พฤศจิกายน 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
28 พฤศจิกายน 2551
 

เด็กชาย "ปีติ"

"อุแว้ๆๆ"

เสียงทารกแรกเกิดดังก้องภายในโสตประสาทของผู้เป็นแม่ วินาทีนั้นเอง น้ำตาใสๆ ไหลรินอาบแก้ม หล่อนได้ลืมสิ้นทุกความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานแสนสาหัส เริ่มตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ๆ ก็แพ้ท้อง คลื่นเหียนอาเจียน อยากทานแต่ของแปลกๆ อารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว พาโลลงเอากับคนรอบข้างได้บ่อยๆ ไหนจะต้องแบกน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมุ่งมั่นแต่จะบำรุงลูกในท้องให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ อีกแปดเก้าเดือน จนมาถึงวันนี้ที่เด็กชายตัวจ้อยกำลังจะออกมาลืมตาดูโลก เธอก็ยังคงเจ็บปวดมากมาย

ปริเยศเลือกที่จะคลอดโดยวิธีธรรมชาติ หล่อนไม่ต้องการมีดหมอมากำหนดเวลาเกิดของบุตรชาย ซึ่งตนัยผู้เป็นสามีก็มิได้คัดค้านอะไร เขาให้สิทธิหล่อนเต็มที่เนื่องรู้ดีว่าผู้เป็นภรรยาต้องลำบากกับเหตุการณ์ครั้งนี้มากแค่ไหน เขาเป็นสามีที่ดีทำหน้าที่ดูแลปริเยศเป็นอย่างดี ระหว่างที่หล่อนตั้งครรภ์ เขาก็มิได้ออกไปหาเศษหาเลยนอกบ้าน เหล้าก็กินแต่เฉพาะเวลาต้องเข้าสังคม ยิ่งบุหรี่ด้วยแล้ว เขายอมเลิกเพื่อภรรยาสุดที่รักมาตั้งแต่ตอนขอเป็นแฟนใหม่ๆ

ตนัยมีอาชีพเป็นผู้จัดการดูแลกิจการด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง รูปร่างสูง หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ร่างกายกำยำ เพราะเคยเป็นนักกีฬามาก่อน ตอนนี้ก็ยังติดที่จะออกกำลังกายทุกเช้าก่อนไปทำงาน เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มที่สาวๆ หลายคนใฝ่ฝันยิ่งนัก

ปริเยศเองนั้นเป็นบุตรีของนักธุรกิจพันล้านที่มีกิจการตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ เพราะเขาเข้าไปถือหุ้นอยู่ในบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์กว่าครึ่ง หล่อนเรียนจบมาทางด้านการบริหาร เอกการบัญชี ดีกรีเกียรตินิยมเหรียญทอง ซึ่งผู้เป็นบิดาหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้ไปเรียนต่อด้านการเงิน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เจ้าหล่อนขอทำงานก่อน แต่เหตุผลหลักแล้วหล่อนไม่อยากจะไปไกลจากคนรัก ซึ่งผู้เป็นบิดาเองก็มิได้ห้าม เพราะเห็นว่าโตแล้วย่อมเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง

ตนัย และปริเยศพบรักกันในรั้วมหาวิทยาลัย เขาเป็นหนุ่มวิศวะเซอร์ๆ ส่วนหล่อนเป็นสาวบริหารโดดเด่น เส้นทางของทั้งคู่ไม่น่าจะมาพบกัน จนวันหนึ่งที่ทางชมรมอาสาพัฒนา ได้ออกค่ายเพื่อไปช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนในต่างจังหวัด โดยจะหาทุนเพื่อซื้อหนังสือใหม่ๆ และรับบริจาคหนังสือมือสองไปให้แก่โรงเรียนเหล่านั้น ชายหนุ่มก็โดนเพื่อนชวนให้ไปเนื่องจากเขาเล่นดนตรีได้ เป็นอีกวิธีนึงที่จะเรียกความสนใจจากผู้คน ส่วนหญิงสาวก็พูดเก่งจนได้รับเชิญไปเป็นพิธีกรในกิจกรรมครั้งนี้

