BANNHOM BY INTIRA รวบรวมงานแต่งบ้านเพื่อแต่งบ้านตัวเองเจ้าค่ะ

น้ำดื่มในอุดมคติ โดย ศ.ดร.นพ. สมศักดิ์ วรคามิน ขอบคุณอย่างสูงสำหรับความรู้ครับ

ลักษณะของน้ำดื่มในอุดมคติที่มีคุณประโยชน์กับร่างกายมนุษย์มีดังนี้
1. ปราศจากสารปนเปื้อนทางเคมี และสารอินทรีย์ต่าง ๆ อาทิ เชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก สารเคมี ฯลฯ
2. ประกอบด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย อาทิ โปแตสเซียม แมกมีเซียม แคลเซียม เป็นต้น การที่น้ำมีแร่ธาตุละลายอยู่ มากจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว นอนหลับ สดใส กระปรี้ กระเปร่า ลดคอลเลสเตอรอลและจิตใจสงบผ่อนคลาย
3. มีโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้แทรกซึมสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถ นำพาสาร อาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง และนำพาของเสีย ออกมาจากเซลล์ไปทิ้งได้
4. มีความกระด้างของน้ำปานกลาง มีประจุไฟฟ้าสูงและเป็นสื่อนำความร้อนที่ดี
5. มีความเป็นด่างอ่อน ๆ โดมีค่าความเป็นกรด - ด่างระหว่าง pH 7.25 - 8.50 เพื่อช่วยกำจัดความ เป็นกรด และของเสียในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีภาวะที่สมดุล
6. มีปริมาณออกซิเจนเจือปนอยู่ด้วยสูง วัดค่าได้ประมาณ 5 มิลลิกรัม ต่อลิตรหรือมากกว่า

ลักษณะของน้ำดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง
1.น้ำอ่อน คือน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุและมีส่วนเกี่ยวพันกับการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
2.น้ำกลั่น ซึ่งไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลยเป็นผลให้ร่างกายต้องดึงแร่ธาตุ ที่จำเป็น เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่น ๆ ออกมาใช้ จึงอาจทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุเหล่านี้ ก่อให้เกิด โรคหัวใจ และหลอดเลือดจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
3.น้ำดื่มบรรจุขวด ที่มีสารปนเปื้อนและไม่ได้มาตรฐานแม้จะดูใส และปลอดภัยกว่าน้ำประปา แต่ 25 % ของน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นเพียงการนำน้ำประปามาใส่ขวด และปรับปรุงคุณภาพเล็กน้อยเท่านั้น
4.น้ำประปามีคลอรีนซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียแต่จะก่อให้เกิดสารพิษชื่อไตฮา โลมีเทน (Trihalomethanes-THM) เกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในธรรมชาติซึ่งละลายอยู่ในน้ำ ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โลหิตจาง มะเร็งลำไส้ใหญ่ สมองเสื่อม เป็นต้น
5.น้ำอัดลม ทำมาจากน้ำกลั่นหรือน้ำอ่อนที่ไม่มีแร่ธาตุ ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียแร่ธาตุและดึงแร่ธาตุที่ จำเป็นออกมาใช้ อาทิแคลเซียมและแร่ธาตุเหล่านี้จะสูญเสียออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ และอื่น ๆ ซึ่งการสูญเสีแร่ธาตุจากร่างเหล่านี้ จะส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ต่อมา เช่น กระดูกพรุน ข้ออักเสบ ความ เสื่อมต่าง ๆ แก่ก่อนวัย เป็นต้น
6.น้ำหวาน / น้ำผลไม้สำเร็จรูป เป็นเพียงน้ำตาลกับสีผสมน้ำ โดยแต่งกลิ่นธรรมชาติเข้าไปและอาจเติมวิตามินหรือแร่ธาตุปะปนอยู่บ้าง แต่จะก่อให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดีกับร่างกายในระยะยาว


