ไม่ใช่ 'ไฮโซ' แต่เติบโตแบบผู้ดี
 
ตุลาคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
12 ตุลาคม 2553

ตอนที่ 2


ตอนที่ 2 (ตอนจบ)




                                                                                                                        ภูธนภัส


ร่างบางระหงเดินตรงไปยังสถานที่ที่คิดว่าจะได้เจอ ‘เพื่อนเก่า’ ไม่ผิดคาด...บนโต๊ะหินอ่อนสีขาวใต้ต้นจามจุรีต้นนั้น ยังมีคนคุ้นเคยนั่ง ‘รอคอย’ เธออยู่เรื่อยมา...


อดีต...คือ ความหวานแห่งความทรงจำ ปัจจุบัน...คือ ความร้าวรานแห่งการโหยหา อนาคต...คือ ความมืดมนแห่งชีวิต


เมื่อรู้ว่าคนที่เขาหลงรักกำลังจะจากไปเป็นอื่น พิภพจึงเลือกที่จะจดจำเรื่องราวในอดีต เพื่อรำลึกถึงความหวานของวันวาน แม้กาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน ก็มิอาจจะพรากความอ่อนหวานนั้นไปได้ ภาพ...ของเด็กหญิงตากลม ผมยาว ถักหางเปียสองข้าง...ยังจารึกท่ามกลางหัวใจ


“นายดิน


คนเรียกเสียงเข้ม ทำให้คนที่นั่งอยู่บนม้านั่งเข้าชุดกับโต๊ะหินอ่อนนั้น สะดุ้งโหยง ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์อันไกลโพ้น


“คุณฟ้า...” เสียงเรียกขานอ่อนโยนยิ่ง


ชั้นแรก...อรนภาตั้งใจจะเปิดฉากต่อว่าอย่างเต็มที่ หากเมื่อเจอดวงหน้าขาว ขาว...ราวกับปราศจากสีเลือด ทำให้หญิงสาวลืมความขุ่นเคืองไปหมดสิ้น


“นายดิน...ทำไมหน้านายซีดจัง” น้ำเสียงคนถาม อ่อนโยนลงเช่นกัน


“เปล่านี่ครับ คงดีใจที่ได้เจอคุณ” ริมฝีปากแห้งแตก เหยียดยิ้มน้อยๆ หากนัยน์ตาดำอมโศกคู่นั้น ฉายรอยยินดี


“คนดีใจที่ไหนเค้าหน้าซีดกัน ตกใจที่เจอเรามากกว่ามั้ง ไม่มีคำตอบ นอกจากรอยยิ้มบางๆ เช่นเดิม


หญิงสาวมองร่างสูงโปร่งในชุดลำลองที่อยู่ตรงหน้า เขาซูบลงอย่างเห็นได้ชัด จากคนที่เคยกำยำล่ำสัน บัดนี้...ผอมราวกับโหมงานหนักมาแรมปี


อรนภาเดินไปนั่งลงตรงหน้าชายหนุ่ม พลางเอื้อมมือจับแตะท่อนแขนผู้เป็นเพื่อนอย่างอาทร


“สบายดีนะนายดิน” ดวงตาดำ โตกลม ฉายแววห่วงใย


“สบายดีครับ คุณฟ้าล่ะ สบายดีไหม...”


เขาจะตอบอย่างไรได้...การหักห้ามใจมิให้รักคนที่สูงส่งกว่า และเขาเองก็ไม่มีค่าคู่ควร มันช่างทรมานมากเพียงใด ยิ่งหญิงสาวแสดงความเอื้ออาทรต่อเขามากเท่าไหร่ ความเจ็บปวด...ยิ่งพุ่งพรวดมากขึ้นเท่านั้น


‘ดอกเอ๋ย...เจ้าดอกรัก ยากนักที่จะหักใจไปจากเจ้า...’


