<<
เมษายน 2550
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
14 เมษายน 2550
 

Sunshine, ถึงเวลาจุดประกายไฟดวงใหม่!



(Heavy Spoil)


.... ในช่วงเวลาการทำหนังที่ผ่านมาของผกก.ฝีมือดีไอเดียกึ๋นอย่าง Danny Boyle ก็ทำหนังได้แตกต่างหลากหลายให้เราได้ชมกันหลายต่อหลายแนว แล้วถึงแม้ผกก.คนนี้ จะเปลี่ยนแปลงแนวของเขาอยู่บาอยๆก็ตาม แต่หนังเหล่านี้มันมีประเด็นที่แฝงเอาไว้แทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Shalow Gave เป็นเรื่องราวมิตรภาพที่มีอะไรแปลผันให้พวกเขาแตกคอกันตลอดไป, Trainspotting ช่วงเวลาวัยรุ่นกับชีวิตของคนติดยาถูกนำมาเล่าแบบอัลเอตร์นาทีฟ แต่มันได้พาเราเข้าสู่ด้านมืดแบบนี้อย่างเต็มที่สุดขั้ว, A Life Less Ordinary ความรักที่ลงตัวไม่ได้เลย, The Beach ถึงคุณจะพบสวรรค์ แต่แน่ใจว่ารึเปล่าว่า มันคือสวรรค์, 28 Days Later ถึงโลกจะเปลี่ยนแปลงหรือคนทั่วไปจะผิดเพี้ยนไปจากเดิม แต่แน่ใจนะว่าที่ๆคุณอยู่คือที่ปลอดภัย, Millions ใครว่าหนังเด็กซื่อบื้อ? และก็ล่าสุดกับหนังฟอร์มใหญ่เรื่องแรกในชีวิตของเขา Sunshine หากเราไฟดวงเก่าดับ เรายังจะทะเยอทะยานมั๊ย เพื่อให้ไปจุดไปดวงใหม่

ใน Sunshine เรื่องราวของหนังอาจจะไม่ต่างจากหนังไซไฟช่วยโลกเรื่องอื่นๆ เพราะว่าพวกเนื้อหาเรื่องราวช่วยโลกแบบนี้ก็ ถูกมานำเสนออยู่บ่อยแล้วไม่ว่าจะเป็น Armageddon/Deep Impact ไประเบิดอุกาบาตรเพื่อเส้นทางของมัน ก่อนที่มันจะมาถึงโลก, The Core ไประเบิดแกนโลกเพื่อให้มันได้กลับมาหมุนอีกครั้ง ก่อนที่มันจะทำให้โลกแปลผันไป และก็ Space Cowboy ภารกิจของหนุ่มวัยชราเพื่อให้โลกไม่สูญเสียการติดต่อ แต่มันมีอะไรต่างกับหนังพวกนี้ด้วย ซึ่งมันก็คงผสมเรื่องราวลึกลับระทึกขวัญด้วย แบบที่เคยนำเสนอใน Event Horizon และ 2001 : A Space Odysys

ซึ่งถึงแม้เรื่องราวช่วยโลกบวกกับเรื่องลึกลับบนยานอาจถูกนำเสนออยู่บ่อยแล้วก็ตาม แต่ความจริงแล้วจุดประสงค์ของหนังมันไม่ได้อยู่นั้น แต่มันกลับพูดถึงนักบินอวกาศที่พยายามจะทำภารกิจให้สำเร็จต่างหาก! และด้วยเอกลักษณ์เน้นตัวละครสไตล์ของผกก. Danny Boyle ที่ถูกมาใส่ในหนังเรื่องนี้ เราก็ได้พบว่าเรื่องราวในหนังเรื่องนี้มีอะไรที่แตกต่างกว่าในแนวกันไปอย่างสิ้นเชิง

.... ไม่มีเรื่องราวของพวกองการณ์ Nasa

.... ไม่โฟกัสถึงชีวิตคนบนโลก

.... ไม่มีฟอร์มฮีโร่ที่หนังประเภทเดียวกันชอบใช้เป็นประจำ



เพราะเรื่องราวการเดินทางไปสู่ดวงอาทิตย์การเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากอยู่พอควรว่า จะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร??? และแน่นอนตัวละครนักบินทั้ง 8 คนก็ต้องมีความน่าแตกต่างมากๆ เพราะถ้าพฤติกรรมของตัวละครมีอะไรคล้ายๆกัน เราจะไม่สามารถค้นพบว่าใครจะได้แสดงธาตุแท้อะไรออกมาบ้าง? บนยาน Icarus II



.... Robert Capa ผู้ที่คิดค้นระเบิดเพื่อจะไประเบิดให้ดวงอาทิตย์ให้กลับมามีแสงสว่างอีกครั้ง เชื่อมั่นแค่ให้ภารกิจของตัวเองสำเร็จเท่านั้น จะตายหรือรอดไม่สำคัญของให้เพียงโลกได้พบกับแสงเจิดจ้าอีกซักครั้ง!



