แชร์ประสบการณ์การได้รับ refund คืนจากการเข้าพักกับ airbnb




ไม่ได้เขียนบล็อคเกี่ยวกับท่องเที่ยวนานมากค่ะ (โดยเฉพาะท่องเที่ยวต่างประเทศ 555) ซึ่งจุดประสงค์ของการเขียนบล็อคนี้ขึ้นมา เพราะอยากเล่าประสบการณ์ที่ค่อนข้างประทับใจกับการเข้าพักในที่พักประเภทนี้ เล่าเลยละกันเนอะ
ก่อนหน้าที่จะเกิดทริปนี้ขึ้น กิ๊กเองได้เคยพักกับบ้านพักของ airbnb มาแล้ว ตอนไปออสเตรเลีย ปี 2558 ซึ่งก็ได้เช่าบ้านพักที่ซิดนีย์ 7 วัน และที่เมลเบิร์นอีก 5 วัน ก็โอเคทุกอย่าง ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ เกิดความติดใจ เพราะชอบพักแบบบ้าน เนื่องจากเรามีลูกเล็ก การพักบ้าน มันก็จะได้อารมณ์แบบสบายๆมีพื้นที่กว้างขวางให้เด็กๆวิ่งเล่น แล้วก็ชอบทำอาหารเช้า + อาหารเย็น(บางมื้อ)กินเอง เพราะกินอยู่กับบ้านสะดวกดี ซื้อของจากซุปเปอร์มาทำ พอเราจะไปยุโรป (ทริปที่เกิดเรื่อง) ก็เลยคิดว่าจะพักกับ airbnb อีก ทริปนี้ กิ๊กจองบ้านพักของ airbnb 2 ที่ คือที่อัมสเตอร์ดัม 3 คืน และที่ Antwerp 3 คืน ซึ่งที่พักที่เกิดเหตุ ก็คือที่พักที่ Antwerp นี่เองค่ะ

ตอนเลือกห้องพัก ก็ดูรูปเอาว่าห้องพักสวยมาก มี 3 ห้องนอน (ไปกันครอบครัวกิ๊ก ผญ 5 เด็ก 2) ดูรีวิว ดู comment ดีเลิศ perfect ทุกอย่าง 555 ก็จัดการจองค่ะ แต่มีเรื่องแปลกอยู่อย่าง คือ ปกติการติดต่อเจ้าของห้องพัก เราจะติดต่อผ่านกันทาง app ของ airbnb ซึ่งมันจะเป็นการ mesg  หากัน เมื่อตอนติดต่อเจ้าของที่ออสเตรเลีย จะติดต่อกันไวมาก เราส่งปุ๊บ เค้าส่งกลับมาปั๋บ (เวลาต่างกัน 3-4 ชม.) แต่พอมารอบยุโรปนี่ นานมากๆๆกว่าเจ้าของจะตอบ ก็ได้แต่คิดว่าเพราะเวลาต่างกัน 7 ชม.ไรงี้ แล้วทีนี้ยิ่งพอรอบ antwerp เนี่ย ก่อนเข้าบ้านพัก กิ๊กไปเที่ยวทั้งเนเธอแลนด์ เยอรมันมาก่อน แล้วเน็ตมันก็ไม่ได้เล่นได้ตลอดเวลาเพราะเราก็เที่ยวอยู่ พอเค้าเรียกมา เราก็ยังไม่มีเน็ต พอเราเรียกไป เค้าก็ไม่ตอบ ตอบมาเราก็ไม่เห็นอีกไรงี้ ก็คือ รู้สึกขัดใจมาก 555 แต่เอาเป็นว่าเราก็มาถึงที่พักโดยสวัสดิภาพในเวลาเกือบ 3 ทุ่ม







