เรียกมาคุยให้เขียนใบลาออก ใบลาออกมีผลหรือไม่..?

หนูเขียนใบลาออกให้เขาไปแล้ว จะฟ้องเขาได้หรือค่ะ..?

คุณใจดี มีน้ำใจ ถามด้วยความรู้เสียดายที่เขียนใบลาออกให้บริษัทไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากออก จึงนำความเสียดายนั้นมาปรึกษาผมว่าจะทำอะไรได้บ้าง..

เรื่องมีอยู่ว่า...
คุณใจดี มีน้ำใจ ท่านนี้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งมาหลายปี ประมาณวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้บริหารแจ้งให้เขาทราบว่า ผลงานของเขาตกต่ำลงมาก ขายไม่ได้ตามเป้า ทางฝ่ายบริหารจึงมีความคิดว่าจะเปลี่ยนผู้จัดการคนใหม่มาทำหน้าที่แทนคุณใจดี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป “ระหว่างนี้ขอให้คุณใจดี
หยุดงานไปปรึกษาสามีก่อนได้เลยว่าจะทำอาชีพอะไรต่อ วันนี้ขอให้คืนรถประจำตำแหน่ง คืนโทรศัพท์มือถือไว้ที่บริษัทและตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป ไม่ต้องมาทำงาน”


หัวใจคุณใจดี ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที !!
พอได้สติขึ้นมาบ้าง ก็ถามว่า “บริษัทจะช่วยเหลือเรื่องเงินทองให้หนูบ้างไหมค่ะ?” ผู้บริหารท่านนั้นบอกเขาว่าจะเสนอให้บริษัทจ่ายเงินให้ 6 เดือน จากนั้นก็บอกตามสูตรว่า “เพื่อไม่ให้เสียประวัติการทำงาน และเพื่อเสนอให้ผู้บริหารพิจารณาช่วยเหลือเงินได้ง่าย จึงขอให้คุณใจดี ช่วยเขียนใบลาออกให้ด้วย” และยื่นใบลาออกให้คุณใจดี เขียนให้

ใจจริงคุณใจดีไม่อยากออก ไม่อยากเขียน ยังคิดไม่ออกว่าจะไปทำงานอะไรต่อ แต่คิดว่าเขาไม่ต้องการให้ทำงานต่อ เขาจะช่วยเรื่องเงินด้วย ดีกว่าออกไปเฉย ๆ ก็เลยเขียนใบลาออกให้เขาไป จากนั้นก็คืนกุญแจรถ คืนโทรศัพท์มือถือให้อย่างว่าง่าย แล้วนั่งแท็กซี่กลับบ้าน

เวลาผ่านไปแล้ว 3 เดือนกว่า ๆ เงินที่ผู้บริหารบอกว่าจะช่วยนั้นก็ยังไม่ได้ โทรหาก็บ่ายเบี่ยงบอกว่า..เจ้านายไม่อยู่..เจ้านายยังไม่อนุมัติ...ยิ่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลชี้แจงอ้ำๆ อึ้งๆ ว่า “ก็คุณใจดี ตัดสินใจเขียนใบลาออกเอง บริษัทจึงไม่จ่ายเงินให้ครับ” ก็เลยแน่ใจว่า ถูกหลอกแน่แล้ว..!

เอาละสิทีนี้..ความดันโลหิต ความโกรธ ความ รู้สึกเจ็บแปล๊บที่หัวใจ แน่นขึ้นมาจุกหน้าอก ขึ้นมาทันที
ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่แรงงาน ก็บอกว่า การที่ผู้บริหารพูดว่าจะเสนอให้เงินช่วยเหลือนั้นไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน และบอกว่าการเขียนใบลาออกด้วยตนเอง ขณะมีสติสัมปชัญญะนั้นมีผลแล้ว จะฟ้องร้องก็ยากที่จะชนะ

“ตกลงว่าหนูมีโอกาสจะฟ้องเขาได้ไหมคะ อาจารย์” เธอถามอีกครั้งหลังจากเล่าจบ

ท่านทั้งหลายครับ..เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กๆ หรือบริษัทใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงก็เกิดขึ้นไม่น้อย สิ่งที่ผู้บริหารคิดก็คือ
1. ไม่อยากเสียเงิน จะให้ใครออกทำไมต้องแถมเงินด้วย
2. กลัวเสียชื่อเสียง ที่เลิกจ้างพนักงาน ถ้ากล่อมให้เขียนใบลาออกได้ ก็บอกคนอื่นได้ว่าเขาลาออกเอง
3. คิดว่าการให้เขียนใบลาออกเอง ลูกจ้างจะไม่มีสิทธิไปฟ้องศาล