.... Mace หนุ่มผู้ที่มีอารมณ์ค่อนข้างแข็งกร้าวและดื้อรั้นอยู่พอควร แต่เมื่อเขาได้มาเป็น 1 ในคนที่จะไปทำภารกิจนี้ เขาก็รู้ตัวว่าในสถานการณ์อะไร จะต้องเป็นแบบไหน



.... Cassie นักบินที่เชื่อมั่นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ และใฝ่ฝันเพื่อไปถึงมัน



.... Corazon นักบินชาวมาเลเซียที่ฝันได้ถูกทำลายมาตรงครึ่งทาง



.... Searle กัปตันหัวเรือที่เชื่อเรื่องพระอาทิตย์เหมือนกัน แล้วไม่ว่าเขาจะรอดหรือตายอย่างไร เขาก็คุ้มแล้วที่ได้มาถึงที่นี่



.... Harvey นักบินอีกคนนึงที่ถูกดึงมาทำภารกิจแบบเดียวกับ Mace เขาอาจจะไม่ได้แสดงออกเกินไปแบบ Mace แต่คารมของเขานั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย!



.... Kaneda กัปตันหัวเรืออีกคน ที่ต้องมาทำภารกิจนี้ และถึงเขาจะมาตรงนี้ เขาก็ยังไม่เชื่อว่ากับที่ๆเขามา เขาจึงอยากจะพบกับมันเองโดยสายตาของเขา



.... Trey เป็นนักบินในบรรดากลุ่มนี้ที่มีปัญหามากที่สุด เพราะแค่เขาทำผิดพลาดแค่ครั้งเดียว เขาก็รู้สึกผิดแบบเต็มที่แล้ว!

เมื่อคน 8 คนมารวมตัวกันเพื่อภารกิจนี้ เราจึงได้พบว่าช่วงเวลาแรกที่หนังเล่าเรื่องแนะนำตัวละครเหล่านี้ โดยให้ Capa เป็นแก่นหลักหรือตัวแทนสัญลักษณ์ (ที่ Danny Boyle ต้องการจะสื่อ) นั้นก็ยังพบว่า มันเล่าเรื่องในแบบธรรมชาติและสัญชาตญาณปลีกย่อยของมนุษย์ เพราะหนังได้ตัดส่วนอื่นๆที่หนังประเภทเดียวได้ใช้ไปแล้ว! แน่นอนในการเดินทางสู่ดวงอาทิตย์ครั้งนี้นั้น ไม่ได้มีอะไรแค่เดินหน้าไปเท่านั้น แต่ว่าเรายังพบว่ามียานอีกลำนึงที่ถูกทิ้งล้างไว้อยู่ นั่นคือ Icarus I (ซึ่งส่วนนี้เริ่มใกล้เคียงกับ Event Horizon นิ๊สๆแล้ว) พวกเขาก็ต้องเลือกระหว่างจะมุ่งหน้าไปสู่ดวงอาทิตย์ต่อ หรือว่าจะลงไปเยี่ยมยานที่ถูกปล่อยล้างเอาไว้

และเมื่อเกราะกำบังแสงของยานมีปัญหา พวกเขาจึงไม่รีรอดูดายรีบไปซ่อมแซมเพื่อให้ทันก่อนที่ดวงอาทิตย์จะแผดเผา แน่นอนการซ่อมแซมครั้งนี้มันไม่ใชเรื่องธรรมดา เพราะสูญเสียห้องวัชพืชที่สร้างออกซิเจนให้กับยาน เนื่องจากแสงจากพระอาทิตย์ได้แผดเผามันยังหลังทะลายไม่เหลือซากดีอีกแล้ว! ซึ่ง Corazon ก็ไม่สามารถทำใจกับเรื่องนี้ได้!

และไม่ใช่แค่ต้องสูญเสียห้องวัชพืช ยังต้องสูญเสียกัปตัน Kaneda ที่ถึงจะมาที่นี่ก็ยังไม่เชื่อว่าตัวเองมาทำภารกิจเพื่อจุดประกายแสดงดวงอาทิตย์ เขาจึงต้องการจะขอพิสูจน์พบกับแสงอาทิตย์แบบใกล้ๆเพื่อให้เขาได้พบว่า เขาได้มาตามที่บรรลุเรียบร้อยแล้ว!

