space
space
space
 
มิถุนายน 2561
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
space
space
3 มิถุนายน 2561
space
space
space

คู่แท้ (นิยายรักแฟนตาซีข้ามภพ ตอน ๑)


คู่แท้

ตอนที่๑

ณ เมืองซาลส์บวร์กประเทศออสเตรีย ในช่วงต้นฤดูร้อน ลมเย็นพัดโชยมา ท้องฟ้าแจ่มใสเจนนรีเดินจิบกาแฟอุ่นๆไปตามทางขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำซาลจนมาหยุดยืนอยู่ที่กลางสะพาน สายน้ำที่แลเห็นนั้นใหลระรื่นชื่นตาจับใจสีของสายน้ำนั้นแลดูเขียวดุจมรกตเมื่อต้องประกายแสงแดด เจนนรีเปรยกับตัวเองว่า “สวยจัง ยังกะสระมรกต” เสียงชายคนหนึ่งดังจากทางด้านขวามือ“เพราะที่นี่มีผลึกเกลืออยู่เยอะน่ะครับชื่อเมืองนี้ถึงขึ้นต้นด้วยคำว่า salz ที่แปลว่า ‘เกลือ’ น่ะครับ” เจนนรีหันไปตามเสียงนั้น

หล่อนเห็นชายหนุ่มรูปร่างสันทัดคนหนึ่งในมือถือกล้องตัวหนึ่ง เจนนรีจึงกล่าวทักทายเขาว่า“อ้อ คุณเป็นคนไทยหรือคะ ดีใจที่ได้เจอคนไทยด้วยกันนะคะ”จากนั้นเจนนรีจึงถามเพิ่มเติมว่า “คุณมาท่องเที่ยวหรือคะ” แต่ชายหนุ่มกลับตอบว่า “อันที่จริงผมได้ทุนมาเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศเยอรมันนีน่ะครับ แต่ตอนนี้เรียนจบแล้วเลยอยากตระเวนเที่ยวผ่อนคลายก่อนกลับบ้านน่ะครับ” เจนนรีได้ฟังดังนั้นก็เอ่ยปากชมเขาว่า “เก่งจังค่ะ ถ้างั้นฉันต้องเรียกคุณว่า ด็อกเตอร์ แล้วสินะ”

“เฮ้ย กานต์! เร็วหน่อยโว้ยเสียงผู้ชายตะโกนมาแต่ไกลจากอีกฟากหนึ่งของสะพาน เจนนรีจึงถามชายคนที่ยืนตรงหน้าเธอ “นั่นเพื่อนคุณหรอคะ ดิฉันนึกว่าคุณมาคนเดียวเสียอีก” ชายหนุ่มตอบว่า “ผมมากับเพื่อนๆคนไทยด้วยกันน่ะครับ ผมคงต้องไปแล้ว” ชายหนุ่มรีบเก็บกล้องแล้วทำท่าว่าจะออกวิ่งตามเพื่อนไป แต่แล้วเขาก็พลันหันหน้ากลับมาหาเจนนรีแล้วพูดว่า “ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลยผมชื่อ ‘กานต์’ นะครับ” เจนนรีตอบกลับอย่างเป็นกันเองว่า“ดิฉันชื่อ ‘เจนนรี’ ค่ะ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘เจน’ ก็ได้ค่ะ”

“งั้นผมไปก่อนนะครับคุณเจนหวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีกนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวลาแล้วออกวิ่งตามเพื่อนไป เมื่อชายหนุ่มวิ่งไปแล้ว เจนนรีก็ยังคงยืนชมวิวแถวนั้นต่อ แต่แล้วเจนนรีก็รู้สึกตกใจวูบขึ้นมา เมื่อรู้สึกว่ามีมือคนมาแตะที่ไหล่ของหล่อน “กำลังเหม่ออะไรอยู่รึคะน้องเจน”เสียงทักทายจากคนที่มาแตะไหล่ค่อยทำให้ใจชื้นขึ้น เพราะไม่ใช่ใครอื่นไกลแต่เป็นรุ่นพี่ที่สนิทสนมกันดี “พี่เกศ! เจนนึกว่าพี่เกศเดินซื้อของเพลินทั่วทั้งเมืองจนลืมเจนแล้วซะอีก” เจนนรีกล่าว

“ไม่ลืมหรอกจ้ามาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันสิ” พี่เกศตอบจากนั้นพี่เกศก็ก้มลงดูนาฬิกาข้อมือตัวเอง “หา...นี่เกือบเที่ยงครึ่งแล้วหรอเนี่ยเราคงต้องรีบกลับที่พักไปเอากระเป๋าแล้วล่ะ เดี๋ยวจะขึ้นรถไฟไปเวียนนาไม่ทัน”พี่เกศบอก แล้วพูดต่อไปว่า “เดี๋ยวเจนจะพลาดโอกาสได้เจอคนสำคัญคนนึงนะ” เจนนรีถึงกับทำหน้างงๆแล้วถามพี่เกศว่า “ใครกันคะ พี่เกศนัดใครไว้หรอคะไม่เห็นบอกเจนเลย นึกว่าจะพาไปเที่ยวเวียนนาเฉยๆ ซะอีก”

เมื่อทั้งสองคนมาถึงเวียนนาพี่เกศก็รีบพาเจนนรีลงจากรถไฟ แล้วตรงไปซื้อตั๋วรถรางหรือแทรมป์ เพื่อจะเดินทางไปพบคนที่นัดไว้ ณร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา ในไม่ช้าทั้งคู่ก็มาถึงร้านอาหารดังกล่าว พี่เกศรีบจูงมือเจนนรีเข้าไปในร้านพาเดินตรงไปยังโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งซึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งคอยอยู่ พี่เกศยกมือไหว้หญิงผู้นั้นพร้อมกับกล่าวว่า “สวัสดีค่ะคุณหญิง รอนานรึเปล่าคะ” ฝ่ายที่ถูกเรียกว่าคุณหญิงนั้นยกมือรับไหว้แล้วตอบว่า“ไม่นานหรอกจ้ะ ฉันเองก็เพิ่งจะมาถึง”

จากนั้นพี่เกศจึงหันไปบอกเจนนรีว่า“นี่คุณหญิงเพ็ญโฉม ภริยาท่านฑูตค่ะน้องเจน” พี่เกศแนะนำคุณหญิงซึ่งแต่งตัวภูมิฐานและมีผิวพรรณใบหน้าเปล่งปลั่งให้เจนนรีได้รู้จัก เจนนรีรู้สึกแปลกใจว่าคุณหญิงคนนี้หน้าตาดูยังสาวและอ่อนเยาว์อยู่มากนักไม่เหมือนคุณหญิงทั่วๆ ไปที่ตนเคยได้พบเห็น ‘หรือว่าเธอจะแต่งงานเร็ว คงจะเป็นอย่างนั้นกระมัง หรือมิเช่นนั้นก็อาจจะเป็นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยชะลอริ้วรอยลดอายุจริงของผู้หญิงได้มาก’ เจนนรีคิดอยู่ในใจ

เจนนรียกมือไหว้คุณหญิงก่อนจะนั่งลง ฝ่ายคุณหญิงรับไหว้แล้วทักทายว่า “แล้วนี่ทานอะไรกันมารึยังจ๊ะ จะสั่งอะไรกันดี ตามสบายเลยนะจ๊ะ ไม่ต้องเกรงใจ” แต่พี่เกศกลับตอบด้วยท่าทีเกรงใจว่า“เอ่อ...คือเราทานอาหารกันมาเรียบร้อยแล้วอ่ะค่ะ” ฝ่ายคุณหญิงจึงกล่าวต่อ “ถ้าอย่างงั้นสั่งเป็นเครื่องดื่มกับขนมก็แล้วกันนะจ๊ะ” ว่าแล้วคุณหญิงก็เรียกบริกรทันทีโดยไม่ได้รอคำตอบรับจากทั้งสองคนหล่อนสั่งเป็นภาษาเยอรมันด้วความคล่องแคล่วว่าต้องการเครื่องดื่ม 3 ที่ พร้อมกับขนมที่ขึ้นชื่อของทางร้านนั้น 3 ชุด

