<<< ขอให้มีความสุขทุกคน>>>
Group Blog
 
All Blogs
 
กลยุทธ์การลงทุนด้วย ETF

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2550 09:59 น.


คอลัมน์ คู่มือนักลงทุน
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล บลจ.วรรณ จำกัด

ถ้าท่านเป็นผู้จัดการกองทุนของบริษัทประกัน กรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นักลงทุนผู้จริงจังกับการสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุน ผู้ออมเงินที่อยากลองลงทุนกับตลาดหุ้น ผมขอเชิญชวนให้ติดตามบทความตอนนี้และตอนหน้าเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนโดยใช้ ETF เชื่อแน่ว่าท่านจะต้องทึ่งในความหลากหลายของการใช้งาน ETF ที่ทำให้ผู้ลงทุนจำนวนมากซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายความต้องการ แต่ก็สามารถใช้ ETF เป็นเครื่องมือในการลงทุนที่ตอบโจทย์ของตัวเองได้อย่างลงตัว

ผมคงต้องใช้ TDEX (ThaiDEX SET50 ETF) เป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรมนะครับ และสำหรับท่านที่เพิ่งได้อ่านบทความของผมเป็นครั้งแรก TDEX เป็น Exchange Traded Fund (ETF) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อขายผ่านโบรกเกอร์เหมือนหุ้นทั่วไป แต่เสมือนเป็นการลงทุนในหุ้นใหญ่ทั้ง 50 ตัวของดัชนี SET50

กลยุทธ์ที่ 1: TDEX as a ready made portfolio for long term investment – ใช้ TDEX เป็นพอร์ตลงทุนสำเร็จรูป สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงอย่างดี และมีมุมมองที่เป็นบวกกับตลาดหุ้น ความที่ TDEX กระจายการลงทุนในหุ้นถึง 50 ตัวจึงทำให้ความผันผวนของผลตอบแทนของ TDEX ต่ำกว่าความผันผวนของหุ้นแต่ละตัวโดยทั่วไปถึงกว่าครึ่ง

นอกจากนั้น ถ้าเราพูดถึงความผิดพลาดที่สำคัญของนักลงทุนโดยทั่วไปในการซื้อหุ้น คือ เวลาที่ซื้อแล้วหุ้นขึ้นมักขายทำกำไรเร็วเกินไป แต่เวลาที่หุ้นตกแล้วขาดทุน กลับมักกอดหุ้นไว้นานเพราะในทางจิตวิทยารู้สึกว่าถ้าถือต่อก็อาจจะกลับมาเท่าทุนได้ เรามาวิเคราะห์กันว่า TDEX ในฐานะของ ETF ตัวหนึ่งจะแก้ปัญหากำไรน้อย และปัญหาขาดทุนหนักได้อย่างไร

ปัญหาแบบแรก : กำไรแต่น้อย
บ่อยครั้งเมื่อเราซื้อหุ้นถูกตัว ซื้อแล้วหุ้นขึ้น ดีใจพร้อมกับตื่นเต้นเกรงหุ้นตก รีบขายทำกำไรที่ได้มาเพียงเล็กน้อย ปรากฏว่าต้องมานั่งเสียดายภายหลังเมื่อพบว่าหุ้นนั้นขึ้นต่อไปอีกอย่างมีนัยสำคัญ คนส่วนใหญ่ล้วนมีประสบกรณีทำนองนี้กันทั้งสิ้น ซึ่งมีสาเหตุที่น่าเห็นใจ ก็เพราะว่าหุ้นแต่ละตัวนั้นมีความผันผวนของราคาสูง เวลาขึ้นถ้าขึ้นเร็ว เวลาลงก็มักจะลงแรงด้วย นักลงทุนจึงกลัวว่าหากไม่รีบขาย เมื่อหุ้นกลับทิศก็อาจสูญกำไร หรือกลายเป็นขาดทุนได้ง่าย ทำให้รีบขายเร็วได้กำไรเพียงเล็กน้อย ดังนั้นเองการที่ TDEX มีความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาต่ำกว่าหุ้นรายตัวทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ จึงเปิดโอกาสให้นักลงทุนลดความตื่นเต้นความเกร็งลงได้ เพื่อที่จะตัดสินใจว่าจะถือต่อหรือจะขายออกไปได้ด้วยความสุขุม การได้โอกาสที่จะกำไรในขาขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นสำคัญมากต่อผลตอบแทนรวมในการลงทุน