และแน่นอนเรื่องราวของหนังก็ยังตามสูตรก็คงต้องเสียนักบินเพิ่มไปอีก ฉนั้นนักบินทั้ง 7 ก็ต้องตัดสินใจ ต้องเข้าไปในยาน Icarus I เพื่อไปสำรวจดูว่าในยานมีอะไรที่พอใช้บ้างมั๊ย??? พวกเขาจึงแยกให้หนุ่มๆทั้ง 4 คน เข้าไปในยานลำนั้น

เมื่อพวกเขาได้ไปถึง ปรากฏว่าทุกๆอย่างในยานก็ปกติแทบทั้งหมด (เว้นแต่ในยานมีฝุ่นเครอะจากการไหม้เต็มไปหมดเลย) ซึ่งหน้าแปลกว่าถ้ายานทั้งลำปกติ และทุกอย่างในยานใช้ได้หมด แล้วทำไมกลับติดต่อผู้คนบนโลกไม่ได้ล่ะ? พวดเขาค้นพบว่า นักบินบนยาน Icarus I บางคนตักสินใจปลิดชีพตัวเองโดยการที่เปิดแสงดวงอาทิตย์เข้ามาในห้องสำรวจดวงดาว ขณะที่พวกเขากำลังนั่งชมอยู่ ที่สำคัญก็คือยานลำนี้ดันมีออกซิเจนซะด้วย

แต่เมื่อช่องข้ามระหว่างยานได้พังและแตกแยกไป พวกเขาจึงต้องมีทางเลือกก็คือต้องข้ามไปให้ได้ แต่มีแค่ชุดออกนอกไปได้แค่ชุดเดียว แน่นอนพวกเขาจึงต้องให้คนที่สำคัญกว่าอย่าง Capa ใส่ไป ส่วนคนอื่นๆก็ต้องหาวิธีอย่างอื่นว่า จะต้องใส่อะไรเพื่อออกไปให้ได้ และเมื่อ Harvey ได้รู้ว่าพวกเขาจะให้ Capa ใส่ชุดไป แน่นอนอย่างแรกที่มันเกิดขึ้นก็คือ Harvey เกิดอาการฉุนมากๆ ที่ Capa ที่สำคัญกว่าตัวเอง ทั้งๆเขาก็คิดว่าตัวเองก็สำคัญพอๆกัน แต่อย่างน้อยช่วงเวลาสั้นๆนี้ก็ไม่ได้ยืดเยื้ออะไรมาก เพราะ Mace ได้คิดวิธีที่จะออกไปข้ามยานไปได้ ซึ่งคนที่จะต้องเป็นคนทรงตัวและจะต้องให้ทั้ง Mace และ Harvey ก็คือ Capa แต่ที่แย่ที่สุดก็คือว่า จะต้องมีใครซักคนอยู่ในยาน Icarus I ฉนั้น Searle จึงจำเป็นจะต้องคุมยาน Icarus I เพื่อให้ทั้ง 3 กลับไปที่ยาน Icarus II

ในช่วงเวลาที่พวกเขาข้ามไป Harvey ก็หลุดไป ก็ไม่สามารถไปช่วยได้ จึงมีแค่ Mace และ Capa ที่ไปถึงได้เท่านั้น แน่นอน Searle ก็ต้องเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อให้ยาน Icarus II ได้สานต่อภารกิจต่อไป และตัวเองก็จะไปขึ้นสวรรค์พร้อมกับยาน Icarus I

.... แน่นอนตอนนี้พวกเขาก็เลยกัน 5 คน แต่ออกซิเจนที่พวกเขามีนั้น มันจะไม่สามารถพาไปถึงดวงอาทิตย์ได้ตามเวลาได้! พวกเขาทั้ง 4 คน (Mace, Capa, Cassie, Corazon) ก็ต้องหาลือว่าจะเอายังไงกับเรื่องนี้ จะต้องฆ่า Trey เพื่อให้ภารกิจนี้ไปที่วางเอาไว้ ทุกๆคนเห็นด้วยหมด มีเพียงแค่ Cassie เท่านั้นที่ไม่ออกความเห็นเรื่องนี้ มันจึงไม่สามรถช่วยได้ ทำให้ Mace จะต้องหันไปทำด้วยตัวเขาเอง แต่เมื่อ Mace ได้เข้าไปในห้องบำบัดจิตรที่กำลังบำบัด Trey อยู่เขาก็พบว่า Trey ก็ม่องไปเรียบร้อยแล้ว!