นี่ไงรูป สวยป่ะล่ะ อิอิ ... ซึ่งพอมาที่พัก ก็บอกเลยว่า เกินความคาดหมายมากๆๆๆ คือ สวยน่ะ สวยตามรูป แต่ทำเลนี่คือ สุดยอดดดด คือ ใกล้กับใจกลางเมือง antwerp เลย เดินนิดเดียวถึง square แล้ว รอบๆอพาร์ทเมนต์ก็มีร้านอาหารน่านั่งเด็มไปหมด คือ บอกเลยใจกลางเมืองขนาดนี้ บ้านใหญ่ขนาดนี้ (3 ห้องนอน ห้องนั่งเล่น กว้างมาก) คือ ราคามันต้องแพงมากๆๆๆ แต่เราได้มาในราคา 3 คืนประมาณ 625 ยูโร (รวมค่าทำความสะอาดและ service fee) ยังพูดกะน้อง โห ห้องนี้มันสุดยอดจริงๆ มองวิวจากห้องไปนี่ คือ ร้านอาหารอะไรเต็มไปหมด เมืองจริงๆ


แต่แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นในคืนที่ 3 (มาล่ะ เข้าเรื่อง 555) นั่นคือ คืนสุดท้ายที่เราต้องแพคกระเป๋าเตรียมไปสนามบินเช้าวันรุ่งขึ้น ประมาณ 2 ทุ่ม เรากลับมาถึงมาบ้านพัก ปรากฏว่า ไฟดับ ค่ะ ดับแบบดับหมดจริงๆ คือ นอกจากไฟฟ้าแล้ว heater เครื่องทำน้ำอุ่น ก็ใช้ไม่ได้เลย (อ่อ 2 ุทุ่มที่นู่นยังไม่มืดมากนะคะ ยังพอมีแสงค่ะ) เราก็เรียกพนักงานเค้ามาดูให้ (คือ เจ้าของเค้าไม่อยู่ค่ะ แต่เค้าจะมีเหมือน admin มาดูแลให้ มาเปิดห้อง มาเก็บกุญแจไรงี้) เค้าก็พยายามจัดการ ก็แก้ไม่ได้ พอจะเรียกช่างมา ช่างก็ไม่มีเพราะวันรุ่งขึ้นมันเป็นวันหยุดอะไรซักอย่างไม่รู้ เค้าเลยให้เราโทรหาเจ้าของ สมมติชือ สตีฟนะ ตอนแรกสตีฟบอกให้เราไปเช่ารร.อื่นนอน เดี๋ยวเค้าจะออกค่ารร.ให้ แต่เราตัดสินใจไม่ไป เพราะของยังไม่ได้เก็บเลย คือ ของเยอะมากกก เพราะวันสุดท้ายแล้ว ให้มาเก็บตอนนี้ไม่ทันแน่นอน เพราะเดี๋ยวก็มืดแล้ว มองไรไม่เห็น ก็คิดว่าอยู่ๆไปแบบนี้แหละ พรุ่งนี้เช้าก็ไป สตีฟเลยบอกว่า จะลดราคาค่าที่พักให้ครึ่งนึง เราก็โอเค ... แต่ปรากฏว่า พอเอาเข้าจริงๆ มันอยู่ไม่ได้อ่ะ แล้วเด็กๆจะทำไง เพราะน้ำอุ่นก็ไม่มี อาบน้ำก็ไม่ได้ แล้วลูกต้องมานอนหนาวอีก เพราะฮีทเตอร์ใช้ไม่ได้ สรุป ก็เลยให้สามีโทรไปหาสตีฟ (สามีภาษาอังกฤษดีสุด 555) บอกว่า ตกลงไม่พักแล้วนะ เพราะอยู่ไม่ได้ ลูกหนาวมาก จะไปเช่ารร.ใกล้สนามบินเลยทีเดียว (ไหนๆก็ต้องเช่ารร.แล้ว เลยไปเลือกใกล้ๆสนามบินเลยละกัน จาก antwerp เราต้องไปขึ้นเครื่องที่ Amsterdam) สตีฟก็โอเค แล้วบอกว่า เดี๋ยวเค้าจะลดค่าที่ัพักให้ครึ่งนึง และออกค่ารร.ให้ แล้วก็บอกว่าให้เราจ่ายค่ารร.ไปก่อน แล้วส่งพวกรายละเอียดผ่านทาง app mesg.มา ก็ได้ แฟนเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง app อะไร เพราะเค้าไม่ได้เป็นคนจอง ก็หันมาหาเรา เราก็เออ ออไป เพราะคิดว่ามี app คงติดต่อกันได้ และที่สำคัญ ไว้ใจฝรั่ง ! คิดว่าเค้าคงไม่โกงเราหรอก !!! ซึ่งตรงนี้บอกเลยว่า เราไม่มีหลักฐานอะไร เพราะแค่คุยในโทรสับ ใน app mesg. อะไรก็ไม่มี ถือว่า พลาดมากกก