เมื่อสั่งเครื่องดื่มและขนมทานเล่นแล้ว คุณหญิงก็หันมาทางเจนนรีแล้วพูดว่า “ได้ยินเกศเขาพูดถึงหนูเจนให้ฉันฟังอยู่บ่อยๆ วันนี้ฉันดีใจนะที่ได้พบหนู” เจนนรีรู้สึกงุนงงกับคำพูดของอีกฝ่ายจึงหันหน้าไปมองพี่เกศเพื่อขอคำตอบ แต่จังหวะนั้นพอดีกับบริกรยกเครื่องดื่มและขนมมาเสิร์ฟ เจนนรีจึงรอจนเมื่อบริกรเดินไปแล้ว พี่เกศตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะเจน คือคุณหญิงเป็นคนชอบทำบุญ พี่ก็เลยเล่าให้คุณหญิงฟังว่าพี่มีรุ่นน้องคนนึงก็ชอบทำบุญ แถมยังมีสัมผัสพิเศษอีกด้วย คุณหญิงท่านก็เลยสนใจอยากจะเจอเจนน่ะ”

เจนนรีรีบกล่าวตอบปฎิเสธ “เจนไม่ได้เป็นผู้วิเศษอะไรนะคะ คุณหญิงอย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปค่ะ” แต่พี่เกศกลับรีบบอกเจนนรีทันทีว่า“เอาน่า...เจน คุณหญิงท่านมีเรื่องเดือดร้อนอยากให้ช่วยน่ะ” ฝ่ายคุณหญิงเพ็ญโฉมหยิบถุงผ้ากำมะหยี่สีแดงจากในกระเป๋าถือออกมาแล้วหยิบของสิ่งหนึ่งจากในถุงผ้านั้นยื่นให้เจนนรี “นี่เป็นของที่คุณแม่ฉันให้ไว้ก่อนที่ท่านจะเสียไปเมื่อไม่นานมานี้หนูลองสัมผัสสิ่งนี้ดูสักหน่อย แล้วช่วยบอกฉันทีว่าหนูเห็นอะไรบ้าง”

พี่เกศอุทานขึ้นด้วยความตื่นเต้นทันทีที่เห็นสิ่งนั้น“โห...กำไลทองคำ! สวยจังค่ะคุณหญิง! แถมยังมีทับทิมฝังประดับลวดลายอีกด้วย ดูท่าทางจะเป็นของเก่าของโบราณเลยนะคะเนี่ย” ส่วนเจนนรีรู้สึกงุนงงไม่ค่อยแน่ใจว่ามันเรื่องอะไรกัน จึงยังไม่กล้าแตะกำไลดังกล่าว “เมื่อกี๊พี่เกศบอกว่าคุณหญิงมีเรื่องเดือดร้อนไม่ใช่หรอคะแล้วทำไมถึงเอาสมบัติล้ำค่าของตระกูลมาให้เจนดูล่ะคะ มันเกี่ยวอะไรกันหรือคะ” เจนนรีถาม

ฝ่ายคุณหญิงเริ่มเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า“กำไลวงนี้เป็นของเก่าแก่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ต้นตระกูลฉันเคยรับราชการอยู่ในวัง กำไลวงนี้ตกทอดมาจนถึงรุ่นฉัน แต่หนูรู้มั้ยว่า...มันไม่เคยทำให้คนในตระกูลเรามีความสุขเลย จากรุ่นสู่รุ่น พวกเราเหมือนต้องคำสาป ในแต่ละรุ่นจะต้องมีลูกหลานคนใดคนหนึ่งที่จะต้องมีปัญหา หากไม่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ก็มักมีปัญหาชีวิตคู่ชีวิตครอบครัวแตกร้าว” เจนนรีฟังแล้วเผลออุทานออกไป “ถึงขนาดนั้นเลยหรอคะ”

อันที่จริงคุณหญิงเพ็ญโฉมเองในเวลานี้ก็เริ่มมีปากเสียงไม่ค่อยลงรอยกับสามีเท่าใดนัก แต่ด้วยภาพลักษณ์ทางสังคม ทำให้เธอไม่อยากเปิดเผยเรื่องนี้ ตอนนี้เธอมีแต่ความเป็นห่วงในตัวลูกสาวของตนมากกว่าคุณหญิงจึงเล่าต่อไปว่า “ตอนนี้ลูกสาวฉันก็กำลังจะหมั้น ฉันเป็นห่วงลูกเหลือเกินกลัวว่าวันข้างหน้าลูกแต่งงานไปแล้วจะมีปัญหา ในรุ่นของลูกสาวฉัน เราไม่มีญาติลูกพี่ลูกน้องคนอื่นอีกเลย” เมื่อได้ฟังมาถึงตอนนี้แล้วเจนนรีก็รู้สึกเห็นใจคุณหญิง เพราะเธอเองก็เป็นลูกสาวคนเดียวที่พ่อแม่รักมากและมักตามใจคอยเอาใจเธออยู่เสมอ

เจนนรีจึงเข้าใจความรู้สึกของคุณหญิงเพ็ญโฉมที่เป็นห่วงลูกสาวและอยากช่วยเหลือคุณหญิง แต่เจนนรีก็ยังคงมีสีหน้างุนงงสงสัยอยู่ จึงถามคุณหญิงต่อไปว่า “แล้วกำไลวงนี้มันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะคะ แล้วที่เมื่อกี๊คุณหญิงบอกว่าเหมือนต้องคำสาปนั้นมันเกี่ยวกับกำไลวงนี้ยังไงกันคะ” คุณหญิงจึงเล่าต่อว่า “คุณแม่ฉันเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่คุณยายท่านจะเสียไป ท่านสั่งนักสั่งหนาว่าจะต้องตามหาตัวคนที่เป็นเจ้าของกำไลทองคำวงนี้ให้จงได้ แล้วคืนให้กับเขาไป”

คุณหญิงเล่าต่อไปว่า “ตอนที่คุณแม่ฉันยังเด็กๆ ท่านจำได้ว่าคุณยายเคยพาไปถวายอาหารกับพระธุดงค์รูปหนึ่ง ท่านทักว่าของที่ลักขโมยเขามาโยมก็ต้องคืนให้เจ้าของเขาไป โยมและครอบครัวจะได้มิต้องเป็นทายาทกรรมเยี่ยงนี้” จากนั้นคุณหญิงก็พูดต่อไปว่า “ฉันคิดว่าพระท่านคงหมายถึงกำไลวงนี้ แต่ฉันเองก็ไม่ทราบที่มาที่แท้จริงของกำไลวงนี้ หากว่ามันไม่ใช่ของเราแล้วมันจะเป็นของใครกันนะ แล้วฉันจะหาทางคืนเจ้าของที่แท้จริงได้ยังไงกัน”

คุณหญิงเริ่มมีสีหน้าเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด พี่เกศจึงพูดแทรกขึ้นว่า “แต่แหม...ของเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาขนาดเนี้ย ป่านนี้เจ้าของจะยังมีชีวิตอยู่ให้คืนอีกหรอคะ” แต่เจนนรีกลับพูดขึ้นว่า “เป็นไปได้มั้ยคะว่า... พระธุดงค์รูปนั้นท่านอาจจะหมายถึง...ให้คืนกำไลวงนี้ให้กับทายาทของคนในตระกูลนั้น” คุณหญิงได้ยินอย่างนั้นแล้วจึงพูดกับเจนนรีว่า“ถ้าอย่างงั้นหนูช่วยดูให้หน่อยได้ไหมจ๊ะว่าเจ้าของที่แท้จริงเป็นใครกัน แล้วลูกหลานเขายังอยู่ที่อยุธยาหรือเปล่า ฉันก็จะได้ไปตามหาได้ถูก”