ปัญหาแบบที่สอง : ขาดทุนแล้วนาน (ก็เลยหนัก)
ในทางตรงกันข้าม ในยามที่นักลงทุนซื้อผิด ซื้อแล้วหุ้นตก...ขาดทุน...เสียใจ แต่ก็ไม่ยอมขายตัดขาดทุน กอดหุ้นที่ด้อยค่าลงนั้นไปแสนนาน กรณีนี้ควรแบ่งออกเป็นสองกรณีย่อย คือกรณีแรกถ้าการตกนั้นเป็นเรื่องชั่วคราวของภาวะตลาดที่มีขึ้นมีลง การถือนานที่สนับสนุนโดยปัจจัยพื้นฐานที่ยังคงดีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนกรณีที่สอง คือ การที่หุ้นที่เราซื้อราคาตกลงเพราะ ราคานั้นมาจากปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแย่กว่าที่นักลงทุนเคยเข้าใจ หรือกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง ถ้าเป็นกรณีที่สองนี้ก็เหนื่อยล่ะครับ แต่ทำอย่างไรเล่า เราจึงจะรู้ว่าเหตุของราคาตกนั้นคืออะไร คำตอบก็คือ ต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด ว่ามีการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ของปัจจัยพื้นฐาน หรือในที่สุดการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการทำกำไรของบริษัทนั้นๆหรือเปล่า แน่นอนบางครั้งเราไม่อาจได้คำตอบในทันที และชีวิตก็เป็นเช่นนี้ หลายๆ ครั้งเราก็ต้องตัดสินใจโดยมีข้อมูลไม่สมบูรณ์ ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเราไม่รู้จักหุ้นนั้นดีพอ การตัดขาดทุนไปอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และก็ต้องไม่ลืมที่จะเก็บเกี่ยวบทเรียนไว้ด้วยว่า ความผิดพลาดในการตัดสินใจเข้าซื้อนั้นมาจากไหน ส่วนความผิดพลาดที่แย่ที่สุดก็คือ เมื่อซื้อผิดแล้วก็ยังทู่ซี้ถือต่อไปเรื่อยๆ โดยถือคติว่าถ้ายังขาดทุนก็จะยังคงไม่ขาย อย่างนี้แย่แน่เพราะจะขาดทุนได้มาก ทั้งยังเสียโอกาสที่จะนำเงินกลับมาลงทุนในสิ่งที่น่าสนใจกว่า ความเสียใจเสียดายจะคาอยู่ในใจไปอีกแสนนาน ที่ร้ายที่สุดก็คือ เป็นการเสียตังค์ที่ไม่ได้บทเรียนอีกด้วย...

ทางแก้มีอยู่สองแนวด้วยครับ
แนวที่ 1 มีผู้รู้กล่าวว่า บางครั้งเวลาที่เรามีหุ้นอยู่ในมือแล้วอาจทำให้การตัดสินใจของเราไม่เที่ยง เช่นถือหุ้นที่ขาดทุนอยู่ ก็ไม่ยอมปล่อยขาย ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าหุ้นนั้นยังดีอยู่ แต่ก็ภาวนาเข้าข้างตัวเองว่าหุ้นจะกลับมาดีในที่สุด ท่านแนะนำว่า เวลาที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังตัดสินใจโดยใช้เหตุผลอันเที่ยงตรงอยู่หรือไม่ ให้ลองคิดใหม่โดยสมมติว่า ถ้าเรามิได้ถือหุ้นตัวนั้นอยู่ในขณะนี้ เราจะเข้าไปซื้อหุ้นตัวนี้ไหม เพื่อให้การตัดสินใจเป็นอิสระจากการถือครองจะได้ไม่ลำเอียง และถ้าเราบอกว่าถ้าไม่ได้ถืออยู่คงไม่ซื้อเข้ามาในนาทีนี้แล้วล่ะก็ ขายตัดขาดทุนแล้วกลับมาตั้งต้นเลือกตัดสินใจลงทุนใหม่ดีกว่าครับ