คุยจบ เราทั้งหมดก็รีบเก็บของใส่กระเป๋า แบบรีบที่สุดในชีวิตเพราะต้องเก็บให้ทันก่อนฟ้ามืด และต้องขับรถไกลประมาณ 2 ชม.เพื่อไปให้ถึง Amsterdam airport ระหว่างทางก็ช่วยกัน search หารร.ใกล้ๆ airport เอาแบบที่พอรับได้และราคาไม่แพงเกินไป จนในทีสุด ก็ได้ที่ Ibis hotel, Amsterdam airport ในราคาคืนละประมาณ 99 ยูโร แบบไม่รวมอาหารเช้า เราเช่าทั้งหมด 3 ห้อง ซึ่งเราก็คิดว่า มันก็พอดีกับ condition ของที่พักที่ Antwerp คือ 3 ห้องนอน และก็ไม่รวมอาหารเช้า และไม่รวมค่าที่จอดรถ แม้ว่าแค่คืนเดียว แต่ราคาเท่าครึ่งนึงของค่าที่พัก แต่เราก็คิดว่าเราหาแบบไม่แพงแล้วนะ (แต่ rate walk in มันก็ต้องแพงนิดนึง) เราลองคำนวณคร่าวๆดู ถ้าเค้าลดให้ครึ่งนึง ( 300 ยูโร) แถมออกค่ารร.ให้ด้วยอีก 300 ยูโร มันแทบจะเท่ากับเค้าให้เราพักฟรีเลยนะ ซึ่งเราก็รู้สึกเห็นใจเค้านะ แต่ก็แล้วแต่เค้าละกัน ส่วนลดครึ่งนึงจะให้ก็ให้ ไม่ให้ก็ได้ แต่อย่างน้อยค่ารร. 3 คืน 300 ยูโร ก็ต้องคืนให้เราล่ะ


กลับถึงเมืองไทย เรารีบ mesg ไปหาสตีฟว่าเรากลับมาถึงแล้ว แล้วขออีเมลล์เค้า เนื่องจากแอ็พ airbnb ในมือถือมันส่งรูปไม่ได้ เราจะส่งรูปใบเสร็จของรร.ไอบิสไปให้เค้า สตีฟก็ส่งอีเมลล์มาให้ พอได้อีเมลล์เราก็ส่งรูปใบเสร็จไปให้ จากนั้นเค้าก็ให้เราส่งเบอร์บัญชีที่ไทยมาให้ แล้วเค้าจะโอน 300 ยูโรคืนให้เรา ซึ่งในขึ้นตอนทั้งหมดนี้ไม่มีการพูดถึงส่วนลดค่าห้องครึ่งนึงที่เค้าพูดไว้แต่แรกเลย แต่เราก็ไม่อยากเซ้าซี้อะไรมาก เพราะไม่มีหลักฐานขอได้ 300 ยูโรคืนมาก็พอใจล่ะ ขั้นตอนต่างๆที่เกิดในช่วงนี้ เราพยายามคุยผ่านหน้าแอ็พให้มากที่สุด (รวมถึงส่งเมลล์ด้วย) เผื่อที่จะได้มีหลักฐานกรณีทีึ่เกิดอะไรขึ้น... และก็จริง คือ หลังจากให้เบอร์บัญชีในไทยไป (และต้องให้ swift code)ด้วย สตีฟก็หายเงียบ เราก็ยังไม่ได้คิดว่าเค้าจะชิ่งหรืออะไรนะ ยังคิดว่ามันอาจจะยุ่งยากในการโอนเงินข้ามประเทศ คิดแต่ว่า เฮ้ย คนยุโรปเค้าไม่โกงหรอก คิดงี้จริงๆ ...แต่เราก็ทวงไปเรื่อยๆ เค้าก็ตอบมาว่า เค้าไม่ค่อยอยู่ออฟฟิศ เดินทางตลอด เค้าจะให้เลขาเค้าเป็นคนโอนให้งั้นงี้ แต่สรุป ก็ไม่ได้เงินคืนซักที