แน่นอนต่างคน ทั้ง 4 คนในตอนนั้นก็พากันแตกตื่น และ พากันคุมสติไม่ได้หมด จึงทำให้ทั้ง Mace และ Capa ที่เคยทะเลาะกันในช่วงเริ่มของหนังก็กลับมาทะเลาะอีกครั้ง จากที่ Mace ได้โทษ Capa ไปว่า "อ่ะ เลือดนี้หลั่งเพื่อนาย!" แน่นอนก็กัดกันไม่ปล่อยแหละทั้งคู่ แต่คราวนี้คนอื่นๆก็ไม่มาช่วยหยุด เพราะก็รู้อยู่แกใจว่าถ้ายังไม่จบอีกล่ะก็ เราคงไม่มีออกซิเจนและภารกิจนี้คงไม่สำเร็จแน่ๆ ทั้งคู่ก็ต้องหยุดเพื่อคุมสติให้ทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ และถ้าเรายังคุมอารมณ์ของเราไม่ได้โลกก็จะดับสลายไปเพราะคารมของพวกเขา

และเมื่อตอนนี้ก็เหลือนักบินแค่ 4 คน ก็ต้องทำเวลาเพื่อให้ไปถึงดวงอาทิตย์ แต่เมื่อ Capa ได้ตรวจสอบไปก็ทราบว่าออกซิเจนไม่พอที่จะไปถึงอีกแล้ว แล้วคอมก็ยังแย้งอีกว่า "ตอนนี้มีนักบิน 5 คน"



ใครคือนักบินคนที่ 5 ???

แน่นอนหนังมีสิทธิ์ทำให้ช่วงเวลาตรงนี้อืดได้ไปอีกจะได้ยาวๆแบบหนังในแนวเดียวทั่วไป เพื่อให้เล่นคำถามกับคนดูว่า "เขาเป็นใคร" หนังสามารถชะลอในส่วนนี้ให้คนดูสงสัยว่า เขาคนนี้เป็นผี หรือคนเสียสติ แต่หนังเองก็ไม่ต้องการให้เรื่องมันยืดเยื้อๆไปให้มันนานมากๆแบบเดียวในหนังแนวเดียวกัน เรื่องจึงเฉลยตรงนี้เลยทันที โดยจากการที่หนังได้ไปก่อนหน้านี้ไปแล้วเกี่ยวกับกัปตันยาน Icarus I ที่ชื่อว่า Pinbaker หนังก็ได้บอกคนดูโดยตรงไปว่า นักบินคนที่ 5 คือใคร???

และการมาของตัวละครคืออะไรล่ะ ???

จากความเชื่อของผมที่มีต่อ Danny Boyle ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกๆคนมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างที่เราพยายามเต็มที่เพื่อมัน แต่เมื่อเราได้พยายามทำสิ่งนั้น เราก็พยว่ามันยากเย็นเหลือเกิน จนเบื่อหน่ายที่จะทำและเชื่อมั่นในสิ่งๆนั้น ฉนั้นเขาจึงตัดสินใจที่เปลี่ยนแนวความมั่นคงใหม่ของตัวเองด้วยความเชื่อที่มันอยู่ในเฒ่าทุลีจากสายเลือดเขาเอง เมื่อเขาเชื่อว่าพระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกๆคนขึ้นสวรรค์ และพบว่ามันถึงเวลาที่มนุษย์ควรพบกับจุดสิ้นสุด เขาก็เสียสติเพื่อมาขัดขวางภารกิจนี้อีกต่อไป

แน่นอน Capa คือคนแรกที่ได้ทราบว่ามีนักบินคนที่ 5 อยู่บนยานลำนี้ และก็ Corazon ก็คือเหยื่อรายแรกที่โดนนักบินคนที่ 5 เล่นงาน (เพราะความเชื่อมั่นของเธอในขณะนั้น จึงทำให้เธอประมาทรที่จะระวังหลัง) Capa ก็แจ้งให้ Mace รู้แต่ Mace เองก็กำลังมีปัญหาเพราะคอมดันมาขัดข้องซะได้ เขาจึงต้องพยายามจะซ่อมให้สำเร็จ ส่วนคนที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่จริงๆก็คือ Cassie ที่ตัวเองก็รู้ตัวว่ากำลังมีใครบางคนเขามาในยานและก็ไม่ได้ประสงค์ดีซะด้วย

ฉนั้น หนังในตอนนี้จึงแบ่งหน้าที่ ให้กับทั้ง 3 ตัวละครเอกที่เหลือ (Capa, Mace, Cassie) ดังนี้

Capa .... ตอนนี้ก็มีอุปสรรคที่ออกไปจากห้องนิรภัยไม่ได้ แต่เขาจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อถึงจุคไคลแมกซ์ของหนัง

Mace .... แรกๆหนังก็ใบ้ไปแล้วว่าเขากลัวน้ำเย็นเยือกมากๆ เขาจึงต้องลงไปในนั้นเพื่อพยายามซ่อมคอมที่ขัดข้องให้สำเร็จ และเขาเองก็ต้องแสดงความกล้าให้ถึงที่สุด แต่เขาเองก็ไม่สามรถเอาตัวรอดจากเรื่องได้ เราจึงได้เห็นกับจุดจบของตัวละครนี้ได้อย่างไม่น่าเกลียดนัก