คนทั้งสองคุยกันด้วยเรื่องราวเก่าๆ ‘สัพเพเหระ’ ตามประสาคนคุ้นเคยกันมายาวนาน จนกระทั่งหญิงสาวขอตัวกลับไป ดวงตายาวรี ภายใต้คิ้วเข้มพาดเฉียง จึงมองตามร่างบางระหงอย่างอาลัยอาวรณ์


 


            “คุณฟ้าคะ จดหมายคุณค่ะ” เด็กสาวรับใช้ยื่นซองจดหมายส่งให้ ขณะที่ร่างสูงระหงในชุดเดรสสั้นสีดำ คาดเข็มคริสตัลเส้นโต กำลังจะออกเดินทางไปทำธุระนอกบ้าน


            อรนภารับจดหมายขึ้นมาดูด้วยความสงสัย...ไม่ติดสแตมป์ ไม่ระบุชื่อผู้ส่ง หากไม่ทันจะเอ่ยปากถาม แม่เด็กสาวรับใช้ก็กล่าวรายงานเสียงแจ๋ว


            “เด็กบ้านอุ่นรักฝากมาค่ะ ย้ำนักย้ำหนาว่าต้องถึงมือคุณให้ได้ หนูว่าเด็กพวกนั้นคงแก่แดดมากกว่า เห็นคุณฟ้าสวยเลยคิดพิเรนส่งจดหมายมาจีบ หนูคิดแล้วคิดอีกนะคะ ว่าจะให้คุณดีไหม แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ หนูให้คุณฟ้าดีกว่าค่ะ เผื่อเป็นพวกโรคจิต คุณจะได้ระวังตัว”


            “ขอบใจนะ”


หญิงสาวเก็บซองจดหมายลงในกระเป๋าถือใบหรู ใจจริงก็อยากจะเปิดอ่านทันที หากเธอมีสิ่งสำคัญยิ่งกว่ากำลังรออยู่เบื้องหน้า...ทุกปัญหาระหว่างเธอกับคู่หมั้น ต้องถูกสะสางภายในวันนี้!


 


โต๊ะอาหารภายในภัตตาคารหรู มีใครคนหนึ่งนั่งรอเธออยู่แล้ว อรนภาจึงก้าวฉับๆ ไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม พลางวางกระเป๋าในมือลงข้างๆ แจกันดอกไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะ


“ขอบคุณนะฟ้าที่มาตามนัดพี่” ไม่มีคำตอบใดๆ นอกจากดวงหน้านิ่ง เรียบเฉย


“สั่งอะไรก่อนไหมคะคนพูดคงเคยชินกับการออดอ้อนบรรดาสาวๆ จึงพูดจาคะ...ขา...ได้ถนัดปาก หาก....ไม่ได้ผลสำหรับเธอ


“พี่ต่อรีบพูดธุระของพี่ให้เสร็จเถอะค่ะ ฟ้ามีธุระที่อื่นต่อ”


ความจริงคือข้ออ้าง เพราะเธอเอือมระอากับผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเต็มทน เธอเคยหลงคารมเขาบนสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ โดยมีลอนดอนอายอยู่เบื้องหน้าเป็นพยานแห่งรักอันจอมปลอม จนกระทั่งหญิงสาวตอบตกลงหมั้นหมายตามประเพณี แต่...สัญชาตญาณเสือ มีฤา...จะทิ้งลาย


พออยู่มาไม่นานพ่อหนุ่มสุภาพบุรุษก็ ‘ดีแตก’ แต่ก็เหมือนจุดใต้ตำตอ เพราะดันไปทำ ‘เจ้าชู้ไก่แจ้’ ใส่เพื่อนสาวคนสนิท และเพื่อนสาวเจ้ากรรมก็ดันไปหลงรักเขาอย่างจัง ถึงขนาดบากหน้ามาขอกันดื้อๆ อย่างอรนภามีหรือ...จะง้อผู้ชาย การหมั้นหมายของเธอก็ไม่ใช่ความรัก หากเป็นเพราะเธอคิดว่าเขาคงดีพอที่จะฝากชีวิตเอาไว้ได้ เพราะคนที่หมายตาไว้ตั้งแต่ต้นกลับไม่เคยเอ่ยปาก แม้กระทั่งวันจากกัน ‘นายดิน’ ยังไม่มาบอกลา