โชคชะตา หรือกรรมเก่าได้นำพาให้คนสองคนมาพบกัน ทีแรกหญิงสาวรู้สึกไม่ถูกชะตากับชายหนุ่มมากนัก จะเรียกว่าไม่ถูกชะตาก็ไม่เชิง หล่อนไม่ชอบผู้ชายเซอร์มากกว่า หล่อนแอบมองเขา ก็นึกในใจ หน้าตาก็ดีทำไมไม่โกนหนวดโกนเคราซะบ้าง น้ำอาบบ้างรึเปล่าเนี่ย เสื้อผ้ากี่วันถึงจะซักที ต่างๆ นานา ส่วนชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจหญิงสาวมากไปกว่าคนรู้จักกัน เพราะเขารู้ดีว่าหล่อนเปรียบเหมือนดาว หรืออะไรสักอย่างที่เขาไม่อาจเอื้อม คิดในใจว่าเหมือนนางฟ้ากับหมาวัดยังไงอย่างนั้น

หลังจากการออกค่ายครั้งนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้พบกันอีกเป็นปี จนวันหนึ่งที่มีการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัย ก็ทำให้ทั้งคู่มาเจอกันอีกครั้ง หล่อนซึ่งบัดนี้เป็นเชียร์ลีดเดอร์สาวสวย ในขณะที่เขาเป็นนักกีฬารักบี้ร่างบึ๊ก หล่อนดูสวยกว่าครั้งแรกที่เจอกัน ทำให้คราวนี้เขาเป็นฝ่ายเริ่มรุกโดยการเข้าไปขอเบอร์โทรศัพท์หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เธอเองก็ไม่ได้ให้ไปเพราะคิดว่าเขาเป็นคนแปลกหน้า เลี่ยงไปโดยบอกว่า ขอให้คุยกันโดยมีเพื่อนๆ คนอื่นอยู่ด้วย ไปสักระยะก่อนจะดีกว่า ซึ่งหลังจากวันนั้น ชายหนุ่มก็เทียวไปหาหล่อนที่คณะวันละสามเวลา เช้าเที่ยงเย็น บางทีก็เจอบางทีก็ไม่เจอ แต่ก็ไม่ละความพยายาม จนได้เบอร์ของหล่อนมาในที่สุด

หลังจากนั้นเขาก็เพียรโทรไปจีบหล่อนอยู่เป็นปี หล่อนก็ไม่มีทีท่าว่าจะตกลงปลงใจ แต่ในขณะเดียวกัน หล่อนก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะสนใจใครเป็นพิเศษเช่นกัน จนวันหนึ่งที่เขาอดรนทนไม่ไหว ตรงเข้าไปสารภาพรักกับหล่อนกลางโรงอาหาร พร้อมดอกกุหลาบสีแดงหนึ่งดอก เล่นเอาทุกสายตาจับจ้องมาทางเดียวกัน ชายหนุ่มหวีผมรวบไว้อย่างเรียบร้อย หนวดเคราที่เดิมเคยรกรุงรังก็โดนโกนทิ้งจนเกลี้ยงเกลา แต่งกายถูกระเบียบมหาลัยในรอบกี่เดือนที่ผ่านมาจำไม่ได้ เพราะจะทำแบบนี้ก็ตอนเข้าห้องสอบเท่านั้น ไม่งั้นอาจารย์คุมสอบจะไม่ให้เข้าสอบ หญิงสาวรับดอกไม้มาอย่างอายๆ สายตาคนรอบข้างยังคงจับจ้องอย่างลุ้นๆ เอาใจช่วยหรืออิจฉาก็ไม่ทราบได้ หล่อนบอกให้เขานั่งลงคุยกัน ชายหนุ่มก็ยังยืนยันว่าจะรอรับฟังคำตอบก่อน โดยไม่แคร์สายตาใครทั้งสิ้น