วิธีการผิดๆ ที่มักจะทำกัน ก็คือ
• เรียกเขามาคุยและกล่อมให้เขาเขียนใบลาลออกให้
• ให้เหตุผลว่าเพื่อไม่ให้เสียประวัติบ้าง หรือจะให้เงินช่วยเหลือบ้าง
• ถ้าไม่เขียนใบลาออก ก็อาจยกเรื่องโน้น เรื่องนี้มาข่มขู่ มาตอกย้ำจนพนักงานเบื่อ ทนการกดดันไม่ไหว
• พอได้ใบลาออกสมใจแล้ว ก็อ้างต่อว่า “ก็คุณลาออกเอง คุณมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ขณะเขียน ไม่มีใครบังคับคุณนี่” แล้วก็ตัดบทไม่คุยด้วยเอาดื้อ ๆ แบบนี้แทบทุกราย

ฝ่ายบุคคลแทนที่จะเป็นคนกลางให้เหตุ ให้ผล ให้ความเป็นธรรมก็ไม่ทำ บางคนก็ร่วมขบวนการ ”หักคอ” พนักงานด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบก็มี ใครที่ทำให้พนักงานออกจากงานได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ถือว่าเก่ง..ยอมรับนับถือกันในทางที่ผิดๆ

เจ้าหน้าที่แรงงาน (บางคน) ที่มีหน้าที่คุ้มครองลูกจ้าง ก็จำความเข้าใจแบบเก่า ๆ มาแนะนำ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีโอกาสชนะ ก็ปัดเรื่องให้พ้นตัว ไม่ช่วย เหลือลูกจ้างเท่าที่ควร

มาดูเรื่องคุณใจดี กันต่อว่า ”คุณใจดีมีช่องทาง มีเหตุผลในการฟ้องศาลแรงงานได้เงินหรือไม่???”

เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว นายจ้างมีส่วนผิด 100 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้น ผมจะชี้ให้เห็นช่องทางดังนี้
1. การที่ผู้บริหารเรียกคุณใจดี ไปบอกว่าจะหาผู้จัดการคนใหม่มาแทน.. บอกให้คุณใจดีเขียนใบลาออก หยุดงานไปก่อน ..ให้คืนรถ คืนโทรศัพท์ ไม่ต้องมาทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นั้น นายจ้างมีเจตนาและแสดงเจตนาเลิกจ้างอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม แล้ว
2. การที่บอกว่า เขียนใบลาออกเอง ลงชื่อเอง มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ถือเป็นการลาออกเองด้วยความสมัครใจนั้น ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ..

ลองมองความเป็นจริงว่า
• คุณใจดี ยังไม่ได้งานใหม่ที่ดีกว่า ยังไม่มีรายได้อื่นที่ดีกว่าอยู่ดี ๆ จะลาออกไหม?
• ถ้าผู้บริหารท่านนั้นไม่เรียกไปคุย ไม่บอกให้เขียนใบลาออก คุณใจดี จะควัก ใบลาออมา เขียนเองไหม?
• มีเงินเดือน มีรถขับ มีโทรศัพท์ใช้ อยู่ดี ๆ จะคืน จะลาออกไหม?
• ถ้าผู้บริหารท่านนั้นไม่บอกว่าจะช่วยเงิน 6 เดือน คุณใจดีจะลาออกง่าย ๆ ไหม?

ถ้าคำตอบทั้ง 4 ข้อว่า “ไม่” ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า การลาออกนั้นผิดปกติ ไม่ธรรมดา ใบลาออกนั้น ย่อมไม่มีผล ซึ่งการกระทำของนายจ้างลักษณะเดียวกันนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานเคยพิพากษาเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วว่า “เป็นการเจตนาเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ให้นายจ้างจ่ายเงิน 1. ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 2. ค่าชดเชย 3. ค่าเสียหายที่เลิกจ้างไม่เป็นธรรม 4. ดอกเบี้ย ให้ลูกจ้างตามฟ้อง ตามคำพิพากษาเลขที่ 2575/2548”

มาดูว่า ถ้าคุณใจดี ชนะขึ้นมา นายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้คุณใจดีเท่าใด.. สมมุติว่าคุณใจดี ทำงานมา 12 ปี เงินเดือน 50,000 บาท ค่าตำแหน่ง 10,000 บาท รวม 60,000 บาท
1. ผู้บริหารบอกให้ลาออกวันที่ 28 มีนาคม โดยให้ออกวันที่ 1 เมษายน แสดงว่าบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้างไม่ถูกต้อง จึงต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 2 เดือน คือ 120,000 บาท
2. ค่าชดเชย 300 วัน หรือ 10 เดือน เท่ากับ 600,000 บาท
3. ค่าเสียหายที่เลิกจ้างไม่เป็นธรรม สมมุติว่าคุณใจดีแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเองเสียหายจริงและศาลสั่งให้จ่าย 300,000 บาท

รวมเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้คุณใจดี ประมาณ 1,020,000 บาท บวกดอกเบี้ยอีกประมาณ 75,000 บาท ค่าทนายความอีกประมาณ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,145,000 บาท ก็มากโขอยู่..

