Group Blog
 
 
สิงหาคม 2548
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
2 สิงหาคม 2548
 
All Blogs
 
อัลบั้ม Ray Of Light งานระดับมาสเตอร์พีซของมาดอนน่า



เป็นอัลบั้มที่ถือได้ว่ามีคุณภาพระดับ 5 ดาว เป็นการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของเธอ สามารถล้างภาพลักษณ์แย่ๆ สมัยที่ทำหนังสือ SEX ได้อย่างหมดสิ้น เปลี่ยนภาพลักษณ์มาดอนน่าให้กลายมาเป็นภาพลักษณ์ของศิลปินที่ทำงานเพลงคุณภาพอย่างแท้จริง และเป็นที่ยอมรับในศักยภาพของความเป็นศิลปินที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ความล้ำหน้า และความเป็นต้นแบบให้แก่ศิลปินอื่นๆ

อัลบั้มชุดนี้เปลี่ยนแนวดนตรีจากแนวป๊อปแดนซ์มาเป็นอิเลคโทรนิก้า ซึ่งในช่วงนั้นถือเป็นกระแสที่อินเทรนด์มาก และเธอก็สามารถทำออกมาได้ดีในแบบของเธอ แนวเพลงเก๋ ล้ำ เต็มไปด้วยเสียงอิเล็คโทรนิคที่แหวกแนว และมีมิติของดนตรีที่ลึก ชวนให้จินตนาการ เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในภวังค์แบบหลอนๆ ซึ่งคงต้องยกเครดิตให้กับ William Orbit อัจฉริยะแห่งวงการเพลงอิเล็คโทรนิก้า ที่สร้างผลงานเพลงที่ล้ำเลิศได้ถึงเพียงนี้ แต่ตัวเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าลำพังให้ตัวเขาทำอัลบั้มซักชุดหนึ่ง คงจะไม่สุดยอดเท่ากับอัลบั้มชุดนี้ นั่นเป็นเพราะมีคนที่คอยขับเคลื่อน ดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเขา ให้ออกมาในระดับที่ตัวเขาไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถทำได้ คนๆนั้นก็ไม่ใช่ใคร เจ๊มาดอนน่านั่นเอง

ส่วนเนื้อหาเพลงในอัลบั้มชุดนี้ ออกแนวปรัชญา ไม่ได้สื่อออกมาตรงๆ ชวนให้คิด วิเคราะห์อีก 100 ตลบ ถือเป็นอาหารสมองชั้นดี จะว่าเป็นความดัดจริตทางภาษาก็ไม่ผิด บางครั้งดิฉันจะรู้สึกปวดหัวมาก เพราะมานั่งวิเคราห์เพลงของอีเจ๊เนี่ยละค่ะ ทีนี้เรามาดูกันนะค่ะ ว่าแต่ละเพลงในอัลบั้มชุดนี้เป็นอย่างไร


1. Drowned World / Substitute For Love

เป็นเพลงเปิดอัลบั้มที่แปลกกว่าทุกอัลบั้ม เพราะเป็นเพลงบัลลาด เหมือนเป็นการเปิดประตูเข้าสู่โลกของเธอ เป็นเพลงช้าที่มีเสียงดนตรีอิเลคโทรนิค เก๋ ล้ำ เนื้อหาก็ประมาณว่าเปรียบเปรยโลกที่มีชื่อเสียงของเจ้าหล่อนว่าเหมือนโลกที่จมน้ำ เบื่อที่ใครๆก็มาให้ความสนใจ เหมือนถูกจับผิด อยากหนีไปไกลๆ แต่ดิฉันกลับรู้สึกขัดแย้งกับแนวคิดของเธอในเพลงนี้ เพราะตั้งแต่เธอเข้าวงการนี้มา สิ่งที่เธอทำมาตลอด มันแสดงให้เห็นว่า เธอกระหายชื่อเสียง เธออยากจะมายืนในจุดนี้มิใช่หรือค่ะ แต่ก็คงเป็นสัจธรรมของมนุษย์ คนเราพอบรรลุเป้าหมายของตัวเองแล้ว ก็มักอยากจะกลับไปยังจุดเดิม จุดที่เคยไม่มีอะไรเลยแม้แต่ที่จะซุกหัวนอน


2. Swim

เป็นเพลงช้าที่น่าสนใจ เหมือนเป็นภาค 2 ต่อจากเพลงแรก ในโลกที่จมน้ำ ก็คงต้องว่ายน้ำเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่รอดต่อไปให้ได้ แต่สิ่งที่จะทำให้หลุดพ้นจริงๆ เธอบอกว่าให้ว่ายน้ำลงไปก้นมหาสมุทร เพื่อชำระล้างบาปหนาต่างๆ ที่มนุษย์ที่มีกิเลสก่อขึ้นมา ฟังแล้วเหมือนเธอใกล้จะบรรลุอะไรบางอย่าง แต่ก็อย่างว่า เมื่อเราได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาแล้ว เราก็คงไม่ต้องการอะไรเพิ่มอีกต่อไป


