คิดไม่ออกว่าจะกินอะไร ... เลยไปที่ Atelier

สถานที่เกิดเหตุ: Atelier
ที่ตั้ง: ชั้น 2 โรงแรม Grand Millennium Sukhumvit
หมายเลขติดต่อ: 02-204-4161
ข้อมูลเพิ่มเติม: //www.millenniumhotels.com/th/grandmillenniumsukhumvitbangkok/restaurant/atelier.html
วันที่เกิดเหตุ: วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 12:00 น.
ส่วนลดค่าเสียหาย: มา 2 จ่าย 1




ขอแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนว่า Blog นี้ไม่ได้เป็นการ review ร้านอาหาร แต่เป็นเพียงการจดบันทึกข้อมูลเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ (Memory Diary Blog) ของบีบี้ที่มีต่อร้านอาหารที่เคยไปกินมา ข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดจึงเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของบีบี้ที่เกิดขึ้นในวันที่เกิดเหตุเท่านั้น




อารัมภบท
วันนี้เป็นวันฟังผลตรวจเลือดของคุณแดดดี้ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ โดยที่บีบี้มาเพื่อจะฟังผลดังกล่าวด้วย ปรากฏว่าเป็นทุกอย่างปกติดียกเว้นน้ำตาลสะสมที่ยังมีค่าสูงเกินไป (เป็นค่าที่ตรวจสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน) และเนื่องด้วยจำนวนคนไข้ที่น้อย ทำให้การฟังผลตรวจเลือดครั้งนี้เสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้

เนื่องจากไม่มีการวางแผนล่วงหน้าใดๆ เป็นอันว่าบีบี้ต้องสืบค้นจากสารบบในสมองว่าพอจะไปกินที่ไหนได้บ้าง และแล้วโปรโมชั่นมา 2 จ่าย 1 ของห้องอาหาร Atelier กับบัตร CitiBank (หมดสิ้นเดือนกันยายน) ก็แล่นเข้ามา ว่าแล้วก็เลยจัดการโทรจองซะเลย




นั่งรถไฟใต้ดินจากสถานีสีลมจนมาถึงสถานีสุขุมวิทใช้เวลาประมาณ 10 นาที (รวมเวลารอรถไฟด้วย) เดินจากสถานีมาอีกหน่อยก็ถึงเป้าหมายของบีบี้ รู้สึกได้ถึงความวังเวงเพราะมากินมื้อกลางวันในวันธรรมดา จึงมีคนนั่งอยู่ประมาณ 4 โต๊ะ (รวมโต๊ะของบีบี้ด้วย)





หลังจากที่ได้ที่นั่งแล้วก็เดินสำรวจอาหารก่อนเลย เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดา ดังนั้นอาหารหลักๆ จะไม่มีการตั้งที่ counter แต่จะใช้วิธีการสั่งให้พ่อครัวทำให้ (ซึ่งบีบี้ไม่ชอบวิธีแบบนี้เลย) อาหารที่มีอยู่ใน line ของบุฟเฟต์ก็จะมีสลัดผัก อาหารไทย อาหารญี่ปุ่น Caesar Salad ขนมปัง พาสต้า และขนมหวานต่างๆ เท่านั้น





ส่วนมุมนี้เป็น ขนมปัง พาสต้า และ ก๋วยเตี๋ยว (ดูโล่งๆ ยังไงก็ไม่รู้)





และมุมขนมหวานทั้ง Bakery และขนมหวานไทย (มุมนี้แหละที่บีบี้ตั้งหน้าตั้งตารอเป็นอย่างยิ่ง)





มุมสุดท้ายก็เป็นขนมหวานเหมือนกัน ทั้งเครป ไอศครีมผัด Fondue Fountain และผลไม้ (บีบี้ตั้งหน้าตั้งตารอไอศครีมเหมือนกัน)




หลังจากเดินดูจนกระเพาะครากแล้ว ก็ต้องเริ่มต้นที่รายการแรกของบีบี้ นั่นคือสลัดผัก (ปรากฏว่าบีบี้ลืมถ่ายรูปเก็บไว้) ซึ่งเป็นสลัดผักที่อลังการที่สุดเท่าที่เคยกินมา เพราะบีบี้โรยหน้าสลัดผักด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เม็ดฟักทอง ลูกเกดและขนมปังกรอบ ราดด้วย Italian Dressing แบบเบาๆ (แต่ดูเดิร์น) จากนั้นก็เรียกน้ำย่อยด้วยชีสต่างๆ กับผลไม้แห้ง ถั่วและแครกเกอร์ จานนี้ถูกใจบีบี้มากเพราะมีแต่ soft cheese และผลไม้กับถั่วอันมากมาย (ตักมายังกับเป็น main dish)