Cassie .... ก็โดน Pinbaker ไล่ล่าอย่างต่อเนื่อง ก็ประมาณหนังหนีฆาตรกรโรคจิตรแหละ

และเมื่อ Capa ได้ผ่านอุปสรรคนั้นไปแล้ว ก็พบว่าตอนนี้ได้เสียลูกเรือในยาน Icuras II ไป 2 คน ก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องตัดสินใจข้ามไปอีกฝั่งนึงของยาน ที่กำลังแยกครึ่ง เมื่อเขาข้ามไปสิ่งที่เขาคิดในใจก็มีอยู่ 2 อย่างเดียว อย่างแรกคือคำพูดของ Cassie ที่ยังฝังใจเขาไว้และจุดมุ่งหมาย คือ จุดประกายให้แสงสว่างกลับมาอีกครั้ง!


เมื่อเขาข้ามไป แน่นอนเขาก็ต้องพบกับ นักบินคนที่ 5 ที่พยายามจะขวางทางภารกิจครั้งนี้ให้ได้ แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นที่เขาจะกังวล แค่เขาขอให้ภารกิจนี้ลุล่วงเท่านั้น

และถึงแม้ตั้งแต่เราได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ จนมาชมเรื่องนี้ เราก็คงเดาตอนจบได้อยู่แก่ใจว่า จุดจบมันเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เรารู้สึกประทับใจก็คือ มันไม่จบประมาณทุกอย่างมันพังทะลายไปหมดแล้ว! แต่มันจบประมาณว่าในที่สุดฝันที่ตัวเองพยายามจะไปและพยายามจะทำให้สำเร็จ เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า Capa ในที่สุดแล้ว เขารู้ว่าตั้งแต่แรกนั้นจะไม่ได้กลับมาที่โลกอีก เขารู้ว่าจะไม่มีรอดในภารกิจ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาสพรึงกลัวที่สุด แต่มันเป็นเส้นทางที่เขาเองอยากไปมานานแล้ว ในที่ๆคนทั่วไปอยากไป ฉนั้นเขาจึงไม่กลัวความตายอีกต่อไป แต่มันกลับรู้สึกดีที่ใกล้ถึงเส้นคาดระหว่างโลกความตายและโลกคนเป็น แบบเดียวกับที่เขาเองได้สามารถสัมผัสดวงอาทิตย์ในฉากจบของเรื่อง



ผมคนนึงที่เลือดบ้ารักหนังของ Danny Boyle เป็นชีวิตจิตใจมากๆ ไม่ต่างกับหนังของ Afronso Cruron, Alejandro Gonzalez Inarritu, M.Night Shyamalan, Andrew Niccol, Guillermo del Toro, Michael Mann, , Steven Soderberg แล้ว Danny Boyle ก็เป็น 1 ในนั้น และอยากจะย้ำอีกซักครั้งว่า Sunshine ไม่ใช่หนัง Hollywood นะครับ มันคือหนังอังกฤษ 100% แท้แน่นอน ซึ่งทั้ง Danny Boyle และความเลือดบ้าอังกฤษก็ถูกเข้าผสมอย่างกลมกล่อมจนไม่มีวันลืมจริงๆ เพราะถ้าคุณได้ดูหนังอังกฤษที่เขาคนนี้กำกับทุกเรื่องๆ และรวมถึงหนังอังกฤษที่เขากำกับที่ฉายเฉพาะทางทีวีบางเรื่อง แน่นอนว่า คุณจะรู้สึกเลยว่า ผกก.คนนี้ รสชาติไม่เคยจำเจเลย และความรู้สึกที่ได้จากไหนเขาไปเลย ก็คงเป็นเรื่องราวที่ทำให้เราได้เข้าใจถึงมนุษย์มากขึ้น ที่แน่นอนก็คือประเด็นเรื่องมนุษย์ที่เราเห็นอยู่บ่อยๆในหนังเขาก็คือ หากมนุษย์เราอยู่ในความกดดันและจุดที่สูงสุดเท่าไหร่ สัญชาตญาณหรือธาตุแท้ที่จริงของมนุษย์ก็จะถูกเปิดเผย หนังของเขาจะถูกนำเสนอในเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้สถานการณ์ในหนังแต่ละเรื่องจะต่างกันไปมากมายก็ตาม แต่ที่ดีก็คือว่า เมื่อ Boyle ชอบนำประเด็นนี้มาสู่ในหนังแต่ละเรื่อง หนังเรื่องนั้นก็จะน่าสนใจทันที ไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะเป็นอย่างไร หนังเรื่องนั้นก็จะมีประเด็นแอบแฝงเอาไว้

.... ตั้งแต่ Shallow Gave จนถึง Sunshine คือเส้นทางการเติบโตการทำหนังของเขาจริงๆ เล็กๆมาสู่ใหญ่ๆ จะมีแค่ The Beach เรื่องเดียวที่อาจทำให้การเดินทางของเขาผิดเพี้ยนไปจนเกือบจะเติบโตต่อไม่ได้