ความรู้สึกเดียวดายของคนเหงา เมื่อมีใครก้าวเข้ามาในชีวิต การเปิดใจรับพิจารณาจึงไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งชาติตระกูลก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทำให้เธอตกลงปลงใจโดยดุษฎี หาก...สวรรค์ยังมีตา ที่ทำให้เธอได้รู้จักธาตุแท้ของนายต่อศักดิ์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


“ฟ้า...พี่ขอโทษ” มือหนา เอื้อมมากุมมือเรียวเล็กที่วางบนโต๊ะ อรนภาจึงรีบสะบัดหนี


“พี่ต่อคะ ฟ้าว่าเราจบกันด้วยดีเถอะคะ เราคุยกันเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว สำหรับฟ้าไม่เหลือความรู้สึกดีๆ ให้พี่อีกแล้ว ฟ้าว่าพี่กลับไปหาเอื้องเถอะคะ...” เธอเอ่ยถึงเพื่อนสาว “เอื้องเค้ารักพี่มาก พี่ยังจะทำกับเค้าได้ลงคอเหรอค่ะ”


“ฟ้า ถ้าเรื่องเอื้องพี่เคลียร์ได้ สำหรับพี่กับเค้ามันเป็นแค่ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว ฟ้าต้องเข้าใจพี่นะ เพราะฟ้าบอกพี่เองว่า...เราสองคนจะไม่มีอะไรเกินเลย จนกว่าจะแต่งงานกัน...”


ใช่...ตลอดระยะเวลาที่คบหากัน เธอมีเส้นสำหรับคู่หมั้นเสมอมา แต่นั่น...มันก็ไม่น่าจะใช่ข้ออ้างที่เขาจะเอาไปทำ ‘ระยำ’ กับผู้หญิงคนไหน ยิ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอด้วยแล้ว...ผู้ชายคนนี้ไม่หลงเหลือความดีที่เธอจะแยแสอีกต่อไป


“พี่เป็นผู้ชาย เรื่องอย่างนี้...มันก็ต้องมีบ้าง ฟ้าน่าจะให้อภัยพี่ได้นะ”


“สกปรกที่สุด...” หญิงสาวลุกพรวดขึ้น พร้อมกับแก้วน้ำในมือ สาดเข้าเต็มหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างสุดแรง


“ฟ้าไม่คิดว่าพี่จะเลวได้ขนาดนี้ นี่ค่ะ...” เธอรูดแหวนเพชรจากนิ้วนางข้างซ้าย วางกระแทกลงบนโต๊ะ “ขอให้จบกันแค่นี้นะคะ ส่วนเรื่องของหมั้นฟ้าจะให้ผู้ใหญ่ไปคุย ฟ้ากับพี่คงไม่มีอะไรจะพูดกันอีกแล้ว ลาก่อนค่ะ”


อรนภาหยิบกระเป๋าถือพร้อมกับสะบัดหน้าหนีแล้วเดินจากมาด้วยความรู้สึกโล่งใจ พันธนการแห่งชีวิตของเธอพังทลายลงแล้ว นับแต่นี้ต่อไป ‘อิสรภาพ’ เป็นของเธอ


 


 


ร่างบางระหงดึงจดหมายออกจากซอง แล้วค่อยๆ คลี่ออกดู บางแห่งของจดหมายมีรอยย่นคล้ายรอยหยดน้ำ หากลายมือนั้นคุ้นตายิ่งนัก


 


สวัสดี...เพื่อนรัก


 


            นานแล้วนะที่เราไม่ได้เล่าความรู้สึกให้นายฟัง หลายครั้งที่เราไม่มีใคร นายยังคอยอยู่เป็นเพื่อนเราเสมอ นับตั้งแต่เราจำความได้ นายคือเพื่อนที่ไม่เคยทอดทิ้งเรา นายยังจำได้ไหม วันที่เราโดนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนล้อว่า ‘ไอ้ลูกไม่มีพ่อมีแม่’ เรากลับมานั่งร้องไห้ นายยังคอยปลอยโยนเรา...


