ปล่อยไหลไปตามวิถี ช่วงชีวีนี้แสนสั้น..จะทุกข์กับมันไปไย

บทที่ 10 "เมืองคนดี"

ฉันเดินทางไปบ้านของพ่อด้วยรถไฟ ไปยังจังหวัดที่แปลว่า เมืองคนดี


รถไฟที่ใครๆชอบล้อกันว่า “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” แต่ถึงกระนั้น

ความเร็วของรถไฟก็เหนือกว่าเรือยนต์อย่างเทียบกันไม่ติด


รถออกจากสถานีไปไม่นาน

ก็แล่นผ่านสะพานโค้งสีดำที่ทอดต้วข้ามคลองอู่ตะเภา

คลองที่ฉันนั่งเรือยนต์ลอดใต้สะพานนี้มาหลายปี

และอีกไม่กี่วันพอฉันกลับมาก็จะได้นั่งเรือกลับไปหาตายายอีกครั้ง


รถไฟแล่นขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ

ทิวทัศน์สองข้างทางเป็นทุ่งนาที่มีต้นตาลขึ้นอยู่ทั่วไป

ฝูงวัวหากินอยู่ในท้องทุ่งที่เพิ่งผ่านการเก็บเกี่ยว

ไกลออกไปเป็นภูเขาสูงต่ำสลับกัน ที่อยู่ใกล้เห็นเป็นสีเขียวของต้นไม้

แต่ทิวเขาที่ไกลๆออกไปจะเห็นเป็นสีน้ำเงิน


ฉันนั่งมองสองข้างทางด้วยความเพลิดเพลิน

อิ่มอร่อยกับอาหารคาวหวานที่ยายเตรียมมาให้

และที่พ่อซื้อจากแม่ค้าที่แบกถาดร้องขายอยู่ริมหน้าต่างรถไฟเวลารถจอดรับส่งผู้โดยสารตามสถานีต่างๆ


เราออกเดินทางตั้งแต่ตอนบ่าย

เวลาผ่านไปจนเย็นและค่ำแล้วฉันก็ง่วงจนหลับไป

ตื่นอีกทีเมื่อพ่อปลุกให้ลงจากรถ ไม่รู้ว่าเวลาเท่าไร รู้แต่ว่ายังมืดอยู่เลย

เดินตามพ่อแบบง่วงๆไปจนถึงบ้าน และรู้สึกตัวอีกทีเมื่อตื่นนอนตอนสายๆ

พบตัวเองนอนอยู่กับพี่น้ำอ้อยบนเตียงภายใต้มุ้งสีขาวหลังใหญ่


บ้านพ่อเป็นบ้านเช่าอยู่ตรงหัวมุมของถนนสายใหญ่สายเดียวของอำเภอ

ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆของจังหวัดนี้ เลี้ยวซ้ายไปเป็นตลาดสดที่พ่อขายเนื้ออยู่

พ่อยังทำอาชีพเดิม บ้านเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ประตูบานเฟี๊ยม มีห้องรับแขก

ห้องนอน หลังบ้านเป็นห้องครัวค่อนข้างกว้าง

มีลานคอนกรีตสำหรับเป็นที่ซักล้างและข้างบ้านเป็นสนามหญ้าเล็กๆ


ที่ห้องรับแขกฉันได้เห็นของบางอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานจนเกือบลืม

มันคือรูปภาพของผู้หญิงอ้วน ผิวขาว จมูกโด่ง ตาสีฟ้า ผมสีทอง

แต่งตัวงดงามด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณพลิ้วไหวดูนุ่มนวล

มีเด็กๆหน้าตาน่ารักคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ พวกเขานั่งๆนอนๆกันริมสระน้ำ

บางรูปมีน้ำพุ

มีรูปปั้นเด็กผู้ชายแก้มยุ้ยยืนปัสสาวะพ่นฟองละอองฝอยหน้าตาเฉยน่ารักน่าหยิก

บางรูปมีลำธาร มีสวนผลไม้ มีเถาองุ่นเลื้อยพันระดะอยู่บนเสาคู่ต้นใหญ่

อวดองุ่นผลอวบอ้วนห้อยย้อยเป็นพวงระย้าดูน่ากิน


รูปภาพพวกนี้เคยเห็นใส่กรอบแขวนไว้ในห้องรับแขกที่บ้านเก่า

ที่พอจะจำได้เพราะฉันชอบนอนมองอยู่เสมอๆ เพราะสวยดี


นอกจากรูปภาพแล้ว อีกอย่างที่คุ้นๆ คือ เก้าอี้ไม้ที่มีเท้าแขนเป็นรูปโค้งอีก 4

ตัว เป็นเก้าอี้ไม้สัก พ่อเอามาจากบ้านเก่าเหมือนกัน


อย่างนี้เขาเรียกว่าแบ่งสมบัติกันนั่นเอง เพราะที่บ้านยายฉันก็เห็นตู้ไม้สักใบใหญ่

ข้างในมีเสื้อผ้าของแม่ทั้งพับทั้งแขวนอยู่เต็มตู้ อ้อ..เตียงนอนของฉันด้วย

ไม่รู้ว่าเขาขนย้ายข้ามเมืองข้ามจังหวัดกันอย่างไร

แรงโกรธแรงประชดนี่มีพลังมหาศาลจริงๆนะ


เขาคงไม่อยากเห็นหน้ากัน แม่คิดว่าพ่อจะอยู่ที่เดิมเลยย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด

พ่อก็คิดว่าแม่จะอยู่ที่เดิมก็เลยไปอีกจังหวัด


ตอนอยู่ด้วยกัน ยังรักกัน ก็ช่วยกันหาช่วยกันซื้อช่วยกันสร้าง พอไม่รักกัน

ไม่อยู่ด้วยกัน ก็แบ่งกันคนละอย่างสองอย่าง ไม่ว่าของหรือคน คนในที่นี้คือลูก

ลูกคือฉันกับพี่น้ำอ้อย จับแยกซะงั้น


ช่างเหอะ เด็กๆอย่างฉันจะไปทำอะไรได้ ผู้ใหญ่ก็คงมีเหตุผลของผู้ใหญ่

ดีเท่าไรแล้วที่ยังจากกันด้วยดี

ไม่ถึงกับเลือดตกยางออกให้เป็นเรื่องน่าเศร้าใจเหมือนที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ


เอ้า... อยู่ไม่ได้ก็เลิกกันไป ไม่เห็นจะแปลก


มาชมบ้านกันต่อดีกว่า ที่หลังบ้านฉันพบสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดีใจมาก เจ้าแก้วนั่นเอง

เจ้าแก้วมาอยู่ที่นี่เอง มิน่า... จึงไม่เห็นเสียตั้งนานจนฉันลืมมันไปเลย

เจ้าแก้วยังส่งเสียงแจ้วๆ แก้วขา... แก้วขา อยู่เหมือนเดิม


เจ้าแก้วเป็นนกแก้วที่พ่อซื้อมาให้พี่น้ำอ้อยกับฉันตอนพวกเรายังอยู่ด้วยกันที่บ้านเก่า

มันเป็นนกที่น่ารักมาก มีขนสีเขียว ปากงุ้มเป็นขอสีแดง

ชอบกินเมล็ดพืชและผลไม้ต่างๆ เช่น ฝรั่ง แตงโม แม้แต่เมล็ดพริกขี้หนูมันก็กิน

ฉันชอบดูเวลามันกินฝรั่ง เพราะท่าทางมันตลกดี มันยืนบนคอนด้วยขาข้างเดียว

อุ้งเท้าอีกข้างถือฝรั่งผลเล็กๆ ใช้จงอยปากแข็งๆจิกเมล็ด ใช้ลิ้นดุนไปมา


ฉันเคยแอบทำท่าเลียนแบบเจ้าแก้ว โดยยืนด้วยขาข้างเดียวแทะฝรั่งบ้าง

แต่ยืนได้แป๊บเดียวก็โงนเงน แทะยังไม่ทันหมดลูกก็ต้องยอมแพ้

คุณสมบัติพิเศษของนกแก้วคือสามารถสอนให้พูดตามได้ คำยอดนิยมคือ แก้ว,

แก้วขา มันเคยทำให้เพื่อนฉันขำเพราะเรียกชื่อฉันแล้วมันขานรับว่า “ขา” เสียเอง


พ่อเล่าว่าตอนยังอยู่ที่บ้านเก่า วันหนึ่งเพื่อนพ่อค้าของพ่อแวะมาเยี่ยม

เห็นนกแก้วของเราเข้าก็ชอบใจและเจรจาขอซื้อต่อจากพ่อ

เขาบอกว่าจะซื้อไปให้ลูกดูเล่น


ฉันซึ่งป้วนเปี้ยนอยู่แถวกรงนก ก็สวนกลับไปทันทีว่า


“แล้วที่ยืนอยู่นี่ ไม่ใช่ลูกเขาหรือไง”


เฮ้อ... ไม่มีความเกรงอกเกรงใจผู้ใหญ่หรือไว้หน้าพ่อเสียบ้างเลย

นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด ปากไม่ดีตั้งแต่เด็ก นี่ถ้าเป็นลูกเป็นหลาน

จะตีให้ดิ้นเชียว เอ....

หรือว่าที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะพ่อนั่นแหละที่ไม่ตีฉันเสียบ้าง

พ่อว่าพอฉันพูดเสร็จทุกคนก็พากันหัวเราะ


เวลาฉันโกรธใครจนหน้าบึ้งหน้างอ จะถูกล้อว่าปากขวิดไปติดกับจมูกบ้างละ

หน้างอเหมือนจวักตักแกงบ้างละ ฉันก็จะโต้กลับไปว่า


“หน้าเหมือนจวักก็ไม่หนักหัวใคร”


จะว่าเป็นเด็กก้าวร้าวเพราะเลียนแบบสื่อเหมือนที่สมัยนี้เขาว่ากันก็ไม่น่าจะใช่

เพราะสมัยนั้นบ้านฉันยังไม่มีโทรทัศน์ดูเลย หนังสือก็ยังอ่านไม่ออก

แม่ก็เป็นคนพูดหวานขานเพราะ พ่อแม่สอนให้เรียกตัวเองว่าลูกหรือแทนด้วยชื่อ

เรียกพี่ว่าพี่ เรียกน้องว่าน้อง


หรือเอาเชื้อดื้อติดตัวมาตั้งแต่เกิด เป็นพวกเกิดมาดื้อ แล้วทำไมไม่เกิดมาเก่ง

เกิดมาสวย เกิดมารวย เกิดมาดี เกิดมาเป็นอัจฉริยะเสียบ้างเลยล่ะ เฮ้อ...

วัยรุ่นเซ็ง


ตั้งแต่จำความได้ ฉันไม่เคยโดนพ่อตีเลย ไม่เคยโดนเลยสักแปะเดียว

อย่างเก่งก็แค่จุ๊ปาก จุ๊.. จุ๊.. จุ๊

ส่งสัญญาณเตือนหรือไม่ก็หักไม้เรียวหวดลมควั่บๆ แล้วไล่ให้ไปเล่นที่อื่น

ทั้งๆที่คนในบ้านโดนกันเป็นประจำเวลาพ่อเมา โดยเฉพาะแม่


อยู่ที่นี่พ่อเป็นคนทำกับข้าวเอง

กับข้าวของพ่อรสต่างไปจากของยายซึ่งไม่ว่าแกงส้ม ต้มปลา

หรือน้ำพริกจะไม่มีรสเผ็ดเลย เพราะยายกลัวว่าฉันจะกินไม่ได้

ตาต้องมีถ้วยใส่พริกขี้หนูสดไว้ข้างสำรับทุกมื้อ


กับข้าวของพ่อมีรสจัดจ้าน แบบว่าอร่อยแต่เผ็ด

ซดเข้าไปสักช้อนก็ซี๊ดซ๊าดสูดปากลิ้นร้อนฉ่า

แต่พ่อก็ทำกับข้าวอื่นๆที่เด็กชอบกินด้วยเช่น ข้าวมันไก่ ปลานึ่ง เนื้อทอด

ตับทอด บางครั้งฉันแยกไม่ออกว่าชิ้นไหนเนื้อชิ้นไหนตับ บางทีอยากกินตับ

พอถามพ่อก็บอกว่าไหนเอามาดูซิ พอส่งให้พ่อก็เอาเข้าปาก เคี้ยวแหง็บๆ

แล้วก็บอกว่า


“เออ... ชิ้นนี้เป็นตับ”


อ้าว..... เสร็จกัน


ครั้งหนึ่งพ่อต้มไข่ให้ พอพ่อปอกเปลือกเสร็จก็ถามฉันว่า


“น้องอ้น กินไข่แดงมั้ย”


ฉันสั่นศีรษะเป็นทำนองว่าไม่กิน พ่อบิไข่แดงแล้วแกล้งเอามาจ่อที่ปาก

ฉันอ้าปากงับทีเดียวหมดชิ้นเลย พ่อได้แต่ร้อง อ้าว...บ๊ะแล้วกัน


ทีใครทีมันพ่อ


วันหนึ่งพ่อพาไปเที่ยวงานวัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ตรงเชิงเขานอกเมืองไม่ใช่งานวัดกลางคืนที่มีชิงช้าสวรค์

สาวน้อยตกน้ำ ยิงปืนอัดลม หรือสายไหมจากน้ำตาลปั่นหลากสีในถุงพลาสติก


งานวัดที่ว่าจัดตอนกลางวัน ฉันจำไม่ได้ว่าเป็นงานอะไร


เห็นมีธงทิวปลิวไสวและผู้คนแต่งตัวสวยสะประแป้งกันหน้าลายพร้อย

จุดมุ่งหมายของพ่อไม่ใช่ที่วัด แต่เป็นที่ถ้ำซึ่งอยู่สูงจากเชิงเขาพอสมควร

ทางขึ้นค่อนข้างชัน แต่ก็พอเดินได้สบายๆ มีคนเดินขึ้นลงกันเยอะแยะ

พอขึ้นไปถึงปากถ้ำแล้วมองลงมาจึงรู้ว่าสูงลิบเลย

เห็นคนข้างล่างตัวเล็กจิ๋วเหมือนมดหลากสีเดินกันขวักไขว่

ต้นไม้บ้านเรือนก็เหมือนของเล่น เป็นครั้งแรกที่ได้มาอยู่บนที่สูงๆแบบนี้

สูงกว่าจอมปลวกกับต้นหมากอย่างเทียบกันไม่ติด


ฉันไม่ได้สนใจและไม่ได้จดจำว่ามีอะไรอยู่ในถ้ำบ้าง

เพราะไม่ชอบบรรยากาศมืดๆอับๆในนั้นที่ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบาย

ฉันชอบที่โล่งๆกว้างๆ ได้เห็นท้องฟ้าไกลๆสุดสายตา มีสายลมแสงแดด

รู้สึกอิสระเสรีเหมือนได้เป็นนกที่ได้โบยบินร่วมทางไปกับเมฆขาวก้อนอ้วนฟู


บางวันพ่อก็พาเราซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไปถึงชายทะเล

ฉันมารู้เอาตอนโตว่านั่นคือชายทะเลฝั่งอ่าวไทย

ชายหาดที่พ่อพาไปมีหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆตั้งอยู่ บรรยากาศเงียบสงบ

มีเพียงเสียงคลื่นที่สาดซัดกระทบฝั่งและเสียงลมทะเลพัดยอดมะพร้าว

หาดทรายสีขาวสะอ้านทอดยาวไกลสุดสายตา

พ่อปล่อยให้เรากระโดดโลดเต้นกับฟองคลื่นและเก็บเปลือกหอยหลากชนิดอยู่พักใหญ่ๆก็พากลับ

ฉันไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ที่ตรงนั้นจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวริมทะเลตามสมัยนิยมไปแล้วหรือยัง


อำเภอนี้เป็นอำเภอที่เล็กมาก มีตึกแถวสองฝั่งถนนที่เป็นร้านค้าไม่มากนัก

ไม่เหมือนอำเภอเดิมที่เราอยู่ รอบนอกออกไปชาวบ้านก็ยังทำนาทำสวน

แต่เพราะฉันแค่มาเที่ยวและยังไม่ได้รู้จักใคร

จึงไม่กล้าจะออกไปตะลอนๆหาเรื่องเล่นซนได้เหมือนที่บ้านตา


ช่วงที่รอให้พ่อพากลับไปส่ง ฉันจึงใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นกับพี่น้ำอ้อยอยู่ในบ้าน

ฉันตื่นเต้นกับสายสร้อยที่ร้อยมาจากลูกเดือยแข็งๆสีเทาเงินของพี่น้ำอ้อยมาก

เมื่อขอลองใส่ดูพี่น้ำอ้อยก็ยกให้

พร้อมบอกว่าวันหลังเราค่อยออกไปเก็บมาร้อยกันอีก จะเอาสักเท่าไรก็ได้

ฟังดูน่าสนุก


นานเป็นเดือนพ่อก็ไม่พากลับไปส่งเสียที

จนวันหนึ่งพ่อก็บอกว่าให้ฉันเรียนต่อชั้นประถม 5 ที่โรงเรียนประจำอำเภอที่นี่เลย

ฉันไม่ได้ว่าอะไรเพราะไม่มีปัญญาจะว่า

จะให้นั่งรถไฟกลับไปหาตายายเองก็เห็นจะเป็นไปไม่ได้ เอ้า...เรียนก็เรียนกันซิ


โรงเรียนใหม่อยู่ใกล้บ้านมากกว่าโรงเรียนเก่า

เช้าวันไหนถ้าพ่อไม่ยุ่งกับการขายเนื้อมากนักก็จะขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่ง

แต่ส่วนใหญ่เราเดินไปกลับกันเอง ซึ่งเรื่องเดินนี่ฉันไม่เกี่ยงอยู่แล้ว

ทุกวันนี้ฉันก็ยังชอบเดินอยู่ ถ้าต้องไปทำธุระยังที่ที่มีระยะทางประมาณ 3

ป้ายรถเมล์ ฉันเลือกที่จะเดินไปเอง

การเดินทำให้รู้สึกว่าร่างกายกระฉับกระเฉงและคล่องตัวดี


เด็กนักเรียนเดินไปบนถนนคอนกรีตสายสั้นๆ

ผ่านร้านค้าและบ้านเรือนแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนที่จะนำออกนอกเมือง

เป็นถนนดินเหนียวสีขาวนวลไม่เหมือนถนนดินลูกรังสีแดงส้มเหมือนแถวบ้านตา


สองข้างทางไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก

แต่พอเข้าเขตโรงเรียนฉันก็ตื่นเต้นกับต้นหางนกยูงไทยต้นเตี้ยที่ออกดอกแดง

ส้ม และเหลืองสดใส


ใกล้ๆห้องพักครูมีเรือนต้นไม้ที่ใช้ไม้ระแนงตีเป็นตารางแขวนกระถางต้นไม้แปลกๆชนิดหนึ่ง

ออกดอกสีแดงหม่นลายๆกลีบแข็งและยาวคล้ายปีกของแมลงปอรู้ทีหลังว่านั่นคือกล้วยไม้พันธุ์หนึ่ง


ถัดจากสนามหญ้าหน้าอาคารเรียนไปจนเกือบถึงริมรั้วมีสระบัวขนาดใหญ

่ ไม่ใช่บัวหลวงเหมือนโรงเรียนเก่า ฉันก็ไม่รู้ว่าบัวอะไร จำได้แต่ว่าดอกสีแดงๆ

อาจจะเป็นบัวสายก็ได้


แล้ววันหนึ่งดอกบัวจากสระนี้ก็ทำให้ฉันได้ฝึกความรับผิดชอบ

“กล้าทำต้องกล้ารับ”


วันนั้นเราไปโรงเรียนกันตามปกติ อากาศยามเช้าบริสุทธิ์สดชื่นเหมือนทุกวัน

แต่ที่สดใสเป็นพิเศษคือ มีเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังเก็บดอกบัวขึ้นมาจากสระ

และบอกว่าใครอยากดอกบัวก็มาเอา


คนชอบดอกบัวอย่างฉันมีหรือจะรอช้า รีบจรลีไปหยิบเอามาทันที

กะว่าจะเอามาทำสายสร้อยเล่น

ยังไม่ทันจะทำอะไรก็ต้องเข้าแถวเคารพธงชาติโดยถือดอกบัวติดมือไปด้วย


และแล้วก็มีเสียงประกาศดังสนั่นลั่นโรงเรียน ประมาณว่า


“วันนี้มีเรื่องน่าเสียใจเกิดขึ้นในโรงเรียนของเรา

มีนักเรียนที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของครูที่ไม่ให้เด็ดดอกไม้ในโรงเรียน