มลพิษในสิ่งแวดล้อม รอบตัวเราสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยมากับอาหาร น้ำดื่ม และอากาศที่เราหายใจ นอกจากนี้ ชีวิตที่ถูกกดดันจากค่าครองชีพ การดิ้นรนเพื่อชีวิตอยู่รอด ก่อให้เกิดความเครียดทั้งจิตใจและร่างกาย การไม่รู้จักดูแล สุขภาพของตนเอง อาจเพราะความไม่รู้หรือเพราะความประมาท สิ่งต่างๆ เห่ลานี้ได้พุ่งเข้ามาทำลายระบบต้านทานของร่างกาย ทุกวินาที ทุกนาที และทุกชั่วโมง จนถึงจุดที่ร่างกายต่อสู้ต้านทานไม่ได้เพราะขาดกำลังสนับสนุน แนวตั้งรับถูกทำลาย ร่างกายก็จะพ่ายแพ้ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง (Chronic illness) เกิดโรคความเสื่อม (Degenerative Diseases) ความแก่ (Aging) ถ้ามาเยือนด้วยอัตราเร่งกว่าที่ควรคือ แก่เร็วขึ้น แต่การรักษาแบบปัจจุบันก้าวหน้ามากทำให้ท่านตายช้าลง บทสรุปง่ายๆ ก็คือ ตายช้าแต่แก่เร็ว


น้ำดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง

1. น้ำอ่อน
น้ำ อ่อนคือน้ำซึ่งไม่มีเกลือแร่ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาและพบว่า น้ำอ่อนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเกิดจากร่างกายปรับตัวตลอดเวลาโดยไม่หยุดพักเนื่องจากขาดน้ำเรื้อรัง มีบทความซึ่งอ้างถึงการศึกษาล่าสุด ในวารสารของสมาคมโภชนาการอเมริกา (Journal of the American Dietetic Association) ได้ชี้ให้เห็นว่า การดื่มน้ำกระด้างหรือน้ำที่มีเกลือแร่สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค หัวใจได้ และจากการรายงานการประชุมทางโภชนาการของ Whitney and Hamilton ได้สรุปผลในทำนองเดียวกันว่า น้ำอ่อน (น้ำที่มีไม่มีเกลือแร่) จะเกี่ยวพันกับการเกิดโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ส่วนน้ำที่กระด้าง (น้ำที่มีเกลือแร่ละลายอยู่) ให้ผลตรงข้าม
น้ำอ่อนไม่มีเกลือแร่ น้ำดื่มเพื่อสุขภาพจะต้องมีความกระด้างไม่เกิน 170 ppm ( 170 ในส่วนล้านส่วน) ต้องมีเกลือแร่ (Minerals) ละลายอยู่ น้ำที่ปราศจากเกลือแร่ คือน้ำที่ผลิตในระบบการสั่น (Distillation) ผลการวิจัยเรื่องเกี่ยวกับโรคหัวใจและมะเร็งได้สรุปว่า น้ำดื่มเพื่อสุขภาพต้องมรเกลือแร่ละลายอยู่ด้วย จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ หมายถึงน้ำที่เอาสิ่งปนเปื้อนอันตรายมีทั้งแบคทีเรีย สารเคมี และโลหะหนักออกไปหมด แต่คงไว้ซึ่งเกลือแร่ที่มีประโยชน์ (“Healthywater” means removing the harmful agents but keeping the beneficial minerals) ดร.จอห์น ซอเรนซัน (Dr.John Sorenson) กล่าวว่า เกลือแร่ในน้ำดื่มจะดูดซึมเข้าร่างกายได้ดีกว่าเกืลอแร่ที่มาจากอาหาร
การ กินเกลือแร่เสริมไม่ง่ายนัก น้ำที่บริสุทธิ์และไม่มีเกลือแร่เลย เมื่อใส่ในอ่างเพื่อเลี้ยงปลา ปลาก็จะตาย ถ้าคนดื่มน้ำกัล่นเป็นระยะเวลานานโดยสม่ำเสมอ มันจะดึงแร่ธาตุ (Minera) ที่มีค่า เช่น แคลเซียม (Calcium) แมกนีเซียม (Magnesium) ฯลฯ ออกจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย จึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การแก้โดยกินเกลือแร่เสริม (Mineral Supplements) เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เพราะเกลือแร่ที่อัดเป็นเม็ด ซึ่งการทำยาเม็ดเกลือแร่ต้องใช้แรงอัด 100 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ผู้สูงอายุอาจไม่สามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้ หรือถ้าได้ก็ไม่เกินร้อยละ 20 แม้แต่แคลเซียมในอาหารก็ดูดซึมได้ไม่เกินร้อยละ 30