เจนนรีมองดูแววตาคุณหญิงที่วิงวอนแล้วตอบว่า“หนูจะลองดูนะคะ แต่หนูไม่แน่ใจนะคะว่าหนูจะช่วยคุณหญิงได้มากแค่ไหน” ว่าแล้วเจนนรีก็รับกำไลทองคำโบราณนั้นมากำไว้ในมือแล้วหลับตาลงพยายามทำสมาธิสักครู่ ในไม่ช้าก็พลันปรากฏภาพบางอย่างขึ้นในนิมิต มันเป็นภาพลางๆของหญิงสาวผู้หนึ่งกับชายรูปร่างสูงใหญ่ หญิงผู้นั้นกล่าวกับฝ่ายชายว่า “ข้าขอบใจท่านยิ่งนักที่ช่วยชีวิตข้าจากพวกโจรป่าไว้ได้”

จากนั้นนางก็พูดกับชายคนดังกล่าวต่อไปว่า“ข้าไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนท่าน นอกจากเครื่องประดับทองคำเล็กๆ น้อยๆที่ยังเหลือพกติดตัวอยู่บ้าง” แล้วหญิงสาวผู้นั้นก้มหน้าลงควานหาของที่ว่านั้นในห่อผ้าของตน แต่ไม่ว่านางจะพยายามหาสักเท่าไรก็หาไม่เจอ แล้วนางก็พูดว่า “หายไปไหนกันนะก็เราถอดเก็บไว้ในห่อผ้านี้นี่นา” นางรำพันพร้อมกับสีหน้างุนงงที่หาของดังกล่าวไม่เจอ และแล้วภาพนิมิตทั้งหมดนั้นก็พลันมลายหายไปในพริบตา

เมื่อเจนนรีลืมตาขึ้นเสียงร้องถามจากทั้งคุณหญิงและพี่เกศดังขึ้นพร้อมกันทันที “เห็นอะไรบ้างเจนนรีหันไปทางคุณหญิงแล้วได้แต่ตอบไปว่า“ภาพนิมิตมันค่อนข้างเลือนลางมากอ่ะค่ะ อาจเป็นเพราะพลังของหนูคงจะอ่อน หนูเห็นแค่ว่ามีผู้หญิงคนนึงพยายามควานหาของมีค่าบางอย่างที่เธอเก็บไว้ในห่อผ้า เพื่อจะให้เป็นของตอบแทนใครคนหนึ่งที่ช่วยเหลือเธอไว้ แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอค่ะ” “แล้วเขาใช่เจ้าของกำไลวงนี้หรือเปล่าจ๊ะหนู”คุณหญิงรีบถามทันที

“เอ่อ...หนูไม่แน่ใจนะคะ เพราะภาพนิมิตมันไม่ค่อยชัดเท่าไร” เจนนรีตอบ แต่เพื่อไม่ให้คุณหญิงหมดกำลังใจ เจนนรีจึงกล่าวกับคุณหญิงว่า “เอาอย่างนี้ดีกว่ามั้ยคะ เอาไว้กลับถึงเมืองไทยแล้ว หนูจะพาคุณหญิงไปพบแม่ชีเปี่ยมท่านเป็นอาจารย์สอนสมาธิให้หนูเมื่อตอนเด็กๆ ท่านน่าจะช่วยไขปริศนานี้ให้กับคุณหญิงได้มากกว่าหนูนะคะ” คุณหญิงรีบถามกลับว่า “แล้วท่านพักที่ไหนกันล่ะ ฉันจะขอไปพบท่านโดยเร็วที่สุดจะได้ไหมจ๊ะ”

คุณหญิงบอกว่า “อีกไม่กี่วันก็จะครบหนึ่งร้อยวันที่คุณแม่ท่านเสียไป ยังไงฉันก็ต้องกลับเมืองไทยไปเผาศพคุณแม่อยู่แล้ว เสร็จงานเผาศพคุณแม่แล้ว หนูช่วยพาฉันไปพบแม่ชีท่านหน่อยเถิด” เจนนรีตอบรับในทันที “ได้ค่ะคุณหญิง แต่ท่านอยู่วัดที่ต่างจังหวัด ห่างไกลตัวเมืองมากอาจจะเดินทางลำบากนิดนึงนะคะ” คุณหญิงตอบว่า “ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันไปได้ หากว่าฉันจะยังมีความหวังว่าจะมีใครสักคนช่วยฉันได้”

เจนนรีบอกกับคุณหญิงเพ็ญโฉมว่า“ตอนนี้เจนว่าคุณหญิงเก็บกำไลวงนี้ไว้ดีๆ ก่อนเถอะค่ะ ระมัดระวังอย่าให้ใครต่อใครเห็นมันมากนักเลยค่ะของเก่าแก่ขนาดนี้คงมีราคาแพงมาก” พี่เกศพูดเปรียบเปรยว่า “นี่ถ้าเป็นเกศนะ เกศคงเก็บมันไว้ในถุงผ้าเก่าๆหรือไม่ก็ถุงกระดาษ แบบถุงขายกล้วยแขกน่ะค่ะ รับรองว่าไม่มีใครสนใจ กำไลวงนี้ก็จะปลอดภัยหายห่วงเพราะไม่เป็นจุดสังเกตของพวกหัวขโมยอย่างแน่นอนค่ะ” คุณหญิงกล่าวขอบใจทั้งสองคนที่เตือน แต่คุณหญิงก็อยากจะเก็บมันอย่างประณีต ไม่อยากให้ของเก่าแก่ในตระกูลต้องดูด้อยราคาลงไป

เกศนภาพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ว่า“คุณหญิงคะ! เกศเคยมีเพื่อนอยู่คนนึง จำได้ว่าเขามีญาติห่างๆคนนึงเคยเป็นนักเรียนรุ่นแรกๆ ของ ‘กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง’ เห็นได้ข่าวแว่วๆมาว่าเพิ่งได้รับพระราชตำแหน่งช่างทองหลวง ประจำสำนักพระราชวัง เนื่องจากว่าตอนนี้ไทยเราไม่มีช่างทองโบราณเหลืออยู่แล้ว ทางสำนักพระราชวังก็เลยก่อตั้งวิทยาลัยช่างทองหลวงนี้ขึ้นมาเพื่อผลิตคนรุ่นใหม่ในการศึกษาแกะรอยเทคนิคของช่างทองโบราณค่ะ”

คุณหญิงมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจขึ้นมาในทันทีแล้วเกศนภาก็พูดต่อไปว่า “เกศคิดว่าญาติของเพื่อนเกศคนนี้น่าจะพอให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องประดับทองคำโบราณให้กับคุณหญิงได้นะคะ มันอาจจะพอเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสืบค้นที่มาของกำไลวงนี้ก็ได้ค่ะ” คุณหญิงรีบพูดว่า “ถ้ายังงั้นฉันฝากเรื่องนี้ด้วยก็แล้วกันนะ ถ้าฉันได้มีโอกาสเจอคนที่ว่านี้บางทีฉันอาจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง” ตอนนี้แววตาของคุณหญิงเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว

เจนนรีและเกศนภาทานขนมและเครื่องดื่มเล็กน้อยพอเป็นมารยาท จากนั้นทั้งสองจึงลาคุณหญิงกลับที่พัก ส่วนคุณหญิงเพ็ญโฉมนั้นโดยสารรถแท็กซี่กลับยังบ้านพักท่านทูต เมื่อคุณหญิงกลับมาถึงบ้านก็เห็นสามีที่แก่กว่าหล่อนหลายปีนักกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ชั้นล่าง “ไปไหนมาอีกล่ะคุณหญิง”ท่านทูตถามด้วยน้ำเสียงราวกับจะจับผิดภรรยาของตนเอง คำถามนั้นชวนให้คุณหญิงเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นในทันที