แต่สิ่งดีก็คือจากการที่ Danny Boyle ได้ Alex Garland จาก The Beach ด้วย ก็ทำให้หนังของเขาหลังจากนั้นได้มีรสชาติแปลกใหม่กว่าเดิม ที่ประทับใจมากๆและอดเอามาเปรียบเทียบกับ Sunshine ไม่ได้ก็คือ 28 Days Later ซึ่งคนที่เป็นแฟนพันธุ์ก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "นี่ไม่เชิงกับเป็นหนังซอมบี้ 100% แต่มันคือหนังที่เล่าถึงสันดานมนุษย์ที่แท้จริง!" ผมก็เห็นด้วยแหละ อีกอย่างเราจะเห็นในเอกลักษณ์ของหนัง Danny Boyle ที่มี Alex มาด้วย ก็พบว่าหนังที่พวกเขารวมทีมส่วนใหญ่ ก็จะวิพากย์วิจารณ์สันดานที่แท้จริงของมนุษย์นี่แหละ ในเรื่องด้านมืดและกิเลศความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

Sunshine มีเรื่องกิเลศเหล่านี้อยู่เหมือนกัน แต่มันไม่เน้นที่ตัวละครใดตัวละครนึง แต่เราจะได้เห็นเป็นระยะเป็นช่วงๆ ตามจังหวะที่เรื่องพยายามจะให้เราได้เห็น (ถ้าใน 28 Days Later เราก็จะเห็นได้ชัดจากพวกทหารที่ไม่สามารถควบคุมกิเลศของพวกเขา ทำให้จิตใจของพวกเขาไม่ต่างกับพวกผีดิบเดินที่ไล่วิ่งกัดชาวบ้านตลอดทั้งเรื่อง) เราจะได้เห็นกิเลศแรกจริงๆใน Sunshine ก็เริ่มจากตัวละคร Mace กับ Capa ที่ไม่ยอมกันเหมือนกัน ---> Harvey ที่คิดว่าตัวเองก็สำคัญไม่ต่างจากคนอื่น แต่ถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ เราก็คงทราบว่า ใครกันแน่ที่สำคัญกว่ากัน? ---> Mace กับ Capa อีกครั้ง ---> จนมาถึง Pinbaker นักบินคนที่ 5 ที่ไม่ได้รับเชิญเลย คือตัวแทนคนเสียสติที่คิดอีกด้านนึงของมนุษย์ เพราะความเบื่อหน่ายที่อยู่ในตัวเอง มันหล่อหลอมให้เขาไม่ต่างจากปีศาจเดินดินคนดิน ซึ่งวิธีการที่ Danny Boyle และ Alex Garland เล่าก็อาจไม่ต่างจากหนังประเด็นหนังก่อนๆที่เขาเคยทำ แต่ที่มันดีก็คือ ประเด็นความเป็นมนุษย์เหล่านี้ และปรัชญาที่แอบแฝงไว้กว่าที่มนุษย์คนนึงจะตามหาเจอ แบบนี้แหละที่มันน่าจดจำ ฉนั้นแนวคิดหนังที่ทั้งคู่สร้างมาตลอดมันก็คงยังขายได้อยู่วันยังค่ำ

ที่ไม่จำเจกับหนังแนวเดียวกันก็คงไม่ใช่ที่ทุกๆคนตายหมดยังเดียว แต่มันใส่รสชาติหลายรสในหนังเรื่องเดียว เราคงไม่รอลุ้นให้ลูกเรือในเรื่องรอดหรอก แต่เราจะลุ้นว่าสุดท้ายแล้วภารกิจจะสำเร็จอย่างไร ซึ่งผมค่อนข้างชอบตรงจุดจบมากๆ เพราะมันไม่ยึดติดความเป็นฮีโร่ในหนังแบบนี้ ไม่มีเรื่องของพวกองการณ์นาซ่าและชาวโลกให้พูดถึงให้มันเสียเวล่ำเวลา ตรงส่วนที่ 2 ที่ผมกล่าวมา หนังอย่าง Mission To Mars, Red Planet และ Supernova อาจเคยใช้แล้วก็ตาม แต่สุดท้ายมันก็ไม่เวิร์คในที่สุด! แต่กลับใน Sunshine เรื่องของแนวความคิดมนุษย์และอุดมคติที่เราคิดตลอดเวลา กลับถูกนำเสนอแทนเรื่องราวพวกนั้นไปเลย ซึ่ง Sunshine จะไม่ใช่แค่ความบันเทิงในสไตล์หนังแนวเดียวกันมีเท่านั้น แต่มันเป็นหนังที่อะไรที่สอดแทรกไว้ ที่ประทับใจสุดๆก็คงเป็นเรื่องราวของคนบนโลกก็ถูกมานำเสนอจริงๆก็คงเป็นในตอนจบ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับ Armageddon, Deep Impact และ The Core นักเท่าไหร่ แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่ไม่จำเจ และไม่ต้องมาทนความรู้สึกแบบน้ำเน่าในหนังประเภทเดียวกันที่มันสุดเฉามากๆ