            “นายจะเสียใจไปทำไมนายดิน แม้นายจะเกิดมาไม่มีพ่อมีแม่ แต่นายก็สามารถเป็นคนดีของสังคมได้ นายต้องตั้งใจเรียนเพื่อกลับมาช่วยดูแลน้องๆ ที่บ้านอุ่นรัก เป็นอีกแรงที่คอยช่วยเหลือ ‘แม่แก้ว’ ที่ท่านทุ่มเททั้งชีวิต เพื่อเด็กในบ้านหลังนี้ นายต้องเข้มแข็ง และยืนอยู่ได้เหมือนต้นไม้ใหญ่เพื่อให้เหล่านกกาได้พักพิง”


และหลายครั้งที่เราโหยหา หวังเพียงว่าจะมีใครสักคนหยิบยื่นความรักมาให้ แต่สุดท้ายก็ว่างเปล่า นายยังบอกเราว่า...


“นายจะมัวรอความรักจากคนอื่นทำไม ในเมื่อนายเองก็สร้างความรักได้ นายจงเป็นผู้ให้ และถ่ายทอดความรักนั้น ออกไปถึงทุกคนที่อยู่เคียงข้างนาย”


ที่ผ่านมาเราได้กำลังใจจากนายมาตลอด แต่วันนี้เราเหนื่อยเหลือเกินเพื่อนรัก เราเหนื่อยจนไม่อยากจะหายใจ นายรู้ไหม...เรามีเรื่องบางอย่างอยากจะสารภาพให้นายฟัง เราหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอผู้หญิงที่สูงสุ่ง เป็นลูกสาวของผู้มีพระคุณ คนที่เราไม่กล้าอาจเอื้อมแม้แต่จะคิด แต่ความรักใครห้ามหัวใจตัวเองได้ เราพยายามจะตัดใจหลายครั้ง หากสิ่งที่ทำได้ คือ...หลอกตัวเอง


เราพยายามที่จะไม่พบหน้า ไม่ยอมติดต่อ แม้วันที่เธอเดินทางจากไปไกล เรายังไม่กล้าไปบอกลาเธอ เราไม่อยากรับรู้ว่าเธอจากไปไหน แค่อยากหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าเธอยังอยู่ที่บ้านหลังใหญ่หลังนั้น การนั่งรอคอยเธอใต้ต้นจามจุรีวันแล้ววันเล่า รอคอยว่าเมื่อไหร่เธอจะปีนกำแพงรั้วมาหา มันทำให้เราทรมานเจียนตาย จนสุดท้ายเราต้องหัดเป่าขลุยเพื่อเยียวยาหัวใจตัวเอง เพราะเคยมีใครบางคนบอกกับเราว่า...


“เสียงขลุ่ยมีจิตวิญญาณ เพียงแค่เราส่งผ่านความคิดถึงไปตามเสียงเพลง คนรักที่อยู่ไกลแสนไกล จะสัมผัสได้ด้วยหัวใจเช่นกัน”