"แล้วตอนนี้เราเป็นอะไรกันล่ะ" หญิงสาวตอบแบบเขินๆ หน้าแดงก่ำ
"คุณก็บอกผมสิครับ" ชายหนุ่มยังไม่ละความพยายาม
"ที่ชั้นยอมคุยด้วยดึกๆ ทุกคืน จนต้องมาแอบหลับตอนกลางวัน ส่ง sms ไปหาวันละรอบสองรอบ โทรไปปลุกนายมาเรียนนี่นายยังไม่รู้อีกเหรอ" หญิงสาวตอบแบบอ้อมๆ หวังว่าเขาจะรู้ความหมายของมัน
"ก็ เอ่อ ก็ เอาเป็นว่าคำตอบคืออะไร ผมอยากได้ยินชัดๆ ตอนนี้" ชายหนุ่มยังไม่ลดละความพยายาม
"ชั้นชอบนาย นั่งลงได้แล้ว อายคนอื่นเค้าเป็นมั้ยเนี่ย" หญิงสาวดึงมือชายหนุ่มให้นั่งลงข้างๆ
"หมายความว่าเราเป็นแฟนกันใช่ไหมครับ" ชายหนุ่มย้ำสิ่งที่อยากได้ยิน
"คงงั้นมั้ง ตาบ๊อง ถ้ายังไม่นั่งอีกชั้นจะไปแล้วน่ะ อายคน" หญิงสาวเริ่มทำทีว่าจะเก็บของ ทำให้ชายหนุ่มรีบนั่งลง
"แล้วคุณชอบผมตั้งแต่ตอนไหนละครับ" ชายหนุ่มยังงง เนื่องจากที่ผ่านมาเขารู้สึกว่าหล่อนไม่ได้ให้ความสัมพันธ์มากกว่าเพื่อน เขาเคยจับมือหล่อนในตอนที่ไปเดินเที่ยวกัน หล่อนก็สะบัดมือหนีบอกว่าอย่าฉวยโอกาส คำพูดที่คุยโทรศัพท์กันก็ไม่ได้บ่งบอกว่าหล่อนตกหลุมรักเขาเลยแม้แต่น้อย
"ตั้งนานแล้วล่ะ แต่เพิ่งเห็นนายโกนหนวดโกนเคราแต่งตัวเรียบร้อยมาสารภาพรักสาว อิอิ" หญิงสาวแอบล้อไปในที
"แล้วทำไมผมไม่รู้สึกเลยว่า เอ่อ"
"ก็นายไม่เคยถาม แล้วก็ไม่เคยบอกว่ารู้สึกยังไงกับชั้น ชั้นเป็นผู้หญิงนะยะ จะให้ไปบอกรักผู้ชายก่อนได้ไง" หญิงสาวค้อนขวับไปหนึ่งที
"เหรอ เอ่อ" ชายหนุ่มยังคงประมวลผลอยู่ เปรียบตอนนี้เหมือนกับเขาเป็นคอมพิวเตอร์ตกรุ่นไปเป็นสิบปี แต่เอามารันระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุด แม้ในคำโฆษณาจะบอกว่าใช้ได้ แต่มันก็ไม่มีประสิทธิภาพเอาซะเลย
"ใช่สิยะ แล้วนี่กินข้าวมารึยัง" หญิงสาวถามด้วยความเป็นห่วง
"ยังเลย เอ่อ กะว่าถ้าคุณไม่รับรักผม เอ่อ ผมจะกลับไปกินข้าวคลุกน้ำตาที่บ้าน" ชายหนุ่มพูดติดตลก ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่หญิงสาวนิยมชมชอบในความเป็นคนมีอารมณ์ขันในทุกสถานการณ์ เขาจะคอยปลอบใจหล่อนเวลาคะแนนสอบออกมาไม่ดี (แต่เจ้าหล่อนก็ได้ 4.00 ทุกทีซิ ในขณะที่เค้าสอบเสร็จออกมามั่นใจแบบตกแหล่ไม่ตกแหล่)
"รู้งี้น่าจะแกล้งให้กลับไปกินข้าวคลุกน้ำตาสักสองสามวัน" หญิงสาวยังคงแซวเขา "แล้วทำไมมาบอกชั้นตอนนี้ล่ะ ตอนแรกนึกว่าจะรอให้ถือไม้เท้าก่อน"
"ก็ เอ่อ ผมไม่แน่ใจว่า เอ่อ คุณจะ เอ่อ" ขายหนุ่มตะกุกตะกัก
"เกิดติดอ่างขึ้นมาหรือย่างไร พูดให้มันชัดๆ หน่อย" หญิงสาวพูดอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า
"ก็ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไง ใจเราตรงกันรึเปล่า เลยยังไม่กล้า" ชายหนุ่มสารภาพ
"แล้ววันนี้ไปกินดีหมีที่ไหนมาล่ะ ถึงได้กล้าหน้าด้านซะกลางโรงอาหารเลย" หญิงสาวประชด สายตาก็กรอกไปชำเลืองดูผู้คนรอบข้างที่บ้างก็ยังคงมองอยู่ บ้างก็ละสายตาไปแล้ว หลังจากที่หญิงสาวรับดอกไม้
"ก็มันทนไม่ไหว อยากรู้ว่าคุณคิดยังไง เมื่อคืนก็นอนไม่หลับ เช้ามาก็เลยจัดการทำแบบที่คุณเคยแนะนำ เนี่ยเรียบร้อยกว่าตอนเข้าสอบอีกน่ะ" ชายหนุ่มพูดเสียงอ่อยๆ
"ฮ่าๆๆ" หญิงสาวหัวเราะรื่น "ดีนะเนี่ยที่มาบอกทันเวลา ก่อนจะมีคนอื่นมาบอกก่อน ไปซื้อข้าวก่อนเถอะ ชั้นนั่งรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวจะหมดแรงพูดซะก่อน"
"ครับ" ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินไปร้านประจำ ซื้อข้าวมานั่งทานกับหล่อน

