บทสรุป : มารยาทของชาวพุทธ...บนทางสายกลาง
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้มาจนถึงบทสุดท้าย ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกว่า มารยาทของชาวพุทธมีรายละเอียดมากมาย ทั้งเรื่องการแต่งกาย การสวดมนต์ การฟังธรรม การใช้เสียง การใช้น้ำหอม การแต่งหน้า การจัดทรงผม การลางานไปปฏิบัติธรรม การศึกษาพระธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
หลายคนอาจเกิดคำถามว่า
"หากต้องระวังมากมายเช่นนี้ เราจะยังกล้าเข้าวัดหรือปฏิบัติธรรมอยู่หรือไม่?"
คำตอบของผู้เขียน คือ
"กล้าเข้าวัดเถิด"
เพราะมารยาทเหล่านี้ ไม่ใช่เงื่อนไขก่อนเข้าวัด และไม่ใช่เครื่องตัดสินว่าใครเป็นชาวพุทธที่ดีกว่าใคร
มารยาท คือสิ่งที่เราค่อย ๆ เรียนรู้ เมื่อได้รู้ก็ปรับ เมื่อพลาดก็แก้ไข เมื่อยังไม่รู้ก็ศึกษาเพิ่มเติม
พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนให้เรากลัวการทำความดี แต่ทรงสอนให้เราพัฒนาตนเองด้วยปัญญา
หากวันนี้ยังแต่งกายไม่เหมาะสม ก็เรียนรู้แล้วปรับปรุง
หากวันนี้เพิ่งรู้ว่าการสวดแข่งกับพระอาจรบกวนผู้อื่น ก็ลดเสียงลงในครั้งหน้า
หากวันนี้เพิ่งรู้ว่าควรส่งมอบงานก่อนลาปฏิบัติธรรม ก็วางแผนให้ดีขึ้นในการลาครั้งต่อไป
หากวันนี้เพิ่งรู้ว่าการวิจารณ์ควรเป็นการติเพื่อก่อ ไม่ใช่การเพ่งโทษ ก็ฝึกใช้วาจาด้วยเมตตา
การปฏิบัติธรรม มิใช่การแข่งขันว่าใครสมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือการลดกิเลสของตนเองทีละน้อย
ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรเดินไปอีกด้านหนึ่ง คือการกังวลจนเกินเหตุ
บางคนกลัวผิดมารยาทจนไม่กล้าเข้าวัด
บางคนกลัวผิดศีลจนไม่กล้าปฏิบัติธรรม
บางคนคิดว่าต้องพร้อมทุกอย่างก่อน จึงจะเริ่มทำความดี
แต่พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเช่นนั้น
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราเดิน ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)
ไม่หย่อนจนละเลยความเหมาะสม
และไม่ตึงจนกลายเป็นความทุกข์
ทางสายกลางไม่ได้หมายถึงการทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่หมายถึงการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุและปัจจัยในแต่ละสถานการณ์
แต่งกายสุภาพ แต่เหมาะกับอากาศ
เคารพพระธรรม แต่ไม่เพิ่มข้อปฏิบัติเกินกว่าที่พระธรรมวินัยบัญญัติ เช่น การถอดถุงเท้า ไม่จำเป็น
เพราะเสยขิยวัตร สำรวจและเคารพพระธรรม ดังนั้นถอดแค่รองเท้า เครื่องสัมผัสพื้นทำให้สกปรกค่ะ
รักษาศีล แต่ไม่นำศีลไปกดดันหรือดูหมิ่นผู้อื่น
ปฏิบัติธรรม แต่ไม่ละเลยหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ
ศึกษาพระธรรม แต่ไม่ใช้ความรู้เพื่อเอาชนะกัน
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ มารยาทจะไม่ใช่ข้อห้าม แต่จะกลายเป็นการแสดงออกของเมตตา ความเกรงใจ และปัญญา
มารยาทที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากความกลัวว่าจะถูกตำหนิ
แต่เกิดจากใจที่ถามตนเองอยู่เสมอว่า
"สิ่งที่เรากำลังทำ จะช่วยให้ตนเองและผู้อื่นเข้าถึงพระธรรมได้ง่ายขึ้นหรือไม่"
หากคำตอบคือ "ใช่"
นั่นย่อมเป็นมารยาทที่งดงามแล้ว
ท้ายที่สุด ผู้เขียนหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะไม่ทำให้ผู้อ่านกลัวการเข้าวัด แต่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า
วัดไม่ใช่สถานที่ของคนสมบูรณ์แบบ
แต่เป็นสถานที่ที่คนธรรมดาเข้ามาเรียนรู้ ฝึกฝน และค่อย ๆ พัฒนาตนเอง
เช่นเดียวกับมารยาท
เราไม่จำเป็นต้องทำได้ครบทุกข้อในวันแรก
ขอเพียงเปิดใจเรียนรู้ ปรับปรุงเมื่อรู้ และเดินต่อไปบนทางสายกลางด้วยเมตตาและปัญญา
นั่นก็เป็นการเคารพพระธรรมอย่างแท้จริงแล้ว
«"มารยาทของชาวพุทธ มิใช่กำแพงที่กั้นคนออกจากพระธรรม แต่เป็นสะพานที่ช่วยให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ เมตตา และปัญญา เมื่อรู้แล้วก็ปรับ เมื่อพลาดก็เรียนรู้ แล้วค่อย ๆ ก้าวไปบนทางสายกลาง เพราะพระพุทธศาสนาไม่ได้เรียกร้องให้เราสมบูรณ์แบบในวันนี้ แต่สอนให้เราพัฒนาตนเองให้ดีกว่าเมื่อวาน"»
ขอร่วมอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ด้วยค่ะ
กดติดตามและกดหัวใจเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