2. น้ำกลั่น
อย่าดื่มน้ำกลั่นเป็นประจำ อันตรายต่อสุขภาพ
นาย แพทย์ Joseph Mercola ได้เขียนบทความเรื่อง “การตายก่อนวัยอันควร เนื่องจากน้ำดื่มเป็นน้ำกลั่น” (Early Death Comes From Drinking Distilled Water) โดยพูดถึงประสบการณ์ที่ได้พบเห็นว่า น้ำดื่มที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ดื่ม คือน้ำประปาจากก๊อกน้ำโดยตรง จะมีอันตรายต่อสุขภาพ เพราะมักจะมีการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ ในน้ำดิบซึ่งใช้ในการทำน้ำประปา จึงมีผู้ผลิตน้ำเพื่อบริโภคในรูปของน้ำกลั่น ซึ่งจะกำจัดสารเคมีตกค้างดังกล่าวหมดไปได้ แต่ได้น้ำซึ่งไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่ด้วยเลย ถ้าดื่มน้ำทุกวันจะพบว่ามีอันตรายต่อสุขภาพมากยิ่งกว่าเดิม เพราะน้ำกลั่นจะมีคุณสมบัติเป็นตัวละลายสูง ไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้ จึงดูดซึมทุกอย่าง ทั้งสารพิษและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ซึ่งสะสมอยู่ตามอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นในทางทฤษฎี ถ้าดื่มน้ำกลั่นเป็นครั้งคราวจะดีมาก ในการที่จะละลายสารพิษในร่างกายเข้ามาในตัว แล้วพาออกไปทิ้งนอกร่างกายในรูปของปัสสาวะและอุจจาระ แต่ถ้าใช้ประจำจะดึงแร่ธาตุที่จำเป็นของร่างกาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่นๆ ออกมา ทำให้อวัยวะดังกล่าวขาดเกลือแร่ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็น
การดื่มน้ำ กลั่นทำให้ขาดแคลเซียมได้ การวิจัยระบุว่า การดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและหัวใจอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดปัญหาโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และกล้ามเนื้อหัวใจที่มีธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม จะไม่เพียงพอ ก่อให้เกโรคหัวใจและหลอดเลือด (Coronary Heart Disease) เพราะการบีบตัวกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นวันละประมาณ 100,000 ครั้ง ปีละ 36.5 ล้านครั้ง ใน 10 ปี ก็ต้องเต้นอย่างสม่ำเสมอถึง 365 ล้านครั้ง ไม่มีกล้ามเนื้ออะไรในร่างกายที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์เท่ากล้ามเนื้อหัวใจ ถ้าเกิดความเสื่อม เช่น เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ก็คือการตั้งต้นของตอนจบของชีวิต จงทำทุกวิถีทางเพื่อถนอมและป้องกันกล้ามเนื้อของหัวใจ ข้อหนึ่งคืออย่าให้ขาดแคลเซียมและแมกนีเซียม
นายแพทย์ Joseph Mercola ได้ระบุอีกตอนหนึ่งว่า มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการดื่มน้ำกลั่นเป็นประจำกับการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด (Cardiovaacular Disease) เนื่องจากน้ำกลั่นเป็นน้ำอ่อนอย่างแรง – Distilled Water is extremely soft ถ้าดื่มบ่อยๆ เป็นประจำมากเท่าใด ก็เกิดโรคหัวใจมากตามขึ้นไปด้วยเท่านั้น
นายแพทย์ Harold D.Foster ได้เขียนเรื่อง “น้ำบาดาลและสุขภาพอนามัยของมนุษย์” (Ground Water and Human Health) ความตอนหนึ่งว่า จากผลของการศึกษาของสถาบันวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมมากกว่า 50 เรื่อง แสดงได้เห็นว่าการตายของโรคหัวใจและหลอดเลือดจะมีเพิ่มมากขึ้นโดยสัมพันธ์ กันกับน้ำที่มีเกลือแร่ละลายน้อยลง นั่นคือถ้าประชาชนดื่มน้ำที่มีเกลือแร่ของแคลเซียมและแมกนีเซียมในน้ำดื่ม จะทำให้การตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศสหรัฐอเมริกาลดลงได้ถึง 150,000 รายต่อปี
น้ำกลั่นจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งร่างกายไม่ประสงค์ น้ำกลั่น เป็นน้ำดื่มที่มีอำนาจละลายสารต่างๆ ได้สูงมากดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อตั้งทิ้งไว้จะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide – CO2) จากอากาศมาเป็นกรดคาร์บอนิค (Cabonic Acid) นั่นคือน้ำนั้นจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ยิ่งดื่มน้ำกลั่นมากเท่าใด ร่างกายจะมีสภาวะเป็นกรดในเลือดสูงมากขึ้นเท่านั้น จากเอกสารของสถาบันป้องกันสิ่งแวดล้อมของอเมริกา (U.S Environmental Protection Agency) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า น้ำกลั่นซึ่งไม่มีแร่ธาตุเจือปนอยู่เลย จะมีความน่ากลัว เพราะมันพยายามละลายสารทุกอย่างซึ่งมันสัมผัสเข้าในตัวของมัน เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศจะละลายในน้ำได้อย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำมีสภาวะเป็นกรด และที่น่ากลัวมากกว่านั้นคือ โลหะหนักต่างๆ (Heavy Metal) จะถูกละลายเข้าไปในน้ำกลั่นนั้นได้ ซึ่งโลหะหนักทุกชนิดนั้นทางการแพทย์ถือว่า แม้จะบริโภคในจำนวนน้อย แต่มันสามารถสะสมในร่างกายและทำอันตรายต่อสุขภาพของเราได้ อันดับแรกแรกและสำคัญที่สุดคือไปสะสมที่เนื้อสมอง ทำให้สมองเสื่อม สำหรับอันตรายในการที่น้ำดื่มมีฤทธิ์เป็นกรด จะได้ก่ลาวถึงในบทต่อไป
ดื่ม น้ำกลั่นทำให้ร่างกายขาดเกลือแร่ การดื่มน้ำกลั่นหรือน้ำที่ปราศจากเกลือแร่ ย่อมทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดเกลือแร่หลัก (Major Minerrals) รวมทั้งเกลือแร่ที่หายาก (Trace Minerals) น้ำกลั่นจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ด้วยสาเหตุอันเกิดจากการลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากอากาศเข้าไปในน้ำกลั่นได้ง่าย และเกิดสภาวะเป็นกรดคาร์บอนิค ซึ่งน้ำที่ดีหรือน้ำในอุดมคติ ต้องมีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ เนื่องจากร่างกายมี pH 7.4 ซึ่งมีสภาวะเป็นด่าง ถ้าเมื่อใด pH ในเลือดเป็น 6.8 จะเกิดอาการกรดเป็นพิษ (Acidosis) หมดสติ (Coma) และถึงตายได้ การที่จะมีฤทธิ์เป็นด่างนี้คือ น้ำจะต้องมีเกลือแร่ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ละลายอยู่ อย่างไรก็ดี การดื่มน้ำกลั่นนานๆ ครั้ง (เช่น 2 อาทิตย์ต่อครั้ง) จะช่วยละลายสารพิษ (Toxin) ในร่างกายให้ขับแคลเซียมและแมกนีเซียมออกมามากเกินไป