“ดิฉันไปธุระมาค่ะ”คุณหญิงตอบแบบเย็นชา ท่านทูตจึงมิวายถามต่อว่า “ธุระส่วนตัวอีกล่ะสินะ” “ค่ะ ส่วนตัวคุณหญิงตอบ แล้วท่านทูตก็ย้อนกลับว่า “มันน่าอึดอัดมากนักรึไรที่จะต้องอยู่บ้านกับตาแก่อย่างฉัน” คุณหญิงเพ็ญโฉมตอบกลับทันใดว่า“นี่เมื่อไหร่คุณถึงจะเลิกจับผิดดิฉันสักทีคะ ดิฉันยังไม่ได้ทันจะทำอะไรผิดสักนิดเลย วันๆ คุณก็เอาแต่คิดจินตนาการของคุณไปเอง”

ท่านทูตจึงตอบกลับด้วยเสียงดุดันขึ้นว่า“นี่เธอหาว่าฉันจินตนาการไปเองอย่างงั้นนะหรอ! ก็ได้ แล้วอย่าให้ฉันจับได้ก็แล้วกัน จะทำอะไรก็ขอไว้หน้ากันบ้างนะคุณหญิงคำพูดนั้นยิ่งทำให้คุณหญิงเพ็ญโฉมโมโหมากขึ้นไปอีก หล่อนจึงตอบท่านทูตกลับไปว่า “ก็เพราะดิฉันยังไว้หน้าของคุณอยู่น่ะสิคะ ดิฉันถึงต้องนั่งปั้นหน้าต้องคอยสวมหน้ากากเข้าสังคมอยู่ทุกวันนี้ไงล่ะคะ”

คำพูดของคุณหญิงบาดใจท่านทูตนัก ถึงขนาดทำให้เขาปิดหนังสือที่อ่านลงแล้วโยนมันกระแทกกับพื้นผิวของโต๊ะรับแขก จากนั้นเขาก็เดินขึ้นชั้นบนไปในทันที สาวใช้ในบ้านไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น หล่อนเห็นแค่ว่าคุณหญิงกลับมาถึงบ้านแล้วก็รีบเอาน้ำมาเสิร์ฟ แต่กลับถูกคุณหญิงที่กำลังอารมณ์เสียทำเสียงดุใส่“ไม่ต้อง ฉันไม่หิวน้ำ จะไปไหนก็ไป๊” สาวใช้ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยก็ได้แต่รีบเก็บแก้วน้ำแล้วหลบเข้าครัวไป

ส่วนเจนนรีกับเกศนภาก็ขึ้นรถเพื่อกลับยังโรงแรมที่พัก ระหว่างทางที่ทั้งสองนั่งอยู่บนรถนั้น เจนนรีก็อดจะถามพี่เกศไม่ได้ว่า “แล้วพี่เกศไปรู้จักกับคุณหญิงเพ็ญโฉมได้ยังไงกันคะ” พี่เกศตอบว่า “คุณหญิงเพ็ญโฉมเป็นเพื่อนสนิทกับอาสะไภ้พี่น่ะ” เจนนรีนึกขึ้นมาได้ “อ้อ คุณอาวรรณภา เจ้าของห้องเสื้อณภาบูติคที่พี่เกศไปช่วยงานทำบัญชีให้อยู่น่ะหรอคะ” พี่เกศตอบว่า “ใช่จ้ะ คุณหญิงแวะมาที่ร้านเป็นประจำทุกครั้งที่เธอกลับเมืองไทย หรือไม่บางทีก็โทรมาสั่งชุดให้ทางร้านส่งไปให้”

พี่เกศเล่าให้เจนนรีฟังต่อไปว่า“พี่ก็มีโอกาสได้ต้อนรับคุณหญิงในฐานะลูกค้าคนสำคัญอยู่หลายครั้ง หรือบางทีถ้าเป็นช่วงวันหยุดที่ร้านปิดเธอก็จะแวะไปที่บ้าน เพื่อไปเยี่ยมอาสะไภ้พี่น่ะ ก็เลยมีโอกาสได้คุยกันบ่อยๆ แต่พี่ก็ไม่เคยรู้เรื่องส่วนตัวเรื่องนี้ของคุณหญิงมาก่อนหรอกนะ” เจนนรีพูดกับพี่เกศว่า “อืม...แปลกดีนะคะ ดูภายนอกแล้วชีวิตคุณหญิงน่าจะมีความสุขสบายดี ไม่น่าเชื่อว่ามีเรื่องราวลึกลับแบบนี้ในวงศ์ตระกูลเธอ”

จากนั้นเจนนรีก็พลันนึกย้อนไปถึงเรื่องราวของเธอในวัยเด็ก หล่อนจำได้ว่าตอนอายุได้ประมาณสามสี่ขวบนั้นพ่อและแม่ได้พาเธอไปเที่ยวที่อยุธยา และที่นั่นก็มีเรื่องราวแปลกๆ เกิดขึ้นกับเธอ จนทำให้มือข้างซ้ายของเธอนั้นเกิดมีพลังประหลาดขึ้นมาได้ ในตอนนั้นคุณพ่อของเธอกำลังไปวนหาที่จอดรถ จึงได้ปล่อยให้เจนนรีและแม่ลงจากรถเพื่อเดินเที่ยวชมตลาดที่ตำบลหัวรอไปพลางๆก่อน มารดาของเจนนรีในขณะนั้นกำลังเลือกซื้อข้าวของอยู่ มือที่จูงลูกสาวข้างนึงจึงปล่อยออกเพื่อหยิบของที่เลือกส่งให้แม่ค้า

แต่ทันทีที่ผู้เป็นมารดาซื้อของชำระเงินเสร็จแล้ว กลับไม่เห็นว่าลูกสาวตนหายไปไหนเสียแล้ว เจนนรีจำได้คร่าวๆว่าตนเองวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ด้วยความเป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็น หล่อนจำได้ว่าตนเองสะดุดตากับร้านขายของเก่าร้านหนึ่ง หนูน้อยเจนนรีเดินเข้าไปดูของภายในร้านด้วยอาการตื่นตาตื่นใจ หล่อนหยิบเข็มทองคำด้ามยาวเล่มหนึ่งขึ้นมาดูใกล้ๆด้วยเห็นว่าลวดลายบนด้ามนั้นแปลกตา ของแปลกในวัยเด็กเช่นนั้นย่อมกลายเป็นของเล่นสนุกไปเสียหมด

เจนนรีไม่ทราบเลยว่าในตอนนั้นเธอกำลังหยิบเข็มสักยันต์เก่าแก่ขึ้นมาเล่น หล่อนลองแกว่งมันไปมา แล้วก็นึกสนุกอย่างไรไม่ทราบ เจนนรีเอาเข็มสักยันต์โบราณนั้นทำท่าเหมือนจับดินสอเขียนลงบนฝ่ามือตนเอง ขณะนั้นแม่ของเธอก็วิ่งตามมาทันพอดี เสียงร้องเรียกของแม่ทำให้เจนนรีสะดุดและปลายแหลมของเข็มนั้นก็พลาดสะบัดปาดมืดหล่อนเป็นรอยเลือดออกซิบๆ เจนนรีร้องไห้โฮทันที

แม่ของเจนนรีตกใจเป็นอันมามากหล่อนรีบวิ่งเข้ามาแล้วดึงเอาเข็มนั้นออกจากมือลูกสาวและส่งคืนเจ้าของร้านไปในทันทีพร้อมกับกล่าวขอโทษที่ลูกสาวเข้ามาวิ่งเล่นซนในร้าน จากนั้นแม่ก็รีบอุ้มเธอออกจากร้าน เจนนรีจำได้เพียงลางๆ แค่ว่า เจ้าของร้านคนนั้นเป็นชายแก่ที่ไว้ผมยาวและไว้หนวดเครายาว ผมของเขานั้นสีขาวโพลน มันถูกรวบขมวดไว้ราวกับว่าเขาเป็นนักบวชชีพราห์ม