ที่สำคัญนะ เรื่องนี้ Danny Boyle ยอมลดการสบถคำของหนังเขาน้อยลงกว่าหนังเรื่องอื่น และใส่วิธีการทางเทคนิคด้านภาพมากขึ้นเช่น ภาพมัวๆขณะที่ Pinbaker ได้ออกอาละวาด มันให้ความรู้สึกแบบที่เรากำลังเผชิญกับปีศาจอยู่ ซึ่งทำออกมาได้หลอนมากๆ การตัดต่อที่ใช้ภาพซ้อนเป็น2-3เฟมต่อ1ฉาก แบบเดียวกับที่เคยใช้มาแล้วใน Fight Club เอ็ฟเฟ็กซ์เรื่องแรกของ Danny Boyle ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ Kaneda โดนแสงพระอาทิตย์เผาเรียบไม่เหลือซาก จนถึงฉากที่ Capa ได้สัมผัสกับดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก! ผมรู้สึกว่าฉากเหล่านี้มีความหมายในต่อมัน และ Boyle เองก็ถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ

นักแสดงผมขอไม่พูดเป็นใครคนใดคนนึงละกัน แต่ขอชมว่าเป็นทีมนักแสดงที่แสดงออกมาได้ดีมากๆ ตั้งแต่ Cillian Murphy คนนี้คือสัญลักษณ์รุ่นที่ 3 จริงๆของผกก. Danny Boyle ก่อนหน้านี้ Ewan McCrager และ Leo ก็เคยถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในหนังเขาแล้ว! เมื่อเขาเองก็ได้แจ้งเกิด Cillian จาก 28 Days Later ผมก็คิดว่า Danny เลือก Cillian มาเป็นสัญลักษณ์ในหนังเขาอีกครั้ง ผมว่าเขาดีมากๆนะ เพราะว่าเขาแสดงหลายๆบทบาทได้ดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นคนร้ายหรือคนดีก็เป็นตัวละครที่ใครๆต่างก็ต้องหลงรักเขาแหละครับ เรื่องนี้อาจติดภาพลักษณ์ของเขาจากเรื่อง 28 Days Later นิดนึง แต่ก็ถือว่าเขาเล่นเป็น Capa ได้ดีเท่าที่ควร Chris Evan ก็โตมากๆในหนังเรื่องนี้ ถ้าใครได้ดูการพลิกแนวของเขาในหนังเรื่อง London และมาดูเขาในหนังเรื่องนี้ก็คงจะเห็นวิวัฒนาการของเขาจริงๆ Michelle Yoah เป็นนักแสดงที่น่าจะดึงดูดคนดูได้ แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่าเหมือนเป็นแค่ส่วนนึงเท่านั้น ไม่ได้แสดงออกอะไรมากนักครับ (ถึงแม้ตัวละครของเธอจะเกี่ยวกับการยึดยิดอะไรบางอย่าง!) Rose Bryan รักแสดงคนนี้ครับ เธอเป็นนักแสดงที่ไม่ได้สวยอะไรมาก แต่มีดีที่การแสดงออกจริงๆ Clift Curtis กับ Hiroyuki Sanada ก็ถือว่าเมื่อถึงเวลาที่ 2 คนนี้ต้องมีบทบาทพวกเขากลับทำได้มีประโยชน์พอควร แต่กลับ Troy Garity กับ Benedict Wong ที่ตัวละครของพวกเขาน่าจะได้เวลาในฉากมากกว่านี้ ทั้งๆที่ตัวละครของพวกเขาค่อนข้างเปรียบเทียบกับสันดานมนุษย์จริงๆ แต่โดยรวมนักแสดงในเรื่องนี้ค่อนข้างหลากหลาย และก็ออกมาดีด้วยครับ!