ต่อมาก็เป็น Mixed Salad ทั้งหลาย ทั้งสลัดแตงกวามะเขือเทศ สลัดผลไม้ (2 อย่างนี้บีบี้ใส่ผสมกัน) สลัดทูน่าไข่ต้ม และที่แปลกและอร่อยด้วย ก็คือสลัดกุ้งมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งจานนี้มีกุ้งกรอบๆ บวกกับความนุ่มและความหวาน (ไม่มาก) ของมะม่วงน้ำดอกไม้ทำให้ได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ (ที่ไม่ใช่ข้าวเหนียวมะม่วง)





ส่วนอาหารไทยก็มีอยู่ประมาณ 4 อย่าง ได้แก่ ยำคอหมูย่าง ยำรวมมิตรทะเล (ดีที่ไม่ใส่หอยให้กวนใจ) ลาบหมูและยำเห็ดหูหนูขาว นอกจากนี้ก็มีน้ำพริกผักสดแต่บีบี้ไม่ได้ตักมา (อาหารญี่ปุ่นบีบี้ก็ไม่ได้ตักมาชิมเพราะมีแต่มากิซูชิที่ดูไม่น่ากินเอาเลย)





ยังมีมุม Caesar Salad ซึ่งต้องคลุกเอง แต่ด้วยความสามารถที่ไม่มีเลยในตัวบีบี้ จานนี้เลยขอผ่าน แวบไปดูผักดอง(น้ำมัน) ที่มีสีสันน่ากินมาก บีบี้ก็เลยตักมากินคู่กับอาหารรวมควัน ได้แก่ แซลมอนรมควัน แฮมและ Salamy





สำหรับ Main Dish เริ่มจากอาหารจีนที่อยู่ใกล้โต๊ะของบีบี้มากที่สุดก่อน อาหารชุดนี้ (รวมทั้งอาหารอินเดียด้วย) เป็นชุดที่ได้กินครบทุกรายการซึ่งประกอบด้วย ฮะเก๋าและขนมจีบ บะหมี่เกี๊ยวน้ำ (บีบี้กินแต่เกี๊ยวกับผัก ส่วนเส้นให้คุณแดดดี้กิน) ปลากะพงนึ่งซอสถั่วเหลือง (ปลาเนื้อนิ่มและอร่อยมากๆ) เนื้อผัดซอสเอ็กซ์โอ และข้าวผัดไข่ (จานนี้จริงๆ แล้วไม่ได้สั่งแต่ส่งมาให้ผิดโต๊ะ แถมมาซะจานใหญ่ด้วย)





พอเดินผ่านมุมอาหารอินเดีย คุณพ่อครัวก็พูดเชิญชวนให้ชิมอาหารอินเดียซึ่งเค้าบอกว่า อาหารอินเดียที่นี่อร่อยมาก พูดแล้วก็เลยขอลองหมดทุกอย่าง ทั้งขาแกะอบสไตล์อินเดีย Muttar Paneer (Paneer - คล้ายเต้าหู้กับ cheese - ผัดกับถั่วลันเตาด้วยซอสรสชาติหวานอมเผ็ด) และKadai Prawn (ก็เหมือนจะเป็นแกงกะหรี่กุ้ง) ปรากฏว่า อาหารทุกจานจะมีแป้งนาน (Naan) จัดมาสำหรับกินด้วยกัน และอาหารทุกอย่างมีส่วนผสมของผงกะหรี่ (รวมทั้งขาแกะอบด้วย - ขนาดคุณแดดดี้ไม่ค่อยชอบ ยังกินไปตั้ง 3 ชิ้น) ที่ประทับใจที่สุดคือ ขาแกะอบซึ่งเนื้อนุ่มมากๆ (นุ่มที่สุดเท่าที่เคยกินมา) ส่วนซอสมิ้นต์เหมือนซอสเพสโตมากกว่าที่จะเป็นเหมือนซอสเจลลี่ แต่กินแบบไม่ต้องใสซอสก็อร่อยเพราะเนื้อไม่คาวและมีกลิ่นเครื่องเทศอยู่แล้ว สำหรับ Muttar Paneer นั้นตอนแรกบีบี้เข้าในว่าน่าจะมีเนื้อสัตว์ แต่ปรากฏว่ามีแต่ Paneer ที่เหมือนเต้าหู้หั่นเป็นลูกเต๋ากับถั่วลันเตาเท่านั้น (ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นแกงกะหรี่ไก่ใส่มะเขือพวง)