3. Ray Of Light

ขึ้นต้นเพลงแบบเก๋มากกก เป็นเสียงกีตาร์แบบเท่ห์ๆ แล้วต่อด้วยจังหวะกระแทกกระทั้น ใช้เสียงอิเลคโทรนิค เปี้ยวป้าว ทำจังหวะให้เร็ว สนุก เป็นเพลงแดนซ์ที่ถือว่าบรรลุไปอีกขั้น ใช้อิเลคโทรนิก้าเต็มๆ MV เพลงนี้ต้องจ้องแบบตาไม่กระพริบ เพราะตัดไปตัดมาเร็วมาก สมกับชื่อเพลงที่แปลว่ารัศมีแห่งแสง เนื้อหาก็ต้องคิดอีกซัก 10 ตลบ จึงจะเข้าใจ เต็มไปด้วยปรัชญาที่แฝงไว้อย่างน่าฉงน


4. Candy Perfume Girl

เป็นเพลงที่มีชื่อที่เปรี้ยวมาก ดิฉันเลยขอเอามาใช้เป็นชื่อนามแฝงตัวเอง เป็นเพลงที่ใช้เสียงกีตาร์ค่อนข้างหนัก ออกแนวอิเลคโทรพังก์ ดนตรีหนักแบบร๊อค แต่ยังเก๋และยังไม่หลุดคอนเซ็ปต์ ชอบตรงที่ใช้เสียงดนตรีกรุ๊งกริ๊งตรงกลางๆเพลง ออกแนวน่ารัก จากนั้นก็ต่อด้วยเสียงกีตาร์กระแทกแรงๆเหมือนเดิม เป็นการสร้างดนตรีให้ขัดกันได้อย่างเก๋ไก๋ เนื้อหาแปลกมาก ไม่สามารถต่อให้เป็นประโยคได้ เหมือนเป็นการเอาคำเก๋ๆ มาเรียงต่อกัน ถ้าจะให้เข้าใจเนื้อหา คงมีทางเดียว คือไปถามเจ้าตัว โฮะๆๆ


5. Skin

สุดยอดอิเลคโทรนิก้าที่แสนจะลึกล้ำ ซับซ้อน ดนตรีอลังการมาก ไม่รู้ใช้เอฟเฟ็กกี่ชั้นซ้อนเข้าไปในเพลงนี้ ใครอัพยาอยู่ ฟังเพลงนี้รับรองลอยละล่องถึงสวรรค์แน่ เป็นเพลงแห่งจินตนาการก็ว่าได้ เนื้อหาเป็นเพลงที่รับรู้ถึงรสสัมผัสทางกาย ซึ่งตรงข้ามกับ Swim ที่ต้องการจะละแล้วซึ่งกิเลส เพลงนี้เป็นเพลงที่ดิฉันปลื้มมากที่สุดในอัลบั้มชุดนี้ค่ะ


6. Nothing Really Matters

เพลงนี้ค่อนข้างธรรมดาเมื่อเทียบกับเพลงอื่น จังหวะของเพลงนี้ดูเป็นเพลงป๊อปแดนซ์ธรรมดา แต่ยังมีเสียงอิเล็คโทรนิคเข้ามาแทรก ทำให้ยังไงซะ เพลงนี้ก็เป็นเพลงแดนซ์ที่เหนือชั้นกว่าชาวบ้านอีกหลายขุมอยู่ดี เนื้อหาเข้าใจง่ายๆ เป็นมุมมองความรักที่น่าใจ แต่ไม่วายยังมีการเล่นคำเก๋ๆ ตามสไตล์เจ๊อยู่


7. Sky Fits Heaven

เป็นเพลงเร็ว ที่มีซาวด์อิลเคโทรนิคเปี้ยวป้าว แบบ Ray Of Light เนื้อหาประมาณว่าสอดแทรกปรัชญาเต็มๆเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ว่าจงเลือกเดินตามทางที่ตัวเองต้องการ ในคอนเสิร์ต Drowned World Tour ตอนเล่นเพลงนี้ เจ๊เธอคงสวมวิญญาณอึ้งย้ง เหาะ เหิน ตีลังกากลางอากาศ ดิฉันต้องขยี้ตาดูอีกรอบ เพราะนึกว่ากำลังดูหนังจีนกำลังภายในอยู่ เอากะเจ๊สิ


8. Shanti / Ashtangi

เป็นอีกเพลงที่ดิฉันปลื้มมาก เธอแสวดงให้ทุกคนเห็นว่า เธอสามารถทำได้ทุกอย่าง เพลงภาษาแขกชั้นก็ร้องได้ เริ่มเพลงด้วยการเอาสำเนียงเพลงแบบอินเดียมาใช้ในเพลงได้อย่างเก๋ไก๋ เป็นการเอาเสียงเครื่องเคาะแบบอินเดียมาบดขยี้รวมกับเสียงอิเล็คโทรนิคได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว ฟังแล้วดิฉันต้องไปหาซื้อส่าหรีมาใส่ แล้วร่ายรำประกอบเพลงตามไปด้วย เพราะจังหวะสนุก มันส์มาก เนื้อเพลงก็แสนจะเปรี้ยว เป็นภาษาฮินดี้ เนื้อหาเกี่ยวกับการเล่นโยคะ คงรู้กันชิมิค่ะ ว่าอีเจ๊บ้าโยค่ะขนาดไหน เป็นอีกเพลงที่อีเจ๊ร้องไปดัดตัวงอไปจนใกล้จะบรรลุแล้ว ใกล้แล้ววว