แต่เนื่องจากคราวนี้เป็นความผิดครั้งแรกครูจึงยังไม่ตี

นักเรียนคนไหนรู้ตัวว่าไปเก็บดอกบัวในสระขึ้นมา

ให้ออกมายืนหน้าแถวตัวเองแล้ววิ่งเอาดอกบัวไปวางคืนที่ริมสระเดี๋ยวน

ี้
อ้าว..ซวยละซิฉัน ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ

เห็นเด็กๆวิ่งไปเอาดอกบัวกันตั้งหลายคนก็นึกว่าไม่เป็นไรนะซิ

อูย....ทำไงดีล่ะหนูอ้น


เริ่มมีเด็กๆทยอยวิ่งเอาดอกบัวไปคืนกันแล้ว

ดูเด่นเป็นสง่าท่ามกลางสายตาของคนทั้งโรงเรียน

ถ้าเป็นการวิ่งออกไปรับรางวัลอะไรสักอย่างก็ดีนะซิ

แต่นี่เป็นการลงโทษกันด้วยการประจานกันชัดๆ

มันทั้งอายทั้งเจ็บยิ่งกว่าถูกไม้เรียวหวดก้นเสียอีก


ไม่มีทางเลี่ยง ของกลางก็คามืออยู่เห็นๆ ก็ต้องวิ่งหน้าม้านตามเพื่อนๆออกไป

กว่าจะวิ่งไปถึงสระ กว่าจะวิ่งกลับมาเข้าแถวอย่างเดิม เฮ่อ..ไม่น่าเลยเรา


งานนี้พี่น้ำอ้อยรอดตัวไป ไม่เสียชื่ออดีตสารวัตรนักเรียนสมัยประถม 1

พี่สาวฉันเขาเป็นเด็กเรียบร้อย คุณครูจึงคัดเลือกเป็นสารวัตรนักเรียนประจำห้อง

ทำหน้าที่ดูแลและบอกคุณครูเรื่องเด็กที่คุยกัน เล่นกันเวลาเรียนหรือทะเลาะกัน

ได้ติดปลอกแขนสีแดงโก้มาก คนเรียบร้อยอยู่ในระเบียบวินัยอันดีงาม

ก็ไม่ต้องหน้าแตกเหมือนเจ้าลิงกะโปโลอย่างฉัน


นึกย้อนกลับไปทีไร ฉันก็ขำแกมสมน้ำหน้าตัวเองทุกครั้ง


แต่มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่คราวนี้พี่น้ำอ้อยก็ไม่รอด


คืนหนึ่งมีหนังกลางแปลงมาฉายที่หน้าที่ว่าการอำเภอ

ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หอบเสื่อไปจับจองพื้นที่กันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ

ฉันกับพี่น้ำอ้อยและเพื่อนๆแถวบ้านก็ไปกันตั้งแต่แดดร่มลมตก


ถนนที่ผ่านบ้านเราไปยังที่ว่าการอำเภอเป็นถนนสายเดียวกันและตัดเป็นเส้นตรงชนิดที่หลับตาเดินก็ยังได้

รถราก็แทบไม่มีเอาเสียเลย

พอพ้นย่านร้านค้าก็เป็นถนนดินเหนียวเหมือนถนนที่ไปโรงเรียน

บนเส้นทางผ่านทั้งบ้านเรือนและทุ่งนา

จึงมีทั้งคนทั้งควายใช้เป็นทางสัญจรร่วมกัน


กว่าหนังจะจบก็ดึกแล้ว พวกเราเดินกลับบ้านท่ามกลางลมดึกหนาวเย็นจับใจ

ฉันกับพี่น้ำอ้อยที่เดินกอดอกกันมาด้วยความหนาวก็เกิดความคิด

จำไม่ได้แล้วว่าเป็นความคิดของใคร

เอาม้วนเสื่อที่กอดอยู่มาห่อตัวจนมิดตั้งแต่หัวจรดเท้าทั้งสองคน

หลับหูหลับตาเดินตามกลุ่มเพื่อนๆไปอย่างอบอุ่นสบายตัว

ก็บอกแล้วว่าถนนสายนี้หลับตาเดินก็ยังได้ ด้วยความที่ตรงยังกะไม้บรรทัด


แต่เดินไปไม่นานก็เจอกับดัก มิใช่กับระเบิดหรือกับดักหนู

แต่เป็นกองอุจจาระกระบือ แปลเป็นไทยว่ากองขี้ควาย

เหยียบลงไปเต็มๆทั้งสองคนพี่น้อง

หลังจากนั้นก็ฮาแตกขำกลิ้งกันจนหายง่วงทั้งกลุ่ม


บางครั้งเราไปดูหนังโรงกัน โรงหนังที่นี่ก็คล้ายกับโรงหนังแถวบ้านตา

คือที่นั่งเป็นเก้าอี้ไม้แถวยาวเหมือนกัน แต่สภาพโรงค่อนข้างดีกว่าและกว้างกว่า


ครั้งหนี่งไปดูหนังผีเรื่องแม่นาก รอบไหนก็ไม่ดูดันไปดูรอบค่ำ

ลืมนึกไปว่ากว่าจะเลิกก็ดึก อำเภอบ้านนอกแค่ 2-3 ทุ่ม

ร้านค้าในตลาดก็ปิดกันหมดแล้ว บ้นเราเป็นบ้านหลังสุดท้ายของถนนสายนี้

เลี้ยวซ้ายเป็นตลาดซึ่งไม่มีคน ละแวกนั้นมีสวนน้อยหน่า สวนฝรั่ง สวนส้ม

และทุ่งนา


ใครๆก็รู้ว่าผีแม่นากน่ากลัวแค่ไหน

โดยเฉพาะฉากที่ยื่นมือยาวเหยียดลงมาจากในครัวเพื่อเก็บมะนาวที่ทำหล่นตอนตำน้ำพริกให้สามี

แค่นึกก็ขนลุกขนพองสยองเกล้า ตอนมีเพื่อนเดินกันหลายๆคนก็ไม่เท่าไร

แต่พอถึงบ้านตัวเองต่างคนก็ต่างเข้าบ้านกันไป

เหลือเพียงฉันกับพี่น้ำอ้อยที่ต้องไปต่อ

หมาเจ้ากรรมทำไมมาส่งเสียงหอนโหยหวนเอาตอนนี้


ไม่มีใครพูดกับใคร ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาเดิน

ไม่เหลียวซ้ายแลขวาหันหน้าหันหลัง เพราะกลัวจะเจอ...

ว่าจะถึงบ้านขนลุกเกรียวไปตั้งหลายรอบ


เส้นทางดูหนังของฉันนี่ช่างวิบากเสียจริงๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้

ถ้าคราวไหนเพื่อนชวนไปก็ค่อยสบายหน่อยเพราะเพื่อนจัดการให้หมด

ถ้าไปคนเดียวก็ต้องเล็งแล้วเล็งอีกว่าซื้อตั๋วมาแล้วจะเข้าโรงถูกหรือเปล่า

เพราะโรงหนังในศูนย์การค้าอยู่ติดๆกันตั้งหลายโรง ฉันเป็นคนประเภท Behind

The Mountain พอเจอสถานที่หรูหราโอ่อ่าทันสมัยก็เกิดอาการเปิ่นเทิ่น เด๋อด๋า

ทำอะไรไม่ค่อยถูก


ฉันจึงพิสมัยการอ่านหนังสือมากกว่า

เพราะไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมายและใช้พลังงานน้อยกว่าการดูหนังตั้งหลายเท่า

ทั้งพลังงานไฟฟ้าและพลังงานส่วนตัว

แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่ดูหนังเอาเลียเลยนะ

หนังดีๆมีคุณภาพฉันก็ชอบดูอยู่ เพราะบางครั้งภาพเดียวแทนคำได้ตั้งพันคำ


พี่น้ำอ้อยมีเพื่อนสนิทชื่อพี่คนึงนิจ

พี่คนนี้เป็นลูกสาวของคุณครูที่สอนอยู่ในโรงเรียน มีบ้านพักอยู่ในโรงเรียนด้วย

เวลาพักเที่ยงถ้าไม่เข้าห้องสมุด ฉันก็จะไปขลุกอยุ่ที่บ้านพี่คนนี้

เพราะมีหนังสือให้อ่านหลายอย่าง


บางเล่มเป็นวารสารเกี่ยวกับแวดวงการศึกษา การเรียนการสอนของครู

มีเรื่องเกี่ยวกับภาษาไทย บทกลอน เรื่องสั้น

แต่ที่สะดุดตาสะดุดใจและชอบที่คือเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณคดีไทย

และเรื่องเกี่ยวกับผีๆ มีรูปประกอบเป็นภาพวาดของครูเหม เวชกร

รูปนางในวรรณคดีและป่าหิมพานต์ สวยงามมาก รูปผีต่างๆก็น่ากลัว

แม้จะกลัวแต่ชอบดู ชอบอ่าน



ห้องเรียนของฉันมีอะไรอย่างหนึ่งที่พิเศษ

เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้านข้างโรงเรียน

จะเห็นภูเขาสีเขียวชอุ่มอยู่ไม่ไกลนัก

ฉันชอบทำตาหรี่ๆดูเพื่อจะให้มันเหมือนภาพวาดที่อยู่ในกรอบ


วิชาเกษตรทำให้ฉันได้รู้จักดอกไม้อีกชนิดคือ ดอกเยอบีรา

ที่เก๋และเท่ด้วยก้านตรงดอกเดียวเดี่ยวๆ

วิชาศิลปะทำให้ฉันได้ใช้กาวธรรมชาติชนิดหนึ่งที่เพื่อนเอามาแบ่งกันใช้

มันเป็นผลกลมรีสีเขียวเข้มขนาดไข่นกกระทาของต้นอะไรก็ไม่รู้ จำชื่อไม่ได้

เวลาจะใช้ก็เอาปลายเล็บจิกจะมีน้ำใสๆเหนียวๆซึมออกมา

พวกเราเอามาใช้แทนกาวติดกระดาษได้เป็นอย่างดี

ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินไปกวนแป้งเปียกหรือซื้อกาวมาใช้

พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าต้นอะไร

โทรศัพท์ไปถามพี่น้ำอ้อยเธอก็จำไม่ได้เหมือนกัน ใครรู้ช่วยบอกที


ที่นี่ฉันได้เรียนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในชีวิต

และได้เรียนโดยวิธีพิเศษผ่านทางวิทยุโรงเรียน

คุณครูที่ส่งเสียงมาจากวิทยุสอนให้อ่าน เอ้ บี้ ซี่ ดี้ ให้พวกเราอ่านตาม สนุกดี

แต่คุณครูในชั้นสอนให้อ่าน เอ บี ซี ดี คุณครูในวิทยุสอนให้นับ วั่น ทู่ ทรี่ โฟ่

ไฟฟ คุณครูในชั้นสอนให้นับ วัน ทู ทรี โฟ ฟาย สำเนียงไม่ยักกะเหมือนกัน

แต่ตอนนั้นพวกเด็กๆคงแยกไม่ออกหรอก

ใครสอนให้อ่านอย่างไรก็อ่านตามไปเรื่อย มารู้ทีหลังว่าเสียงจากวิทยุเป็นครูฝรั่ง




ที่จริงเรื่องนี้ฉันก็ลืมไปแล้ว มานึกได้ตอนดูรายการสอนภาษาอังกฤษโดยครูฝรั่งในรายการโทรทัศน์ซึ่งมีอยู่หลายรายการ

ครูฝรั่งบอกว่าไม่ต้องกังวลกับเรื่องสำเนียงให้มากนัก ขอเพียงให้กล้าๆหน่อย

พูดๆเข้าไปเถอะ ถ้าผิดเดี๋ยวเจ้าของภาษาเขาก็บอกเราเอง

คุณว่าถ้าให้ครูฝรั่งมาสอนนักเรียนมันแกวอย่างเราๆ

จะทำให้เด็กไทยพูดภาษาอังกฤษกันได้คล่องกว่านี้ไหม ?


เคยให้พ่อสอนการบ้านภาษาอังกฤษให้ พ่อหัวร่อฮ่าๆ แล้วบอกว่า


“พ่อจะเอาอะไรไปสอนให้เล่า ป.4 ยังไม่จบเลยน้องอ้นเอ๊ย”


“อ้าว.. ทำไมล่ะพ่อ?” ฉันถามอย่างอยากรู้


“ก็พอขึ้นป. 2 พ่อก็ไม่เคยไปถึงโรงเรียนเลยสักวัน”


“แล้วพ่อไปไหน” ฉันคาดคั้น


“เอ้อ...ไปอยู่บนต้นกระท้อน” พ่อตอบเขินๆ


“อ้าว... ก็หนีโรงเรียนละซี” ฉันได้ที และซ้ำเติม


“เออ” พ่อยอมรับแต่โดยดี ต้องอย่างนี้ ลูกผู้ชายกล้าทำต้องกล้ารับ



แต่ก็แปลกดีนะ คนสมัยก่อนเรียนแค่ชั้นประถม 1 ก็อ่านออกเขียนได้

ฉันเห็นพ่ออ่านหนังสือพิมพ์รายวันเป็นประจำ

ส่วนลายมือออกจะโย้เย้อยู่สักหน่อย แบบฝรั่งเขียนไทย แต่เอาเหอะ

ยังไงก็ยังดีกว่าพิมพ์หัวแม่โป้งแทนการเซ็นชื่อ


แล้วทั่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะว่าอย่างไรล่ะเจ้าคะ

ที่มีข่าวว่าเด็กสมัยนี้บางคนจบประถม 6

แล้วก็ยังอ่านหนังสือไทยกันไม่ค่อยจะออกเลย

ไม่ลองเอาแบบเรียนหัดอ่านสมัยก่อนมาศึกษาทำวิจัยกันดูบ้างหรือว่าเขาสอนกันอย่างไร

เด็กเรียนหนังสือได้ไม่นานก็อ่านออก


แล้วพอถึงวันหยุดคราวหนึ่ง

พี่น้ำอ้อยในฐานะเจ้าถิ่นก็พาฉันไปเก็บลูกเดือยที่ขึ้นอยู่ริมหนองน้ำมาร้อยสายสร้อยตามที่เคยสัญญาไว้

ลูกเดือยเป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง ลำต้นและใบคล้ายต้นข้าวโพดแต่ใบสั้นกว่า

ผลกลมหรือยาวรี สีขาวอมเหลือง น้ำตาล หรือเทา

พันธุ์ที่มีเปลือกหุ้มแข็งเรียกเดือยหิน ใช้ทำเครื่องประดับ

เวลาจะทำสายสร้อยเราก็ดึงเส้นเล็กๆที่อยู่ตรงกลางออก

จะมีรูเล็กๆให้สอดเข็มเข้าไปได้


ส่วนพันธุ์ที่เปลือกหุ้มอ่อนใช้ทำอาหารได้ เช่น ลูกเดือยต้มใส่ในน้ำเต้าหู้

ลูกเดือยต้มน้ำตาลราดน้ำกะทิ ฉันชอบกินมาก

เขาว่าลูกเดือยมีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก เดี๋ยวนี้มีคนทำน้ำลูกเดือยขาย

รสหวานมันอร่อยคล้ายๆน้ำข้าว อันนี้ฉันก็ชอบอีก


ที่นี่ก็มีต้นตาลขึ้นตามคันนา ดูเหมือนว่าจะมากกว่าแถวบ้านยายเสียด้วยซ้ำ

ฉันได้กินขนมตาลที่ทำมาจากเนื้อลูกตาลสุกสีเหลืองกลิ่นหอม

เขาเอามาผสมแป้งกับน้ำตาล หมักจนขึ้นแล้วตักใส่ถ้วยตะไลหรือห่อด้วยใบตอง

นำไปนึ่งจนสุกขึ้นฟู โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด คล้ายๆขนมปั๋มแต่หอมคนละแบบ


ความที่ต้นตาลมีเยอะ

ลูกตาลสุกที่ร่วงเกลื่อนอยู่โคนต้นจึงเป็นของเล่นของพวกเด็กๆ

พวกเราขยำเนื้อลูกตาลเอามาผสมกับเนื้อของผักเหรียง ใส่น้ำปูนใสทิ้งไว้

จะได้วุ้นแข็งๆสีเหลืองและหอม เอามาเล่นขายของกัน

เพื่อนบางคนก็เอาผลลูกตาลที่ยีเนื้อออกไปแล้วมาสาวให้เส้นที่พันกันยุ่งๆให้แยกเป็นเส้นสลวยคล้ายเส้นผม

แล้วเอามาทำเป็นตุ๊กตา


อ้อ... ฝักเหรียงที่ว่าเป็นฝักของไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง

มีฝักแบนยาวกว้างคล้ายฝักของต้นจามจุรี ข้างในมีเมล็ดแข็งๆสีดำ

เขาตัดตรงปลายแหลมแล้วแช่น้ำ

เมล็ดสีเขียวข้างในคล้ายเมล็ดสะตอจะงอกรากขาวๆอวบๆโผล่ออกมา

เปลือกสีดำจะหลุดล่อนออกไป ฉันแอบเรียกว่าสะตอมีหาง

ชาวบ้านเอามาดองไว้สำหรับกินกับขนมจีนน้ำยา หรื อเอามาผัดหรือแกงก็ได้


ถ้าไม่ออกไปนอกบ้าน เราก็เล่นกับสัตว์เลี้ยงในบ้าน พ่อเป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์

นอกจากเจ้าแก้วแล้วก็มีแมว มีหนูตะเภาขนนุ่มน่ารักอีก 2

ตัวที่พ่อต้องทำกรงตาข่ายให้มันอยู่

พวกเรามีหน้าที่ตัดหญ้าอ่อนๆในสนามหญ้าข้างบ้านให้มันกิน


จนกระทั่งวันหนึ่งในฤดูฝน ด้วยความขี้เกียจจึงปล่อยให้เจ้าหนู 2

ตัวออกไปหาหญ้าที่งอกงามกินกันเอง ปรากฎว่ามันหายไปเลย

พี่น้ำอ้อยว่าสงสัยจะโดนหมามุดรั้วเข้ามาคาบไป

ก็เราไม่อยากโทษเจ้าเหมียวของเรา เฮ้อ... ขี้เกียจจนได้เรื่อง


มีสัตว์ที่ไม่น่าเลี้ยงคือ งูเห่าอีก 2 ตัว

พ่อว่าชาวบ้านเขาจะเอาไปผัดเผ็ดพ่อเลยขอซื้อ

ฉันคลับคล้ายคลับคลาว่าพ่อโดนเพื่อนบ่น(ด่า) ว่าเอาสัตว์อันตรายมาไว้ในบ้าน

ถ้ามันกัดลูกๆเข้าจะทำอย่างไร สุดท้ายพ่อเลยเอาไปปล่อยในป่า


ข้างบ้านเป็นบ้านของตาชวนก็มีสัตว์เลี้ยงที่ตลกดี มันคือเจ้านาก

ตัวสีน้ำตาลปนเทา หัวแบนและกว้างทำให้หน้าตามันดูบ้องแบ๊วตลกดี

นากชอบกินปลากินปู วิธีหากินของมันก็เก่ง

มันจะออกมาจับปลาและปูนากินเองโดยไม่ง้อใครในคูน้ำข้างถนนซึ่งมีคูเล็กๆเชื่อมต่อกับหลังบ้าน

กินอิ่มมันก็กลับบ้าน ฉลาดจริงๆเลย


การที่ยังมีปลามีปูในคูข้างถนนให้นากจับกินแสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมที่ยังสะอาดและอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมืองในสมัยโน้นได้ดีทีเดียว


บ้านตาชวนยังมีสัตว์เลี้ยงพิเศษที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในละแวกนั้นคือเจ้าช้างพลายตัวเบ้อเริ่มเทิ่มชื่อ

เจ้าเพียร ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าตาชวนเลี้ยงช้างไว้ทำอะไร

เห็นมีเลื่อนซึ่งทำมาจากไม้คล้ายๆรถเข็นเตี้ยๆ แต่ไม่มีล้อผูกโยงกับหลังเจ้าเพียร

ตาชวนจะเดินนำเจ้าเพียรไปบนถนนดินที่ทอดยาวไปยังเชิงเขา

พวกเด็กๆจะนั่งบนเลื่อนให้เจ้าเพียรลากไปอย่างสนุกสนาน

สักพักหนึ่งก็ลงแล้ววิ่งหรือเดินกลับบ้านกันเอง ถ้าขืนไม่ลง

เจ้าเพียรจะได้ลากเข้าป่าไปด้วยปะไร


พี่น้ำอ้อยเล่าให้ฟังว่า หลังจากนั้นไม่นาน

เจ้าเพียรเกิดอาการตกมันและคลุ้มคลั่งจนจำเจ้าของไม่ได้

มันเหยียบตาชวนเสียจนน่วมไปทั้งตัวและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

ส่วนตัวมันเองถูกจับมัดล่ามโซ่ไว้ พอหายจากอาการตกมันได้ไม่นาน

เจ้าเพียรก็เศร้าซึมไม่ยอมกินอาหารอะไรเลยด้วยความตรอมใจคิดถึงเจ้าของ

ไม่นานมันก็ตายตามควาญช้างคู่ใจไป น่าสงสารทั้งช้างทั้งคน

ช้างฆ่าคนโดยไม่เจตนา สุดท้ายก็ตายตาม


พ่อซื้อควายมาหลายตัว หนึ่งในนั้นเป็นควายตัวเมียที่กำลังตั้งท้อง

พ่อเลยต้องปล่อยให้มันออกลูกก่อนและเลี้ยงลูกอ่อนสักระยะหนึ่งก่อนส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์

น่าสงสารอีกแล้ว

มันเป็นชะตากรรมร่วมกันของสัตว์และคนที่ต้องมามีวิถีชีวิตร่วมกัน

ฝ่ายหนึ่งต้องสละชีวิตเป็นอาหารให้อีกฝ่ายได้กินเพื่อมีชีวิตที่ต้องเผชิญกรรมต่อไป

น่าเศร้าใจ พ่อเลิกอาชีพนี้เมื่ออีกประมาณสิบกว่าปีถัดมา

แต่คนกินเนื้อวัวเนื้อควายก็ยังมีอยู่ทั่วไปในโลก

ฉันก็ยังกินเนื้ออยู่บ้างนานมากๆสักครั้ง ครั้ละ 2-3 ชิ้นเล็กๆ


พ่อยกหน้าที่เลี้ยงลูกควายให้เราสองคน เวลาปกติมันก็น่ารักดี

ฉันชอบดูตาโตๆของมัน ดูสวยๆเศร้าๆเหมือนหนึ่งจะสื่อสารออกมาว่า

อย่าฆ่าหนูเลย

เราเอามันไปกินหญ้าที่ทุ่งนาหรือริมหนองน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก

ใช้เหล็กแหลมตอกลงในพื้นดินเพื่อไม่ให้มันเตร็ดเตร่ไปไกล

พอเย็นๆก็ไปจูงมันมากินน้ำแล้วเอาเข้าคอกที่อยู่ใกล้สวนน้อยหน่า


แต่บางวันฉันก็ห่วงเล่นจนมืดค่ำ พอมืดลงฉันก็อิดออดออกอาการไม่อยากไป

แต่ก็ต้องไป หน้าที่ต้องเป็นหน้าที่


ไม่อยากไปเพราะเสียงร้องของเจ้าลูกควาย มันไม่ร้องมอๆ

ด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆเหมือนเสียงของลูกวัว แต่มันร้องแหงะ...แง, แหงะ....แง

ด้วยน้ำเสียงประหลาดเหมือนเค้นมาจากลำคอ ฟังแล้วขนลุกขนพอง

มิหนำซ้ำดวงตาที่เคยน่ารักของมันก็กลับเป็นประกายวับวาวในความมืดดูน่ากลัว


ลำพังเจ้าลูกควายตัวดีตัวเดียวก็แย่แล้ว

พี่น้ำอ้อยผู้แสนจะเรียบร้อยของฉันก็มาออกลายแกล้งเอาตอนนี้แหละ

รู้ทั้งรู้ว่าเรากลัว ลูกควายเดินเฉยๆไม่ร้อง เธอก็ร้อง แหงะ..แง แหงะ..แง

แทนเสียเอง


นอกจากสัตว์ตัวใหญ่ที่ต้องเลี้ยงโดยไม่เจตนาแล้ว

เรายังมีสัตว์ตัวจิ๋วที่ต้องเลี้ยงโดยไม่ตั้งใจอีกอย่าง

เป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในหมู่นักเรียนหญิงตามโรงเรียนต่างๆทั่วไป เรา...