หวานมันส์ ที่มีรสชาติ
- Danny Boyle + Cillian Murphy + Alex Garland = สุดยอดครับ!
- บทหนังพยายามจะหาวิธีตีความเรื่องราวแบบใหม่ ที่ก็ไม่ได้ออกแย่นัก แต่ค่อนข้างพอใจ
- ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในการชมภาพยนตร์ต่อจาก The Fountain
- ทีมนักแสดงทั้งหมด
- การตัดต่อ/ การถ่ายภาพ/ SFX ในหนัง/ การให้จังหวะในหนัง ค่อนข้างสมส่วนเข้ากับเรื่องอย่างพอดีมากๆ
- เรื่องราวการจุดประกายดวงอาทิตย์อีกครั้ง/ ตอนจบหนังพร้อมกับคำพูดว่า "เมื่อพ่อแม่ตื่นขึ้นมา พร้อมกับเช้าวันที่สดใส และแสงพระอาทิตย์อย่างเจิดจ้าง แสดงว่าเราทำสำเร็จแล้ว!"
- ดนตรีโดย Johny Murphy และ Underworld ที่มาช่วยถ่ายทอดความรู้สึกของหนังในมุมมองใหม่! รวมถึงเพลงในตอนจบหนังด้วย!
- บทบรรยายไทยโดย ธนัชชา ศักดิ์สยามกุล เห็นพี่พัชชาแปลหนังไซไฟกู้โลกมาหลายต่อหลายเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะ Armageedon, ID4, Deep Impact หรือแม้กระทั่ง The Core เรื่องนี้ก็ทำได้ดี แต่ได้ถ่ายทอดการแปลตามที่หนังพยายามจะสื่อออกมา

หวานมันส์ ที่ยังจืดไป
- ช่วงเวลาความขัดแย้งระหว่างตัวละครน่าจะหนักแน่นกว่านั้น โดยเฉพาะนักบินคนที่ 5 หนังน่าจะแสดงส่วนที่เป็นจิตวิทยาของเขาหน่อย เพื่อที่จะเป็นการเสียดสีเกี่ยวกับคนบนโลกด้วย!



สรุปแล้ว: Sunshine เป็นหนังไซไฟเรื่องที่ 2 ประจำปีนี้ที่ผมชอบมากๆ ต่อจาก Children of Men ที่ชอบเพราะหนังมีแนวคิดที่ดีและทัศนะคติใหม่ต่อหนังไซไฟอีกมุมมองนึงที่ไม่ค่อยจะเห็นนัก ถึงแม้ว่าครึ่งแรกของหนังอาจจะคล้ายๆกับหนังไซไฟประเภทเดียวแบบเรื่องอื่นๆทั่วไป และก็ครึ่งหลังหนังอาจจะคล้ายๆกับ Event Horizon แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อ มันคือความทะเยอทะยานของมนุษย์ที่มันต้องการสื่อ ซึ่งมันอาจมีเรื่องราวข้างในขัดแย้งอยู่บ้าง แต่ถ่ายทอดออกมาได้ดีพอควร ผมให้เรื่องนี้ 9/10 ครับ!




 

Create Date : 14 เมษายน 2550
7 comments
Last Update : 14 เมษายน 2550 18:32:20 น.
Counter : 1271 Pageviews.

 
 
 
 
ชอบ cillian สุดๆๆๆๆๆ
 
 

โดย: คนรัก แรสสรฟื IP: 124.120.50.229 วันที่: 23 เมษายน 2550 เวลา:18:28:25 น.  

 
 
 
ชอบดูหนังมากๆๆเลยละกะว่าจะไปซื้อหนังมาดูอะอยากดูแฟน
 
 

โดย: คนรัก cillian IP: 124.120.50.229 วันที่: 23 เมษายน 2550 เวลา:18:30:05 น.  

 
 
 
ใช้ได้เลยครับ Sci-fi เรื่องนี้
 
 

โดย: *omega* วันที่: 2 สิงหาคม 2550 เวลา:22:54:03 น.  

 
 
 
ดูจบแล้วชอบค่ะ แต่ทำไมพินแบ็คเกอร์ถึงได้ตัวเบลอๆอ่ะ เค้าทำเบลอหรือว่าหนังมันเป็นยังงั้นหว่า?
ชอบ Ciliian สุดๆ เท่ คารมกินใจ โอ้ววว
 
 

โดย: มิโช่น้อยๆ (Cecile_FCB ) วันที่: 8 กันยายน 2550 เวลา:22:12:47 น.  

 
 
 
ไอโรคจิต
 
 

โดย: ปอมซัง IP: 125.26.75.122 วันที่: 14 กรกฎาคม 2551 เวลา:22:41:47 น.  

 
 
 
ผมว่า 2001 : A Space Odysys เหนือกว่า

เรื่องนี้ดูแล้วขาดความสมเหตุสมผล

แต่ชอบงานของ Cillian Murphy

 
 

โดย: Alucard IP: 58.8.150.164 วันที่: 14 สิงหาคม 2551 เวลา:5:15:46 น.  

 
 
 
สำหรับผมดูหนังเพื่อนความบันเทิงครับ

นานาจิตัง นะครับ อิอิ
 
 

โดย: จะเครียดไปทำไมครับ IP: 124.122.142.106 วันที่: 15 สิงหาคม 2551 เวลา:14:42:08 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

billy bob
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add billy bob's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com