เมื่อแม่อุ้มเธอออกจากร้านแล้วก็รีบตรงไปหาพ่อทันที คุณพ่อเห็นท่าทางไม่สู้ดีจึงรีบพาเจนนรีไปทำแผลที่คลินิกแห่งหนึ่ง หลังจากทำแผลผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ แผลที่มือนั้นก็แห้งและตกสะเก็ด แต่กลับเหลือร่องรอยคล้ายเส้นปานแดงบนฝ่ามือซ้ายของเจนนรี แต่สิ่งที่แปลกไปกว่านั้นคือว่า มือซ้ายของเจนนรีนั้นเมื่อจับต้องของสิ่งใดแล้ว เธอก็จะเห็นภาพเรื่องราวของผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้าวของนั้นๆจนทำชาวบ้านในระแวกใกล้เคียงต่างมองว่าเธอเป็นเด็กแปลกประหลาด

ทั้งพ่อและแม่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ ด้วยเกรงว่าชาวบ้านจะเข้าใจผิดหรือคิดว่าลูกสาวตนโดนคุณไสย พ่อและแม่พากันย้ายบ้านจากฝั่งธนบุรีมายังฝั่งพระนคร จากนั้นท่านก็พาหนูน้อยเจนนรีไปวัดแห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัดตามคำแนะนำของเพื่อนสนิท ที่วัดแห่งนั้นเจนนรีได้พบกับแม่ชีเปี่ยมซึ่งเมตตาเอ็นดูหล่อนเสมอมา พ่อและแม่หมั่นพาเจนนรีไปถือศีลที่วัดอยู่เป็นประจำตามคำแนะนำของแม่ชี จากนั้นเจนนรีก็รู้สึกว่ารอยปานแดงที่ฝ่ามือซ้ายของหล่อนค่อยๆจางลงไปเอง

จนเมื่อเติบโตเป็นสาวแล้วรอยปานนั้นก็จางลงจนแทบไม่เห็นร่องรอยอีกเลย มันทำให้เจนนรีลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำว่ามือซ้ายของหล่อนเคยมีพลังพิเศษ จนกระทั่งไม่นานก่อนหน้านี้ คุณยายของพี่เกศซึ่งอายุแปดสิบกว่าแล้ว ท่านมีอาการหลงๆ ลืมๆและเดินหายออกจากบ้านไป พี่เกศและคนในบ้านรวมทั้งเจนนรีด้วย ต่างก็ช่วยกันออกไปตามหาท่าน เจนนรีจำได้ว่าขณะที่ถือรูปคุณยายของพี่เกศอยู่ที่มือข้างซ้ายนั้น อยู่ๆ ก็รู้สึกว่ามือหล่อนร้อนวูบขึ้นมา และเมื่อเจนนรีก้มลงดู หล่อนกลับเห็นภาพของคุณยายว่ากำลังเดินหลงไปที่ใด และสามารถช่วยพี่เกศตามคุณยายกลับบ้านได้ถูก

เจนนรีก้มลงดูมือซ้ายตัวเองอีกครั้งพร้อมกับคิดในใจว่า “น่าเสียดายจริงที่วันนี้มือเราไม่มีพลังขนาดนั้นแล้ว เลยช่วยคุณหญิงไม่ได้” แต่แล้วจู่ๆเจนนรีก็เห็นรอยปานแดงนั้นเด่นชัดขึ้นมา มันชัดจนกลายเป็นรอยบาดที่มีเลือดใหลซิบๆ เจนนรีรู้สึกตกใจจนต้องเอามือขวาขยี้ตาตัวเอง จากนั้นก็ลืมตาเพื่อเพ่งดูที่ฝ่ามือซ้ายของตนอีกรอบ แต่คราวนี้รอยปานแดงนั้นกลับหายไปเสียแล้ว หล่อนได้แต่พึมพำกับตัวเองว่า “สงสัยเราจะตาฝาดไป”

พี่เกศได้ยินเจนนรีพึมพำอะไรบางอย่างจึงละสายตาจากวิวที่นอกหน้าต่างรถแล้วหันมาถามว่า “มีอะไรหรือเจน” เจนนรีรีบเอามือซุกกับกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่เกศ เจนแค่นึกถึงเรื่องที่เคยช่วยตามหาคุณยายพี่เกศได้ แต่เสียดายที่วันนี้เจนช่วยอะไรคุณหญิงไม่ได้” พี่เกศพูดปลอบว่า “ไม่เป็นไรหรอกน่า... เดี๋ยวกลับเมืองไทยแล้วเราค่อยหาวิธีพาคุณหญิงไปพบแม่ชีเปี่ยม ท่านน่าจะช่วยได้ดีกว่า” เจนนรีพยักหน้ารับ “ค่ะพี่”

เมื่อเจนนรีกับเกศนภานั่งรถกลับมาถึงห้องพักที่โรงแรมก็เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว เจนนรีถามพี่เกศว่า “เรายังเหลือเวลาเที่ยวพรุ่งนี้อีกวันนึง ว่าแต่พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดีอ่ะคะพี่เกศ” ฝ่ายพี่เกศตอบว่า “พี่คิดว่า...เราไปพระราชวังเชินบรุนน์กันดีกว่า เจนน่าจะชอบนะ เห็นใครต่อใครที่เคยแวะไปเที่ยวที่นั่นเค้าก็ว่ามันเป็นวังที่ใหญ่โตสวยงามมาก ที่นั่นยังเคยเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองอาณาจักรออสเตรียฮังการี่มาก่อนด้วยนะ”

พี่เกศเล่าต่อว่า “สมัยนู้นน่ะอาณาจักรออสเตรียฮังการี่ถือว่ามีความสำคัญและมีอำนาจมากในยุโรปเชียวนะ” เจนนรีได้ยินแล้วก็ทำตาโต “ฟังแล้วชักอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆเสียจริง เจนชักจะอยากไปแล้วละพี่เกศพลันตอบกลับว่า “แต่ตอนนี้ได้เวลาเข้านอนแล้วจ้า” เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาทั้งวัน คืนนี้ทั้งเกศนภาและเจนนรีต่างก็หลับสนิทลงอย่างง่ายดาย จากนั้นสักครู่เจนนรีก็รู้สึกเคลิ้มไปเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น ภาพเหตุการณ์บางอย่างก็ปรากฏขึ้น

“พระองค์มีรับสั่งเรียกหากระหม่อมด้วยเรื่องอันใดฤาพะย่ะค่ะ”นายมหาดเล็กกราบทูลถาม ฝ่ายผู้เป็นเจ้าเหนือหัวตรัสว่า “ข้าจักใช้ให้เอ็งไปตามช่างทองหลวงมาพบข้าสักหน่อย ข้ากำลังคิดอยู่ว่าอยากสั่งทำเครื่องประดับสักอย่างให้ลูกหญิงเป็นของขวัญครบรอบวันคล้ายวันประสูติในเดือนหน้า ข้าคิดอยู่ว่า...อยากจะให้ช่างทองหลวงทำกำไลข้อมือให้ลูกหญิงสักวงหนึ่ง อยากให้ช่างทองหลวงช่วยคิดทำแบบที่วิจิตรงดงามยิ่งสักหน่อย”

แล้วก็ทรงตรัสต่อไปว่า “ข้าอยากให้กำไลวงนี้ทำออกมาแล้วแลดูงามตาเป็นที่สุด อยากให้งามยิ่งกว่ากำไลทองคำวงใดๆที่ช่างทองหลวงเคยทำเป็นเครื่องประดับให้กับเจ้านายฝ่ายใน” นายมหาดเล็กจึงกล่าวว่า “เรื่องนี้มิต้องทรงเป็นห่วงเลยพระพุทธเจ้าค่ะ ช่างทองหลวงแห่งอยุธยาเรานี้ฝีมือดีหาที่เปรียบมิได้ แม้พวกฝรั่งตาน้ำข้าวที่เข้ามา ก็ยังชื่นชมฝีมือของช่างทองเรากันนักหนา เดี๋ยวกระหม่อมจักรีบไปตามช่างทองหลวงมาเข้าเฝ้านะพระพุทธเจ้าค่ะ”ว่าแล้วมหาดเล็กผู้นั้นก็เดินออกจากพระตำหนักไป