โดยเฉพาะฉันเลี้ยงอย่างเป็นล่ำเป็นสันถึงขนาดทำกันเป็นฟาร์มเลยแหละ

ฟาร์มที่ว่านี้ใช้พื้นที่ไม่มาก อาหารก็ไม่ต้องลงทุนซื้อหา เอ้า...

อยากเลี้ยงกันบ้างละซิ


ใครอยากเลี้ยงก็เตรียมสถานที่ เลี้ยงผมให้ยาวสักหน่อยก็จะดี เอ๊ะ... ยังไง

เกี่ยวอะไรด้วย อ้าว.... ก็สัตว์ที่จะเลี้ยงนี่คือเหา


เหา..... ฟาร์มเหา!


หลายคนเริ่มเบ้หน้าร้องยี้กันแล้วละซิ บ้าจังเลยหนูอ้น

มีใครเค้าอยากจะทำฟาร์มเหากันเล่า สกปรกจะตาย


อ๋อ..ไม่มีหรอก หนูอ้นก็ไม่ได้อยากจะเลี้ยง แต่มันมาเอง มาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

คงตั้งแต่ยังอยู่โรงเรียนเก่าแล้วแหละ พวกผู้ใหญ่เอาหวีเสนียด

ว้า...ชื่ออัปมงคลจัง


ไม่ใช่อย่างนั้น หวีเสนียดหมายถึงหวีที่มีซี่ละเอียดเรียงติดกัน

เอามาหวีผมทำให้ตัวเหาที่เกาะอยู่หลุดร่วงลงมา แค่นั้นยังไม่พอ

พวกเขาพยายามจับเด็กๆมานั่งหาเหากันตามขั้นบันได

แต่ใครล่ะจะชอบมานั่งนิ่งๆให้เสียเวลาวิ่งเล่น

แถมยังเจ็บหนังหัวอีกเวลาโดนรูดไข่เหาที่เกาะติดแน่นบนเส้นผม


บางคนก็เอาใบน้อยหน่ามาตำให้แหลก คั้นเอาน้ำมาหมักเส้นผม

เขาว่าสารบางอย่างในใบน้อยหน้ามีฤทธิ์ฆ่าเหาได้

คุณครูก็สั่งให้นักเรียนตัดผมสั้นและสระผมบ่อยๆ


แต่จนแล้วจนรอด เหาก็ไม่สูญพันธ์ไปจากหัวเด็กๆเสียที

โดยเฉพาะฉันที่ไม่ค่อยสนใจใยดีกับกรรมวิธีในการกำจัดเหาระยะสั้น

ฉันชอบเก็บไว้สักพักให้มันออกลูกออกหลานกันเยอะๆก่อนแล้วค่อยจัดการ

ระหว่างนั้นทนคันและเกาไปพลางๆ

วันไหนเหมาะๆก็เตรียมกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่ปูรองบนพื้น

ใช้หวีธรรมดาหวีผมสักรอบหนึ่งก่อนก้มหัวลง ใช้หวีเสนียดหวีให้ทั่ว

เจ้าเหาที่กำลังดูดเลือดอย่างเมามัน

หรือที่กำลังพักผ่อนนอนหลับบนหัวอย่างสบายใจก็ร่วงแปะ แปะ แปะ

ลงมาเดินกันยั้วเยี้ยบนกระดาษ มันก็จะโดนเล็บหัวแม่โป้งบี้ตัวดังเป๊ะ เป๊ะ เป๊ะ

จนแบนติดกระดาษอย่างมันเขี้ยว


เวรกรรม ถัดจากปลิงก็มาเป็นเหา ทำไปได้อย่างไรหนูอ้นเอ๊ย..

ตอนนี้นึกกลับไปก็ให้ขยะแขยง


แล้วฟาร์มเหาก็สูญพันธุ์ไปจากหัวฉันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

ซึ่งก็ดีแล้วจะได้ไม่ต้องสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันอีก



โรงเรียนจะมีงานรื่นเริงตอนปีใหม่

คุณครูให้นักเรียนฝึกซ้อมการแสดงต่างๆเพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้ชม

เกิดปรากฏการณ์เหลือเชื่อ คือฉันได้รับเลือก

ให้รำพลายชุมพลร่วมกับพี่น้ำอ้อยและเพื่อนๆ

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ทำอะไรแบบนี้ ตื่นเต้นดีเหมือนกัน


บนเวทีทุกคนหน้าตาแฉล้มแช่มช้อย

ฉันก็พลอยดูดีไปด้วยกับเครื่องสำอางที่คุณครูบรรจงแต้มแต่งให้

พวกเราแสดงตามที่ฝึกซ้อมมาอย่างเต็มที่ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

แล้วเหล่าพลายชุมพลก็มายืนเข้าแถวหน้าเวทีถ่ายรูปรวมกัน

พอล้างรูปออกมาปรากฏว่าฉันใส่ถุงเท้าสั้นข้างยาวข้าง

ไม่รู้ว่าถุงเท้าข้างที่สั้นมันย้วยและรูดลงมาตอนไหน

ไม่ได้เต้นท่าม้ากระทืบโรงเลยสักนิด เปิ่นสิ้นดีเลย อุตส่าห์จะสวยกับเขาทั้งที

จะสวยตั้งแต่หัวจรดเท้าหน่อยก็ไม่ได้



ถึงเวลาสอบไล่และปิดเทอมแล้ว พ่อพากลับมาเยี่ยมญาติ พอถึงกำหนดกลับ

ฉันก็ออกอาการอิดออดโยเยไม่อยากไป

ยายต้องรีบเอาตัวมาส่งที่บ้านย่าซึ่งพ่อรออยู่

พยายามเกลี้ยกล่อมให้ฉันกลับไปกับพ่อเพราะกลัวว่าถ้าขัดใจพ่อแล้วจะเกิดเรื่องใหญ่


เกิดก็เกิดซิ ไม่เห็นจะกลัวเลย ก็คนไม่อยากไปจะมาบังคับให้ไปได้ยังไง

แล้วมันก็เกิดเรื่องจริงๆด้วย


ฉันจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นมันเริ่มต้นขึ้นอย่างไร

รู้สึกแต่ว่าบรรยากาศในบ้านมันดูไม่ดีเลย

ฉันต้องตอบคำถามซ้ำๆด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้แบบคนเมาของพ่อว่า จะไปหรือไม่ไป

ตอบแล้วก็ตอบอีก แล้วใครคนหนึ่ง อาจจะเป็นป้า

เข้ามากอดและปลอบฉันด้วยถ้อยคำประเล้าประโลมให้ฉันยอมทำตามใจพ่อ

แต่ฉันไม่ยอม


ไม่รู้ซิว่าฉันทำถูกหรือผิด ถ้าฉันไม่อยากทำอะไร ฉันก็หมายความตามนั้น

จะให้ฝืนใจทำฉันก็ทำไม่ได้ รู้สึกท้องไส้มันปั่นป่วนรู้สึกอึดอัดและขัดใจยังไงไม่รู้

บอกไม่ถูก สักพักพ่อก็ถามว่า


“เอางี้หนูอ้น พ่อถามอีกคำเดียว จะไปกับพ่อหรือไม่ไป”


ฉันตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่า “ไม่”


“ถ้างั้นไม่ต้องมาเรียกพ่อว่าพ่อ”


“ได้”


“ไม่ต้องมาใช้นามสกุลพ่อ”


“ได้”


“ไม่ต้องมาเหยียบบ้านพ่อ”


“ได้”


“ไป” ตะโกนสุดเสียงเลยละมัง


ไปก็ไปซิ ถูกเขาไล่แล้วนี่ จะอยู่ต่อทำไม ว่าแล้วก็เดินออกจากบ้าน

เดินตัวตรงแน่วไปตามถนนโดยไม่เหลียวหลัง มียายวิ่งตามมาติดๆ

ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างไว้ข้างหลังอย่างไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป


ความจริงฉันอยู่กับพ่อก็สนุกดี พ่อมีเวลาให้ พ่อพาไปเที่ยว พ่อทำกับข้าวอร่อย

กับข้าวบางอย่างของพ่อมีชื่อกำกับด้วย เช่น ผัดทวิสต์ ต้มสโลว์ ต้มวาตูซี่


ผัดทวิสต์ คือเนื้อผัดพริกสดรสเผ็ดจัดจ้าน


ต้มสโลว์ คือเนื้อหรือเครื่องในต้มเปื่อยรสเผ็ดพอละมุนลิ้น


ต้มวาตูซี่ คือเนื้อหรือเครื่องในต้มเปื่อยที่รสชาติบาดลิ้น เผ็ดร้อนสุดๆ


ฉันถามพี่น้ำอ้อยว่าทำไมชื่อประหลาดๆ พี่น้ำอ้อยบอกว่าเป็นชื่อจังหวะเต้นรำ

ตอนแรกฉันยังงง แต่ตอนหลังก็เข้าใจ ก็พ่อฉันน่ะเป็นนักท่องราตรีตัวยง

ในอำเภอเก่ามีสถานที่เริงรมย์ที่เรียกว่า บาร์ เต็มเมือง ในนั้นมีผู้หญิงเรียกว่า

พาร์ตเนอร์ ให้บริการเป็นเพื่อนนั่งพูดนั่งคุยนั่งดื่ม

และเป็นคู่เต้นรำของผู้ชายที่เข้าไปเที่ยว


ทวิสต์คงเป็นจังหวะเต้นรำเร็วๆ บิดไปบิดมา


สโลว์ก็คงเต้นช้าๆ สบายๆ อาจโอบกอดหรือซบกันบ้างตามอารมณ์


แต่เจ้าวาตูซี่นี่นะซิ เดาไม่ถูกว่ามันเป็นท่าเต้นแบบไหน ถ้าจะให้เดา

ฉันว่าน่าจะเป็นการเต้นรำแบบเร่าร้อนของคนป่าเผ่าใดเผ่าหนึ่ง ตลกดี


ฉันน่าจะอยู่กับพ่อได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผล 2 ประการ


อย่างแรกเกี่ยวกับยายวารุณี

ซึ่งฉันไม่ชอบเอาเสียเลยและไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงได้ชอบเสียนักหนา

ไปหาอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน ไปไม่ไปเปล่ายังชอบทำกับข้าว 3

อย่างข้างต้นนั่นติดไม้ติดมือไปให้ด้วย รึเห็นว่าเขาเป็นเทพี

พอกลับมาบ้านทีไรก็เดินเซไปเซมา ตาแดงก่ำ พูดไม่ชัด

เนื้อตัวเสื้อผ้าก็เหม็นหึ่งเหมือนไปตกถังหมักอะไรมาก็ไม่รู้


แล้ววันหนึ่งฉันก็ได้เห็นยายวารุณีนี่ชัดๆ ไม่เห็นจะสวยเลย

เทพงเทพีอะไรตัวเหลืองอ๋อย อยู่ใกล้ๆงี้เหม็นกลิ่นตัวชะมัด แต่พ่อ เพื่อนๆ

กลับชอบและได้ลองลิ้มชิมรสแม่นี่กันจนเมาแอ๋โงหัวไม่ขึ้น


อ้อ.... ลืมบอกไป วารุณี แปลว่าเหล้า หรือเทพีแห่งเหล้า


พ่อจะรู้หรือเปล่านะว่า ฉันไม่ชอบเลยเวลาพ่อไปกินเหล้า

และตอนหลังๆนอกจากไม่ชอบแล้ว ฉันยังกลัวอีกด้วย

กลัวทั้งกิริยาท่าทางที่เปลี่ยนไปของพ่อ

และกลัวทั้งขวดใส่เหล้าใบเล็กๆแบนๆที่พ่อชอบพกใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง

และที่กลัวที่สุดคือ ปืนกระบอกดำมะเมื่อมที่โผล่ด้ามพ้นขอบเอวกางเกงพ่อ

แล้วพอพ่อเมาได้ที่เมื่อไรก็ชอบชักปืนขึ้นมายิงขึ้นฟ้าเปรี้ยง...เปรี้ยง


ทุกวันนี้ฉันก็ยังกลัวคนกินเหล้า เมื่อเห็นใครตั้งวงเหล้า

ถ้าเลี่ยงได้ฉันจะเลี่ยงให้พ้น

เพราะกลัวน้ำเสียงอ้อแอ้ของคนเมาที่ดูเหมือนพร้อมจะขาดสติและมีเรื่องทะเลาะกันได้ทุกเวลา

ยิ่งเขาพูดกันเสียงดัง หัวอกหัวใจฉันยิ่งเต้นตึกตักๆด้วยความกลัว


ฉันไม่ชอบกลิ่นเหม็นของเหล้าที่ออกมากับลมหายใจ

เนื้อตัวและเสื้อผ้าแม้แต่กลิ่นที่ติดคาขวดคาแก้วฉันก็รังเกียจ


อย่างหลังคือพ่อผิดสัญญา พ่อบอกว่าชวนฉันมาเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ

แต่พ่อให้ฉันอยู่กับพ่อเลย พ่อเคยบอกว่าพ่อแบ่งลูกกับแม่คนละคน

แล้วพ่อก็ไม่ทำตามกติกาที่ตกลงกันไว้


ตอนนั้นฉันยังเด็กเกินกว่าจะมีปัญญาอธิบายให้พ่อเข้าใจ

เรื่องมันก็เลยต้องจบลงตรงที่ฉันกลายเป็นเด็กดื้อในสายตาของใครต่อใคร

และโดยเฉพาะ.... พ่อ




 

Create Date : 15 มกราคม 2551    
Last Update : 15 มกราคม 2551 19:31:20 น.
Counter : 225 Pageviews.  

บทที่ 9 "การเดินทางของเมล็ดข้าว"

ปลายปีเป็นช่วงที่ฝนตกหนักของภาคใต้

งานในนาในสวนก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำมากนัก

ปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่แทนไปก่อน


ผู้ใหญ่ออกหาปลาตามทุ่ง

ตัดหญ้าที่ขึ้นเขียวชอุ่มงอกงามจากในสวนมาให้วัวได้กินกันอย่างปรีเปรม

หน้าฝนพวกวัวเนื้อตัวอวบอ้วนกันเป็นแถว

ส่วนเด็กนักเรียนอย่างฉันก็เดินลุยเลนบ้างตอนเดินไปและกลับจากโรงเรียน

แต่ก็ไม่เดือดร้อนอะไร

ฉันว่าดีกว่าและสนุกกว่าเด็กนักเรียนในเมืองใหญ่ที่ต้องยืนรอรถเมล์ตั้งแต่เช้าตรู่

ต้องเบียดเสียดกับคนอื่นๆพร้อมกับแบกเป้หรือกระเป๋าใส่หนังสือจนตัวเอียง

ซ้ำเติมด้วยควันพิษจากท่อไอเสีย


ที่บ้านหัวควายซึ่งอยู่อีกฝั่งคลองตรงข้ามกับบ้านเรา

มีโรงสีข้าวขนาดใหญ่อยู่หนึ่งโรง

เจ้าของหัวใสเกิดความคิดเปลี่ยนกิจการจากโรงสีมาเป็นโรงภาพยนตร์ เอ้า...

จริงๆนะไม่ได้โม้ เขาทำมาหลายเดือนแล้วโดยเอาเครื่องสีข้าวออก

ขยายพื้นที่ตีฝามุงหลังคาสังกะสีให้กว้างขวางขึ้น

เก้าอี้นั่งชมเป็นเก้าอี้ไม้แถวยาวหลายสิบแถว

อากาศในโรงเย็นสบายเพราะโรงหนังอยู่ริมน้ำและมีต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มหลายต้นอยู่รอบบริเวณ

มีเครื่องปั่นไฟอยู่ข้างๆ หนังจะฉายรอบค่ำเพียงรอบเดียว


ตอนเย็นจะมีเสียงเพลงมาร์ชต่างๆเปิดผ่านเครื่องขยายเสียงดังสนั่นไปทั่วคุ้งน้ำและทะลุทะลวงไปตามหมู่บ้านต่างๆในรัศมีทำการสลับกับเสียงโฆษณาบอกชื่อเรื่อง

ชื่อดารานำแสดงยอดนิยม

พร้อมกับชักชวนอย่างเร้าใจให้พ่อแม่พี่น้องรีบอาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาแล้วมาจับจองเป็นเจ้าของที่นั่งชมภาพยนตร์กันเถอะ

แต่ค่าตั๋วดูหนังราคาเท่าไรฉันก็จำไม่ได้เสียแล้ว


คนทางฝั่งคลองบ้านฉันไปดูกันเป็นที่ครึกครึ้น

ทางโรงหนังมีเรือลำใหญ่ไว้คอยบริการรับส่งข้ามฟากด้วย

ยายเคยพาฉันไปดูอยู่เหมือนกัน

ส่วนตาอาสาเฝ้าบ้านเพราะตาไม่ชอบไปที่ที่มีคนเยอะๆ


วันนั้นมีหนังไทยบู๊สนั่นลั่นจอ จำไม่ได้แล้วว่าชื่อเรื่องอะไร

จำได้แค่ว่านางเอกแต่งหน้าทาปากใส่ขนตาปลอมงอนเช้ง

ยีผมตีโป่งซะหัวโตเท่ากระบุง สวยงามมากแม้แต่เวลานอนหลับ

ส่วนพระเอกของเราก็เก่งกล้าสามารถชกต่อยต่อสู้กับผู้ร้ายได้นับสิบคนโดยเสื้อไม่ยับ

ผมไม่กระดิก เก่งจริงๆ


ครั้งหนึ่งมีผู้ร้ายถือไม้หน้าสามย่องเข้ามาทางด้านหลังคงกะจะฟาดหัวพระเอก

พอเห็นเท่านั้นแหละเสียงกองเชียร์คือท่านผู้ชมที่นั่งลุ้นกันหน้าสลอนก็ส่งเสียงเตือนพระเอกดังลั่นโรงว่า


“เฮ้ยๆ ข้างหลังๆ”


แต่พระเอกซะอย่าง

ไม่ต้องบอกก็หันมาเตะเจ้าผู้ร้ายจนหมอบกระแตกองอยู่ตรงนั้น

สุดท้ายพวกผู้ร้ายก็แพ้พระเอกตามธรรมเนียม

พอใกล้จบตำรวจก็มาเพื่อเปิดเผยว่าพระเอกคือร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา


สุดท้ายพระเอกกับนางเอกก็แต่งงานกัน เรียกว่าจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

สมใจท่านผู้ชมทั้งหลาย


แต่ท่านผู้ชมที่ต้องนั่งเรือข้ามฟากกลับฝั่งของตัวเองนี่นะซิไม่ค่อยแฮปปี้สักเท่าไร

โดยเฉพาะฉันที่เมื่อตะกี้ยังตาโตอยู่

แต่พอหนังเลิกและจะต้องเดินกลับบ้านก็เกิดอาการตาตี่และหรี่จวนจะปิดเพราะความง่วง

กว่าจะรอคิวข้ามฟากสำเร็จก็สุดแสนจะทรมานสังขาร

ตอนกลับเลยไม่เริงร่าหน้าบานเหมือนตอนมา

กว่าจะได้ดูหนังแต่ละเรื่องช่างลำบากลำบนเสียจริง

ตอนหลังๆฉันเลยไม่ค่อยอยากดูสักเท่าไร


ตอนยังอยู่บ้านหลังแรกกับพ่อแม่ แม่เล่าว่าแม่เคยพาไปดูหนังไทยเรื่องหนึ่ง

นางเอกเป็นสาวสวยแสนซนจอมแก่น เธอซอยผมสั้นน่ารัก

พอกลับมาบ้านฉันก็คว้ากรรไกรเล็กสำหรับตัดกระดาษไปแอบตัดผมตัวเองอยู่ที่หลังบ้าน

พอแม่ไปเจอฉันก็รีบบอกว่า “หนูอ้นอยากสวยเหมือนนางเอก”