"เมื่อกี้บอกว่าก่อนจะมีคนมาบอกก่อน นี่แสดงว่ายังไม่เคยมีใครสารภาพรักกับคุณเลยเหรอ" ชายหนุ่มสงสัยเพราะจากที่เขาคิดเธอคงเคยโดนบอกรักมาทั้งชีวิต เนื่องจากรูปร่างหน้าตาสวย เรียนดี แถมยังเล่นดนตรีไทยเก่งเทียบชั้นครูเพลงได้เลย แม้ดนตรีสากลเจ้าหล่อนก็สามารถที่จะสะกดผู้ฟังให้เคลิบเคลิ้มไปกับการบรรเลงได้บ่อยๆ เรียกว่าทุกอย่างดูดีไร้ที่ติไปซะหมด
"จริงๆ ก็มีแหละ แต่มาทำนองเดียวกันหมด เลยน่าเบื่อ ไม่มีใครน่าสนใจเลย เข้ามาบอกว่ารักอย่างโน้น รักอย่างนี้ ตามตื้อ ตามจีบแบบน่ากลัว เป็นพ่อบุญทุ่ม ขนาดเคยมาขัดรองเท้าให้ก็มีนะ ดูเสแสร้งทำตัวเป็นเจ้าชายเกินไป ก็เลยปฏิเสธไปหมด อีกอย่างรอคนๆ นึงอยู่ด้วย ก็ไม่ยอมบอกซักที" หญิงสาวเฉลยความในใจ
"รอใครเหรอ" ชายหนุ่มเอ่ยอย่างแซวๆ
"รอคนบ้า อิอิ" หญิงสาวตอกกลับ