จะบอกว่า เราเองก็พลาดไปในนิดนึง เพราะใน airbnb เนี่ย มัันจะมีให้ comment ที่พักหลังไปพักมาด้วย ซึ่งเราก็เลยยังไม่ comment อะไร กะว่าจะใช้ตัวนี้เป็นตัวยบังคับเค้ากลายๆ ประมาณว่า ถ้าไม่คืนเงิน ก็จะคอมเมนท์แบบไม่ดี อะไรแบบนี้ แต่ปรากฏว่า มันมี period ที่เค้า allow ให้คอมเมนท์ คือ 2 สัปดาห์ ถ้าเกินนี้ก็ไม่มีสิทธิ์แล้ว แล้วเราก็ดันลืมสนิทเลย เปิดมาอีกที กะลังจะเตรียม comment แฉแหลก 555 ปรากฏ อ้าว เค้าปิดไปแล้ว อดเรยย T_T ก็เลยรู้ตัวว่า พลาดล่ะ คือ เราทำอะไรเค้าไม่ได้แล้ว ณ จุดนี้ ... หมดหวังเลย


แต่ในขณะที่หมดหวัง ก็คิดอะไรขึ้นมาไม่รู้ว่าจะแจ้ง center ของ airbnb หน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น คือ ตอนแรกที่ไม่แจ้งเลยเนี่ย เราก็แอบกลัวว่าทางนู๊น เค้าจะวางยาเรา แอบcomment อะไรแย่ๆใส่เรารึป่าว (คือ มันมีสิทธิ์ comment กันทั้ง 2 ฝั่งไง แต่เราจะไม่เห็น comment เค้า จนกว่าเราจะปล่อย comment เราไป ซึ่งเราก็ไม่ได้ทำ เลยไม่รู้ว่าเค้าเขียนว่าอะไรเรารึป่าว) กับอีกอย่าง เราคิดว่ามันเป็นปัญหาของเรากับสตีฟ คือ ไม่เกี่ยวกับ airbnb แล้ว เพราะก็ได้มีการเข้าพักเรียบร้อย แต่ก็ไม่ลองไม่รู้เนอะ ก็เลยลองแจ้งไปที่ center ของ airbnb ก่อน ซึ่งปัญหาต่างๆเนี่ย มันจะมีตัวแทน super host (ซึ่งคิดว่าเป็นผู้ให้เช่ารายอื่นๆ)มาช่วยตอบก่อน ถ้าอะไรที่เค้าตอบได้ เค้าก็จะตอบมา ยังไม่ได้ไปถึงทีมของ airbnb จริงๆ พอส่งไป ก็มีตัวแทนมาช่วยตอบจริงๆ แต่คำตอบก็คือ เค้าจะมีลิงค์ๆ มาให้อ่าน policy ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเราก่อน (คือ การแก้ปัญหาในเบื้องต้น) แล้วก็บอกลิงค์ให้เรา request refund ผ่านเว็บไซด์ ซึ่งปรากฏว่า ลิงค์ request refund ของเราเปิดไม่ได้ อาจจะเพราะ ปกติต้องยื่นเรื่องภายใน 60 วัน (ข้อมูล ณ สิงหา 59 นะคะ) หลังจากเช็คเอาท์แล้ว (เราเช็คเอาท์ประมาณ 5 พ.ค. แต่เรารอเค้าโอนเงินถึงเดือนส.ค. คือ เลยมาประมาณ 3 เดือน) เราเลยส่งข้อความกลับไป และบอกเหตุผลว่าที่เกิน 60 วันเป็นเพราะ เรารอทางเจ้าของโอนเงินมาให้เรา และ refund ตัวนี้ก็ไม่ได้เกิดจากเจ้าของ cancel ที่พักเราด้วย (อันนี้เป็นข้อมูลในปี 2559 นะคะ แต่ ณ ปี 2560 การขอ refund สามารถทำได้ในหลายกรณีค่ะ รวมถึงห้องพักไม่สมบูรณ์ตามที่ลงในเว็บด้วย) ทางตัวแทนก็เลยบอกว่าจะส่งเรื่องของเราให้ทาง account manager ของทาง airbnb ค่ะ