นางกำนัลผู้หนึ่งกำลังแอบอยู่นอกพระตำหนักซึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว เมื่อนางเห็นท่านมหาดเล็กเดินออกมาจากพระตำหนักของพระองค์ท่าน นางก็รีบกล่าวถามทันทีว่า “ท่านมหาดเล็กจักรีบร้อนไปที่ใดกันฤา” ฝ่ายมหาดเล็กกล่าวตอบว่า “ข้าจักรีบไปยังเรือนคุณพระช่างทองหลวง ขุนหลวงมีรับสั่งให้ช่างทองหลวงเข้าเฝ้าน่ะ” นางกำนัลผู้นั้นจึงพลันถามว่า “ขุนหลวงจักสั่งช่างทองหลวงทำเครื่องทองเครื่องราชแก่ผู้ใดฤา”

นายมหาดเล็กตอบว่า “ปีนี้ขุนหลวงท่านดำริว่าจะพระราชทานเครื่องประดับทองคำแก่เจ้าฟ้าหญิงจุฑามณีเป็นพิเศษ เห็นว่าทรงอยากให้ช่างทองหลวงทำกำไลงามๆให้สักวงหนึ่งน่ะ” จากนั้นนายมหาดเล็กจึงพูดว่า “ข้าต้องรีบไปแล้วล่ะ เดี๋ยวจักล่าช้า” เมื่อนายมหาดเล็กพูดจบก็เร่งรีบฝีเท้าไปตามพระรับสั่ง มิได้สนใจจะตอบคำถามนางกำนัลผู้นั้นอีก ฝ่ายนางกำนัลผู้นั้นเมื่อได้ยินดังนี้แล้วนางก็รีบเร่งกลับไปยังตำหนักแห่งหนึ่งในราชสำนักฝ่ายใน

นางวิ่งเข้าไปด้านในห้องพักของพระตำหนักซึ่งมีสตรีรูปงามกำลังนั่งพินิจพิเคราะห์สร้อยสังวาลย์และปิ่นปักผมอันงดงามอยู่ นางร้องเรียกสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นว่า “พระสนมเพคะ พระสนม พระสนมตรัสถามว่า “มีอะไรอีกล่ะอีบัว!” แล้วพระนางก็ดุนางกำนัลผู้นั้นว่า “เอ็งนี่มันบอกกี่ทีแล้วมิเคยจำ ข้าบอกให้ค่อยๆ เดิน มิใช่วิ่งทะเล่อทะล่าน่าเกลียดเข้ามาเยี่ยงนี้ ใครจักหาได้ว่าข้ามิได้สั่งสอนอบรมกริยาคนของข้า”

นางกำนัลผู้นั้นกล่าวทูลว่า“ขุนหลวงสิเพคะ ตอนนนี้ทรงมีรับสั่งเรียกช่างทองหลวงเข้าเฝ้าเห็นว่าจะให้ช่างทองหลวงทำกำไลงามๆ ให้สักวง” ฝ่ายพระสนมถามกลับในทันที “ทำให้ข้าน่ะรึ? จริงสินะ! อีกไม่วันข้าก็จักได้แต่งตั้งเป็นพระสนมเอกแล้ว คงจักเป็นของพระราชทานแก่ข้าเป็นแน่แท้” นางกำนัลอ้ำอึ้ง “เอ่อ...” แล้วกล่าวต่อไปว่า “จักทรงพระราชทานแด่พระราชธิดาองค์โตนะเพคะ” ฝ่ายพระสนมกลับมีน้ำเสียงฉุนเฉียวขึ้นมาในทันใด“อะไรนะ! เมื่อไรมันจักตายๆ ตามแม่มันไปเสียทีนะ”

ฝ่ายนางกำนัลรีบห้ามพระสนมไว้“เบาๆ ก่อนเพคะ! หากมีผู้ใดมาได้ยินเข้า แล้วนำไปกราบทูลขุนหลวงท่าน เราอาจต้องโทษพระอาญาได้นะเพคะ” พระสนมจึงค่อยๆ สงบพระอาการลงแล้วประทับนั่งลงยังแท่นพระบรรทม จากนั้นพระนางก็มีแววตาลุกวาวเหมือนมีความคิดอะไรบางอย่างผุดขึ้นมา พระนางหันไปบอกแก่นางกำนัลคนสนิทว่า “อีบัว เอ็งจงส่งคนไปคอยเฝ้าดูอยู่ที่เรือนของช่างทองหลวง วันใดที่ช่างทองหลวงทำกำไลวงนี้แล้วเสร็จ เอ็งจงหาทาง...”

เจนนรีพลันรู้สึกตัวตื่นขึ้นหล่อนนึกถามตัวเองในใจว่า ‘เมื่อกี๊เราฝันไปรึ? สงสัยจะเป็นเพราะเก็บเอาเรื่องกำไลทองคำที่คุณหญิงเพ็ญโฉมให้ดูมาคิดมาก เลยทำให้ฝันไปแน่ๆ เลยเรา’ เจนนรีคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็หันไปดูพี่เกศ พี่เกศยังคงหลับสนิทอยู่ เจนนรีจึงเปิดโคมไปที่หัวเตียงเพื่อดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาตีห้า ‘ยังเช้าอยู่เลยนอนต่อดีกว่า’ แต่ไม่ว่าหล่อนจะนอนพลิกตัวไปมาเปลี่ยนท่านอนอย่างไรก็ไม่หลับซะที ในที่สุดเจนนรีก็ตัดสินใจลุกขึ้นแล้วไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน เมื่อออกมาจากห้องน้ำ จึงได้ยินเสียงพี่เกศถามว่า “วันนี้ทำไมตื่นเช้าจังล่ะเจน”

เจนนรีตอบไปว่า “อืม...เจนนอนไม่ค่อยหลับค่ะพี่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร สงสัยเจนคงจะเก็บเรื่องกำไลของคุณหญิงเพ็ญโฉมมาคิด โทษทีที่ทำให้พี่เกศพลอยตื่นไปด้วยนะคะ” แต่พี่เกศกลับตอบด้วยอารมณ์ดีว่า“ตื่นเช้าก็ดีเหมือนกันนะ เราจะได้มีเวลาเตรียมตัว ทานอาหารเช้าได้เต็มที่ วันนี้จะได้เดินเที่ยวให้สนุกไปเล้ย ไหนๆ ก็วันสุดท้ายแล้ว” พี่เกศตอบ แล้วรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำและแต่งตัวบ้างจากนั้นทั้งสองจึงลงไปทานอาหารเช้าของที่โรงแรม

เมื่อทั้งเจนนรีและเกศนภาทานอาหารเช้าเสร็จ ทั้งสองคนก็นั่งรถไปยังพระวังเชินบรุนน์ เมื่อไปถึงที่วังพี่เกศก็อธิบายให้เจนนรีฟังว่า “ชื่อพระราชวังนี้เป็นภาษาเยอรมัน ถ้าแปลเป็นไทยก็จะได้ความหมายว่า ‘พระราชวังน้ำพุงาม’ เข้าใจว่าในสมัยนั้นที่นี่คงจะมีบ่อน้ำพุมาก แต่ตอนนี้ไม่ค่อยเห็นมีสักเท่าไร ส่วนตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคจ้ะ” เจนนรีเอ่ยปากชมว่า “ดูใหญ่โตโอ่อ่าแข็งแรงเชียว ส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะโคมไฟที่ประดับตามเสาอาคาร หรือแม้แต่ลวดลายตามทางขึ้นบันใดพระราชวังเองก็งดงามมากนะคะพี่” พี่เกศพยัคหน้าตอบรับแล้วก็ชวนเจนนรีเดินเข้าข้างใน