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่นายจ้าง ลูกจ้างที่จะฟ้องคดีกันควรระลึกถึงอย่างที่สุด ก็คือ
• เมื่อเป็นคดีความขึ้นมา ท่านกล้าที่จะโกหกตัวเองไหมว่าไม่ได้พูด ไม่ได้ทำ ทั้งๆ ที่กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องแท้ๆ
• ท่านกล้าผิดคำสาบานในศาลต่อหน้าพระบรมสาทิส ลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างนั้นหรือ ?
• คนที่กล้าคิดคด ทรยศ ไม่รักษาสัจจะ ไม่มีมโนสำนึกในคุณธรรม จะเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้หรือ..เวรกรรมจะติดตามและเรียกร้องเอาคืนตลอดชั่วลูกหลาน

ถ้าลูกจ้างชนะ นอกจากท่านจะต้องจ่ายเงิน พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแล้ว ท่านก็จะเสียชื่อเสียง เสียความเชื่อมั่น ความศรัทธา จากลูกจ้าง พนักงานของท่าน
“ชื่อเสียง..ความเชื่อมั่น..ความศรัทธา..3 สิ่งนี้ มีค่ากว่าเงินทอง และเมื่อเสียไปแล้ว ก็ยากที่จะได้กลับคืนมา"




ที่มา //www.easyroadtraining.com/index.php/108-case/95-charge

Smiley บีบี้ Smiley





Create Date : 08 ตุลาคม 2552
Last Update : 8 ตุลาคม 2552 21:48:48 น. 3 comments
Counter : 1411 Pageviews.

 
บทความนี้ดีจัง


โดย: rasinee วันที่: 8 ธันวาคม 2552 เวลา:5:18:03 น.  

 
ชอบครับ ภรรยาผมกำลังโดนคล้ายๆกรณีนี้อยู่ขอบคุณนะครับสำหรับบทความดีๆ ผมจะลองสู้ดูครับเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ภรรยาผม ขอบคุณอีกครั้งสำหรับบทความครับ


โดย: A IP: 10.0.0.79, 58.9.184.196 วันที่: 24 มกราคม 2555 เวลา:17:07:52 น.  

 
บทความดีมากค่ะ มีประโยชน์ดีค่ะ ขอบคุณนะค่ะ


โดย: jo (jobra ) วันที่: 28 มกราคม 2555 เวลา:23:02:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

bee4ever
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]









บีบี้รู้สึกว่าบีบี้ชอบทำอาหารเอามากๆ หลังจากที่บีบี้ทดลองอบขนมหลายๆ อย่าง หลังจากทำเสร็จก็จะมีขนมหลายแบบหลายรสชาติทั้งแบบที่แทบจะกินไม่ได้จนถึงกระทั่งแบบที่อร่อยจนหมดหลังจากอบเสร็จ แต่ขนมทุกอย่างก็ต้องผ่านการชิมจากบีบี้ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ น้ำหนักตัวและสัดส่วนของบีบี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้บีบี้ต้องกลับไปเล่นโยคะร้อนอีกครั้ง ซึ่งภายใน 3 สัปดาห์นี้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก บีบี้กำลังรอลุ้นว่าโยคะร้อนคราวนี้จะทำให้สิวขึ้นเขรอะอีกหรือเปล่า

Smiley บีบี้ Smiley





Last Updated Blogs

Strawberry Cream Cheese Cookies


Pineapple Tart & Taro Tart


Valentine's Day Chocolate For Someone Special


Pumpkin Cake


Yoghurt Banana Cake


Strawberry Cheesecake


Chichi no O-Bento ข้าวกล่องของคุณพ่อ


Macadamia Brownies


Japanese Cheesecake


เรียกมาคุยให้เขียนใบลาออก ใบลาออกมีผลหรือไม่..?


50 เรื่องขำๆ ในโฆษณาไทย


เมื่อบีบี้อยากกินอาหารเวียดนามที่ ... Winner House


คิดไม่ออกว่าจะกินอะไร ... เลยไปที่ Atelier


Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add bee4ever's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.