3. น้ำดื่มบรรจุขวด (น้ำขวด)
ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีสิ่งต่างๆ ปนเปื้อนในน้ำดื่มมากกว่า 2,100 ชนิด และในจำนวนดังกล่าวมี 190 ชนิด ที่ทำอันตรายต่อสุขภาพ และ 97 ชนิด เป็นสารก่อมะเร็ง บริษัทที่ผลิตน้ำบรรจุขวดที่ไม่ได้มาตรฐานจะมองข้ามปัญหาสิ่งปนเปื้อนเหล่า นี้ เพราะรู้ว่าผู้บริโภคจะไม่ทราบ ไม่สังเกตเห็น ทำให้สารเคมีและโลหะหนักละลายมาในน้ำดื่ม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
น้ำที่ใส่ขวดขายใช่ว่าจะปลอดภัย กว่าน้ำประปา ในอเมริกามีน้ำดื่มบรรจุขวดมากกว่า 700 ยี่ห้อ คณะมนตรีด้านการป้องกันทรัพยากรได้ทำการศึกษา น้ำดื่มจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตน้ำขวด โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานน้ำสะอาด และมาตรฐานน้ำประปาแห่งชาติ ได้ทำการกรวดน้ำดื่มบรรจุขวดมากกว่า 1,000 ขวด สรุปว่าไม่สามารถจะรับรองความปอลดภัยได้ทั้งหมด น้ำดื่มบรรจุขวดจะดูใสกว่า
คลอรีน ที่ใส่ในน้ำก็เพื่อป้องกันตัวเราไม่ให้เชื้อแบคทีเรียทำอันตรายได้ แต่คลอรีนก็มีความเกี่ยวพันกับการเกิดมะเร็ง และดูปลอดภัยกว่าน้ำประปา แต่ความจริงร้อยละ 25 ของน้ำดื่มบรรจุขวดก็เป็นเพียงเอาน้ำประปามาใส่ขวด ปรับปรุงนิดหน่อยเท่านั้น การเลือกน้ำดื่มชนิดขวดในประเทศไทยจึงควรจะเลือกจากบริษัทผู้ผลิตที่เชื่อ ถือได้ มีชื่อเสียง และได้รับอนุญาตจาก อย.(คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข) ให้ผลิตได้เท่านั้น