จากนั้นก็เป็นอาหารตะวันตกซึ่งบีบี้คาดหวังว่าจะกินได้ครบทุกอย่าง แต่พอสั่งไป order ก็กลืนหายเข้ากลีบเมฆ (หรือส่งให้ผิดโต๊ะหรือปล่าว) บีบี้เลยพลาดซุปแครอทกับ Seafood Tagliatelle (เป็นพาสต้าชนิดหนึ่ง) ส่วนฟิเลต์เนื้อและสเต็กปลาแซลมอนทั้งสองจานเนื้อนุ่มมากๆ (บีบี้ว่าฟิเลต์เนื้ออร่อยกว่าเนื้อผัดซอสเอ็กซ์โอ ส่วนเนื้อปลานั้น บีบี้ชอบปลากระพงนึ่งซอสถั่วเหลืองมากกว่า)





และอาหารชุดสุดท้ายคืออาหารตะวันออก ซึ่งมีอาหารไทยและอาหารจีน (ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปรวมกับมุมอาหารจีน) ประกอบด้วย ข้าวแกงเขียวหวานทะเล (น้ำแกงเข้มข้นมาก กินกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อย ถ้ากินกับแป้งนานก็คงจะอร่อยอีกแบบหนึ่ง) ไก่ผัดพริกไทย (คล้ายไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ - รสชาติธรรมดามาก - รสจืดไปเลยเวลาที่กินกับข้าวผัดไข่) เนื้อผัดซอสพริกไทยดำ (อันนี้บีบี้เค้าใจว่าชิมไปแล้วเลยไม่ได้สั่งมา จึงไม่มีรูปและไม่ได้ชิมด้วย) และจานสุดท้ายคือราดหน้าหมู (มาซะจานใหญ่มาก บีบี้กิน 2-3 คำก็ไม่กินต่อแล้ว รสชาติเข้มข้นดีแต่เนื้อหมูไม่ค่อยนิ่ม) ส่วนอาหารจานพิเศษที่คุณแดดดี้ไปสั่งแล้วคุณพ่อครัวทำมาให้คือก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ซึ่งมีกลิ่นหอมและรสไม่เข้มข้นมาก (เพราะบีบี้ไม่กินรสจัด)





ในที่สุดความฝันก็เป็นจริงที่บีบี้จะได้เริ่มลิ้มลองของหวานเสียที่ ซึ่งประเดิมด้วยเค็กต่างๆ ทั้งเค็กผลไม้ - เค็กส้ม เค็กมะม่วงและเค็กแครอท (อันสุดท้ายนี่เค็กผลไม้หรือเปล่านี่) Cheese Cake (เนื้อชีสนุ่มและไม่เปรี้ยวหรือหวานจนเกินไป) Almond Cake และบราวนี่ ซึ่งอร่อยหมดทุกอย่างเลย เนื้อเค็กนุ่มและไม่กระด้าง ในขณะที่เนื้อบราวนี่ก็ชุ่มฉ่ำ (กินแล้วจะอ้วนไหมเนี่ยะ)





ถัดมาก็เป็น Apple Pie (แป้งพายบางมาก), Apple & Coconut Crumble (อร่อยแบบกรุบๆ กรอบๆ), Cranberry Souffle (อร่อยแบบนุ่มๆ หวานอ่อนๆ เปรี้ยวอ่อนๆ), Custard (เหมือนคัสตาร์ดทั่วไป), Chocolate (ไม่อร่อยเลยทั้งเนื้อช็อคโกแลตและไส้ที่อยู่ข้างใน) และ Chocolate Fondue (ไม่ขอแนะนำคุ้กกี้ซึ่งนิ่มเอามากๆ แค่จะตักเข้าปากก็แตกซะแล้ว เปลี่ยนเป็น Marshmallow น่าจะดีกว่า)





ถ้ามาถึงนี่แล้วไม่ลองไอศครีมผัดก็คงจะเสียเที่ยว ว่าแล้วก็เลยลองไอศครีมวานิลลาผัดใส่เม็ดช็อคโกแลต โอริโอ และอัลมอนด์สับ โรยหน้าด้วยเม็ดช็อคโกแลต เม็ดช็อคโกแลตส้มและอัลมอนด์ (บีบี้ว่าไอศครีมมันละลายเร็วไปหน่อย หลังๆ เลยไม่สั่งไอศครีมผัดเลย) จากนั้นก็เป็นไอศครีมกะทิที่ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปปั่นด้วย เลยเหมือนได้เคี้ยวเนื้อมะพร้าว ซึ่งหอมหวานมาก (ทำให้นึกถึงไอศครีมกะทิที่ Kayageum) ต่อไปเป็นราสเบอรี่เชอร์เบตโรยหน้าด้วยลูกเกดและอัลมอนด์ที่เบาๆ แบบไร้นมและปิดท้ายไอศครีมด้วยเครปกับไอศครีมคุ้กกี้แอนด์ครีมราดด้วยซอสบลูเบอรี่ (บีบี้สั่งให้ทำเครปแบบกรอบๆ จะได้เหมือนกินแบบโคน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็กรอบแค่ด้านนอก)