เราไม่รู้ว่าเธอได้ยินเสียงเพลงของเราหรือเปล่า แต่เราอยากบอกเธอเหลือเกิน...ยังมีใครคนหนึ่งรอเธออยู่ทุกลมหายใจ แต่พอเธอกลับมาพร้อมกับข่าวงานหมั้น มันทำให้ความหวังของเราพังทลายลง เราไม่เหลือใครอีกแล้วเพื่อนรัก เราสูญเสียเธอไปแล้ว ไม่หลงเหลือความหวังใดๆ อีกต่อไป เราจึงสัญญากับหัวใจตัวเอง ต่อแต่นี้เราจะไม่เจอหน้าเธออีก แม้กระทั่งวันหมั้นของเธอ เราเองก็ไปช่วยงานแต่ไม่ยอมแสดงตัว ยืนมองภาพของคนสองคนโอบกอดกันอย่างมีความสุข เธอจะรู้บ้างไหมนะ ว่าท่ามกลางความมืด...ยังมีเงาของใครอีกคนยืนมองดูภาพอันบาดตาบาดใจนั้น ด้วยความรู้สึกเจ็บปวด


และวันนี้...วันที่ความมืดมิดกำลังจะคืบคลานเข้ามา วันที่เรารู้ว่า...อีกไม่นานชีวิตจะดับสิ้นลง เมื่อสองปีก่อนหมอบอกว่าเราเป็น ‘ลูคีเมีย’ ซึ่งสาเหตุของโรคนี้บางส่วนมาจากพันธุกรรม มันน่าขันสิ้นดีเพื่อนรัก...ราวกับสวรรค์กำลังเล่นตลกกับคนอาภัพอย่างเรา พ่อแม่ของเราคือใครก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าท่านเอาเรามาทิ้งยังไม่พอ ยังทิ้งโรคร้ายไว้ทำลายชีวิตของเราด้วย


เพื่อนรัก...วันนี้เราเข้าความรู้สึกของคุณหญิงกีรติจากนวนิยายเรื่อง ‘ข้างหลังภาพ’ อย่างถ่องแท้แล้วล่ะ ข้อความสุดท้ายที่เธอเขียนก่อนจากไปว่า...ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจที่มีคนที่ฉันรัก... ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะเราเป็นอีกคนหนึ่งไงล่ะ ที่ต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่เคยได้รับความรักอันอ่อนหวานนั้น


สุดท้าย...เราขอฝากบางอย่างกับนายได้ไหม เรารู้ว่านายยังเป็นเพื่อนที่ดีกับใครอีกหลายคน เราขอให้นายช่วยปลอบโยนเขา เหมือนอย่างที่นายคอยปลอบโยนเรา เราขอให้นายคอยเป็นกำลังใจให้เขา เหมือนอย่างที่นายคอยเป็นกำลังใจให้เรา และคงมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ชีวิตคนอาภัพอย่างเราจะตอบแทนนายได้ คือ...คำขอบคุณ


 


ขอบคุณนะ ‘ความเหงา’ นายคือเพื่อนที่เข้าใจเราเสมอ


 


                                                            พิภพ


 


 


            รอยย่น...คือ...คราบน้ำตา คืนนี้...ดึกมากแล้ว หากเสียงขลุ่ยหวานยังเงียบงัน นายดิน...นายหายไปไหน...รอเราก่อนนะ ตอนนี้เรารับรู้ถึงความรู้สึกของนายแล้ว เรามีอิสระที่จะรักใครก็ได้ นายจะไม่มี ‘ความเหงา’ เป็นเพื่อนนายอีกต่อไป


            กำแพงใจที่พิภพสร้างไว้สูงยิ่งนัก แต่จะเป็นไรไป ในเมื่อกำแพงบ้าน เธอยังปีนข้ามรั้วมาแล้ว ต่อให้เขาสร้างไว้สูงสักเท่าไหร่ เธอนั่นแหละจะทลายมันลงด้วยตัวของเธอเอง


            ร่างบางระหงวิ่งปรี่ไปยังประตูใหญ่บ้านอุ่นรัก หากคำตอบที่ได้รับ คือ...