ที่ด้านในของพระราชวังเชินบรุนน์นั้นตบแต่งอย่างโอ่อ่าหรูหรามีผ้าม่านสีทองทรงหยดน้ำประดับประดาไปทั่วที่ห้องโถงใหญ่ก็มีภาพเขียนบนเพดานที่สวยงามพร้อมประดับด้วยโคมไฟหรือเชิงเทียนแบบโคมระย้า และที่ฝาผนังก็มีภาพเขียนสีน้ำมันติดอยู่ เป็นรูปพระนางซิสซี่รูปหนึ่งและรูปพระเจ้าไกเซอร์อีกรูปหนึ่ง เจนนรีดูภาพเขียนแล้วพูดกับพี่เกศว่า “รูปนี้...พระนางซิสซี่ดูสวยจริงๆ เลยนะคะพี่” เจนนรีกล่าวออกไปโดยไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาของชายหนุ่มคนไทยหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังหันมามองเธออยู่

แต่พอเจนนรีหันไป เขาก็หลบสายตาพร้อมกันนั้นเขาก็ถูกกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินเบียดบังจนมองไม่เห็นเขา เจนนรีเห็นแต่พี่เกศซึ่งกำลังยืนดูภาพวาดสีน้ำมันของพระเจ้าไกเซอร์พี่เกศพูดว่า “แต่พี่สะดุดตาภาพพระเจ้าไกเซอร์มากกว่านะ” เจนนรีจึงถามทันที “ทำไมหรอคะพี่เกศ มีอะไรหรอคะ” พี่เกศตอบกลับว่า “อ้าวก็ทรงฉลองพระองค์ด้วยกางเกงสีแดงแป๊ดขนาดเนี้ย เจนลองนึกดูสิ ถ้าผู้ชายสมัยนี้ใส่กางเกงสีแดงแป๊ดขนาดนั้นน่ะ มันจะไม่ตลกหรอ” เจนนรีกลับตอบว่า “ไม่แปลกหรอกค่ะพี่เกศ”

เจนนรีอธิบายให้พี่เกศฟังว่า “สำหรับสมัยโน้นน่ะ การทอผ้าและการย้อมสีผ้าดิบให้ได้สีสดๆ เนี่ย มันทำไม่ได้ง่ายๆ เหมือนสมัยนี้ที่มีเทคโนโลยีช่วยหรอกนะคะ ยิ่งเป็นสีแดงเพลิงขนาดนี้แล้วล่ะก็ ยิ่งทำได้ยากไปกันใหญ่ ของที่หายากหรือผลิตยากก็ย่อมมีราคาแพง จึงมีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้นละค่ะที่จะได้สวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสขนาดนั้น” พี่เกศจึงพูดว่า “อ้อ อย่างนั้นหรอกรึ” แล้วชมเจนนรีว่า “น้องเจนนี่สมแล้วที่จบด้านออกแบบแฟชั่น เลยพลอยทำให้พี่ได้เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆไปด้วย”

แต่พี่เกศก็ยังคงวิจารณ์ภาพเขียนต่อไปว่า “แต่ดูหนวดพระเจ้าไกเซอร์สิน้องเจน รูปที่วาดตอนนั้นท่านน่าจะยังทรงเป็นหนุ่มอยู่นะ ทำไมรีบไว้หนวดยังกะคนแก่” เจนนรีจึงอธิบายให้ฟังว่า “มันเป็นแฟชั่นของยุคสมัยโน้นน่ะค่ะพี่ ครั้งแรกที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรป ท่านก็ไม่ได้ไว้หนวดหรอกนะคะ แต่เมื่อเสด็จมาทอดพระเนตรแล้วทราบว่ามันเป็นความนิยมของคนยุโรปในยุคนั้น ท่านก็เลยหันมาไว้หนวดบ้าง แต่ไม่ใช่แค่การไว้ให้มันยาวเฉยๆ นะคะพี่ แต่ต้องคอยดูแลหนวดคอยใส่น้ำมันจับหนวดให้มันได้รูปทรงเป็นแนวเส้นสวยด้วยอ่ะค่ะ”

พี่เกศฟังแล้วถึงกับอุทาน “โอ...ไม่ยักรู้แฮะว่าเป็นแฟชั่นยุคโน้น ก็พี่ไม่เห็นหนุ่มๆยุคสมัยเราเขานิยมไว้หนวดกัน ก็เลยรู้สึกว่าการไว้หนวดเนี่ยมันทำให้พระองค์ท่านดูแก่ไม่หล่อเหลาเอาเสียเลยอ่ะ นี่ถ้าพี่เป็นพระนางซิสซี่นะ พี่ก็คงไม่แต่งด้วยล่ะ แอบหนีไปดีกว่า” จากนั้นพี่เกศก็พูดเล่นต่อไปว่า“อืม...แต่ถ้าหากพระเจ้าไกเซอร์มาเกิดยุคนี้ แล้วโกนหนวดออกซะ ท่านคงจะหล่อน่าดูเลยนะเนี่ย น้องเจนว่างั้นมั้ย” เจนนรีได้แต่ยิ้มรับแล้วตอบว่า “แฟชั่นก็เป็นอย่างนี้ล่ะค่ะพี่ มันอาจเป็นสิ่งที่นิยมในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็หมดสมัยไป”

หลังจากทั้งสองคนได้เดินชมจนทั่วพระราชวังแล้วเจนนรีก็เริ่มรู้สึกเมื่อยขา เมื่อเดินออกมาด้านนอกก็ปะทะกับลมเย็นที่พัดผ่านมา พี่เกศหันมาดูเจนนรีซึ่งมีท่าทางเริ่มล้าเสียแล้วจึงเอ่ยชวนว่า “เดี๋ยวเราแวะร้านกาแฟกันดีมั้ย”แล้วชี้ให้เจนนรีดูร้านกาแฟที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน “ดีเหมือนกันค่ะพี่เกศ ได้ดื่มอะไรอุ่นๆ สักหน่อยก็น่าจะดีนะคะ”เจนนรีตอบ แล้วทั้งสองคนก็เดินข้ามฟากถนนมาจนถึงร้านดังกล่าว

เจนนรีรู้สึกดีขึ้นมาทันทีที่เข้ามาถึงในร้าน ข้างในนี้อุ่นดีจัง ได้นั่งพักบ้างดีกว่าเดินตากลมเย็นอยู่ข้างนอกเป็นไหนๆ จากนั้นเจนนรีกับพี่เกศก็สั่งขนมหวานกับกาแฟร้อนกันคนละแก้ว แล้วเจนนรีก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งพูดว่า “เป็นไงละเพื่อน แกว่าฝีมือนำเที่ยวของฉันพอจะเทียบกับไกด์มืออาชีพได้รึยัง” “อืม...ก็พอได้ว่ะ”อีกฝ่ายหนึ่งตอบ “แต่ยังไงฉันก็คงไม่เพลินเสียจนอยากเปลี่ยนจากตำรวจกองปราบไปเป็นตำรวจท่องเที่ยวหรอกนะ”

เป็นเสียงของผู้ชายไทยสองคนกำลังคุยกันท่าทางคงเป็นเพื่อนสนิทที่มาด้วยกัน ทั้งสองคนนั่งโต๊ะถัดไปทางด้านหลังของพี่เกศ เจนนรีไม่เห็นหน้าชายที่พูดคนแรก เพราะเขานั่งหันหลังคุยกับเพื่อนเขาอยู่ หล่อนจึงเห็นแต่หน้าเพื่อนเขาที่นั่งตรงข้ามกัน แล้วเจนนรีก็พูดเบาๆ กับพี่เกศว่า “ที่นี่คนไทยเยอะเหมือนกันนะคะพี่เกศ” แต่พี่เกศกลับเห็นเป็นเรื่องปกติ ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยวด้วยแล้วก็ไม่น่าแปลกใจอะไรหรอกถ้าจะเจอะคนไทยไปทั่วสารทิศ