แนวที่ 2 คือ การใช้ TDEX เป็นเครื่องมือการลงทุนเสียตั้งแต่แรกครับ การซื้อ TDEX ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะขึ้นตลอดเวลา แน่นอนครับเวลาขึ้นเราสบายใจมีกำไรและไม่ต้องรีบร้อนขายเพราะความผันผวนไม่สูงเกินไปนัก ส่วนในยามที่ราคาตกล่ะต้องกังวลหรือไม่ ผมขอตอบว่า ควรจะให้ความสนใจแต่ไม่ต้องถึงกับกังวล ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุ 3 ประการดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก TDEX นั้นประกอบด้วยหุ้นใหญ่ 50 ตัว ซึ่งหากบางตัวจะมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น ก็มักจะมีตัวที่มีปัจจัยดีมาชดเชยอยู่เสมอ ทำให้ความสามารถในการทำกำไรมักจะไม่เปลี่ยนแปลงรุนแรงเหมือนหุ้นรายตัว

ประการที่สอง หุ้นเกือบทุกตัวใน TDEX มีการจ่ายเงินปันผลค่อนข้างสม่ำเสมอ ซึ่ง ณ ระดับราคาปัจจุบันคงอยู่ในราวสามเปอร์เซ็นต์ต่อปี ดังนั้นแม้ว่าราคาจะตกต่ำไปบ้างแต่หากเราไม่มีความเร่งร้อนว่าต้องขาย การถือ TDEX แล้วรับปันผลซึ่งคาดว่าจะจ่ายปีละสองครั้ง ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สองเปอร์เซ็นต์ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราสบายใจได้

ประการสุดท้าย TDEX เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ 50 ตัวเพื่อให้ได้ผลตอบแทนแบบ ดัชนี SET50 ซึ่งหุ้น 50 ตัวนี้คัดเลือกโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยหลักความเป็นหุ้นใหญ่และต้องมีสภาพคล่องที่ดี โดยมีการคัดเลือกกันใหม่ทุกครึ่งปี หุ้นที่เล็กลงคล่องน้อยจะถูกคัดออก ในขณะที่หุ้นที่ใหญ่ขึ้นและคล่องกว่าจะได้รับเชิญเข้ามาแทนที่ โดยทั่วไป ความใหญ่ (และความใหญ่ขึ้น) มักสะท้อนส่วนแบ่งการตลาด อำนาจในการแข่งขันและความสามารถในการทำกำไร ส่วนความคล่อง(และความคล่องขึ้น) มักจะสะท้อนถึงความเป็นที่สนใจของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า หุ้นใน TDEX นั้นมีกระบวนการคัดสรรโดยหลักการที่เป็นมาตรฐาน มีที่มาชัดเจน และมีความต่อเนื่องของการคัด ทำให้ผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวสามารถวางใจได้ว่า การลงทุนใน TDEX นั้นเท่ากับเป็นการลงทุนในหุ้นชั้นนำอย่างต่อเนื่องครับ

โดยสรุปในตอนนี้ ผมได้เสนอกลยุทธ์การลงทุนโดยใช้ TDEX แบบที่1 คือใช้เป็นพอร์ตการลงทุนสำเร็จรูปสำหรับการลงทุนได้ทั้งระยะยาวหรือระยะสั้น และชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องก้าวข้ามความผิดพลาดพื้นฐานของการกำไรแต่น้อย ขาดทุนแล้วหนักได้อย่างไร ทั้งหลักการทั่วไปและการใช้ TDEX ช่วยยังมีกลยุทธ์การลงทุนที่ใช้ TDEX อีกหลากหลาย เช่น core-satellite strategy, asset allocation, cash equalization ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งบริษัทประกัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และนักลงทุนธรรมดาๆ อย่างพวกเราอย่างมากมาย




Create Date : 26 ตุลาคม 2550
Last Update : 26 ตุลาคม 2550 13:31:04 น. 0 comments
Counter : 106 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ด้วยรักและจริงใจ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




: : ขอให้ทุกคนมีความสุข : :