            “พี่ดินป่วยครับ พวกเรากับแม่แก้วพากันเอาตัวไปส่งโรง’บาล ตั้งแต่ช่วงบ่าย ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย” คนพูดมีสีหน้าเป็นกังวล


            “โรง’บาล ไหน”


            พอได้คำตอบ หญิงสาวไม่รอช้า รีบวิ่งหน้าตั้งกลับบ้านเพื่อขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลแห่งนั้นทันที


 


            อรนภาสอบถามประชาสัมพันธ์ด้วยความกระวนกระวาย จนได้ความว่าพิภพอยู่ห้อง ‘I.C.U.’ เธอจึงรีบตามไปดูอาการ


เมื่อวิ่งมาถึงหน้าห้อง เธอเห็นหมอกับนางพยาบาลเดินสวนทางออกไป ทิ้งไว้เพียงหญิงสูงวัยยื่นนิ่งราวกับท่อนไม้


“แม่แก้วคะ” เธอเรียกขาน เหมือนอย่างที่เด็กบ้านอุ่นรักเรียกกัน หญิงสูงวัยโผเข้ากอด “เกิดอะไรขึ้นคะแม่แก้ว...เกิดอะไรขึ้น” หญิงสาวใจคอไม่ดี


“นายดินค่ะ...นายดิน” คนบอกสะอื้นจนตัวโยน “หมอบอกว่า นายดินจากเราไปแล้ว...”


ดั่งแสงสว่างทั้งหมดบนโลกดับสิ้นลง สมองเคว้งคว้าง...ว่างเปล่า ตัวเบาหวิวราวกับล่องลอยอยู่กลางอากาศ ความรู้สึกของคนหัวใจแตกสลายเป็นเช่นนี้เอง


คนจากไปไม่กล่าวลา...เธอไม่เหลือโอกาสแม้แต่จะบอกความรู้สึก!


เวลาผ่านไปยาวนาน...ร่างของหญิงทั้งสองยังยืนกอดกันนิ่ง ราวกับโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุน


 


บนท่าน้ำริมตลิ่ง ร่มรื่นด้วยแนวต้นจามจุรีขนาดใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขายื่นออกไปกลางสายน้ำ คุณการุณยืนมองร่างบางระหงบนเรือลำน้อย ค่อยๆ โปรย ‘เถ้าอัฐฐิ’ ของบุคคลอันเป็นที่รัก


“นายดิน...นายไม่ได้จากไปโดยปราศจากคนที่รักนาย หากนายไม่ยอมเปิดหัวใจให้ความรักเข้าใกล้นายต่างหาก...”


จวบจนเด็กพายเรือวาดหัวเรือเข้าเทียบฝั่ง คุณการุณจึงยื่นมือออกไปช่วยดึงตัวบุตรสาวก้าวขึ้นมาจากลำเรือ ไม่มีคำปลอบโยนใดๆ นอกจากแววตาเอื้ออาทร ทอดสายตามองอย่างรู้ซึ้งถึงความรู้สึก...คนที่ไม่เคยสูญเสีย ไม่มีวันเข้าใจ


สองพ่อลูกยืนเคียงข้างกันนิ่ง...เนิ่นนาน


สายลมพัดโบกกิ่งไม้ไหวเอน ดอกจามจุรีสีชมพูอมขาวร่วงพราวลงบนผิวน้ำ ไหลลอยเคว้งคว้างไปตามสายธารา ไกลออกไป...ไกลออกไป...จนลับตา


ดอกเอ๋ย...เจ้าดอกโศก ยามชีวาลาโลก ดอกโศกคงร่วงหล่นเอย...





**************************************************


อ่านจบแล้วเม้นท์บอกกันบ้างนะครับ โปรดติดตามเรื่องต่อไป เร็วๆ นี้จ้า...






Free TextEditor




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2553
2 comments
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2554 21:31:56 น.
Counter : 840 Pageviews.

 

เศร้าค่ะ เศร้า แต่สวยงาม

 

โดย: เชิญจุติ 13 ตุลาคม 2553 0:02:01 น.  

 

เศร้าจัง

 

โดย: สมหวัง นางงาม IP: 110.171.39.113 28 กันยายน 2555 21:06:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สะเลเตบ้านนา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add สะเลเตบ้านนา's blog to your web]