พี่เกศตอบว่า “ธรรมดาน่ะเจน ก็ช่วงนี้มันฤดูท่องเที่ยวน่ะ ขืนอยู่ที่เมืองไทยตอนนี้คงร้อนตับแล่บ คนส่วนใหญ่ก็เลยหนีร้อนมาพึ่งเย็นไงละจ๊ะ” แล้วพี่เกศก็พูดต่อไปว่า “เดี๋ยวเราทานเสร็จแล้ว พี่ว่าเรานั่งแท็กซี่กลับโรงแรมกันดีกว่านะ พี่เองก็เริ่มจะเมื่อยขามากแล้วตอนนี้” เจนนรีจึงถามว่า “แล้วแถวนี้มีจุดให้เรียกแท็กซี่หรอคะพี่เกศ” “เมื่อกี๊พี่เห็นมีป้ายชี้บอกอยู่นะ คงไม่น่าจะไกลจากร้านนี้เท่าไร” พี่เกศตอบ

เมื่อทั้งสองคนทานขนมเสร็จแล้ว ก็เดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ เจนนรีจึงรีบพูดกับพี่เกศว่า “ให้เจนแชร์ค่าของกินบ้างเถิดนะคะพี่เกศ ตั้งแต่มาเที่ยววันแรกจนวันสุดท้ายแล้วเนี่ย พี่เกศจ่ายทุกอย่างคนเดียวหมดเลย ขอให้เจนช่วยออกบ้างเถอะค่ะ” พี่เกศทำท่าส่ายหน้าเพราะรู้จักเจนนรีดีว่าเป็นโรคขี้เกรงใจและมักกังวลไปเองว่าใครจะดูถูกเอาได้ว่าตนนั้นยากจน “คิดมากจริงเรานี่ เอ้า...ถ้างั้นแบ่งกันจ่ายคนละครึ่งก็แล้วกัน”

เจนนรีดีใจรีบหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาแล้วหยิบเงินยูโรจำนวนหนึ่งส่งให้พี่เกศ เมื่อพี่เกศชำระเงินทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนจึงเดินออกจากร้าน แล้วเจนนรีก็สังเหตุเห็นจุดที่เรียกรถแท็กซี่ โชคดีมีรถจอดรออยู่คันหนึ่งพอดี เจนนรีกับพี่เกศจึงรีบเดินไปที่รถแท็กซี่คันดังกล่าว เมื่อเดินถึงตัวรถเจนนรีก็รีบขึ้นไปนั่งทันทีเพราะรู้สึกเมื่อยขาเต็มทนแล้ว เจนนรีพับขากางเกงขึ้นแล้วเอามือนวดขาตัวเอง

เจนนรีคิดว่าพี่เกศคงกำลังจะก้าวตามขึ้นมา แต่ที่ไหนได้ พี่เกศกำลังหยุดยืนอยู่นอกรถ เมื่อเจนนรีมองออกไปก็พอจะเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งส่งของบางอย่างให้พี่เกศแล้วจากนั้นเขาก็เดินจากไป หล่อนเห็นใบหน้าชายคนนั้นไม่ค่อยถนัดนัก เลยไม่ทราบว่าพี่เกศหยุดคุยอยู่กับใคร ‘สงสัยพี่เกศคงจะเจอคนรู้จักที่นี่กระมัง เลยหยุดทักทาย’ เจนนรีคิดในใจแล้วนวดขาตัวเองต่อโดยไม่ได้สนใจอะไร

จนกระทั่งพี่เกศขึ้นมาบนรถแล้วยื่นกระเป๋าสตางค์ให้เจนนรี“นี่จ้ะ กระเป๋าตังค์” เจนนรีถึงกับอุทานทันที “อ้าว! นี่มันกระเป๋าตังค์ของเจนนี่คะ” พี่เกศจึงพูดว่า “นี่โชคดีนะเนี่ย อีตาคนไทยสองคนที่นั่งข้างหลังพี่คนนึงเขาเห็นมันร่วงตกอยู่ที่พื้นในร้านกาแฟเมื่อตะกี๊นี้ เขาก็เลยหยิบมันขึ้นมาแล้วก็วิ่งตามเรามาเพื่อเอามาคืนให้” “ตายจริง! เจนนี่ซุ่มซ่ามจริง ขอบคุณค่ะ” เจนนรีกล่าว “มาขอบคุณอะไรพี่จ๊ะ ต้องไปขอบคุณคนที่เขาเก็บกระเป๋าตังค์ให้เธอโน่นต่างหากล่ะ”

เจนนรีได้แต่ยิ้มแหยๆ เพราะขึ้นรถมาแล้ว คงไม่เดินกลับไปที่ร้านนั้นอีกแล้วล่ะ เพราะเมื่อยขาเต็มทนแล้ว จากนั้นทั้งสองก็กลับถึงยังห้องพักที่โรงแรม “เฮ้อ! เผลอแป๊บเดียว จะหมดวันลาพักร้อนซะละ” เสียงบ่นของพี่เกศดังขี้น เจนนรีจึงหันไปดูพี่เกศที่นอนทอดกายลงบนเตียงพร้อมด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “พี่เกศคะหมดวันลาพักร้อน ก็แปลว่าพี่เกศยังมีงานทำนะคะ ดีกว่าเจนซะอีก เจนเรียนจบมาตั้งหลายเดือนแล้ว ยังหางานทำไม่ได้เลย”

เจนนรีได้แต่ยิ้มแหยๆ เพราะขึ้นรถมาแล้ว คงไม่เดินกลับไปที่ร้านนั้นอีกแล้วล่ะ เพราะเมื่อยขาเต็มทนแล้ว จากนั้นทั้งสองก็กลับถึงยังห้องพักที่โรงแรม “เฮ้อ! เผลอแป๊บเดียว จะหมดวันลาพักร้อนซะละ” เสียงบ่นของพี่เกศดังขี้น เจนนรีจึงหันไปดูพี่เกศที่นอนทอดกายลงบนเตียงพร้อมด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “พี่เกศคะหมดวันลาพักร้อน ก็แปลว่าพี่เกศยังมีงานทำนะคะ ดีกว่าเจนซะอีก เจนเรียนจบมาตั้งสองสามเดือนแล้ว ยังหางานทำไม่ได้เลย”

          พี่เกศพูดปลอบใจเจนนรีไปว่า “ช่วงนี้เศรษฐกิจมันไม่ค่อยดีน่ะ” แต่แล้วจู่ๆ เสียงไลน์ในโทรศัพท์ของเจนนรีก็ดังขึ้น เจนนรีหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู “พี่เกศคะ! พี่เกศเจนนรีร้องเรียกพี่เกศที่นอนหมดแรงอยู่บนเตียง “เจนได้งานทำแล้วค่ะพี่ เพื่อนของเจนไลน์มาบอกว่าทางบริษัทแพรพรรณเท็กซ์ไทล์ที่เจนเคยไปสอบสัมภาษณ์ไว้เมื่อเดือนก่อน ตอนนี้ทางบริษัทตกลงตอบรับเจนเข้าทำงานแล้วล่ะค่ะ” พี่เกศรีบถามต่อทันทีว่า“แล้วเขาจะให้เริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะ” เจนนรีอ่านข้อความต่อแล้วตอบว่า“อาทิตย์หน้านี้เลยค่ะพี่” พี่เกศกล่าวอุทานทันทีว่า “โห!...ดีใจด้วยนะน้องเจน”


Create Date : 03 มิถุนายน 2561
Last Update : 3 มิถุนายน 2561 13:59:20 น. 0 comments
Counter : 89 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

Candy24
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add Candy24's blog to your web]
space
space
space
space
space