มิ้อนี้คงเป็นข้าวมื้ออร่อยอีกหนึ่งมื้อที่น่าจดจำในชีวิตของทั้งคู่ ต่างพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ความสัมพันธ์แบบแฟนของทั้งสองก็เริ่มต้นจากจุดนั้น แล้วก็แนบแน่นกันอย่างที่ใครเห็นเป็นต้องอิจฉา ดูเหมาะสมกันดี หลังจากจบการศึกษา ชายหนุ่มก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ส่วนหญิงสาวก็ทำงานในบริษัทของบิดา ทั้งคู่ก็ต่างพาคนรักไปเปิดตัวให้ทางบ้านรู้จัก ฝ่ายผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครคัดค้าน เพราะเห็นว่าเด็กทั้งสองโตพอที่จะเลือกคู่เอง แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่ในกรอบประเพณี และศีลธรรม

จนชายหนุ่มมีหน้าที่การงานที่มั่นคงพอที่จะทำให้ครอบครัวของหญิงสาววางใจว่าจะไม่ทำให้บุตรสาวของตนต้องลำบาก ในการใช้ชีวิตคู่ ก็ให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอตามประเพณี งานแต่งงานก็จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายตามคำขอของคนทั้งคู่ที่ไม่ต้องการพิธีใหญ่โตฟุ่มเฟือย จนบัดนี้ผ่านไปปีเศษ ทั้งคู่ก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายที่น่ารักน่าชังหนึ่งคน

ก่อนหน้าที่จะทราบว่าตั้งท้อง หญิงสาวได้ฝันแปลกๆ ติดกันถึงสองคืน โดยฝันว่าตนเองเดินไปในทางที่มืดๆ แคบๆ ระหว่างทางก็มีคบไฟให้แสงสว่างไปเป็นจุดๆ แต่พอคว้ามาจะนำทางก็ดับไปทุกที ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนว่าตนเองเหยียบพลาดตกลงไปในเหวลึก หล่อนรู้สึกกลัวมาก ร้องจนสุดเสียง จนกระทั่งมีแสงสว่างวาบเข้ามาก็สะดุ้งตื่น ส่วนอีกคืนก็ฝันว่า ต้องเดินข้ามสะพานไม้แขวนพาดระหว่างเหวลึก ถ้าตกลงไปคงไม่เหลือรอดแน่ๆ แต่ครั้นจะข้ามไปสะพานก็เก่าทรุดโทรมเกินจะวางใจ แต่อยู่ๆ ก็มีเด็กคนนึงเดินมาจับมือ แล้วพาหล่อนข้ามไป เมื่อถึงฝั่งก็มีแสงสว่างวาบเข้ามาทำให้สะดุ้งตื่นอีกครั้งหนึ่ง

หญิงสาวมิได้ใส่ใจกับความฝันเท่าใดนัก จนทราบว่าตนเองตั้งท้อง จึงอยากรู้ว่าฝันนั้นเป็นลางบอกเหตุหรือไร ปรึกษากับสามีก็ได้ความว่าไหนๆ ถ้าเด็กคลอดมาเราก็ต้องตั้งชื่ออยู่แล้ว ทำไมเราไม่ลองไปปรึกษากับอาจารย์ซะเลย จะได้รู้ว่าฝันนั้นแปลว่าอย่างไร แล้วก็ถือโอกาสให้อาจารย์ท่านตั้งชื่อเด็ก

ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงบ ให้ความรู้สึกร่มรื่น เย็นสบาย ตั้งแต่ย่างกรายเข้าไป พระอาจารย์อธิปัญโญผู้เป็นเจ้าอาวาสเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก่อนหน้านี้ท่านเป็นพระป่า ออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ มีอยู่วันหนึ่งท่านได้ไปรับบาตรจากเศรษฐีรับเหมาก่อสร้างผู้ใจบุญ เศรษฐีเห็นในจริยวัตร และรูปร่างที่สง่างาม น่าเลื่อมใส ยิ่งได้ทราบว่าท่านมีวัตรปฏิบัติที่ดีงาม โปรดญาติโยมอยู่เป็นเนืองๆ จึงคิดถวายการก่อสร้างสำนักสงฆ์ขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนา และเพื่อให้ท่านได้โปรดญาติโยมในละแวกใกล้เคียง ท่านอาจารย์มองการณ์ไกล จึงดำริว่าจะสร้างให้สำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับให้พุทธศาสนิกชนจากต่างถิ่นมาปฏิบัติธรรมด้วย ชาวบ้านเห็นถึงความมีเมตตาของพระอาจารย์ที่จะมาโปรดบุคคลโดยทั่วไป กอรปกับความตั้งใจ และใจบุญของเศรษฐี จึงได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสำนักสงฆ์แห่งนี้ขึ้นมา ใครพอมีเงินก็บริจาคเงิน ใครไม่มีก็บริจาคแรง