จากนั้น ก็มีคนจาก airbnb โทรมาคุยกับเรา เราก็ส่งใบเสร็จของรร.ไอบิสไปให้เค้าดู จากนั้นไม่เกิน 3 วัน ก็มีเมลล์มาบอกว่า เงินจำนวน 321ยูโร (เหมือนมีค่าอะไรคืนมานิดหน่อยไม่แน่ใจค่ะ ) กลับเข้ามาในบัตรเครดิตเราแล้วค่ะ (บัตรเครดิตที่ใช้จ่ายค่าที่พักตั้งแต่เราจองค่ะ) คือ process เร็วมากๆ เราแจ้ง super host ไปวันที่ 15 สิงหา และได้รับเงินคืนเข้าบัตร 18 สิงหาค่ะ ตอนแรกคิดว่า ทาง airbnb จะต้องไปไล่เอาเงินจากเจ้าของห้องมาคืนเรา แต่กลายเป็นว่า ทาง airbnb เค้าจ่ายคืนเข้าบัตรเครดิตเราเองเลย แบบไวมากๆ แต่เบื้องหลังเค้าอาจจะต้องไปคุยกับ host เราก่อนรึป่าวไม่แน่ใจนะคะ(หรือ airbnb จะรับผิดชอบจ่ายเงินมาก่อนเลยก็ไม่รู้) ซึ่งเอาจริงๆ เราว่า ถ้าคุย host เราก็น่าจะยอมรับ เราคิดว่าวิธีการคืนเงิน refund ผ่านบัตรเครดิตที่จองเป็นอะไรที่เวิร์คมากๆ (แม้จะไม่ได้เป็นเงินสด) เพราะการที่จะเอา refund คืนเป็นเงินสดจาก host (แล้วต้องมีการโอนข้ามประเทศด้วย) มันค่อนข้างยาก ใครล่ะจะไปอยากเสียเงินใช่มั้ยคะ แต่ถ้ามันเป็นการหักจากบัญชีที่เค้ามีกับ airbnb แล้ว มันก็สามารถทำได้เร็วและไม่ยุ่งยากด้วย (แต่เราก็ไม่เคยเป็น host นะคะ ไม่รู้ว่าระบบจริงๆเค้าทำกันยังไง ต้องลองถามผู้ที่เป็น host ดู)

สรุป เราก็ได้เงิน 300 ยูโรคืน แบบดีใจมากๆๆๆๆ จากที่คิดว่าหมดหวังไปแล้ว ก็กลับมาได้คืน เราเลยรู้สึกเชื่อมั่นในระบบของ airbnb พอสมควรเลยค่ะ อย่างน้อยเค้าก็เป็นที่พึ่งให้ผู้เช่าได้ และจากความประทับใจนี้ ทำให้เรายังคงใช้บริการของ airbnb ในการหาที่พักต่างประเทศต่อไปค่ะ :) แต่ในประเทศเราชอบพักรร.มากกว่า อิอิ






Create Date : 13 กันยายน 2560
Last Update : 13 กันยายน 2560 20:16:57 น.
Counter : 246 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
Pink moss in Hokkaido # day 5 ...15-20/5/09

Day 5 - ช่วงเช้าเดินทางไปล่องเรือที่ Lake Toya อากาศดี บรรยากาศสบายๆ (คนน้อยมาก เหมือนเป็นเจ้าของเรือ 555) เรือที่ล่องลำใหญ่มาก และเป็นรูปปราสาท น่ารักดี
















ตอนบ่ายเดินทางไปเมือง Hakodate เมืองที่มีวิวยามค่ำคืนสวยเป็นอันดับ 3 ในโลก (รองจากฮ่องกงกับอะไรอีกอย่างจำไม่ได้ 555) ซึ่งจริงๆก็คือ เป็นเหมือนแหลมที่มีอ่าวทั้ง 2 ฝั่ง (เหมือนเกาะพีพีบ้านเรา)...

ตึกแดงๆที่เห็น คือ โกดังเก่า ที่ถูกดัดแปลง ด้านในเป็นช๊อปปิ้งพลาซ่าที่ทันสมัยเลยทีเดียว















Create Date : 14 มีนาคม 2553
Last Update : 14 มีนาคม 2553 14:00:54 น.
Counter : 637 Pageviews.