ซึ่งคงจะสวยมากเลย วิ่นๆแหว่งๆ เสียขนาดนั้น แม่ต้องพาไปซอยผมใหม่ที่ร้าน


ดวงอาทิตย์ยังทำงานของท่านอย่างสม่ำเสมอ เมื่อฝนเริ่มซาเม็ดในเดือนอ้าย

ย้ายมาเดือนยี่ ถึงเดือนสามเดือนสี่

ไออุ่นจากแสงแดดก็อบร่ำให้รวงข้าวสีเขียวสดสุกเหลืองอร่ามเป็นทุ่งรวงทอง


ได้เวลาเก็บเกี่ยวกับแล้วสิ


แต่แถวบ้านฉันใช้คำว่า เก็บ ไม่ใช่เกี่ยว

เพราะเราเก็บข้าวทีละรวงโดยใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งเรียกว่า ‘แกะ’

ทำจากใบมีดคมกริบกว้างยาวประมาณ ½ x 3 นิ้ว

ประกบติดแน่นกับแผ่นไม้บางๆรูปสี่เหลี่ยมคางหมูที่เสียบตั้งฉากกับแกนไม้ไผ่


เวลาจะเก็บข้าวก็สอดแผ่นไม้ให้อยู่ระหว่างนิ้วนางกับนิ้วกลาง

ใช้นิ้วกลางเกี่ยวรวงข้าวเข้าหาตัว

คมมีดจะตัดรวงข้าวให้ขาดจากลำต้นมาอยู่ในอุ้งมือเรา

พอได้หลายๆรวงก็เปลี่ยนมาถือรวมไว้อีกมือหนึ่ง

พอเต็มอุ้งมือก็ตัดต้นข้าวที่เก็บรวงไปแล้วเอามาใช้แทนเชือกมัดให้แน่น

รวงข้าวที่มัดรวมแล้วเรียกว่า เลียง

ชาวนาวางเลียงข้าวไว้บนคันนาเป็นแถวๆก่อนขนกลับไปเก็บไว้ในเรือนข้าว


ช่วงที่เก็บข้าวเป็นเวลาปิดเทอมใหญ่พอดี

เด็กๆได้ออกไปช่วยผู้ใหญ่ทำงานได้เต็มที่

ยายก็ไม่ห้ามถ้าเป็นนาดอนเพราะไม่มีปลิงเหมือนนาดำน้ำลึก

แต่ถ้าแดดแรงๆยายขอให้ฉันใส่เปี้ยว

เปี้ยวคือหมวกขอบกว้างทำจากใบไผ่บุซ้อนกันหลายๆชั้นในโครงไม้ไผ่

ตรงกลางเป็นทรงกลมคล้ายหมวกกันน็อค


เราออกไปนากันตั้งแต่ตอนเช้าตรู่

พร้อมกับอาหารกลางวันซึ่งมีข้าวสุกห่อด้วยยอดตอง น้ำพริก ผักจิ้ม ปลาทอด

และแกงคั่วกะทิในปิ่นโตสังกะสีเคลือบเถาเล็กๆ


ข้าวร้อนๆที่ห่อไว้ เวลาเปิดออกจะได้กลิ่นหอมของใบตอง

กินเสร็จก็ทิ้งไปได้เลยโดยไม่มีปัญหาการย่อยสลายเหมือนถุงพลาสติกหรือกล่องโฟม


วันนั้นเรากินข้าวกลางวันใต้ต้นกันเกรา หรือที่แถวบ้านฉันเรียกว่าต้นตำเสา

สักพักพอข้าวเรียงเม็ด พวกผู้ใหญ่ก็ออกไปเก็บข้าวกันต่อ ส่วนฉันขออู้

ขอนอนเล่นต่ออีกสักเล็กน้อย

โดยไม่ลืมที่จะให้ยายตัดซังข้าวเป็นท่อนสั้นๆมาทำเป็นปี่ไว้เป่าเล่น

คุณรู้มั้ยว่าการทำปี่ ถ้าจะให้เสียงดังเสียงดีต้องมีคาถากำกับ คาถามีว่า “ยนแยง

มูสังหางแดงขึ้นต้นดีปลี ยอยทองสีเป่าปี่ไม่ดัง ยายทองสังเป่าดัง ตู่ แลน..แลน

, ตู่ แลน..แลน” ไง.... คาถาดูขลังดีไหม อ้อ

มูสังคืออีเห็นซึ่งเป็นสัตว์จำพวกเดียวกับชะมดและพังพอน


เสียดายที่ตอนนี้กันเกรายังไม่ออกดอก

เลยไม่ได้กลิ่นหอมๆของดอกเล็กๆสีเหลืองที่ออกเป็นช่อและหอมมาก

ดอกกันเกราหรือตำเสาหอมฟุ้งเวลาเดินผ่านใต้ต้น

ดอกที่ร่วงหล่นเหลืองอร่ามอย่างกับใครเอาละอองทองไปโปรยปราย


ไม่เป็นไร

รอตอนเย็นๆค่อยไปเดินหาดอกนมแมวสีเหลืองนวลที่จะหอมมากในตอนโพล้เพล้ใกล้ค่ำ

แม้ผู้ใหญ่จะชอบหลอกว่าระวังผีจะมาบังตาทำให้หลงทางกลับบ้านไม่ถูก

แต่พวกเราก็ไม่กลัว

เด็กๆชอบเก็บดอกนมแมวใส่ในกรวยใบตองเพื่อเก็บกลิ่นไว้ดมเล่น

บางทีบางต้นก็มีลูกเล็กๆเท่าปลายก้อยออกเป็นช่อสุกเหลือง

รสหวานอมเปรี้ยวเป็นของแถมให้กินเล่น


เคยมีคนภาคอื่นมาเห็นคนทางนี้เก็บข้าวทีละรวง

ถึงกับออกปากว่าทำกันอย่างนี้แล้วจะพอกินหรือ ?


นั่นนะซิ เก็บข้าวที่ละรวงแล้วจะพอกินอะไร


โห... พี่ ไม่รู้อะไรซะแล้ว ลองใช้ชีวิตกับพวกเราสักพักก่อนจะพูด

แล้วจะรู้ว่าที่เราเก็บข้าวทีละรวงน่ะไม่พอกินจริงๆด้วย แต่.. เหลือกินเลยละ


อ้าว.. ไหงเป็นอย่างนั้นล่ะ แม่คุณ?


เพราะเราปลูกข้าวไว้กินไง ปลูกข้าวไว้กิน ไม่ได้ปลูกไว้ขาย

เก็บได้กี่ร้อยกี่พันเลียงก็ขนมาเก็บไว้ในเรือนข้าว เก็บไว้ได้เป็นปีๆ

เวลาข้าวสารจวนจะหมดก็แบ่งเอามานวด นวดด้วยฝ่าเท้าคน

ย่ำไปเหยียบมาสักพัก

พอได้เมล็ดข้าวกองโตก็กอบใส่กระด้งเพื่อฝัดเอาข้าวเมล็ดลีบออก

ตากแดดจัดๆเพื่อไล่ความชื้นก่อนไปโรงสี

แล้วก็ได้ข้าวสารกลับมาหุงกินโดยไม่ต้องซื้อ


ยายเล่าว่าสมัยที่ยังไม่มีโรงสี

ชาวบ้านต้องเอาข้าวเปลือกใส่ครกตำข้าวตำกันเข้าไป

ตำให้เปลือกกระเทาะออกแล้วจะได้ข้าวซ้อมมือ

กว่าจะได้กินแต่ละครั้งก็ตำกันจนเมื่อย


มิน่าล่ะ ตากับยายถึงได้กินข้าวเกลี้ยงจานโดยไม่ให้เหลือทิ้งสักเมล็ดเดียว

และฉันก็ติดนิสัยนี้มาด้วย

เพราะเห็นแล้วว่าการเดินทางของเมล็ดข้าวกว่าจะมาเป็นอาหารของคนเราช่างยาวนาน


นี่เป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น

จะปลูกข้าวไว้กินหรือปลูกข้าวไว้ขาย ก็สุดแล้วแต่ความต้องการของชาวบ้าน


เก็บข้าวเสร็จก็ได้เวลาหาปลาในหน้าแล้ง โดยการวิดบ่อที่ขุดไว้ตามมุมคันนา

วิดไม่นานน้ำก็แห้งจนมองเห็นปลาที่ตกคลั่กอยู่ในบ่อโคลน

คนที่ยืนรออยู่ก็ได้เวลาลงไปจับ มีปลาหลายชนิด หลายขนาด ปลากระดี่ตัวเล็ก

ปลาหมอเกล็ดแข็ง ใครได้ปลาช่อนตัวใหญ่ๆสักตัวก็ดีใจกันลั่นทุ่ง

ส่วนฉันนานๆจะได้ปลาตัวเล็กๆสักตัว มิหนำซ้ำยังจับเจอเอาเงี่ยงปลาดุกเสียอีก

ปวดนิ้วมากจนต้องเลิกแล้วมายืนดูแทน


บางคนจับได้ปลาไหลตัวยาวเหมือนงู ดูแล้วน่ากลัวมากกว่าน่ากิน

ฉันเคยเห็นเวลาเขาทำปลาไหลเพื่อเอาไปแกง

เขาใช้ฟางข้าวหรือใบข่อยสากๆมารูดเอาเมือกตามลำตัวมันออก

หั่นเป็นชิ้นบางๆเอาไปแกงคั่วกะทิใส่ใบชะพลูหั่นฝอยหอมอร่อยมาก

ฉันชอบตักน้ำแกงข้นๆมาคลุกข้าวกินเข้าทำนองเกลียดตัวกินไข่

เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงเปี๊ยบเลย


เล่าถึงใบข่อย

เลยนึกขึ้นมาได้ว่าที่สวนฝรั่งหลังมีจอมปลวกสูงใหญ่และมีต้นข่อยขึ้นปกคลุมอยู่

เป็นที่เล่นของพวกเด็กๆผู้ชายที่ตัวโตกว่าฉันเล็กน้อย

พวกเขาจะดัดกิ่งข่อยให้เป็นซุ้มแล้วก็เล่นสมมุติเป็นบ้านเป็นเมืองของเขา

ขอขึ้นไปเล่นบ้างเขาก็ไม่ให้ขึ้น กลับไล่ให้ไปเล่นขายของกับพวกเด็กผู้หญิง

จะปีนขึ้นไปเองก็ไม่มีปัญญา ได้แต่เดินวนเวียนไปมารอบๆจอมปลวก

ทำได้เพียงเหนี่ยวกิ่งเตี้ยๆลงมาปลิดลูกข่อยสุกสีเหลืองลูกเล็กๆหวานๆกินเล่นดับโมโห


เบื่อๆขึ้นมาก็ไปเดินหาลูกหว้าสุกๆที่หล่นใต้โคนต้น

ลูกหว้าเป็นผลไม้ประจำฤดูร้อนชนิดหนึ่ง ผลสุกมีสีม่วงอมดำ รสหวานอมฝาด

กินแล้วตลกดีเพราะลิ้นกับฟันจะกลายเป็นสีม่วง


ผู้ใหญ่พูดกันว่าได้ปลาช่อนใหญ่หลายตัว เขาจะทำขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้

ฉันฟังแล้วก็หูผึ่ง จะได้มีเรื่องสนุกๆเล่นอีกแล้ว


ที่ว่ามีเรื่องสนุกๆ เพราะสมัยนั้นการจะได้กินขนมจีนน้ำยากันสักครั้ง

ไม่ใช่การเดินไปซื้อเส้นขนมจีนที่ตลาดสด ซื้อพริกแกงสำเร็จรูป กะทิกล่อง

และปลาช่อนเอามาปรุงได้เลย

หรือถ้าจะให้สะดวกยิ่งกว่านั้นคือการไปนั่งรับประทานที่ร้านขายขนมจีนน้ำยา

ซึ่งมีอยู่เกลื่อนเมืองในสมัยนี้


สมัยนั้นเขาจะเริ่มกันตั้งแต่เอาข้าวเจ้าไปแช่น้ำ

โม่ให้ละเอียดเป็นแป้งเหมือนเวลาจะทำขนมต่างๆ

ตรงนี้ฉันชอบมากและมักอาสาโม่แป้งให้ใครต่อใครอยู่เสมอ ก็มันสนุก

เวลาตักข้าวกรอกลงในช่องโม่แป้ง ต้องใส่น้ำให้พอดีๆ

ถ้าน้ำน้อยแป้งจะละเอียดนวลเนียนดี แต่ต้องออกแรงโม่มาก

ถ้าน้ำมากไปแป้งจะหยาบแต่โม่สบาย เพราะน้ำจะทำให้ไม่ค่อยฝืด

พอโม่เสร็จเอาน้ำแป้งใส่ถุงผ้า ทับด้วยของหนักๆจนกว่าแป้งจะสะเด็ดน้ำ

ปั้นแป้งเป็นก้อนแล้วนำไปต้ม

แล้วเอาไปโขลกในครกตำข้าวแล้วใส่ในกระบอกทองเหลืองที่มีรูเล็กๆด้านล่าง

มีอุปกรณ์ช่วยบีบให้แป้งไหลเป็นเส้นๆลงในกระทะที่มีน้ำเดือดพล่านรออยู่

พอสุกก็ช้อนไปใส่ในกะละมังน้ำเย็น จับเส้นขนมจีนวนให้เป็นหัวๆ เรียกว่าจับ

ใส่ในกระจาดเป็นอันว่าเสร็จ เฮ้อ....เหนื่อย


เด็กๆนั่งล้อมรอบคนปอกมะพร้าวเพื่อรอกินน้ำกับจาวมะพร้าว

ฉันเลือกมะพร้าวซีกเล็กๆที่พอจะขูดกับกระต่ายขูดมะพร้าวได้หมดโดยไม่เมื่อยมือมากเกินไป

พวกผู้ใหญ่ชอบล้อเด็กเล่นว่า ถ้าใครขูดมะพร้าวได้โดยไม่ผงกหัวจะมีรางวัลให้

พวกเราลองดูแต่ทำไม่ได้ ก็ใครจะทนนั่งเกร็งทำคอแข็งอยู่ได้

สักพักพอเริ่มปวดเมื่อยก็เราไปที่วงเครื่องแกง


เครื่องแกงบางอย่างก็หาได้ตามสวนครัว เด็ดพริกขี้หนู ขูดขมิ้น ขูดตะไคร้

ต้องหั่นตะใคร้ให้บางที่สุดเพื่อจะได้โขลกให้ละเอียดได้เร็วขึ้น


สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับน้ำยาปักษ์ใต้คือขมิ้นชัน


ขมิ้นชันหรือที่คนใต้เรียกว่า ขี้มิ่น เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าสีเหลืองอยู่ใต้ดิน

เอามาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ทั้งปรุงอาหาร ย้อมผ้า ทำยา

นอกจากขมิ้นชันจะช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์แล้ว

สารในขมิ้นยังช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร


นักวิจัยหลายคนก็บอกว่าขมิ้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง

ช่วยชะลอความชรา

สมัยนี้มีการสกัดสารเคอร์คูมินจากขมิ้นชันมาทำเครื่องสำอาง

ว่ากันว่าทาแล้วลบรอยตีนกาทำให้ใบหน้าสดใสอ่อนเยาว์เพราะขมิ้นมีวิตามินอีสูงมาก


ตอนเด็กๆเวลามีเม็ดผดผื่นคัน ยายจะเอาเหง้าขมิ้นชันแก่ๆมาฝนกับฝาละมี

คือฝาของหม้อดินเผา ทาให้บางๆเพราะขมิ้นมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้

เดี๋ยวนี้เขาก็เอามาทำเป็นขี้ผึ้งทาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย ทำสบู่


แล้วเขาก็เอาเครื่องแกงโขลกรวมกับเนื้อปลาช่อนต้มสุกผสมกับน้ำกะทิ

ปรุงรสแล้วก็พร้อมจะรับประทานกับเส้นขนมจีนและผักสดนานาชนิด

กว่าจะได้กินขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้ ฉันก็พาคุณเถลไถลไปเรื่อย



การเดินทางของเมล็ดข้าวแต่ละครั้งช่างยาวนานนับปี.... ปีแล้วปีเล่า

จากเมล็ดพันธุ์ข้าวกลายเป็นต้นกล้า เติบใหญ่ในท้องนา ผ่านการตั้งท้องออกรวง

จนกระทั่งถูกเก็บเกี่ยวเป็นเมล็ดข้าวเปลือกกลับมาสู่ยุ้งฉางหรือเรือนข้าวอีกครั้ง

พักสักครู่เพื่อรอเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งของคนปลูกและไม่ได้ปลูก

พักสักครู่เพื่อรอเป็นเมล็ดพันธุ์ออกไปทำงานในไร่นาในฤดูกาลถัดไป


ที่ฉันเล่ามานี้ก็เป็นการเล่าแบบคนที่เฝ้าดูไม่ใช่คนลงมือทำเอง

แค่เฝ้าดูยังเห็นถึงความเหนื่อยยากของชาวนา

ข้าวสุกแต่ละช้อนแต่ละจานที่เราบริโภคเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไม่รู้ว่ามาจากข้าวเปลือกกี่สิบกี่ร้อยรวง

จากต้นข้าวกี่สิบกี่ร้อยต้น


ข้าวผัดใบกะเพราหนึ่งจานมีที่มาต่างกันโดยสิ้นเชิง

เด็ดกะเพรามาหนึ่งกิ่งจากกระถางสวนครัวหลังบ้าน

ยังเหลือกะเพราอีกหลายกิ่งให้เด็ดไปได้อีกเรื่อยๆไม่รู้จบ ยิ่งเด็ดก็ยิ่งแตกก็ยิ่งโต

แต่ข้าว... ไม่ใช่


ช่วยกันกินข้าวให้เลี้ยงจานกันหน่อยเถอะนะคะ แต่ละมื้อ

หนึ่งคนเหลือข้าวหนึ่งช้อน สิบคนเหลือข้าวสิบช้อน ร้อยคนเหลือข้าวร้อยช้อน

บ้านเรามีคนหกสิบล้านคน ถ้ากินเหลือกินทิ้งกินหว้างกันคนละช้อน

หกสิบล้านคนมิปาเข้าไปหกสิบล้านช้อนหรือ มิกองเป็นภูเขาข้าวหรอกหรือ

หนึ่งมื้อยังเท่านี้ วันหนึ่งมีสามมื้อจะเท่าไร ? เสียดาย...... น่าเสียดาย


แล้วฉันได้สอนลูกๆในเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า?


สอนค่ะ ฉันเล่านิทานเรื่องการเดินทางของเมล็ดข้าวให้พวกเขาฟังต้งแต่ยังเล็ก

และชื่นใจที่เขาเชื่อ ลูกๆติดนิสัยกินข้าวเกลี้ยงจาน เว้นเสียแต่ว่ามื้อนั้นไม่สบาย

ปวดท้อง ท้องอืด ถ้าฝืนกินต่ออาจอาเจียน

หรือมื้อนั้นแม่ทำกับข้าวไม่เอาไหนจริงๆ


ที่ฉันเล่ามาดูเหมือนว่าวิถีชีวิตของคนที่นี่ในสมัยนั้นสุขสวยด้วยความเรียบง่าย

พอเพียง และมีความสามารถในการพี่งพาตนเอง

แต่ในความสุขสวยนั้นก็ยังมีความยากลำบากบางอย่างแฝงอยู่

เช่นความไม่สะดวกและรวดเร็วในการเดินทาง

พี่ชายคนโตของฉันเสียชีวิตที่นี่เมื่อตอนอายุ 5 ขวบ

ด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรง

และไม่สามารถหาเรือเพื่อเดินทางไปหาหมอได้ทัน ตอนนั้นฉันยังไม่เกิดเลย


สามปีที่บ้านตายายผ่านไปอย่างรวดเร็ว

และมิใช่จะอยู่แต่ในหมู่บ้านโดยไม่ได้ออกไปไหน

ปิดเทอมบางเทอมยายก็พาฉันไปเยี่ยมแม่

ฉันตื่นเต้นกับการได้นั่งรถโดยสารคันใหญ่แล้วก็ไปหมดฤทธิ์แทบสลบไสลเพราะอาเจียนจนหมดไส้หมดพุงจากอาการเวียนหัว

เมื่อรถวิ่งผ่านบริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่งที่เรียกว่าเขาพับผ้ามีเส้นทางวกไปเวียนมา

บางช่วงเป็นโค้งหักศอก บางช่วงเห็นยอดไม้อยู่เสมอกับพื้นถนน

มองลงไปคือเหวลึกละลิบลิ่ว สุดสายตาน่าหวาดเสียว.. แต่ก็สวย


บางช่วงเห็นโคนต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนเชิงเขาใกล้ถนน

ต้นไม้หลายต้นใหญ่ขนาดหลายคนโอบ

แผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้มเขียวชอุ่มสูงเสียดฟ้า

สลับไปกับดงกล้วยป่าและพรรณไม้อื่นๆ กว่าจะผ่านไปผ่านมาได้แต่ละครั้ง

ฉันละแสนจะเบื่อ แต่ก็ไม่มีเส้นทางอื่นให้เลือก


นั่นนะซินะ เมื่อไม่มีเส้นทางอื่นใดให้เลือก ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะเป็นเช่นไร

เราก็ต้องกัดฟันเดินหน้าต่อไปอย่างอดทน ไม่ว่าจะเป็นเขาพับผ้าหรือเขาวงกต

ใครนะช่างเรียก เขาพับผ้า พับไป พับมา ทำเอาฉันคอพับคออ่อนไปเลย


ประถม 4 แล้ว กำลังจะจบชั้นสูงสุดของโรงเรียน

เพื่อนบางคนพูดถึงการเรียนต่อที่โรงเรียนในอำเภอ

บางคนเอาหนังสือภาษาอังกฤษของพี่มาอวดเพื่อนๆ ฉันก็ไปมุงดูกับเขาด้วย

แต่ไม่รู้จักตัวอักษรในนั้นเลยสักตัว เป็นแบบที่เขาเรียกกันว่า เอ บี ซี


ไม่กระดิกหู

ฉันยังเฉยๆอยู่ ไม่รู้และไม่ได้คิดว่าใครจะจัดการกับชีวิตของฉันอย่างไร

ก็ยังคิดไม่เป็น


จนกระทั่งสอบไล่เสร็จ ปิดเทอม พ่อก็พาพี่น้ำอ้อยมาเยี่ยมบ้านเหมือนทุกปี

หลังจากปล่อยให้พี่น้ำอ้อยได้แวะเยี่ยมญาติๆ และได้อยู่กับตายายสักพัก

(และคงหลังจากที่พ่อได้แวะลิ้มชิมรสน้ำตาลเมากับน้าตุด

จนบางครั้งก็มาไม่ถึงบ้านตายาย สักพักด้วย)

พ่อก็ชวนฉันไปเที่ยวบ้านพ่อที่ต่างจังหวัด บอกว่าเราจะนั่งรถไฟไป

ใกล้เปิดเทอมแล้วพ่อจะมาส่ง


เท่านั้นแหละฉันก็ตื่นเต้นตาโตที่จะได้นั่งรถไฟไปเที่ยวไกลๆ

เพราะฉะนั้นจะช้าอยู่ใย รีบเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋ากันเถอะ


การเดินทางของเมล็ดข้าวมีเวลาค่อนข้างแน่นอนในการกลับเรือนแต่ละครั้งด้วยกลไกทางธรรมชาติ

แต่การเดินทางของหนูอ้นยังไม่รู้เลยว่าจะใช้เวลาเท่าไรในการกลับบ้านแต่ละคราว

หนึ่งปีครั้ง สามปีครั้ง สิบปีครั้ง ด้วยกฎเกณฑ์ของใครหรืออะไรก็ไม่รู้


จนเมื่อวันเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายสิบปี ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่า

นอกจากเรื่องของเวลาแล้ว

จริงๆแล้วฉันเป็นคนที่มีบ้านเพื่อให้กลับไปหาเหมือนคนอื่นๆเขาหรือเปล่า?