จากนั้นเป็นต้นมา ญาติโยมหันมาสนใจทำบุญ และศึกษาพระธรรมกันมากขึ้น ทุกๆ เดือนจะมีการปฏิบัติธรรมใหญ่ จะมีผู้คนมาจากทั่วสารทิศมาร่วมกันปฏิบัติธรรม นุ่งขาวห่มขาว ถือศีลอย่างเคร่งครัด ฝึกวิปัสนากรรมฐานกันภายในสำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นเวลา ๙ วัน ญาติโยมต่างเลื่อมใสศรัทธา มากราบไหว้ขอคำปรึกษาในการใช้ชีวิตมานักต่อนัก ตั้งแต่ระดับกุลี ไปจนถึงรัฐมนตรี อาจารย์ก็มิได้มีท่าทีว่าจะรังเกียจผู้ใด ให้ความสำคัญเท่ากันหมด

เคยมีหญิงหากินคนหนึ่งเป็นทุกข์มากเพราะติดโรคร้ายมาจากแขกที่ไปเที่ยว ทำให้ทำมาหากินอย่างเดิมไม่ได้ ความรู้ก็ไม่มี คิดอยากตาย แต่เพื่อนของหล่อนนำมาขอคำปรึกษาจากพระอาจารย์ ระหว่างที่สนทานธรรมอยู่นั้นก็ได้มีข้าราชการระดับสูงคนหนึ่งเข้ามาขอพบ ท่านอาจารย์ก็บอกให้นั่งรอ ข้าราชการคนนั้นหัวเสียมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงให้เวลากับผู้หญิงอย่างว่ามากกว่าเขา รู้ไหมว่าเวลาของเขามีค่าเท่าไหร่ ท่านอาจารย์จะเรียกเงินทองเท่าไหร่ก็ได้ แต่ขอพบตอนนี้ ท่านอาจารย์ก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าจะต้องรอ เนื่องจากหญิงสาวผู้นี้มาก่อนก็ต้องทำให้เขาหมดทุกข์ก่อน จึงจะหมดหน้าที่ของอาตมา เมื่อหญิงคนนั้นกราบลาไป ท่านอาจารย์ก็เตือนสติข้าราชการผู้นั้นว่า เวลาของคนเราสำคัญเท่ากันหมด ไม่มีเวลาของใครสำคัญไปกว่าของใคร ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองอย่างไร หากท่านเห็นว่าเวลาของท่านมีค่ามากกว่าหญิงบริการ เหตุใดบางเวลาท่านจึงไปใช้เวลาร่วมกันกับหญิงสาวนักศึกษาที่เลี้ยงดูไว้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับหญิงขายบริการพวกนี้เลย ข้าราชการผู้นั้นก็กราบขอโทษพระอาจารย์เป็นการใหญ่

ด้านเงินทองท่านก็มิได้เรียกเก็บแต่อย่างใด หากใครมีใจศรัทธาจะช่วยทำนุบำรุงศาสนาก็ทำตามกำลัง ท่านบอกว่าแม้บริจาคแค่บาทเดียวแต่เต็มใจที่จะสละ ไม่หวังผลตอบแทน ยังดีกว่าสร้างอาคารเป็นหลังด้วยเงินที่ได้มาจากมิจฉาอาชีวะ และทำบุญไปด้วยจิตอกุศล มิใช่ลักขโมยเขามา ค้าของผิดกฏหมาย หรือทำบุญสิบบาทแล้วขอให้ได้ล้านบาท ขอนั่น ขอนี่ เป็นต้น