0 comment
Pink moss in Hokkaido # day 4...15-20/5/09
Day 4 - ตอนเช้าเดินเล่น shopping ในเมือง Sapporo แวะถ่ายรูปที่สวน Odori park ถ่ายรูปกับหอนาฬิกา













ช่วงบ่ายเดินทางไปเมือง Otaru โดยส่วนตัว ชอบเมืองนี้มากๆๆๆๆ เป็นเมืองที่น่ารัก มีถนนเล็กๆให้เดินเล่น ช๊อปปิ้ง บรรยากาศดีมากๆๆ เสียดายไม่ได้ค้างคืนที่เมืองนี้ ...ถ้ามีโอกาสอีก จะนอนค้างซัก 1 คืนให้ได้...ที่ Otaru นี้ มีร้านไอศครีม soft serve เยอะมากก เป็นไอติมแบบ 7 ชั้น 7 สี เลยก็มี อิอิ..เดินเล่นไป กินไอติมไป มีความสุขที่สุด














คืนนี้นอนที่เมือง Noboribetsu (สัญลักษณ์ก่อนเข้าเมืองคือ รูปปั้นยักษ์สีแดง)...ที่เมืองนี้ก็เด่นเรื่อง ออนเซ็น ถือเป็นเมืองท่องเที่ยว(ของคนญี่ปุ่น)เหมือนกัน...เราเข้าพักกันที่ รร. Dai-ichi Takimotokan ซึ่งมีบุฟเฟต์ขาปูยักษ์...อาหารใช้ได้เลย เยอะ หลากหลายดี รสชาติก็ใช้ได้..









กินเสร็จ ก็ออกมาเดินเล่นข้างนอกรร. มีร้านขายของทีระลึกเรียงรายเต็มไปหมด เดินดูนั่นนี่ก็เพลินดี ...แต่อากาศหนาวมากก ลมก็แรงมากก




Create Date : 14 มีนาคม 2553
Last Update : 14 มีนาคม 2553 13:37:58 น.
Counter : 949 Pageviews.

2 comment
Pink moss in Hokkaido # day 3 ...15-20/5/09
Day 3 - ออกเดินทางจาก Monbetsu ไปยังสวน Kamiyubetsu เพื่อชมทุ่งดอกทิวลิป
















จากนั้นเดินทางไปสวน Mokotoyama ชม Pink moss ทุ่งที่ 2 ซึ่งทุ่งนี้ใหญ่กว่าทุ่งแรก และมีสัญลักษณ์เป็น pink moss (ทำเป็น)รูปวัว
















คืนนี้ไปพักรร.ใน Sapporo




Create Date : 13 มีนาคม 2553
Last Update : 14 มีนาคม 2553 13:36:58 น.
Counter : 824 Pageviews.

0 comment
Pink moss in Hokkaido # day 1-2 ..15-20/5/09
ทริปนี้เป็นทริปที่พี่หยี่กับพี่ชายพี่หยี่ตั้งใจจะพาหม่าม๊าไปเที่ยวดู pink moss ที่ฮอกไกโดค่ะ ไปกันทั้งหมด 4 คน เช่ารถขับ 1 คัน กำลังพอดี สบายๆ

จริงๆแพลนทริปล่วงหน้าได้ 2 เดือน แต่ก่อนไป 3 วัน ก็มารู้ตัวว่าท้องได้ 5 สัปดาห์ 5555 แต่ก็แบบว่าจะไปอ่ะ...คุณหมอเลยบอกว่า ระวังๆละกัน อย่าเดินเยอะ...ซึ่งพี่หยี่กะกิ๊กก็คิดว่าโอเค เพราะว่าเราเช่ารถขับกันเองอยู่แล้ว แล้วก็ไปกับหม่าม๊าด้วย น่าจะเป็นทริปกินดี อยู่ดี สบายๆ ไม่สมบุกสมบันมากอยู่แล้ว อิอิ

เนื่องด้วย รีวิวนี้มาทำย้อนหลังเกือบปี เพราะหลังจากกลับมาจากญี่ปุ่น ก็แพ้ท้อง ไม่มีอารมณ์ทำอะไรทั้งนั้น พอหายแพ้ ก็มัวแต่เห่อที่ท้อง 555 เลยไม่ได้ทำรีวิวเลย เพิ่งมามีเวลาทำตอนนี้ (มีนา 2010) เพราะเป็นช่วง maternity leave เลยว่างจัด อิอิ...เพราะฉะนั้น เลยใส่แต่รูปอย่างเดียวละกัน ไม่ได้รีวิวละเอียดนะคะ เอาไว้ดูเป็นไอเดียเฉยๆพอ เพราะคงช่วยใครๆวางแผนอะไรไม่ได้ เนื่องจากจำรายละเอียดต่างๆไม่ได้แล้วเด้ออ..