 

Create Date : 15 มกราคม 2551    
Last Update : 15 มกราคม 2551 19:06:28 น.
Counter : 390 Pageviews.  

บทที่ 8 "ผีพราย ต้นไม้ และมีดปาดตาล"

เขียนไปเขียนมาจนจะกลายเป็นวรรณกรรมเยาวชนไปแล้ว


คุณมีภาพนางเอก เอ๊ย... หนูอ้นไว้ในใจบ้างหรือยัง

ถ้านึกไม่ออกว่ารูปร่างหน้าตาผิวพรรณเป็นอย่างไร

ก็ให้คอยดูข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนระดับประถมในชนบท แบบโรงเรียนวัดไทย

มองหาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ดำๆ หน้าง้ำ ผมหยิก

ในชุดกระโปรงน้ำเงินเสื้อขาวรองเท้าไม่ใส่นั่นแหละฉันละ


ถ้าอยู่บ้านก็ใส่กางเกงขาสั้นก่อนจะนุ่งผ้าถุงผืนเล็กๆทับอีกที

แต่ส่วนใหญ่จะเอาคล้องคอ

จะนุ่งก็ต่อเมื่อต้องการทำชายพกไว้ตุนเสบียงเอาไปกินบนต้นไม้

หรือเก็บผลไม้พวกกินเล่น เช่น ลูกนมแมว ตะขบ ลูกหว้า กลับมาบ้าน

หรือใส่เม็ดมะขามสำหรับเล่นอีตัก

เสื้อก็เป็นเสื้อฮาวายตัวเล็กๆสมัยนั้นฉันยังไม่มีเสื้อยืดใส่เลยสักตัว


เช้านี้จะชวนไปเที่ยวสวนผลไม้ของตาที่อยู่ข้างๆทอม

ซึ่งอยู่ห่างบ้านไปประมาณครึ่งกิโลเมตร


ทอมเป็นภาษาถิ่นแถวบ้านฉัน หมายถึง บึงน้ำ

ทอมที่ว่านี้เป็นที่มาของตำบลแม่ทอม


ทอมที่อยู่ข้างสวนเป็นบึงขนาดเล็ก แคบและยาว สองฝั่งมีต้นสาคูขึ้นรกครึ้ม

ริมฝั่งและกลางบึงมีบัวหลวงชูดอกสีชมพูบานสะพรั่ง




วันนี้ตาจะไปดูต้นไม้และดายหญ้า ฉันเลยถือโอกาสหยิบเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เก็บไว้หลังจากกินเนื้อมันไปแล้วใส่ชายพกไปด้วย

เผื่อจะมีที่ว่างๆให้ปลูก


ฉันชอบต้นไม้และดอกไม้ทุกชนิดแต่ปลูกไม่เป็น แถมยังโง่แล้วอวดฉลาดอีกด้วย

ครั้งหนึ่งเห็นดอกสร้อยทองที่บ้านเพื่อนสวยดี เพื่อนแบ่งต้นอ่อนมาให้หลายต้น

พอกลับมาบ้านก็มองหาที่ปลูก เกิดความคิดว่าปลูกที่ใต้ชายคาน่าจะดี

เพราะเวลาฝนตกเห็นน้ำไหลลงจากหลังคาเป็นสาย จะได้ไม่ต้องรดน้ำ

แหม...ฉลาดจริงนะ คิดได้ไง กำลังขุดหลุมอยู่ ตาก็มาเห็นเข้าพอดี

ตาบอกว่าปลูกใต้ชายคาไม่ดีหรอก เพราะต้นไม้จะโดนน้ำฝนแรงเกินไป

ต้นมันจะช้ำและตาย


คราวนี้ฉันไม่เชื่อ เพราะคิดว่าความคิดตัวเองถูก

ตาเลยปล่อยให้ปลูกไปตามสบาย คืนนั้นฝนตกลงมา

พอรุ่งเช้าต้นสร้อยทองก็คอหักช้ำในตายเรียบ

ฉันเลยจ๋อยไปและนึกสงสารต้นไม้ที่ต้องมาตายเพราะความดันทุรัง


ใครๆก็ว่าฉันดื้อ ฉันคงเป็นเด็กนิสัยแมวๆกระมัง

เพราะแมวส่วนใหญ่มีนิสัยค่อนข้างดื้อ เป็นตัวของตัวเอง รักอิสระเสรี ฝึกยาก

แมวบางตัวอาจไม่เป็น แต่แมวตัวล่าสุดของฉันมันเป็นแมวแนวนี้แหละ

เวลาเรียกไม่เห็นจะเหมือนบทดอกสร้อยที่ว่า


“ร้องเรียกเหมียวๆ เดี๋ยวก็มา เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู”


ของฉัน พอเรียกมันจะชายตามองมาแล้วก็เมิน

เผลอๆก็เชิดใส่แล้วเดินนวยนาดหนีไปซะงั้น

ไปนั่งกินลมชมวิวบนกำแพงหน้าตาเฉย

หรือไม่ก็ไปเดินดูมดที่ตั้งขบวนเดินกันเป็นแถวว่ามันจะไปไหนกัน

อยากรู้อยากเห็นเป็นที่สุด


แต่พอไม่ได้เรียกก็มานั่งเฝ้า ไม่ว่าฉันจะซักผ้า รีดผ้า ล้างจาน

แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ไปนั่งรอ เดินไปทางไหนก็เดินตาม

มันเป็นพวกเวลาใช้ไม่ยอมทำ แต่ชอบทำไอ้ที่ไม่ได้ใช้


ไม่น่ารักเหมือนน้องหมา ฉลาดและแสนรู้ สอนอะไรฝึกอะไรก็เชื่อฟังและทำได้

ขอมือก็ให้ ให้หมอบให้นั่งรอ ให้เดิน 2 ขา

ช่างประจบทำตัวน่าเอ็นดูให้เจ้าของรัก


แต่ถึงแม้น้องหมาจะน่ารัก ฉันก็ชอบน้องแมวมากกว่า ชอบตรงท่าทางเชิดๆ

ไม่ค่อยจะแยแสหรือประจบประแจงเอาใจใครนั่นแหละ

เพราะดูแล้วมันกวนประสาทและชวนให้หมั่นใส้แถมขำดี



ต้นไม้ในสวนมีหลายอย่างเช่น ทุเรียน ขนุน จำปาดะ มะพร้าว เงาะโรงเรียน

ปลูกปนๆกันไป ตาบอกว่าปลูกเอาไว้กินเองและแบ่งคนอื่นๆบ้าง


ตาเล่าว่า เมื่อก่อนสวนนี้เคยปลูกส้มหัวจุกอย่างเดียว

ส้มหัวจุกเป็นส้มเปลือกหนากว่าส้มเช้ง ตรงขั้วผลจะนูนสูงขึ้นมาเป็นรูปจุก

เนื้อข้างในมีสีเหลืองนวลๆ รสหวานอมเปรี้ยว


ตากับยายเก็บส้มหัวจุกได้ครั้งละหลายเข่ง ขนใส่เรือยนต์ไปขายที่ตัวอำเภอ

ขายอยู่หลายปีและเก็บเงินได้เป็นหมื่น ฉันฟังแล้วร้อง อู้ฮู..... เยอะจัง

แล้วทำไมตาไม่ทำต่อ


ตาบอกว่า ส้มมันก็มีอายุของมันเหมือนกัน พอต้นแก่มากจนให้ผลน้อยลงๆ

ตาเลยขุดทั้งหมดแล้วปลูกต้นไม้พวกที่ฉันเห็นอยู่นี่

ตาว่าไม่รู้จะหาเงินเยอะๆไปทำไม แค่นี้ก็พอกินพอใช้แล้ว


มีที่ว่างๆอยู่ตรงท้ายสวน ตาขุดหลุมเล็กๆให้ฉันหย่อนเมล็ดมะม่วงหิมพานต์

เอ้อ.. ไม่ใช่ซิ ฉันเล่าผิด จริงๆแล้วส่วนที่เป็นเปลือกแข็งสีเทาเข้ม

รูปร่างคล้ายไต และมีเมล็ดอยู่ข้างใน คั่วให้สุกแล้วกินได้ มีรสมัน อร่อยดีนั้นก็คือ

ผล ส่วนที่เป็นเนื้ออวบน้ำลักษณะคล้ายชมพู่ ที่แท้คือ ก้านผล

คนมักเข้าใจว่าก้านผลก็คือผล ส่วนผลคือเมล็ด


อย่างนี้แหละ บางครั้งสิ่งที่ใช่ อาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นหรือคิดเอาเอง


ตาขุดหลุมเล็กๆให้ฉันหย่อนผลและเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ลงไปก่อนกลบดินทับบางๆ

2-3 หลุม ห่างกันพอประมาณว่าเมื่อโตแล้วมันจะไม่เบียดกันมากเกินไป

ตักน้ำในสระน้ำที่ตาขุดไว้ขึ้นมารดให้ชุ่มฉ่ำ เป็นอันเสร็จพิธี

หลังจากนั้นก็ฝากเทวดาเลี้ยง


ฉันไปเล่นใกล้ๆต้นไม้ที่ตากำลังถางหญ้าและพรวนดิน

หอมไอดินและกลิ่นหญ้าที่โดนคมจอบของตา

คงเดาออกว่าฉันต้องชอบกลิ่นพวกนี้อีกตามเคย

และทุกครั้งที่ได้กลิ่นนี้ก็จะคิดถึงตาทุกทีไป


เคยนั่งรถเมล์ไปติดแหง็กอยู่บนถนนสายหนึ่ง

บนเกาะกลางถนนมีต้นไม้ขนาดเล็กปลูกเป็นแถวยาว

เจ้าหน้าที่ผู้หญิงในชุดเสื้อและกางเกงขายาวสีเขียวเข้มนับสิบคน

กำลังใช้กรรไกรอันใหญ่ตัดแต่งลิดเล็มทรงพุ่มให้เป็นเสมือนกำแพงสีเขียวเตี้ยๆ


กลิ่นใบไม้สดอาจทำให้บางคนรู้สึกเหม็นเขียว แต่สำหรับฉันรู้สึกดีเหลือเกิน

เหมือนกับได้ใกล้ชิดวัยเด็กอีกครั้ง

ฉันเคยใช้ชีวิตอิงกับธรรมชาติในชนบทมาก่อน

พอได้สัมผัสแม้จะเล็กน้อยสักเพียงใดก็หวนระลึก


การไปนอนกลิ้งเล่นบนพื้นหญ้าใต้ต้นไม้โดยไม่มีเสื่อหรือผ้าปูรองไม่ได้สบายอย่างที่คิด

ตอนนั้นฉันกำลังคันยิบๆไปทั้งตัว


ก็ธรรมชาติบางครั้งไม่ได้หมายถึงความสวยงามน่ารื่นรมย์เหมือนภาพที่เราเห็น

บางครั้งธรรมชาติคือภาพลวงตา

สนามหญ้าเขียวขจีดูไกลๆเหมือนพรมหนานุ่มเท้าผืนใหญ่น่าไปนั่งไปนอนเล่น

พอไปเข้าจริงๆอาจคันและระคายผิวเพราะใบหญ้า

มดตัวเล็กๆและน่ารำคาญด้วยแมลงบางอย่างมาไต่ตอม


ความงามที่สวยสงบแกมเหงาของเมืองหนาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน

ร่องริ้วรอยคลื่นสีน้ำตาลทองของดินแดนทะเลทรายอันร้อยระอุในยามเย็น

ความชุ่มฉ่ำสดชื่นของสายฝนที่โปรยปรายหรือกระหน่ำอย่างหนักหน่วงเป็นความที่บางครั้งอาจทำร้ายเราได้ถึงชีวิต


ก็ธรรมชาติหมายถึง สิ่งที่เกิด มี และเป็นอยู่ตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ

เป็นไปเองโดยมิได้ปรุงแต่ง


สภาพตามธรรมชาติจริงๆ ไม่อาจเป็นไปอย่างที่ใจเราคิดและคาดหวัง

หลายคนไม่อาจอยู่กับความเงียบ สงบ สงัด ปราศจากแสง สี เสียง

ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ได้

มนุษย์ส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งแล้วเพื่ออำนวนความสะดวกสบาย

ใครๆก็อยากอยู่บ้านมากกว่าอยู่ถ้ำ

ขับถ่ายในส้วมดีกว่านั่งหลบอยู่ตามชายทุ่งหรือพุ่มไม้

ขับรถบนถนนคอนกรีตสบายกว่าโขยกเขยกบนทางเกวียน



เดินไปหาน้ำล้างตัวที่ทอมโดยผ่านสวนยายไหมซึ่งเป็นน้องสาวของตาไปประมาณ

5 เมตร ตรงนั้นเขาตัดกอสาคูออกเพื่อทำเป็นท่าน้ำ มีเรือลำเล็กๆจอดอยู่หนึ่งลำ

บรรยากาศเงียบสงบและวังเวง ได้ยินเพียงเสียงนกกาเหว่าร้อง กาเว่า...กาเว่า

ดังมาไกลๆ


น้ำในทอมใสและเย็นมาก

ฉันเดินลงไปลึกประมาณหัวเข่าเพื่อวักน้ำขึ้นมาล้างแขนล้างขา

ได้กลิ่นใบไม้ที่เน่าเปื่อยอยู่ในน้ำผสมกับกลิ่นดินโคลนที่ฉันเพิ่งจะเดินย่ำผ่าน

มีลูกปลาตัวเล็กๆแหวกว่ายไปมา ฉันใช้อุ้งมือพยายามไล่ช้อนมันขึ้นมาดู

แต่ไม่ได้สักตัว ไกลออกไปไม่กี่เมตรมีดอกบัวหลวงหลายสิบดอกชูช่ออยู่

น่าจะลองไปดูใกล้ๆ เดินออกไปจนตกพรวดลงในหลุมโคลนลึกเกือบถึงเอว

ฉันตกใจและรีบลุยน้ำกลับขึ้นมาบนฝั่งทันที


มายืนตัวสั่นขนลุกเกรียว ไม่ใช่เพราะความหนาวหรือตกใจ

แต่เพราะนึกขึ้นมาได้ถึงคำบอกเล่าเรื่องผีพรายที่สิงอยู่ในทอม

คนแก่หลายคนเคยเล่าเรื่องนี้ให้เด็กในหมู่บ้านฟังอยู่เสมอว่า

มีผีพรายผู้หญิงตัวเขียว ผมยาว แขนยาว เล็บยาว ตัวลื่นๆเป็นเมือก

คอยดึงขาเด็กที่ลงไปเล่นน้ำแล้วลากลงไปใต้น้ำไม่ยอมปล่อย

ทำให้เด็กจมน้ำตาย


เมื่อตาเห็นฉันวิ่งเสื้อผ้าเปียกกลับมาจีงถามดู และฉันก็เล่าให้ฟัง

ฉันว่าตาคงจะตาใจ เพราะถ้าฉันเป็นอะไรไปตาต้องเสียใจมาก

และยายก็ต้องเล่นงานตาอ่วมแน่เลย


ตาไม่ได้ว่าอะไร ยกจอบขึ้นพาดบ่า ชวนฉันเดินไปด้วยกันที่ท่าน้ำ

วางจอบลงแล้วแก้เชือกเรือที่ผูกไว้กับก้านต้นสาคู

เรียกฉันลงไปนั่งด้วยกันในเรือแล้วพายออกไป

พอพ้นแนวต้นสาคูที่รกครึ้มก็ถึงบริเวณดงดอกบัวที่สว่างไสวและสดใสด้วยแสงแดดอ่อนๆยามสาย


“แล้วจะปลูกต้นสาคูไว้ทำไมให้รก” ฉันไม่ว่ายบ่น ตาเลยบอกว่า


“แล้วไม่เห็นรึไง เวลาที่คนเขามาตัดไม้ไปเย็บเป็นจากมุงหลังคา”



เออ..... จริงแฮะ เมื่อโตขึ้น

ดูสารคดีในโทรทัศน์ก็รู้อีกอย่างหนึ่งว่านอกจากใช้ใบมุงหลังคาได้แบบใบจากแล้ว

เขายังใช้ใส้ในของลำต้นแก่เอามาทำแป้งสาคูไว้ทำอาหารได้


ตาพายเรือเข้าไปใกล้กอบัว ฉันดึงดอกนี้ดอกนั้นมาดม.... ช่างหอมชื่นใจจริงๆ

และเพิ่งรู้ว่าก้านดอกแข็งๆนั้นมีหนามเล็กๆด้วย


ตาวักน้ำ 2-3 หยดใส่ในใบบัวแล้วให้ฉันจับขอบใบขยับไปมาเลยได้เห็นว่า

หยดน้ำกลมกลิ้งบนใบบัว กลิ้งเล่นไปทั่วและใบบัวไม่เปียกเลย แปลกดี


ตาเก็บฝักบัวให้ฉันแกะเม็ดบัวมันๆ เคี้ยวเล่นและเอากลับบ้านอีกหลายฝัก

และบอกว่าทีหลังอย่ามาที่นี่คนเดียว ถ้าจะมาให้ชวนตามาด้วย

ตาพายเรือมาที่เดิมแล้วชวนฉันกลับบ้าน คราวนี้เราไม่ได้กลับทางเก่า

แต่อ้อมออกไปทางชายทุ่งเพื่อไปดูต้นข้าวที่ปักดำไว้

ตาบอกว่าต้นข้าวกำลังตั้งท้อง


“ข้าวมันจะออกลูกแล้วเหรอตา” ฉันถามอย่างตื่นเต้น


ตาหัวเราะ


“ข้าวที่ไหนมันจะออกลูกเล่าหนูอ้น

ข้าวมันก็ออกเป็นรวงที่มีเมล็ดเหมือนที่อยู่ในเรือนข้าวไง”


หนูอ้นรู้หรอกน่า แหม... แกล้งทำตลกล้อเล่นหน่อยเดียว



ตาชี้ให้ดูตรงกลางลำต้นค่อนมาทางยอดของต้นข้าวที่อวบนูนขึ้นมา

บอกว่าอีกไม่นานมันจะชูช่อออกรวง และเมล็ดลีบเล็กจะค่อยๆโต

น้ำในเมล็ดข้าวสีเขียวจะเป็นน้ำนมข้าวสีขาวข้นรสมันและหวานปะแล่มๆ


“แล้วอย่าแอบมากินเล่นล่ะ

ปล่อยให้โตเป็นข้าวเปลือกแล้วไปสีเป็นข้าวสารให้หนูอ้นหุงให้ตากิน”


ถึงตาไม่บอกฉันก็คงไม่มาแอบกิน

กว่าจะได้สักหยดคงขบเม็ดข้าวกันเมื่อยฟันและแสบลิ้นแสบปากเสียเปล่าๆ


ฉันปล่อยให้ตาเดินแบกจอบเข้ารั้วสวนหลังบ้านไปก่อน

ตัวเองยังเถลไถลดูดอกหญ้าและไม้น้ำต้นเล็กๆตามขอบคันนาที่ออกดอกสีขาว

สีม่วง สีเหลือง สีชมพู ดอกเล็กกระจิ๋วน่ารัก

สักพักก็หอบฝักบัวเดินตามตาผ่านสวนฝรั่งเพื่อไปกินข้าวเช้าที่ยายเตรียมไว้รอท่า


สวนหลังบ้านตาปลูกฝรั่งไว้หลายสิบต้น

มีพันธุ์พื้นเมืองต้นสูงผลเล็กไส้ในสีขาวและพันธุ์ไส้สีชมพูเข้มมีกลิ่นหอมที่เรียกว่า

ฝรั่งขี้นก และอีกพันธุ์หนึ่งที่ฉันไม่รู้จักชื่อ ต้นเตี้ยผลกลม ผิวขรุขระ

เนื้อหวานกรอบอร่อยมาก

ฉันชอบเอาเกลือเม็ดห่อกระดาษสมุดใส่ชายพกปีนขึ้นไปกินกับฝรั่งบนต้นโดยไม่ต้องเอาลงมาล้างให้เสียเวลา