9. Frozen

เป็นเพลงช้าที่เอาจังหวะอิเลคโทรนิคส์ใส่เข้าไป เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะ แปลกมากเพราะปกติเสียงอิเล็คโทรนิคส์จะเป็นเสียงสังเคราะห์ แข็งๆ ทื่อๆ ไร้อารมณ์ แต่อิเลคโทรนิคส์ในเพลงนี้กลับให้อารมณ์ ความรู้สึกที่ดูลึกลับ เยือกเย็น และยิ่งมีเสียงเครื่องสายออร์เคสตร้าเพิ่มเข้าไป ยิ่งทำให้เพลงนี้ดูขลังและอลังการมากขึ้นไปอีก เจ๊ร้องเพลงนี้ได้ดีมากค่ะ เหมือนเป็นเพลงที่หลุดมาจากโลกอนาคต เต็มไปด้วยความงดงามและอ่อนไหว MV ดูอลังการเป็นที่สุด เจ๊เธอมาในคราบราชินีปีศาจที่โดดเดี่ยว เดินร่ายรำกลางทะเลทรายที่เวิ้งว้าง กรีดกรายร่ายรำแบบท่าโยค่ะ และเจ๊เธอยังวาดลวดลายเฮนน่าลงบนฝ่ามือ เล่นเอาสาวๆสวยๆ วัยกระเตาะอย่างดิฉัน ไปทำตามอย่างบ้าง ตอนนั้นเห่อมากกกก


10. The Power Of Goodbye

เป็นเพลงบัลลาดที่ไพเราะมากอีกเพลง เหมือนเป็นภาคต่อจาก Frozen เพลงนี้งดงาม ให้ความรู้สึกเหงาๆ เศร้าๆ เสียงเครื่องสายออร์เคสตร้าในเพลงนี้ ยิ่งทำให้เกิดอารมณ์เศร้ามากขึ้นไปอีก เนื้อหาบอกถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับความรัก พร้อมมุมมองเก๋ๆ


11. To Have And Not To Hold

เพลงนี้ให้อารมณ์แบบอยู่ในภวังค์ ลอยๆ เป็นเพลงช้าซีรีย์เดียวกันกับ Frozen และ The Power Of Goodbye (ต่อกัน 3 เพลงรวด) เนื้อหาก็คล้ายๆ 2 เพลงข้างต้น เป็นมุมมองความรัก แทรกปรัชญาเข้าไป


12. Little Star

เป็นเพลงที่เจ๊เขียนให้ลอล่าลูกสาว ซึ่งคงเป็นอาการตื่นเต้นของคนที่เพิ่งมีลูกสาวคนแรกในตอนนั้น เปรียบเปรยลูกสาวของเธอเหมือนดาวดวงน้อยๆมาจุติ เป็นเพลงที่ยังใช้เสียงอิเลคโทรนิคส์เอามาตัดกับเสียงเครื่องสาย ทำให้เป็นเพลงที่มีทั้งความล้ำและความไพเราะ เป็นอีกเพลงที่ดิฉันปลื้มมากค่ะ


13. Mer Girl

ในที่สุดเพลงนี้ก็สามารถทำให้เจ๊มาดอนน่าบรรลุแล้วถึงขั้นอรหันต์ ตัดขาดจากโลกภายนอก ละทิ้งแล้วซึ่งกิเลส ตัณหา และผู้ชาย วิ่งหนีเข้าป่า เนื้อหาประมาณว่าเจ๊จะออกจากบ้าน ไปเป็นฤษี ปีนต้นไม้ ตะกายป่า เพื่อหลุดพ้นอะไรประมาณนั้น ดนตรีฟังยากมาก ไม่ค่อยมีจังหวะ ทำนองเท่าไหร่ เป็นเพลงปิดอัลบั้มที่ชวนพิศวง ว่าตกลงเจ๊บรรลุแล้วจริงๆหรือ ถึงได้เขียนเพลงออกมาได้เข้าถึงยากขนาดนั้น


คงไม่เป็นการกล่าวที่เกินจริงว่า อัลบั้มชุดนี้คือสิ่งที่ตอกย้ำว่า เธอคือราชินีเพลงป๊อปของยุคอดีต ปัจจุบัน อนาคต และตลอดไป













Create Date : 02 สิงหาคม 2548
Last Update : 2 สิงหาคม 2548 14:43:00 น. 0 comments
Counter : 1031 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

candy perfume girl
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add candy perfume girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.