ทริปนี้ไปกันทั้งหมด 8 วันนะคะ แต่ว่าอยู่ที่ฮอคไกโดจริงๆ 5 วัน แล้วไปต่อที่โตเกียวอีก 3 วัน (กิ๊กกับพี่หยี่ไปแค่ฮอคไกโดแล้วกลับก่อน ส่วนหม่าม๊าและพี่ชายพี่หยี่เที่ยวโตเกียวกันต่อ)

Day 1 - ออกเดินทางจาก กรุงเทพ ไป Osaka เครื่องออก เกือบเที่ยงคืน ไปถึง Osaka ก็ 7.30 ของวันรุ่งขึ้น

ที่สุวรรณภูมิ...ใส่หน้ากากกัน 2 คน เพราะตอนนั้นไข้หวัด 2009 เริ่มมานิดๆล่ะ แล้วก็กิ๊กท้องด้วย เลยต้องป้องกันไว้ก่อน




Day 2 - ต่อเครื่องภายในประเทศจาก Osaka ไปยัง Asahikawa รับรถเช่าที่นี่ และขับไปชม Pink moss ทุ่งแรกที่ Takinoue Park จากนั้นขับไปพักค้างคืนที่ Monbetsu ที่รร. Monbetsu Central Hotel























มีเรื่องโชคดีเล็กน้อย คือ ตอนที่ได้ห้องที่รร. monbetsu ห้องที่ได้มันมีกลิ่นบุหรี่แรงมากๆๆๆ แล้วกิ๊กท้องอยู่ ก็เลยไปขอพนักงานเค้าเปลี่ยนห้อง ตอนแรกเค้าก็ไม่ยอม ตื้อยังไงก็ไม่ยอม ก็ไม่รู้เพราะอะไร เราก็ให้เหตุผลเค้าไปว่าคนท้องนะ งู๊นงี้ แต่พอดีพี่ชายพี่หยี่พูดญี่ปุ่นได้ (เคยเรียนที่นี่ 1 ปี) เลยช่วยพูดให้ เค้าก็เลยยอม ...พอไปถึงห้อง ถึงรุ้ว่าทำไมเค้าถึงไม่อยากให้ห้อง non-smoking เพราะมันเป็นห้อง suite ที่ดีที่สุด (อยู่บนสุด กลางสุด เป็นวิวดีสุด เหอ เหอ) ของรร. ซึ่งมันคงแพงอ่ะ...แต่ก็เอาน่า คืนนั้นมันว่าง ก็ถือว่าทำบุญให้คนท้องละกัน อิอิ






Create Date : 13 มีนาคม 2553
Last Update : 14 มีนาคม 2553 13:37:22 น.
Counter : 846 Pageviews.

1 comment
1  2  3  

BlogGang Popular Award#13



Beauty & Bambi
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]



นิยามตัวเองได้ว่า เป็นคนชอบ เที่ยว กิน ช๊อป ค่ะ...แต่ตอนนี้มีเจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้อัพเรื่องเที่ยวบ่อยๆ เพราะลูกยังเล็กอยู่...ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็จะอัพเรื่องลูกซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ^_^

*** เราไม่ค่อยได้เข้ามาเช็คที่ blog เท่าไร่ ถ้าเพื่อนๆอ่านแล้วมีคำถาม รบกวนถามมาทางหลังไมค์ หรือ อีเมลล์เลยนะคะ (ดูอีเมลล์จาก profile ได้ค่ะ) เรายินดีตอบทันทีค่ะ แต่ถ้ามาทิ้งคำถามไว้ที่ blog มันอาจจะนานกว่าเราจะมาอ่านเจออ่ะค่ะ ***
New Comments