ตาไม่เคยฉีดยาฆ่าแมลง

ฉันแค่ปัดๆเอามดดำที่ชอบซุกอยู่ตรงซอกใต้ผลออกแล้วก็กัดกร้วม


ข้างบ้านมีกล้วยอยู่หลายกอ

ฉันเคยมองลงมาจากหน้าต่างตอนกลางวันเห็นค้างคาวนอนซุกอยู่ในยอดตอง

อีกฝั่งมีต้นชมพู่ที่มีลูกเล็กๆสีชมพู หน้าบ้านมีชมพู่มะเหมี่ยวลูกสีแดงหม่นหนึ่งต้น

ต้องเอาแหเก่าๆไปคลุมไว้ และทำกระดึงจากปิ๊บสังกะสี

ผูกเชือกโยงมาถึงที่นอนในบ้าน ดึกๆ

ใครรู้สึกตัวก็กระตุกเชือกเสียทีเพื่อให้มีเสียงดังไล่ค้างคาว

ถ้าไม่ทำแบบนี้คนก็อดกิน


หน้าบ้านยังมีเงาะพันธุ์พื้นเมืองต้นสูงอีกหลายสิบต้น ตาปลูกไว้กว่าสิบปีแล้ว

แต่ยังเก็บเอาไว้ทั้งๆที่ลูกเงาะพวกนี้เก็บยากเพราะต้นสูงมาก

รสก็ไม่หวานอร่อยเหมือนเงาะโรงเรียน แต่มีเปลือกสีสวยดี

เป็นสีแดงปนส้มหรือส้มปนเหลือง

ตาบอกว่าเก็บต้นเงาะพวกนี้เอาไว้เป็นแนวกันลม


ใกล้ๆบ่อน้ำ มีต้นคล้าซึ่งเป็นไม้ริมน้ำกอใหญ่ต้นสูง 1-2 เมตรขึ้นงอกงาม

ชาวบ้านลอกเปลือกแข็งๆสีเขียวเข้มของต้นคล้ามาทำเป็นเส้น

กว้างสักครึ่งเซนติเมตรสำหรับไว้เย็บจากมุงหลังคา


น้ำดื่มน้ำใช้ของคนที่นี่ใช้ทั้งน้ำบ่อและน้ำฝนที่รองใส่ตุ่ม

แทบทุกบ้านจะขุดบ่อน้ำไว้ บางบ่อน้ำใสแจ๋วดื่มได้เลย

แต่บางบ่อที่ขุดลงไปเจอดินแดงน้ำที่ได้ก็จะแดงไปด้วย

ก่อนจะนำมาดื่มหรือใช้ก็ต้องกรองเสียก่อน


บ่อที่ว่านี้เป็นบ่อน้ำบ้านยายมาน้องสาวคนเล็กของตาซึ่งบ้านอยู่ติดกัน

เขาเอาทรายหยาบ ทรายละเอียด

อิฐหักๆและถ่านไม้ใส่สลับกันเป็นชั้นๆหลายชั้นลงในตุ่มใบเล็กที่เจาะรูใส่ท่อให้น้ำไหลออกตรงใกล้ๆก้นตุ่ม


ฉันชอบไปอาบน้ำที่บ่อนี้มาก

ชอบนั่งดูน้ำใสๆที่ไหลรินออกมาจากท่อด้วยความชอบใจแกมแปลกใจที่น้ำเปลี่ยนสีได้โดยเครื่องกรองน้ำแบบง่ายๆ


วัยเด็กก็คิดได้แค่นั้น แค่เป็นเรื่องสนุกๆ


แต่ตอนนี้กลับคิดฝันไปว่า น่าจะมีใครประดิษฐ์เครื่องกรองใจขึ้นมาบ้าง

กรองใจที่ขุ่นข้นด้วยความโลภ โกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท ลุ่มหลง งมงาย

เห็นแก่ตัว อิจฉาริษยา อารมณ์ร้ายกาจต่างๆนานา


แต่ฟันธงได้เลยว่า ต่อให้ระดมมันสมองของยอดนักประดิษฐ์ทั่วโลกมารวมกัน

ก็ไม่มีทางคิดค้นและผลิตเครื่องกรองใจออกมาได้


ใจใครก็ใจใคร อยากใสสะอาดก็ต้องหมั่นปัดกวาด เช็ดถู

และกลั่นกรองกันเอาเอง



เวลาว่างๆ ฉันจะมาตักน้ำที่ไม่ต้องกรองใส่กระป๋องใบเล็ก

หิ้วไปเทใส่โอ่งสำหรับล้างเท้าก่อนขึ้นบันได

ตอนแรกๆจะมีผู้ใหญ่ช่วยตักน้ำจากบ่อให้

เพราะกลัวฉันจะหัวทิ่มลงบ่อตอนกำลังสาวเชือกดึงถังน้ำขึ้นมา


มีต้นหมากเกือบสิบต้นอยู่รอบๆบ่อน้ำ ตอนเย็นๆ

พวกผู้ใหญ่กลับจากทำงานในนาในสวน ก็มักจะมาอาบน้ำที่บ่อนี้

เพราะรอบบ่อจะเป็นพื้นคอนกรีตทำให้ไม่เฉอะแฉะเหมือนบ่ออื่น

แล้วยังมีบริการขัดถูขี้ไคลให้ด้วย โดยการใช้แผ่นหลังไปถูกับต้นหมาก

แต่ฉันไม่กล้าลองเพราะกลัวแสบ


ต้นหมากมีลำต้นเล็กกว่าต้นมะพร้าวและสูงลิบเลย ผลมีรสฝาด

ใช้เคี้ยวกับปูนแดงและใบพลูที่เรียกกันว่ากินหมาก

เป็นอาหารว่างสำหรับคนสูงอายุสมัยก่อน แต่สมัยนี้ไม่มีคนนิยมกันแล้ว

เพราะกินหมากเป็นประจำทำให้ฟันมีสีดำ และเสี่ยงต่อมะเร็งที่ริมฝีปาก


ฉันชอบดูเวลาผู้ใหญ่ปีนขึ้นไป เขาใช้ผ้าควั่นเป็นเกลียว ทำเป็นวงกลม 2

วงคล้องตรงข้อเท้า มือจับต้นหมาก ใช้เท้าประกบกับลำต้นแล้วก็ไต่เดียะๆขึ้นไป

พอฟันทะลายหมากเสร็จแล้วก็ปีนเดียะๆลงมา ดูง่ายๆน่าสนุก

แต่ก็ไม่เห็นมีเด็กคนไหนคิดปีนต้นหมากเล่น

เพราะมันไม่มีกิ่งก้านให้เกาะเพื่อปีนป่าย

ถ้าจะได้ของเล่นจากต้นหมากก็ต้องรอเวลากาบหมากร่วงลงมา

วิธีเล่นก็ง่ายๆแค่ให้คนหนึ่งนั่งบนกาบหมาก

อีกคนจับตรงทางยาวๆแล้ววิ่งลากไปทั่วลานหน้าบ้าน ผลัดกันนั่งผลัดกันลาก

แค่นี้ก็สนุกมากแล้วสำหรับเด็กบ้านนอก


แต่มีเด็กซนคนหนึ่งคิดอยากลอง รอโอกาสเหมาะๆในวันที่ปลอดคน

มองซ้ายมองขวาไม่มีใครก็จัดแจงถอดผ้าถุงกองไว้ที่โคนต้นหมาก

แขนเล็กๆโอบต้นหมากส่งตัวเองขึ้นไปพร้อมๆกับเท้าทั้งคู่ก็ประกบยันต้นหมากไล่กันไปเรื่อยๆ

ขึ้นไปได้ไม่สูงเท่าไรก็หมดแรง ไม่ง่ายเหมือนที่คิดไว้เลย

อยากจะลงแต่ลงไม่ได้เพราะไม่มีกิ่งก้านให้เกาะเกี่ยว

ได้แต่กอดต้นหมากเป็นจิ้งจกเกาะเสาอยู่อย่างนั้น


ไม่กล้าร้องเรียกให้ใครช่วย เลยตัดสินใจคลายวงแขน

กะว่าจะค่อยๆรูดตัวเองลงมาช้าๆ แต่พอคลายปั๊บมันก็รูดปุ๊บๆลงมาเลย

ผลก็คือกระดุมเสื้อหลุด

หน้าอกและท้องแขนเป็นรอยที่เกิดจากการครูดกับต้นหมาก

ที่ตามมาคือทั้งเจ็บทั้งแสบ

นึกขึ้นได้เวลามีแผลนิดๆหน่อยๆหรือถูกมดกัดยายมักทายาหม่องให้

รีบวิ่งขึ้นไปบนบ้าน หายาหม่องมาทาแล้วก็แทบน้ำตาร่วงเผาะๆ

ไม่บอกก็คงจะรู้ว่าแผลถลอกกับยาหม่องมันทั้งแสบทั้งร้อนแค่ไหน

แต่เจ็บแค่ไหนก็ต้องทนเพราะเราซนเอง และเรื่องนี้ตากับยายไม่รู้


ยังมีเรื่องเจ็บตัวอีก


ในหมู่บ้านมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อ ตุด


ต.เต่า สระอุ ด.เด็ก อ่านว่า ตุด แปลว่า หูด ซึ่งเป็นภาษาถิ่นแถวบ้านฉัน

ฉันเรียกแกว่า น้าตุด


น้าตุดเป็นคนร่างเล็ก ผอมดำ ผมหยิกขอด

มีอาชีพปาดตาลเอามาทำน้ำตาลสดและน้ำตาลเมา

แต่ไม่รู้ว่าแกจะได้ขายบ้างหรือเปล่า

เพราะเห็นเดินสะพายกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำตาลเมาเดินเซไปเซมาอยู่บ่อยๆ


ยายเคยบอกน้าตุดไว้ว่า ถ้ามีลูกตาลอ่อนกำลังกิน ให้ตัดมาขายด้วย

และน้าตุดก็เอามาขายให้อยู่เรื่อย


วันหนึ่งฉันเห็นน้าตุดนอนหลับอยู่ใต้ถุนบ้าน

ข้างๆตัวมีมีดปาดตาลและทะลายลูกตาลวางอยู่

แกคงเอาลูกตาลมาส่งยายและคงง่วง (เมา) จนเผลอหลับไป


รอตั้งนานยายไม่มาสักที อยากกินแล้ว น้าตุดก็หลับ ตาก็ไม่รู้ไปไหน

งั้นเฉาะลูกตาลกินเองก็ได้


ว่าแล้วก็หยิบมีดปาดตาลออกจากฝัก

มีดปาดตาลเป็นมีดที่ทำจากเหล็กกล้าเนื้อดีมีน้ำหนัก

ปลายโค้งแหลมและคมกริบ ฉันจำไม่ได้แล้วว่าทำอีท่าไหน

จู่ๆมีดก็หล่นปั้กลงมาจนปลายมีดเจาะฉึกลงไปที่ข้อเท้าซ้ายด้านใน

โชคดีโดนส่วนที่เป็นกระดูก ไม่งั้นแผลจะต้องลึกและใหญ่แน่ แต่แค่นี้ก็ได้เลือด


ฉันรีบเก็บมีดแล้ววิ่งไปที่บ่อน้ำ ตักน้ำราดแผลเพื่อล้างเลือดก่อนจะมีใครมาเห็น

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าคมมีดโดนเส้นเลือดใหญ่แทนกระดูก

ตอนนั้นฉันจะเป็นอย่างไร

แต่ที่รู้ๆแผลจากวันนั้นยังเป็นรอยแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้

และตากับยายก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน


โชคดีแค่ไหนแล้วที่มีดปาดตาลไม่หล่นลงไปปาดคอน้าตุด

ไม่กล้าคิดเลยว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้น


หลังจากนั้นฉันก็เริ่มเพลาการเล่นซนลง เพราะเริ่มรู้สึกกลัวๆ

ประกอบกับมีเด็กผู้ชายในหมู่บ้านออกไปพายเรือในทอมแล้วตกลงไปในน้ำ

ฉันเห็นตอนเขางมเด็กคนนั้นขึ้นมา เขาพยายามหาวิธีช่วยกันหลายอย่าง

เอาเด็กพาดบ่าพาวิ่งสลับกับจับเด็กนอนคว่ำบนครกตำข้าวใบใหญ่ที่วางตะแคง

ฉันเห็นน้ำไหลออกมาจากจมูกเด็กคนนั้น สักพักเขาก็พูดกันว่าเด็กตายแล้ว


แล้วฉันก็ไม่ไปเล่นแถวท่าน้ำทอมคนเดียวอีกเลย




 

Create Date : 15 มกราคม 2551    
Last Update : 15 มกราคม 2551 18:51:18 น.
Counter : 241 Pageviews.  

บทที่ 7 "เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน"

เช้าแล้ว ไปโรงเรียนกันเถอะ


ใช่ว่าฉันจะไปโรงเรียนแต่โดยดีทุกวันหรอก

บางวันก็ออกอาการโยเยและเบี้ยวเสียดื้อๆ

อ้างว่าปวดหัวตัวร้อนปวดท้องไปตามเรื่อง

พอสายๆคะเนว่าโรงเรียนเข้าแล้วก็หายป่วย


แม้แต่ไปถึงโรงเรียนแล้ว ถ้าวันนั้นเป็นวันนัดก็มักไปนั่งเฝ้ายายขายของ

ออกอาการอิดออดไม่ยอมเข้าโรงเรียน

เว้นเสียแต่ว่าเพื่อนๆชวนไปเล่นกันก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติก็แล้วไป

แต่ถ้าเกิดยายเอาขนมไปให้ละเป็นได้เรื่อง

ฉันจะร้องไห้ตามยายกลับบ้านเสียทุกครั้ง คุณครูก็ห้ามไม่อยู่

จนตอนหลังคุณครูต้องบอกยายว่า ถ้าฉันเข้าโรงเรียนไปแล้ว

ยายไม่ต้องเอาของมาให้อีก


ไม่ใช่ว่าไม่อยากเรียนหนังสือ เพียงแต่บางครั้งฉันรู้สึกคิดถึงยาย

คิดถึงบ้านจนไม่อยากไปไหน



เดินไปหรือเดินกลับก็สำรวจข้างทางเหมือนเคย ทั้งๆที่เดินมาเป็นปีแล้ว

คราวนี้เห็นต้นไม้ชนิดหนึ่งมีดอกสีขาว เล็กๆ กลมๆ ดอกเป็นช่อยาวๆน่ารักดี

เดินไปดูใกล้ๆได้กลิ่นหอมด้วย ฉันดึงมันลงมาดม เพื่อนที่เดินมาด้วยกันรีบห้าม


“หนูอ้น อย่าไปเด็ดมันลงมานะ”


“อ้าว..... ทำไมเด็ดไม่ได้ล่ะ ?”


“แม่บอกว่าถ้าใครเด็ดดอกปด ถ้าควายเห็นนะ มันจะไล่ขวิด”


“เฮ้ย..... ควายมันไล่ขวิดคนใส่เสื้อแดงไม่ใช่เหรอ”


“เออ นั่นแหละ มันไล่ขวิดคนเด็ดดอกปดด้วย”


ความรู้ใหม่ ทั้งที่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ฉันยังไม่เคยเห็นควายสักตัว เห็นแต่วัวอยู่เต็มทุ่ง

แต่ใครล่ะจะกล้าเสี่ยง

นับว่าเป็นความฉลาดของผู้ใหญ่อีกแล้วในการอนุรักษ์ธรรมชาติไม่ให้เด็กมือบอนมาเด็ดดอกไม้เล่นอย่างแยบยล


ดอกปดที่คนแถวนี้เรียกกันคือ ดอกรสสุคนธ์ ซึ่งเป็นไม้เถาชนิดหนึ่ง


เรื่องที่บอกต่อๆกันมาว่าควายชอบไล่ขวิดคนใส่เสื้อแดง

จริงหรือไม่ก็ไม่เคยใส่เสื้อแดงไปเดินกลางทุ่งเพื่อพิสูจน์สักที

แต่เห็นว่าดูท่าคนจะใส่ร้ายควายเสียมากกว่า

ดูๆไปแล้วควายออกจะเป็นสัตว์เชื่องๆ ใจเย็น น่ารัก

ไม่น่าจะหงุดหงิดขี้โมโหเหมือนเด็กนิสัยเสียบางคน


เจ้าเด็กที่ว่านี้จะเป็นใครเสียอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ฉัน


ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันยังเป็นเด็กหงุดหงิดและโมโหง่ายอยู่อีก

ทั้งๆที่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมีใครแหย่เล่นอีกแล้ว นอกจากจะถามนั่นถามน

ี่ แต่ที่ถามนั่นถามนี่นั่นแหละที่ทำให้รำคาญและหงุดหงิดขึ้นมา ก็เล่นถามถึงแม่

พ่อ และพี่น้ำอ้อย ฉันขี้เกียจตอบ เพราะไม่รู้จะตอบยังไง


อย่าว่าแต่คำถามยากๆอย่างนั้นเลย แม้แต่คำถามทักทายธรรมดา ไปไหน

ทำอะไร กินข้าวหรือยัง ฉันก็พาลหงุดหงิดไปเสียหมด

ไม่รู้จะถามไปทำไมนักหนา


จนเติบใหญ่จึงได้รู้ว่า แค่ผู้ใหญ่เขาเอ็นดูและอยากชวนพูดชวนคุย

เพราะเห็นฉันเป็นเด็กช่างพูด ชอบอ่านหนังสือเสียงดังแจ้วๆ

ชอบพูดตลกๆให้คนขำ ใครจะนึกว่า คนตลกๆอย่างนี้

ทำไมถึงได้หงุดหงิดโมโหง่ายจัง


อ้าว... ใครมันจะดีพร้อมไปเสียทุกเรื่องล่ะ (หงุดหงิดอีกแล้วซิ?)


ตอนนั้นฉันเลยมีฉายาว่า “หนูอ้นขี้ด่า”


แต่มีผู้ใหญ่คนนึงที่ฉันไม่เคยแผลงฤทธิ์ใส่ คนนี้ไม่ใช่ญาติ แต่มีบ้านอยู่ใกล้ๆกัน

ใครๆเรียกว่าสาวพูน ทั้งๆที่แกก็ไม่ใช่สาวแล้ว ฉันเรียกแกว่าป้า


ป้าพูนเป็นคนผิวดำคล้ำ รูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางแข็งแรงดูทะมัดทะแมง

ซึ่งก็เหมาะสมดี เพราะป้าพูนเป็นคนที่ทำงานหนักมาก

ฉันไม่เคยเห็นป้าแกอยู่เฉยๆ นั่งพักนั่งคุยกับคนอื่น นอกจากทำนาทำสวนแล้ว

ป้าพูนยังใช้เวลาว่างทำขนมทองม้วนบรรจุปี๊บขาย เย็บจากมุงหลังคา

เลี้ยงเป็ดด้วย

ฉันชอบไปยืนดูเวลาแกหั่นหยวกกล้วยด้วยมีดอันยาวคมกริบจนเป็นแว่นบางๆ

เพื่อเอาไปต้มผสมกับปลายข้าวให้เป็ดกิน


ป้าพูนต้องทำงานหนักเพราะมีลูกหลายคน และต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง

เพราะสามีเสียชิวิตไปแล้ว


ลูกสาวคนหนึ่งของป้าพูนชื่ออุทัย เธอเป็นเพื่อนเล่นและเพื่อนร่วมโรงเรียนกับฉัน

อุทัยเล่นหมากเก็บเก่งมาก เล่นกันทีไรฉันแพ้ทุกที

แต่ฉันก็ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร เพราะฉันแค่เล่นไปงั้นๆ พอเพลินๆ

ฉันไม่ชอบการแข่งขันเพื่อเอาชนะ ฉันว่ามันไม่สนุก


เวลาเจอกันป้าพูนจะยิ้มและทักทาย แปลกที่ฉันไม่รู้สึกหงุดหงิดเหมือนบางคน

ไม่รู้ว่าเพราะรอยยิ้มซื่อๆ หรือเพราะรู้สึกสงสารที่เห็นป้าพูนทำงานหนัก

หรือเพราะป้าพูนเป็นแม่ของอุทัยเพื่อนฉัน

หรือเพราะไม่ใช่ญาติฉันเลยไม่กล้าแผลงฤทธิ์ใส่


อุทัยเป็นเด็กดีและขยัน

ช่วยแม่ทำงานแทบทุกอย่างที่ทำได้ทั้งๆที่บางครั้งป้าพูนก็ดุด่าลูกเสียงดังปานฟ้าผ่า

ฉันก็ไม่เห็นว่าอุทัยจะหงุดหงิดหรือเสียใจอะไร

นอกจากก้มหน้าก้มตาทำงานตามที่แม่สั่ง


ผิดกับฉันที่ยายเลี้ยงอย่างทนุถนอมเหมือนใข่ในหิน ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม

ตากแดดนิดตากฝนหน่อยก็รีบเรียกให้เข้าที่ร่ม ไปซนที่ไหนไกลหูไกลตา

ถ้ารู้ก็รีบตามกลับบ้าน


โรงเรียนพาไปดูการแข่งขันกีฬาก็ไปตามรับตัวกลับ เวลานั่งเรือ

ถ้ามีผู้โดยสารเต็มแล้ว บางครั้งมีคนกวักมือเรียกตามท่าน้ำเพื่อจะโดยสารไปด้วย

ซึ่งก็ยังพอจะไปได้ ยายจะบอกนายท้ายว่า


“ไม่ต้องแวะรับ ให้เขารอไปลำอื่น ฉันไม่อยากให้เรือเพียบ

ค่าโดยสารของคนนี้เดี๋ยวฉันจ่ายเอง”