ตนัยกับปริเยศเดินตรงไปยังศาลาตามที่เด็กคนหนึ่งได้บอกทางมาว่าขณะนี้อาจารย์อยู่ที่นั่น เมื่อเข้าไปก็กราบอาจารย์ ซึ่งดูอิ่มเอิบ ผิวพรรณผ่องใส ดูอ่อนวัยกว่าอายุจริงนัก รอบกายท่านเหมือนมีบารมีแผ่ออกมาให้ดูน่าเคารพนับถือยิ่งนัก หลังจากราบเสร็จ ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรอาจารย์ก็กล่าวมาว่า

"อืม ไปไงมาไงล่ะ หายหน้าไปนานเลยน่ะ เท่าที่จำได้มาปฏิบัติธรรมครั้งสุดท้ายก็สามสี่เดือนที่แล้ว ตอนนั้นยังมากันแค่สองคน วันนี้มาถึงสาม"
"อาจารย์ทราบได้อย่างไรครับ/ค่ะ" ทั้งสองคนงุนงง เอ่ยถามไปแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน แล้วหันมามองหน้ากัน
"เด็กคนนี้เป็นเด็กดี มีบุญญาธิการมาก จิตของเขาแก่กล้านัก แม้จะอยู่ในครรภ์ก็ตาม หากเพ่งมองดูก็จะเห็นได้ไม่ยากนัก เราต้องเลี้ยงดูเขาให้ดีล่ะ อย่าให้หลงไปผิดทาง เขาสามารถให้ความสุขที่ยิ่งใหญ่ หรือความทุกข์ที่หนักหนา แก่คนหมู่มาก ก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูทั้งสิ้น"

แล้วปริเยศก็เล่าถึงความฝันที่แปลกประหลาดแก่อาจารย์ อาจารย์ท่านฟังจบก็นิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังอยู่ในสมาธิ ก่อนเอ่ยขึ้นมาด้วย้ำเสียงเรียบๆ ว่า

"อย่างที่บอกว่าเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู ฝันแรกบอกให้รู้ว่าหากเราเลี้ยงดูเขาไปตามปรกติ แต่ไม่อยู่ในศีลในธรรมเขาอาจจะเป็นที่พึ่งให้เราได้แค่ระยะสั้นๆ เหมือนคบไฟที่ดับลงทุกครั้งที่ใช้นำทาง ซึ่งความสุขที่ได้รับ อาจจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เช่น หากเราขาดเงินทองใช้จ่ายเด็กคนนี้อาจจะหามาให้เราได้ แต่ไม่ใช่มาจากทางที่ถูกต้อง หรือ ยามที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย เด็กคนนี้ก็แค่นำเราไปส่งให้ถึงมือหมอ โดยมิได้สนใจว่าเราจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แค่ทำไปตามหน้าที่ ส่วนฝันอันหลังนั้นบอกให้รู้ว่า ถ้าเราเลี้ยงเด็กคนนี้ให้เป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรม ชี้ทางที่ถูกที่ควร ให้เขาได้เจอกับทางสว่าง ในภายหลังเขาจะนำเราไปสู่จุดหมาย แม้จะผ่านทางยากลำบากเท่าใดก็จะไปถึง"
ชายหนุ่มหญิงสาวได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกไม่สู้ดีนัก เลยถามไปว่า "อาจารย์พอจะมีวิธีอย่างไรให้แน่ใจว่าเราจะนำเขาไปในทางที่ดีขอรับ"
"อันนี้ประกอบไปด้วยหลายอย่าง อย่างน้อยก็ให้เขาได้พบกับพุทธศาสนา ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม แล้วคำสอนจะขัดเกลาเขาเอง" อาจารย์กล่าวตอบ

