https://youtube.com/shorts/lZh14vzx5ds?si=we46tzp7-sF1UQWOพระไตรปิฎกในตู้กระจก
สมัยเด็ก ๆ หลายคนคงเคยถูกสอนว่าอย่าข้ามหนังสือ อย่าเหยียบหนังสือ อย่าทำหนังสือตก เพราะหนังสือเป็นแหล่งความรู้ เป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับชีวิตและสติปัญญา
เจตนาเดิมของผู้ใหญ่คงเป็นเรื่องที่ดี คืออยากปลูกฝังให้เด็กรักการเรียนรู้และเห็นคุณค่าของการศึกษา แต่เมื่อเวลาผ่านไป บางครั้งความเคารพกลับกลายเป็นความกลัว
- หนังสือตกโดยไม่ตั้งใจ ก็กลัวสอบตก
- เผลอข้ามหนังสือ ก็กลัวว่าจะไม่เจริญก้าวหน้า
บางคนรู้สึกผิดทั้งที่ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่แต่อย่างใด เมื่อมองลึกลงไป เราอาจกำลังให้ความสำคัญกับ "ตัววัตถุ" มากกว่า "คุณค่าที่วัตถุนั้นบรรจุอยู่"
เรื่องนี้เห็นได้ชัดในกรณีของพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกถูกจัดวางอย่างสวยงามในตู้กระจก วางอยู่บนหิ้งสูง บางแห่งถึงกับล็อกกุญแจไว้อย่างดี ทุกคนให้ความเคารพ
แต่คำถามคือ
- มีใครเปิดอ่านบ้างหรือไม่
- มีใครศึกษาบ้างหรือไม่
- มีใครนำไปพิจารณาและปฏิบัติบ้างหรือไม่
บางครั้งภาพที่น่าคิดที่สุด อาจไม่ใช่หนังสือเก่าที่ถูกเปิดอ่านจนปกยับ แต่อาจเป็นพระไตรปิฎกชุดใหม่เอี่ยมที่ไม่มีใครเคยเปิดเลยสักครั้ง เรารักษาหนังสือไว้อย่างดี แต่ละเลยสิ่งที่หนังสือต้องการจะบอกเรา
เราเคารพพระธรรม แต่กลับไม่ศึกษาเนื้อหาของพระธรรม ราวกับคนที่มีน้ำสะอาดอยู่เต็มบ้าน แต่กลับเดินออกไปหาน้ำขุ่นดื่ม หรืออย่างที่คนไทยกล่าวกันว่า
"ใกล้เกลือกินด่าง"
มีของดีอยู่ใกล้ตัว แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน แน่นอนว่า การเคารพหนังสือไม่ใช่เรื่องผิด การดูแลรักษาพระไตรปิฎกก็เป็นเรื่องสมควร
แต่บางทีสิ่งที่ควรได้รับการรักษายิ่งกว่าเล่มหนังสือ อาจเป็นความใฝ่รู้ ความใฝ่ศึกษา และความกล้าที่จะเปิดอ่าน เพราะจุดประสงค์ของหนังสือ คือการถูกอ่าน และจุดประสงค์ของพระธรรม คือการถูกศึกษา เข้าใจ และนำไปปฏิบัติ พระไตรปิฎกไม่ได้เกิดขึ้นเพื่ออยู่ในตู้กระจก แต่เกิดขึ้นเพื่อเป็นแสงสว่างแก่ผู้ที่หยิบขึ้นมาเปิดอ่าน