กิตติศัพท์ความรักหลานห่วงหลานของยายเป็นที่ระบือในย่านนั้น


ยายไม่ค่อยยอมให้ฉันได้ทำอะไรๆบ้างเลย พอฉันจะล้างจาน ตักน้ำ ซักผ้า

หาฟืน หรือแม้แต่ช่วยหิ้วของ ยายมักจะร้องห้ามตลอด

อ้างว่าเป็นห่วงและกลัวฉันเหนื่อย ซึ่งเป็นเหตุให้ฉันเถียงยายอยู่เสมอ


ยายยิ่งห้ามฉันก็ยิ่งทำ เพราะงานบ้านของเด็กบ้านนอกเป็นแบบได้ทำไปเล่นไป

แต่บางอย่างทำเพราะสงสารและอยากช่วย ฉันซักเสื้อผ้าเองตอนอยู่ชั้นประถม 3

อายุประมาณ 8-9 ขวบ ปักอักษรย่อที่เสื้อนักเรียนตอนประถม 4

พร้อมกับหัดก่อไฟหุงข้าวให้ตากินได้เวลาที่ยายไม่อยู่

โดยมีตาเป็นคนสอนและฉันมักจะเชื่อฟังตามากกว่า

เพราะตาฟังเหตุผลและยอมให้ฉันได้ลองทำอะไรๆโดยที่ตาคอยดูอยู่ใกล้ๆ


ตาสอนให้เอากิ่งไม้เล็กๆวางซ้อนกันหลวมๆ มีก้อนขี้ไต้อยู่ข้างล่าง

จุดไม้ขีดไฟจ่อขี้ไต้ จากนั้นไฟจะลุกติดกิ่งไม้

แล้วค่อยๆวางฟืนดุ้นใหญ่ซ้อนเฉียงกันสัก 4-5 ดุ้น พอไฟลุกดีแล้วก็หุงข้าวได้


ฉันไม่กล้าจุดไม้ขีดเพราะก้านมันสั้น กลัวว่าไฟจะโดนนิ้ว

ตาเลยมัดก้านไม้ขีดกับกิ่งไม้เล็กๆเพื่อเพิ่มความยาว

ลองไม่กี่ครั้งฉันก็จุดไม้ขีดเองได้


ซาวข้าวเสร็จ ใส่น้ำให้สูงกว่าเมล็ดข้าวสักองคุลี คือหนึ่งข้อนิ้วมือ

ตาว่าใส่น้ำขนาดนี้กำลังดีจะได้ไม่ต้องรินน้ำข้าว

พอข้าวเริ่มเดือดก็ใช้ทัพพีคนสักหน่อย

แง้มฝาหม้อไว้เพื่อไม่ให้น้ำข้าวล้นหม้อขึ้นมาหกเลอะเทอะ

พอน้ำแห้งก็ราไฟให้อ่อนลงเพื่อดงข้าว การดงข้าวคือ การทำให้ข้าวระอุ

ไม่นานข้าวก็สุกดีทั่วหม้อ


ที่เขียนเล่ามานี้ พยายามเค้นมาจากความทรงจำ 40 ปี

ผิดถูกอย่างไรขออภัยด้วย

จะถามก็ไม่รู้จะถามใครในยุคที่หุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่แสนสะดวกสบาย


แต่ข้าวสุกของฉันบางครั้งก็ไม่ค่อยปกติสุข

ฉันไม่รู้ว่าข้าวสารในโอ่งเล็กที่เอามาหุงนั้นเป็นข้าวใหม่หรือข้าวเก่า

ไม่รู้ว่าถ้าข้าวใหม่ต้องลดน้ำลงอีกหน่อย เพราะข้าวใหม่มีความชื้นสูง

ถ้าใส่น้ำเท่าเดิม ข้าวจะแฉะ ถ้าเป็นข้าวเก่าค้างปีก็ต้องเพิ่มน้ำ

ไม่อย่างนั้นข้าวจะแข็ง ตาคงลืมนึกถึงข้อนี้จึงไม่ได้บอก


ดังนั้นบางครั้งข้าวก็แฉะไป บางครั้งก็แข็งเป๊กจนถึงดิบ

บางครั้งก็ไหม้เพราะลืมราไฟ บางครั้งก็รวมทุกอย่าง

เพราะพอรู้ว่าข้าวดิบก็เติมน้ำ แต่วิธีเติมไม่ได้ค่อยๆพรมให้ทั่ว พอเอาไปดงซ้ำ

ข้างล่างก็ไหม้ บางหย่อมก็แฉะ บางหย่อมก็ดิบ อย่างนี้เขาเรียกว่าหุงข้าวแบบ

3 กษัตริย์
แต่ตาไม่เคยว่าอะไร วันไหนดิบตาบอกว่าเคี้ยวมันดี

คราวไหนแฉะตาก็บอกว่าข้าวนิ่มดี เคี้ยวสบาย ครั้งไหนไหม้เก๊าะหอมดี 3

กษัตริย์ตาก็ได้แต่หัวเราะหึๆ แต่ตาไม่ได้ปล่อยเลยตามเลยหรอกนะ

ตาก็พยายามแก้ไขให้พอกินได้


เวลายายกลับจากเก็บค่าเช่าบ้านในตัวอำเภอ ซึ่งก็คือบ้านเก่าของฉัน

ยายจะซื้อของกินกลับมาหลายอย่าง ทั้งลูกอมและขนมต่างๆที่บรรจุในปี๊บเล็กๆ

ขนมปังกรอบรูปปลาตัวโตเกือบเท่าฝ่ามือ ฉันชอบเอามาวางผึ่งลมให้มันนุ่ม

หรือใส่ในนมชงให้มันเละๆ ข้นๆ ก่อนกิน

ฉันไม่ชอบกินขนมกรอบๆเพราะมันฝืดคอ


วันไหนยายว่างก็จะทำขนมให้กิน ขนมโปรดของฉันคือขนมเล็ดข้าว (เมล็ดข้าว)

ซึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้าที่โม่เอง

เอาแป้งเหลวๆใส่ในกะลามะพร้าวใบใหญ่ที่ขัดจนขึ้นเงาสีดำมีรูเล็กๆตรงก้นกะลาหลายสิบรู

ใช้มือเคาะกะลาเร็วๆแรงๆ

แป้งจะลอดรูลงมาในกระทะน้ำตาลโตนดที่กำลังเดือดเป็นตัวเล็กๆสั้นๆ

คล้ายขนมปลากริม แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก


ตากับยายปลูกมันสำปะหลัง มันเทศ เผือก ฟักทอง ข้าวโพด

ยายมักต้มของพวกนี้ไว้กินกับมะพร้าวขูดโรยเกลือ

หรือจิ้มกับน้ำตาลทรายหรือทำขนมที่เรียกว่าแกงบวด

ทุกอย่างอร่อยมากด้วยความสดและใหม่ตามธรรมชาติ


บางครั้งยายก็หุงข้าวเหนียวร้อนๆกินกับปลาเค็ม เนื้อเค็ม หรือมะพร้าวขูด

ฉันชอบหอบหิ้วไปนั่งกินตรงระเบียงหน้าบ้าน

กินไปด้วยดูสายฝนที่ตกโปรยปรายไปด้วย แสนจะมีความสุข


ที่นี่นอกจากไม่ต้องซื้อข้าวสารแล้ว

เรายังหาอาหารสดจากในหมู่บ้านได้อีกหลายอย่าง มีเห็ดที่ฉันไม่รู้จักชื่อ

โผล่ขึ้นมาข้างๆจอมปลวกใต้ต้นเงาะต้นหนึ่งที่หน้าบ้าน มันขึ้นมาซ้ำๆกันทุกปี

ยายจะเอามาทำต้มยำ เวลาเคี้ยวนุ่มๆเหนียวๆหนึบๆ อร่อยมาก


มีกุ้งใหญ่ (ซึ่งยายเรียกว่า แม่กุ้ง) และปูตัวใหญ่ (แต่ยายไม่ยักเรียกว่าพ่อปู)

ทั้งกุ้งทั้งปู ยายไปเอามาจากในคลอง แต่ฉันไม่รู้ว่ายายไปจับมันมาได้อย่างไร

เพราะยายแอบไปเงียบๆไม่ให้ฉันรู้


กุ้งปูสดๆ ยายเอามาต้มใส่เกลือนิดๆ พอสุกเอามันกุ้งมันปูมาคลุกข้าวร้อนๆ

อร่อยที่สุดเลย กุ้งปูที่ต้มสุกแล้วเป็นสีแดงอมส้ม ตาค่อยๆแกะเอากรี

คือเปลือกตรงหัวกุ้งมาให้ฉันเล่น โดยทำเป็นโพงสำหรับวิดน้ำอันจิ๋ว

ถ้าอยากรู้ว่าเป็นยังไงให้ลองแกะเปลือกตรงหัวกุ้งดู

ส่วนก้ามปูก็ค่อยๆแกะเนื้อออก ค่อยๆตัดแต่งก้ามปูกลวงๆให้คล้ายรูประฆังคว่ำ

แล้วใส่ชิ้นส่วนเล็กๆตรงปลายก้ามไว้ข้างใน ทำเป็นลูกกระทบให้เกิดเสียงดัง

เป็นกระดึงก้ามปูสีสวย


วันหนึ่งตอนอยู่ชั้นประถม 4 ฉันก็ได้ออกไปหาอาหารสดเองบ้าง

ฉวยโอกาสตอนยายไม่อยู่

ลากเอาคันเบ็ดไม้ไผ่อันยาวของยายออกไปตกปลาที่นาข้าว

มีคนออกไปหาปลากันหลายคน ปลาที่หาได้ก็มีปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ

เขามักเอามาทำแกงส้มปักษ์ใต้ใส่ขมิ้นซึ่งเป็นอาหารประจำบ้านรับประทานกันได้ทุกวี่ทุกวัน


ฉันเห็นป้าพูนสะพายข้องถือสุ่มออกไปสุ่มปลาด้วย เรายังหยุดทักทายกันเลย


ฉันเหวี่ยงสายเบ็ดลงไปในน้ำ ยืนรอสักพัก



พอรู้สึกว่ามีปลาตอดเหยื่อก็วัดคันเบ็ดขึ้นโดยเร็ว แต่ไม่มีปลาติดขึ้นมา



มันคงฮุบเหยื่อไปกินเปล่าเสียแล้วหละ ฉันคงเกี่ยวเหยื่อไม่แน่นพอ




สายเบ็ดตวัดเข้ามาที่ใบหน้าฉันอย่างรวดเร็ว



ปลายเบ็ดแหลมคมและมีเงี่ยงก็เกี่ยวฉับเข้าที่เปลือกตาซ้ายของฉันทันที



ฉันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ตะโกนเสียงหลง


“ป้าพูน เบ็ดเกี่ยวตา..”


ป้าพูนตะโกนกลับมาว่า


“เรอะ... ได้ปลาอะไรล่ะ”


“ไม่ใช่ได้ปลา เบ็ดเกี่ยวตา ฮือๆ”


ฉันแหกปากร้องไห้โวยวายเสียงดังลั่นทุ่ง ป้าพูนและคนอื่นๆรีบวิ่งเข้ามาดู

ตัดสายเบ็ดออก

และพาฉันไปบ้านตารอดซึ่งเป็นหมอพื้นบ้านให้ช่วยเอาคีมตัดเบ็ดออกจากเปลือกตา

โชคดีที่ไม่โดนลูกตาดำ ไม่งั้นป่านนี้อาจตาบอดไปข้าง

เป็นโจรสลัดตาเดียวไปแล้วก็ได้ ถึงกระนั้นเปลือกตาก็บวมเป่งอยู่หลายวัน


ฉันไม่ได้คิดอยากจะออกไปเล่นซนอย่างเดียว แต่อยากจะได้ปลามาเป็นอาหาร

หนูอ้นก็อยากเป็นเด็กดีช่วยยายทำมาหากิน คิดดี แต่ปฏิบัติไม่ดี

แทนที่จะได้ช่วยยาย กลับทำให้ยายต้องมาเป็นกังวลและต้องคอยดูแล


ยายเลี้ยงลูกแล้วต้องมาเลี้ยงหลานอีก

ฉันไม่รู้ว่ายายต้องเหน็ดเหนื่อยกับฉันแค่ไหน

และไม่รู้ว่าป้าพูนต้องเหนื่อยยากกับการทำงานเลี้ยงลูกสักเท่าไร

หรือว่าใครๆก็ต้องเหนื่อยกับการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานกันทั้งนั้น

อันเป็นปกติวิสัยของเหล่ามวลมนุษยชาติ


พอลูกหลานมีลูก ก็เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานสืบต่อกันไป

เป็นการปฏิบัติภาระกิจอันยิ่งใหญ่ระดับชาติ ระดับโลก ระดับแกแลคซี่

ระดับจักรวาล เย้...!




 

Create Date : 14 มกราคม 2551    
Last Update : 14 มกราคม 2551 22:20:02 น.
Counter : 136 Pageviews.  

บทที่ 6 "ตะเกียงนิทาน"

แถวนี้ไม่มีอะไรให้เล่นแล้ว ไปไหนกันดีล่ะ


กลับบ้านดีกว่า ไปเล่นชิงช้าที่ตาผูกไว้ให้ที่ใต้ถุน

แต่ถ้ามีเด็กๆมาเล่นขายของกันที่ใต้ต้นกระท้อนใหญ่หน้าบ้านก็ดี จะได้เล่นด้วย


นั่นไง... มีเด็กผู้หญิง 4-5 คนกำลังเล่นอยู่ พวกเขาเล่นขายก๋วยเตี๋ยวกัน

โดยเอาใบตองมาฉีกเป็นริ้วๆเล็กบ้างใหญ่บ้าง เลียนแบบเส้นจริงๆ

ลูกชิ้นทำจากดินเหนียวปั้นก้อนกลมๆ ชามก๋วยเตี๋ยวใช้กะลามะพร้าว


การค้าขายเป็นไปอย่างคึกคักพอสมควร เพื่อนๆมีเงินใบละร้อยบาท

แต่ฉันมีแค่ใบละยี่สิบ

เพราะไปทีหลังเลยเก็บใบกระท้อนสีแดงที่ร่วงอยู่ใต้ต้นซึ่งใช้แทนใบละร้อยบาทไม่ทัน

ส่วนใบละยี่สิบใช้ใบไม้สีเขียวซึ่งจะเป็นใบอะไรก็ได้


พอเบื่อก็เปลี่ยนไปเล่นซ่อนหา

การเล่นซ่อนหาเป็นการเล่นที่ฉันโปรดปรานมากที่สุด

เพราะสนุกและตื่นเต้นทั้งเกมไม่ว่าจะเป็นคนซ่อนหรือคนหา

การเล่นไม่ต้องใช้อุปกรณ์และไม่ต้องออกแรงมาก

อาศัยไหวพริบและสายตาที่ช่างสังเกต

ก่อนเล่นจะมีการตกลงกำหนดอาณาเขตการเล่น ห้ามไปซ่อนนอกเขต

มิฉะนั้นหากันทั้งวันก็ไม่เจอ


สักพักฝนก็ตกปรอยๆ เด็กๆเลยวงแตกแยกย้ายกันกลับบ้าน

ฉันไม่รู้จะไปเล่นซนที่ไหน ขึ้นบ้านอ่านหนังสือดีกว่า

แต่ไม่ใช่หนังสือเรียนหรอกค่ะ

เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่แม่อ่านประจำและหนังสือการ์ตูนตุ๊กตาที่แม่ซื้อมาให้เวลามาเยี่ยม

ซึ่งก็นานมากกว่าจะมาสักครั้ง

แต่ก็ดีที่จำนวนหนังสือก็มากตามวันเวลาที่แม่หายไป


แรกๆฉันไม่รู้หรอกว่าแม่ไปไหน พ่อไปไหน พี่น้ำอ้อยไปไหน

ยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าพ่อแม่เลิกกันหมายความว่าอย่างไร

แต่นานๆไปเมื่อหายหน้ากันไปหมด ก็เริ่มรู้แต่ไม่รู้สึกอะไรมากนัก


เหงาไหม?


ไม่ค่อยเหงานะ เพราะที่นี่มีเพื่อนเล่นและของเล่นเยอะแยะ ต้นไม้ใบหญ้า

ปลากัด ต้นข่อย จอมปลวก เม็ดมะขาม ซังข้าว ฯลฯ


แม้แต่ตากับยายบางครั้งก็เล่นกับฉัน เวลาเห็นตากับยายนั่งใกล้กัน ฉันจะทำท่า

“ช่างภาพ” คือคว่ำมือลงแล้วไขว้กัน

เกี่ยวก้อยไว้แล้วจรดนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เป็นวงกลม

ยกมือขึ้นให้วงกลมทั้งสองอยู่ตรงกับดวงตาทั้งสองข้าง

สมมุติให้เป็นกล้องถ่ายรูป หันไปทางตากับยายปากก็ร้องบอกว่า


“เอ้า... เจ้าบ่าวเจ้าสาวยิ้มหน่อย”

ตาก็จะยกแขนข้างหนึ่งโอบไหล่ยายเข้ามาใกล้ๆ ยิ่งแฉ่งทั้งคู่ แล้วฉันก็นับ “นึง

ส่อง ซ่ำ แชะ”



คิดถึงพวกเขาไหม?


ก้อ.. คิดถึง แต่ไม่เคยร้องไห้ถามหา เวลาพวกเขามาเยี่ยมก็ดีใจ

เวลาพวกเขากลับไปบางครั้งก็เฉยๆ บางครั้งก็ใจหาย แต่พอโตขึ้นมาหน่อย

เคยแอบเก็บเสื้อที่แม่ใส่แล้วซุกไว้ใต้หมอนเอาไว้ดมกลิ่นกายแม่

และนอนกอดเวลาแม่กลับไปแล้ว


แต่เสื้อพ่อไม่เอาหรอก เสื้อพ่อเหม็นเหล้า



ฉันอ่านหนังสือการ์ตูนสลับไปกับการใช้ดินสอสีระบายรูปภาพต่างๆอย่างเพลิดเพลิน

ก็วาดไม่เป็น เลยใช้วิธีลัด

แค่คุณครูให้วาดรูปกระต่ายหูยาวที่ดูง่ายๆคล้ายเลขแปด ฉันยังทำไม่ได้เลย

มือมันไม่ไปตามใจคิด วาดๆลบๆ จนกระดาษวาดเขียนแทบขาด

สุดท้ายได้สัตว์ประหลาดอะไรไม่รู้มาตัวหนึ่ง


จนทุกวันนี้ก็ยังวาดรูปไม่เป็น เคยวาดปลาปักเป้าให้ลูกดู

เจ้าสามคนนั่นลงความเห็นว่าเป็นทุเรียน


แม้วาดไม่เป็นแต่ก็ชอบดู ดูแล้วก็ชื่นชมไปถึงศิลปินผู้รังสรรค์ชิ้นงาน

ดูแล้วก็อึ้งและทึ่งไปกับความสามารถของท่าน

บางครั้งเมื่อเจอหนังสือที่มีรูปประกอบโดยเฉพาะรูปสีน้ำก็มักจะซื้อเก็บไว้

อยากจะไปเดินดูงานศิลปะที่จัดแสดงตามหอศิลป์ แต่ไม่เคยมีโอกาส

ด้วยว่าวันๆก็หัวยุ่งหน้ามันอยู่กับสารพัดงานในบ้าน

พอมีเวลาก็ไม่กล้าไปกลัวจะเปิ่น กลัวปล่อยไก่

จัดว่าเป็นพวกด้อยโอกาสทางศิลปะ


ที่นี่ไม่เห็นมีใครอ่านหนังสือกันเลย

เวลาอ่านของตัวเองหมดแล้วก็เป็นอันว่าหมดเลย ไม่มีใครมีหนังสือให้ยืม

ยกเว้นหนังสือเพลงลูกทุ่ง ซึ่งฉันก็ร้องได้แทบทุกเพลงอยู่แล้ว

เพราะฟังอยู่บ่อยๆ


คนบ้านนอกไม่มีความบันเทิงชนิดใดจะเข้าถึงได้ง่ายเท่าวิทยุทรานซิสเตอร์

พวกเราใช้ฟังข่าว ฟังเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง หนังตะลุง หรือละครวิทยุ


มีลูกพี่ลูกน้องของแม่สองคนที่เพิ่งจะรุ่นสาว ชื่อน้าฟ้ากับน้าอิ๊ พอได้เวลา

สองน้าเขาก็จะเปิดละครวิทยุฟังกัน ฉันชอบไปนั่งฟังกับเขาด้วย ก็สนุกดี

แต่ชอบฟังเพลงที่คั่นระหว่างจบตอนมากกว่า เป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง

บางเพลงฟังแล้วรู้สึกเหมือนจะบินได้ บางเพลงฟังแล้วอยากจะกลืนกิน


มารู้ตอนโตว่านั่นคือ เพลงบรรเลง เพลงคลาสสิค

แต่ก็ไม่มีปัญญาซื้อหามาฟังเป็นการส่วนตัว โชคดีที่ยังหาฟังได้บ้างทางวิทยุ

คิดอีกมุมฉันก็ว่าดี นอกจากไม่ต้องเสียเงินแล้ว

ยังได้รอลุ้นว่าผู้จัดจะเปิดเพลงอะไรให้ฟัง ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

และบางครั้งก็ได้ความรู้จากผู้จัดด้วยว่าเพลงนั้นเพลงนี้ชื่อเพลงอะไร ใครแต่ง

และใช่ว่าจะชอบทุกเพลง เพราะบางเพลงก็คลาสสิคจนเกินปัญญาของฉัน


เพราะไม่มีโอกาสเรียนรู้จริงจัง ทั้งเรื่องรูปและเพลง

จึงเป็นเพียงการรู้จักกันอย่างฉาบฉวย รู้เพียงว่าสวยหรือไม่สวย

ไพเราะหรือไม่ไพเราะ ชอบหรือไม่ชอบ


แค่ตาดูหูฟัง แม้จะแค่เศษๆ เสี้ยวๆ แล้วใช้ใจสัมผัสความรู้สึกดื่มด่ำลึกซึ้งก็พอ



ที่นี่พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ทั้งหมู่บ้านก็ตกอยู่ในบรรยากาศแบบมืดแล้วมืดเลย

ยกเว้นในบ้านที่มีแสงสลัวๆจากตะเกียงน้ำมันก๊าด


แสงตะเกียงแม้จะให้ความสว่างเพียงน้อยนิด

แต่เป็นความสว่างที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นและนุ่มนวล

เปลวไฟสีส้มอมแดงเปล่งแสงอยู่เหนือไส้เชือกที่ชุ่มไปด้วยน้ำมันขนาดเท่าปลายก้อย

ระริกๆเต้นไหวสะบัดพลิ้วในบางครั้งด้วยแรงลมอ่อนๆ

ควันสีเทาเหนือเปลวไฟลอยตัวขึ้นไม่ขาดสาย

แต่ก็ไม่มากมายจนส่งกลิ่นสร้างมลภาวะรบกวน

มีบ้างที่บางครั้งลมเปลี่ยนทิศไล่ควันให้มาทางฉันที่กำลังนอนพังพาบก้มหน้าก้มตาทำการบ้านอยู่

ถ้าไม่นานฉันก็ทนเอา แต่ถ้านานเกินไป ฉันก็กระดืบๆย้ายที่นอนเสีย


เรื่องอะไรจะทนทุกข์ทรมานแสบตาเพราะควันไฟ จริงไหม?