ทั้งสองพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เพราะเห็นจริงว่าศาสนาที่สอนให้พ้นทุกข์ โดยไม่เน้นที่ความเชื่องมงาย แต่ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง มีแค่ศาสนาพุทธเท่านั้น ดังนั้นหากเด็กคนนี้จะสามารถนำทางพวกเขาไปสู่จุดหมายได้ก็ต้องให้เขาได้เรียนรู้พุทธศาสนา ซึ่งหากเป็นจริงดังอาจารย์ว่า เด็กคนนี้ จะต้องเป็นคนที่สามารถช่วยผู้อื่นได้อย่างมาก ไม่เพียงแต่เขาสองคนเท่านั้น ว่าแล้วทั้งคู่ก็เปลี่ยนมาถามเรื่องชื่อว่าจะมีเกณฑ์ใดบ้างในการตั้งชื่อเด็กคนนี้

"หลักการตั้งชื่อนั้น มีอยู่หลายตำราด้วยกัน บ้างก็ว่ากันตามลักษณะดวงดารา บ้างก็เวลาตกฟาก เอามาคำนวณกัน ถ้าอย่างง่ายก็แค่วันเกิดในสัปดาห์ว่าตรงกับวันใด มีตัวอักษรใดให้คุณให้โทษ แต่ไม่ว่าจะตั้งชื่อดีมีมงคลอย่างไร หากเจ้าของชื่อมิได้มีจิตใจที่ดี มุ่งมาตรแต่จะกระทำการใดๆ ด้วยจิตอกุศล อย่างนี้ต่อให้ชื่อดีก็ไม่ช่วยอะไร" อาจารย์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ
"หรือแม้แต่ตัวฉันเองยังเคยมีคนมาทำนายทายทักว่ามีชื่อไม่ดี มีอักษรกาลกิณีบ้างล่ะ ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะทำให้ชีวิตฉันตกต่ำแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างไรเราสองคนก็คงอยากได้ชื่อที่ดีไว้สำหรับลูกคนนี้ใช่ไหม เอาเป็นว่าอาจารย์จะให้ชื่อไปสักจำนวนหนึ่ง เวลาคลอดก็ให้ดูตามตารางว่าชื่อใดที่ตรงตามเกณฑ์ ชื่อที่ให้ไปก็มงคลทั้งนั้น เลือกเอาว่าชอบใจชื่อไหน"

ว่าแล้วอาจารย์ก็หยิบกระดาษมาให้ทั้งสอง เป็นกระดาษขนาดเอสี่ สามแผ่น ภายในหน้าเขียนหลักการตั้งชื่อไว้ให้อ่านอย่างละเอียด พร้อมกับชื่อตัวอย่างที่มีนับร้อยชื่อ แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีญาติโยมมาปรึกษาเรื่องชื่อกันมากพอควร เลยต้องทำเป็นเอกสารแจกเช่นนี้ ทั้งสองก็สนทนาธรรมกับอาจารย์อีกครู่หนึ่งก่อนจะกราบลาอาจารย์

หลังจากการทำคลอดผ่านไปด้วยดี ปริเยศก็ถูกนำมาห้องพัก ตนัยก็ตามคุณพยาบาลไปดูเด็กน้อยล้างเนื้อล้างตัวก่อนที่พยาบาลจะนำเด็กน้อยกลับมาที่ห้องพัก อ้อมกอดแรกที่ได้กอดลูก ปริเยศน้ำตาไหลออกมาอีกหน หล่อนมองเด็กน้อยที่อยู่ในตระกองกอดอย่างรักใคร่ พยาบาลก็เอ่ยว่า

"คุณพ่อ คุณแม่ ได้ตั้งชื่อให้ลูกรึยังค่ะ"
ทั้งสองมองหน้ากันก่อนเอ่ยขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกัน "เด็กชาย ปีติ"
"อุ๊ยตาย ชื่อเพราะจัง คล้องจองกับชื่อคุณพ่อคุณแม่ด้วย ป ปลา จากคุณแม่ ต เต่า จากคุณพ่อ โตขึ้นต้องเป็นเด็กดีของคุณพ่อคุณแม่แน่ๆ เลย"




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2551
0 comments
Last Update : 1 มกราคม 2552 8:57:00 น.
Counter : 850 Pageviews.

 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

GT_OAT
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add GT_OAT's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com