และแล้วก็ถึงอาหารชุดสุดท้าย นั่นคือขนมไทยและผลไม้ ซึ่งประกอบด้วยลอดช่องสิงคโปร์ (ไม่อร่อยเลยเพราะเส้นลอดช่องนิ่มเกินไปและไม่เหนียว) กล้วยเชื่อม ตะโก้เผือก และผลไม้ต่างๆ (ตัดแต่งผลไม้แบบวางในแนวตั้งซึ่งแปลกตาแต่ดูสวยดี)




ถึงตอนนี้บีบี้ก็อิ่มแล้ว แต่ทางบริกรยังมีเสิร์ฟกาแฟให้คนละที่ด้วย (บีบี้เลยยกกาแฟให้คุณแดดดี้ไป) และด้วยโปรโมชั่นมา 2 จ่าย 1 ของ Citibank ทำให้ค่าเสียของวันนี้เป็น 1,191.98 บาท เฉลี่ยคนละ 595.99 บาท




อาหารที่พลาด
1. ซุปแครอทและ tagliatelle ที่สั่งแล้วไม่ได้
2. เนื้อผัดพริกไทยดำ ที่บีบี้เข้าใจว่าเคยสั่งไปแล้ว
3. อาหารญี่ปุ่น เนื่องจากไม่น่ากินอย่างรุนแรง




รู้ไว้นะว่า ...
1. ไม่สมควรที่จะมากินในวันธรรมดา เพราะการเสิร์ฟอาหารในลักษณะนี้เป็นลักษณะที่บีบี้ไม่ชอบ เนื่องจากบีบี้ไม่เห็นว่าอาหารมีหน้าตาเป็นอย่างไร ต้องใช้เวลาในการรออาหารนานเท่าไร อาหารที่ได้อาจจะเป็นอาหารที่เราไม่ได้สั่งหรืออาจจะไม่ได้อาหารที่เราสั่งจริง รวมทั้งบีบี้ไม่สามารถตักในปริมาณที่บีบี้ต้องการกินได้
2. บริการที่นี่คอยบริการอยู่ตลอดและให้คำแนะนำเรื่องอาหารเป็นอย่างดี (อาจจะเป็นเพราะคนน้อยเลยบริการได้ทั่วถึง หรือไม่ก็เพราะเป็นบุฟเฟต์แบบใช้การสั่งอาหาร เลยต้องยืนบริการอยู่ตลอด)
3. น่าจะมาลอง Sunday Brunch ของที่นี่ซึ่งบริกรบอกว่าอาหารจะอลังการมากกว่านี้ (พูดแล้วอยากกินเลย แต่ขอรอดูโปรโมชั่นก่อนดีกว่า)





ของแถม
เมื่อบีบี้ได้เข้าห้องน้ำก็ตะลึงกับความงามเลยเก็บรูปมาฝาก ทั้งรูปบริเวณที่ล้างมือในห้องน้ำและบริเวณที่นั่งรอลิฟต์ด้านหน้าห้องอาหาร (ตกแต่งได้อลังการมากๆ)



Smiley บีบี้ Smiley




Create Date : 02 ตุลาคม 2552
Last Update : 2 ตุลาคม 2552 22:01:36 น. 0 comments
Counter : 1042 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

bee4ever
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]









บีบี้รู้สึกว่าบีบี้ชอบทำอาหารเอามากๆ หลังจากที่บีบี้ทดลองอบขนมหลายๆ อย่าง หลังจากทำเสร็จก็จะมีขนมหลายแบบหลายรสชาติทั้งแบบที่แทบจะกินไม่ได้จนถึงกระทั่งแบบที่อร่อยจนหมดหลังจากอบเสร็จ แต่ขนมทุกอย่างก็ต้องผ่านการชิมจากบีบี้ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ น้ำหนักตัวและสัดส่วนของบีบี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้บีบี้ต้องกลับไปเล่นโยคะร้อนอีกครั้ง ซึ่งภายใน 3 สัปดาห์นี้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก บีบี้กำลังรอลุ้นว่าโยคะร้อนคราวนี้จะทำให้สิวขึ้นเขรอะอีกหรือเปล่า

Smiley บีบี้ Smiley





Last Updated Blogs

Strawberry Cream Cheese Cookies


Pineapple Tart & Taro Tart


Valentine's Day Chocolate For Someone Special


Pumpkin Cake


Yoghurt Banana Cake


Strawberry Cheesecake


Chichi no O-Bento ข้าวกล่องของคุณพ่อ


Macadamia Brownies


Japanese Cheesecake


เรียกมาคุยให้เขียนใบลาออก ใบลาออกมีผลหรือไม่..?


50 เรื่องขำๆ ในโฆษณาไทย


เมื่อบีบี้อยากกินอาหารเวียดนามที่ ... Winner House


คิดไม่ออกว่าจะกินอะไร ... เลยไปที่ Atelier


Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add bee4ever's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.