สเน่ห์อีกอย่างของแสงตะเกียงคือ ทำให้ได้เล่นกับเงา แต่เวลาฉันเล่นทีไร

ถ้ายายเห็นก็จะห้ามเสียทุกครั้ง

ยายบอกว่าเวลานอนหลับพวกนั้นจะมาหามเราไปทิ้งทะเล

เฮ้อ....แสนจะเบื่อกับคำห้ามของยาย ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย


แต่เมื่อโตขึ้น พอนึกย้อนกลับไป

จะเห็นว่าคำห้ามของคนรุ่นก่อนซ่อนปมเอาไว้ให้คิด


อย่างเช่นไม่ให้เล่นเงา เพราะกลัวว่ากำลังเล่นเพลินๆ

อาจเผลอไปโดนตะเกียงล้มและอาจจะทำให้เกิดไฟไหม้บ้านได้


ยังมีข้อห้ามอื่นๆอีกเช่น


อย่าหอมแก้มน้องเล็กๆเวลาหลับ เพราะจะทำให้น้องอายุสั้น

เรากลัวน้องจะตายก็ไม่กล้าทำ ทั้งๆที่อยากจะหอม

จริงๆแล้วผู้ใหญ่กลัวว่าเราจะไปรบกวน ทำให้น้องตื่น


อย่าเย็บผ้านุ่งที่มีรอยขาดโดยไม่ถอดออกก่อน เขาว่าเวลาเป็นหนี้ใคร

หนี้นั้นจะติดตัวตลอดไปโดยไม่มีปัญญาใช้คืน

จริงๆแล้วเขากลัวว่าเข็มเย็บผ้าจะตำเนื้อ


เรื่องพวกนี้บอกกันตรงๆ เจ้าเด็กจำพวกหัวดื้อดันทุรังมักจะเถียงและไม่เชื่อ

ผู้ใหญ่เลยหาอุบายหลอกให้กลัวไว้ก่อน เหตุผลจริงๆค่อยว่ากันทีหลัง


ก่อนนอนแทบทุกคืนตาจะเล่านิทานให้ฟัง แรกๆก็ไม่ซ้ำเรื่อง

แต่พอนานๆเป็นเดือนเป็นปี ก็ต้องมีซ้ำไปซ้ำมาบ้าง แต่ฉันก็ฟังได้ไม่รู้เบื่อ

ถ้าไม่ได้ฟังนิทานก่อนนอน ฉันจะนอนไม่หลับและออกอาการงอแง


ที่พอจะจำได้ เป็นนิทานเกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งกี่เรื่องๆก็ชื่อไอ้หวัง

ไอ้หวังช่างถาม ไอ้หวังช่างพูด ไอ้หวังหลังยาว ฯลฯ


จะเล่าให้ฟังสักเรื่อง เอาเรื่องไอ้หวังช่างถามก็แล้วกัน


ไอ้หวังเป็นเด็กขี้สงสัย ช่างซักช่างถาม อาศัยอยู่กับปู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

ชอบตามปู่ไปทุกแห่ง ไม่ว่าปู่จะไปสวนไปนา หรือไปค้าขายในเมือง


วันหนึ่งสองปู่หลานเดินทางผ่านทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง

ใกล้ๆกันนั้นมีเชิงเขาที่เต็มไปด้วยก้อนหินเล็กบ้างใหญ่บ้างดูแห้งแล้ง


ไอ้หวังสังเกตเห็นฝูงวัวที่หากินอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มทุกตัวล้วนแล้วแต่ผอมกะหร่องซี่โครงบาน

แต่ฝูงวัวที่อยู่ตรงเชิงเขากลับอ้วนพีทั้งที่ไม่มีหญ้าสักกอ น่าฉงน


ไอ้หวังถามปู่ถึงเรื่องน่าสงสัยนี้ ปู่หัวเราะหึๆ ก่อนตอบว่า


“วัวที่อยู่ในทุ่งหญ้าเปรียบเหมือนชาวนาชาวสวน

ปลูกข้าวหาปลาส้มสูกลูกไม้ได้เท่าไรก็ไม่ยอมกินของดีๆ กลับกินแต่ของเหลือๆ

เลวๆ เพราะจะเอาของดีๆไปขายให้พวกในเมือง

ซึ่งเปรียบเหมือนวัวที่อยู่ตรงเชิงเขา

พวกนั้นเขาได้กินดีอยู่ดีจึงได้อ้วนท้วนสมบูรณ์”


ฉันฟังแล้วก็ได้แต่งงๆว่า ก็แล้วทำไมจึงไม่กินกันเล่า ไม่เห็นเหมือนที่บ้านเราเลย

เราได้กินของทุกอย่างที่ปลูกไว้ให้อิ่มหนำก่อนแล้วจึงค่อยแบ่งไปขายบ้าง


แต่เมื่อโตขึ้น จึงได้รู้ว่านี่คือการเปรียบเทียบ ในนิทาน วัวในทุ่งหญ้าผอมโซ

ในชีวิตจริงๆชาวนาบางครอบครัวก็ต้องซื้อข้าวสารถูกๆเลวๆมากินประทังชีวิต

เพราะข้าวชั้นดีที่ผลิตได้ต้องขายใช้หนี้ใช้สิน

หรือไม่ก็เอาเงินที่ได้มาไปซื้อหาวัตถุต่างๆ

ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ที่นับวันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นๆ

ตามกระแสวัตถุนิยมที่ถั่งโถมไหลบ่าไปทั่วโลก


ปรากฏการณ์นี้

ไม่มีใครจะจัดการแก้ไขหรือให้ความช่วยเหลือได้เท่ากับเจ้าตัวเองที่จะต้องมีสติและรู้เท่าทัน

รู้เท่าทันว่าจะกินจะใช้อย่างไรจึงจะพอดี

ความพอดีจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น



เดินผ่านเจ้าวัวอ้วนผอมไปได้ไม่นาน สักพักไอ้หวังก็เห็นบ่อ 3 บ่ออยู่ข้างทาง

บ่อที่ 1 กับ บ่อที่ 3 มีน้ำเต็มปริ่มและพุ่งขึ้นมาจากบ่อของตน

กระโจนสวนกันกลางอากาศแล้วพุ่งลงบ่อของอีกฝ่าย สลับกันไปมา ส่วนบ่อที่ 2

ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ


ไอ้หวังเดินไปดูก็เห็นว่าบ่อที่ 2 แห้งผากไม่มีน้ำสักหยด

เออแน่ะ...ทั้งๆที่อยู่ตรงกลางให้น้ำทั้งบ่อกระโจนข้ามหัวอยู่ไปมา

แต่ไม่ยักมีน้ำสักหยดกระเซ็นหลงลงไปบ้างเลย

ไอ้หวังหันไปมองหน้าปู่เป็นทำนองตั้งคำถาม


ปู่หัวเราะหึๆเหมือนเดิม ก่อนที่จะตอบว่า


“บ่อที่มีน้ำเต็มทั้งสองบ่อ

เปรียบเสมือนตระกูลเศรษฐีสองตระกูลมีฐานะเท่าเทียมกัน

เขาจึงคบหาสมาคมกัน ให้ลูกหลานแต่งงานกันเป็นการเอาเงินมาต่อเงิน

ส่วนบ่อที่น้ำแห้งก็เหมือนคนยากไร้ ไม่มีทรัพย์สมบัติ

คนร่ำรวยไม่อยากหันมาเหลียวแล”


นี่เป็นเรื่องอุปมาอุปไมยในนิทาน ซึ่งบางครั้งก็พบเห็นได้ในชีวิตจริง

คนมีเงินกับคนมีเงินมักจะมีเรื่องให้ ‘เอื้อ’ กันอยู่เสมอในกลุ่มของตน



ตาไม่มีนิทานจำพวกเทพนิยาย ฉันจึงยังไม่รู้จักซินเดอเรลลา สโนไวท์

และเจ้าหญิงนิทรา นิทานของตามักจะเป็นนิทานที่เป็นนามธรรม

ตอนเด็กๆฉันก็ฟังแค่สนุกๆ ไม่ได้เก็บมาคิดต่อเพราะยังคิดไม่เป็น

แต่การฟังซ้ำๆทำให้จำได้บ้าง และมีส่วนจุดประกายความคิดเมื่อโตขึ้น


ตอนนั้นไม่เคยสงสัยเลยว่าตาเอานิทานที่ไหนมาเล่า

แต่ต่อมาได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มีเรื่องทำนองนี้เข้าก็รู้สึกทึ่ง

เพราะตาเป็นแค่ชาวนาชาวสวนบ้านนอก หนังสือก็อ่านไม่ออกสักตัว

หนังละครอะไรก็ไม่เคยดู แล้วตาไปเอามาจากไหน


คิดมาคิดไป สงสัยว่าจากหนังตะลุงที่ตาชอบฟังจากวิทยุทรานซิสเตอร์แน่เลย



หนังตะลุงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวใต้

เป็นความบันเทิงจากแสงและเงา ตัวละครไม่ใช่คน

แต่เป็นรูปที่ฉลุลายมาจากหนังสัตว์ มีตัวพระตัวนาง พระราชา นางอิจฉา ผู้ร้าย

และตัวประกอบอื่นๆ รวมถึงตัวตลกที่ขึ้นชื่อ คือ ไอ้เท่ง กับหนูนุ้ย

ที่มีรูปลักษณ์ผมหยิกพุงยื่นและตัวดำ


ในหมู่บ้านมีครอบครัวหนึ่งทำอาชีพแกะตัวหนังตะลุง ฉันเคยไปนั่งดู

เห็นเขาใช้หนังวัวแห้งตัดเป็นรูปตัวละครต่างๆ แล้วใช้แท่งเหล็กกลมหลายขนาด

ตอกลงไปบนแผ่นหนังให้เกิดลวดลาย จากนั้นก็ระบายสีให้สวยงาม


ฉันเคยตามยายไปดูหนังตะลุงอยู่บ้างเวลามีงานใกล้บ้าน

แต่ไม่เคยได้ดูเป็นเรื่องเป็นราวอะไร เพราะจะหลับไปก่อนทุกครั้ง

เคยแต่ฟังจากวิทยุ ซึ่งก็เลือกฟังเฉพาะเวลาที่มีตัวตลกออกมาเล่นกันเท่านั้น

เนื้อเรื่องในหนังตะลุงบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวใต้ตั้งแต่ชนชั้นล่างไปถึงชนชั้นสูง

ให้แง่คิดเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอน ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว

และมักเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง


หนังตะลุงจะแสดงบนโรงที่ยกพื้นสูง

ข้างหน้าโรงขึงผ้าขาวเป็นจอไว้รับภาพของตัวหนังที่วางทาบบนผืนผ้าจากด้านใน

แสงจากหลอดไฟเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดภาพและเงาต่างๆขึ้น

คนพากย์หรือที่เรียกว่า นายหนัง จะนั่งอยู่หลังหลอดไฟนั้น

ทำหน้าที่ทั้งบรรยายและสร้างบทสนทนาของทุกตัวละคร


นายหนังนอกจะมีพรสวรรค์ในการดัดเสียงแล้ว

จะต้องมีความสามารถในการแต่งกลอน ขับกลอน

มีนิทานหรือคำสอนต่างๆแทรกในการแสดง

และที่สำคัญควรจะมีไหวพริบปฏิภาณในการดึงเอาเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นๆมาประยุกต์และเสริมเข้าไปในการดำเนินเรื่อง

นายหนังคนใดมีลูกเล่นในเรื่องแบบนี้จะได้รับความนิยมจากคนดูมาก

โดยเฉพาะพวกคอการเมือง


เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่า

ทำไมชาวใต้จึงชอบวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมือง การปกครอง

และคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่งจึงเต็มไปด้วยนักศึกษาจากแดนใต้


คนใต้หัวหมอกันละซิ?


ไม่รู้เหมือนกัน เขาอาจแค่อยากจะมีความรู้เรื่องกฎหมายเพราะไม่อยากเสียรู้ใคร

เพราะคนที่ไม่มีความรู้มักถูกเอาเปรียบเสมอ


ฉันเคยได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งมาตั้งแต่เด็กๆ


‘คนใต้ใจดำ’


ทำไมต้องเหมารวมเอาว่าคนตัวดำๆจะต้องใจดำตามไปด้วย หือม์?

ตัวดำแต่ใจดีก็มีนะจ๊ะ ขอบอก


หรือว่าคนภาคอื่นๆใจดีกันหมดทุกคนเลย ไม่มีใครโกงใคร ไม่มีใครทำร้ายใคร

คดีอาชญากรรมต่างๆไม่เคยเกิดขึ้นเลยละซิท่า


ไม่ว่าคนส่วนไหนของประเทศหรือของโลก

ก็ล้วนแล้วแต่มีปะปนทั้งคนใจดำและใจดีทั้งนั้นแหละน่า

สุดแต่ว่าใครจะไปเจอะเจอใคร ประเภทไหนเข้า แล้วเก็บเอามาเป็นความฝังใจ


แต่ถ้ายังจะยืนยันว่าสถิติคนใจดำเป็นคนใต้มากที่สุดจนถึงกับมีคำจำกัดความอย่างนั้นละก้อ

ก็สุดแล้วแต่


แต่ในความคิดของฉัน ฉันว่าบางทีอาจไปเจอคนใจเด็ดเข้าให้ก็ได้

เมื่อเจอคนที่เขาไม่ยอมใครง่ายๆ

จึงเหมารวมคนใจเด็ดให้เป็นพวกเดียวกับคนใจดำ อันนี้ก็ช่วยไม่ได้


ส่วนคนไหนที่พอจะรู้ตัวว่าเป็นคนใจดำจริงๆอย่างที่เขาว่ามา คนใจดำ คือ

คนเห็นแก่ตัว ไม่เอื้อเฟื้อใคร ขาดความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น

ถ้าใครเป็นคนแบบนี้ก็ปรับปรุงตัวเองหน่อยแล้วกันนะพวก หมั่นทำความเข้าไว้

ทำดีบ่อยๆจนชิน ใจที่ดำจะค่อยๆจางหายกลายเป็นใจดีไปเอง

เมื่อใจดีก็เกิดประโยชน์อย่างน้อยสองประการ หนึ่งคือ คุณก็จะเป็นคนดี

สองช่วยมิให้เพื่อนร่วมภาคของ คุณถูกประณามหยามเหยียดจากคนอื่นๆ

รู้ไหมว่าเวลาฉันได้ยินคนเขาว่า คนใต้ใจดำ

ฉันรู้สึกเสียใจทุกครั้งเลยนะจะบอกให้






ภูมิประเทศของภาคใต้เป็นแผ่นดินที่ยื่นลงไปในทะเลที่เรียกกันว่าแหลม

ฝั่งตะวันออกคืออ่าวไทย ฝั่งตะวันตกคือ ทะเลอันดามัน


ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว

หัวเมืองย่านนี้เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของพ่อค้าวาณิชจากแดนไกล

ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่จากโพ้นทะเลฝั่งตะวันออก พวกอินเดีย อาระเบียน

และคอร์เคเซียนจากฝั่งตะวันตก หรือพวกอิเหนาจากทะเลใต้


การจะฝ่าคลื่นลมไปมาแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องมีจิตใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยว

ต้องอดทนต่อสู้กับความเสี่ยงและอันตรายต่างๆนานา

ต้องกล้าคิดกล้าตัดสินใจในการติดต่อค้าขายกับผู้คน

แต่ก็อาจจะมีบ้างที่นักเดินทางบางคนนอกจากจะกล้าหาญเด็ดเดี่ยวแล้วยังมีจิตใจที่หนักไปในทางเหี้ยมโหดและโฉดชั่ว


เมื่อมีการเดินทางไปมาหาสู่

บางคนก็พบรักกับคนพื้นเมืองแต่งงานอยู่กินมีลูกมีหลานสืบต่อกันมา

รักการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาจากบรรพบุรุษที่หลากหลายเชื้อชาติ

สืบทอดความใจเด็ด ใจดี และใจดำปะปนกันไป


แต่ฉันว่าไม่มีใครใจดำหรือใจดีเต็มร้อยเพียงอย่างเดียว

เพราะแม้แต่ใจดวงเดียวกัน บางครั้งก็ดีบางทีก็ดำตามสภาพอารมณ์


รวมไปถึงเรื่องรูปร่างหน้าตาผิวพรรณ

ฉันมีลูกพี่ลูกน้องชายหญิงซึ่งเป็นลูกของอาคนรอง

คนพี่ชายหน้าตาคมเข้มเหมือนหนุ่มเปอร์เซีย

คนน้องสาวผิวขาวผ่องหน้าตาคิกขุอาโนเนะเหมือนสาวญี่ปุ่น

ไม่รู้ว่าต่างคนต่างไปรับยีน(gene)

คือหน่วยทางพันธุกรรมในโครโมโซมตัวใดมาจากบรรพบุรุษคนไหน


ส่วนตัวฉันบอกคำเดียวสั้นๆว่า ดำ แต่ถึงจะดำก็ดำเนียนนะยะ

หน้าตามีคนบอกว่าตลกดีเหมือนตัวการ์ตูน แป่ว....

ไม่รู้ว่ามีญาติข้างไหนเป็นโดเรมอน


เอาเถอะ ยังไงๆเราก็เลือกเกิดไม่ได้ อยากจะบอกพี่น้องชาวดำ เอ๊ย...ชาวใต้ว่า

ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจกับผิวพรรณดำขำของพวกเราหรอกนะ ดำสิดี สีไม่ตก

แม้ข้างนอกจะดำ ขอให้ข้างในดีเป็นใช้ได้ เคยได้ยินไหม

คำโคลงของศรีปราชญ์ ยอดกวีสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเขียนไว้ว่า


“ดำแต่นอกในแผ้ว ผ่องเนื้อนพคุณ”



วันเวลาผ่านไป ความหลากหลายของชนชาติก็ผสมกลมกลืน

แม้จะยังต่างหน้าตาผิวพรรณ ขนบธรรมเนียมและความเชื่อกันอยู่บ้าง

แต่เราก็อยู่รวมกันมาเนิ่นนานมิใช่หรือ อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย

เอาใจเขามาใส่ใจเรา ประนีประนอม มีความเมตตาและให้อภัย

โรตีกินกับน้ำเต้าหู้ก็อร่อยดี ทุกวันนี้ข้าวเหนียวส้มตำปลาร้า

ก็หากินได้ทั่วแผ่นดินด้ามขวาน


.....จากนิทานไอ้หวังช่างถาม ฉันมาเสียไกลโดยที่ไม่มีใครถาม


ฝนที่ตกมาตั้งแต่ตอนเย็นเริ่มซาเม็ดลง และเริ่มมีเสียงวงดนตรีประจำหมู่บ้าน

อึ่ง...อ่าง อึ่ง...อ่าง ดังระงมไปทั่ว


อากาศหลังฝนตกเย็นชุ่มฉ่ำ

ฉันกระชับผ้าห่มผืนโปรดหนานุ่มลายสก็อตสีน้ำตาลเข้มที่อวลไปด้วยกลิ่นประจำตัวให้แนบแน่นกับลำตัวเข้าไปอีก

นอนซุกอยู่ตรงกลางระหว่างตากับยาย กะว่าหลับมันตรงนี้

ไม่กลับไปที่นอนของตัวเองแล้ว


จะมีสุขใดไหนเล่าสำหรับเด็กอย่างฉัน

เท่ากับการได้ฟังนิทานก่อนนอนในคืนฝนตกพรำ

และปิดท้ายด้วยการฟังเสียงบรรเลงเพลงประสานของอึ่งอ่างออเคสตร้าวงใหญ่จากท้องทุ่ง

จนหลับไปอย่างสบายอารมณ์



พรุ่งนี้เช้าเจอกันนะ




 

Create Date : 14 มกราคม 2551    
Last Update : 14 มกราคม 2551 21:52:54 น.
Counter : 212 Pageviews.  

1  2  

bluearthy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นคนแบบนี้แหละ..
เป็นยังไงก็อยู่ที่ว่าใครจะมองมุมไหน..

ขึ้นอยู่กับว่ามองด้วยตา หรือมองด้วยใจ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add bluearthy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.