วนที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องเร่งสละโสดออกเรือนไปกับทัดพงษ์ ก่อนที่หลักฐานจะปรากฏในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สถานะของข้าพเจ้าที่เคยผูกติดอยู่กับตัวเองเท่านั้น เปลี่ยนมาเป็นสถานะของครอบครัวที่ข้าพเจ้าต้องผูกมัดตนเองไว้กับสามีและคนในครอบครัวของเขา ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตเล็กๆเพศชายที่น่ารักที่สุดในโลก...ทีนี้พวกคุณคงเข้าใจสาเหตุแท้จริงแล้วสินะ ว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงอันตรธานไปจากพื้นที่ตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะไม่ถือว่านั่นคือการก้าวพลาดหรอก แต่เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสต่างหาก โอกาสที่จะเดินทางก้าวใหม่ไปสู่โลกแห่งชีวิตครอบครัวที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอดไงล่ะ

ข้าพเจ้ายอมรับว่า ชีวิตหลังแต่งงานคือการเปลี่ยนแปลงหนักหนาที่ข้าพเจ้าต้องเผชิญ ข้าพเจ้าจำต้องละทิ้งธุรกิจส่วนตัวด้านออกแบบ มาช่วยงานในธุรกิจอาหารกุ้งของครอบครัวสามี จากภาระครอบครัวนี่เองที่กันข้าพเจ้าออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ ด้วยไม่มีเรื่องราวตื่นเต้นใดๆให้เขียนถึงอีก ข้าพเจ้าปักใจเชื่อว่าพวกคุณคงไม่สนใจชีวิตด้านอื่นๆของข้าพเจ้าอีกแล้ว มันทำให้ข้าพเจ้าเขียนอะไรไม่ออก พวกคุณอาจไม่รู้ ข้าพเจ้าต้องรวบรวมความพยายามแค่ไหนกว่าจะเค้นเขียนบันทึกชิ้นนี้ออกมาได้ เพราะข้าพเจ้าคิดเสมอว่าตนไม่หลงเหลือเรื่องราวท้าทายใดๆมาเล่าอีก ข้าพเจ้าแค่อยากให้พวกคุณเก็บความทรงจำดีๆกับพื้นที่ตรงนี้ของข้าพเจ้าไว้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้พวกคุณเข้ามาสานต่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของพวกคุณแทนข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายินดียิ่งที่จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อ่าน ข้าพเจ้ารู้ว่าพวกคุณก็มีหัวใจรักการเดินทางเหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสก็จงอย่าลังเลที่จะทำมัน อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านเลยไป แล้วมาย้อนเสียใจภายหลัง

นี่ก็ผ่านมาเกือบสี่ปีแล้วสินะหลังจากที่ข้าพเจ้าแต่งงานไป ความรักของเราทั้งคู่ก็ยังคงไปได้เรื่อยๆ ไม่หวือหวาเหมือนตอนที่คบกันใหม่ๆ แต่ก็ยังไปได้ดีอยู่ ปัจจุบันข้าพเจ้าไม่ได้ทำงานใดๆของตัวเองอีก หันมาทำหน้าที่เต็มตัวของแม่ที่ดีของลูกและภรรยาที่พึงจะเป็นของสามี นี่ถ้าเรื่องราวจบลงตรงนี้แบบแฮปปี้เอนดิ้งได้ก็คงจะดี เพียงแต่ว่า มันยังไม่จบ...

ให้ตายเถอะ ภาระ หน้าที่ บทบาท กฎเกณฑ์ สังคมรอบข้าง สามีจอมเจ้าชู้ พวกมันกำลังรุมแทะร่างข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้ากำลังจะตายลงไปในไม่ช้า ข้าพเจ้าไม่มีทางออกอื่นใดอีกแล้วนอกจากพื้นที่ตรงนี้ นังแอน นังเพื่อนเลว มันยังคอยจองล้างจองผลาญข้าพเจ้าไม่จบสิ้น เห็นทีพวกคุณคงต้องช่วยปรับทุกข์ให้ข้าพเจ้าแล้วล่ะ ข้าพเจ้าคงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ ข้าพเจ้าไม่เหลือใครอีกแล้ว นอกจากพวกคุณ!





Create Date : 26 สิงหาคม 2552
Last Update : 30 สิงหาคม 2552 15:35:30 น. 3 comments
Counter : 390 Pageviews.

 
เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต ขอคำแนะนำด้วยนะค่ะ


โดย: candy perfume girl วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:18:10:39 น.  

 
God is the life
the truth and the ways
Once you accept him in your
life u will find the miracal
as it dose happen to me


โดย: da IP: 124.120.5.164 วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:0:00:57 น.  

 
You found true love... that's good for you


โดย: candy perfume girl วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:15:48:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

candy perfume girl
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add candy perfume girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.