4. น้ำประปา
น้ำ ประปาใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรค การฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม สำนักงานประปาทุกแห่งในประเทศไทยจะใช้สารคลอรีน เพราะราคาถูก ใช้ง่าย ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้แน่นอน แต่การที่คลอรีนในน้ำดื่ม สามารถทำลายเชื้อโรคได้ มันก็สามารถทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ รวมทั้งเซลล์ปกติของร่างกายได้ด้วยเช่นกัน คลอรีนจะทำให้เกิดสารพิษชนิดหนึ่ง ชื่อ ไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes- THM) ซึ่งเกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในธรรมชาติที่ละลายอยู่ในน้ำ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยดคลัมเบียในสหรัฐอเมริการายงานว่า ผู้หญิงที่ดื่มน้ำที่มีคลอรีนเป็นประจำ มีอัตราการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารหรือระบบปัสสาวะ สูงกว่าผู้หญิงที่ดื่มน้ำปราศจากคลอรีนถึง 44% และยังพบว่า การดื่มน้ำที่มีคลอรีนจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโลหิตจาง นี้เนื่องมาจากผลร้ายของคลอรีนต่อเม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell)
คลอรีน ตัวก่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ คลอรีนที่ใส่ในน้ำก็เพื่อป้องกันตัวเราไม่ให้เชื้อแบคทีเรียทำอันตรายได้ แต่คลอรีนก็มีความเกี่ยวพันกับการเกิดมะเร็ง เพราะคลอรีนสามารถไปรวมกับสารอินทรีย์ในน้ำ เกิดสารพิษซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ในปี พ.ศ.2524 นักวิจัยญี่ปุ่นได้รายงานเรื่องน้ำดื่มที่มีคลอรีนกับการเกิดมะเร็ง โดยสรุปว่าประชาชนที่ดื่มน้ำเติมคลอรีน มีโอกาสเกิดมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะสูงกว่าผู้ที่ ดื่มน้ำปราศจากคลอรีนทซึ่งประชาชนที่ต้องดื่มน้ำมีคลอรีนอยู่ในเขตเมืองเป็น ส่วนใหญ่
น้ำประปาใช้สารส้มซึ่งเน่งการเกิดโรคความจำเสื่อม เป็นเวลานานหลายปีที่นักวิจัยพิศวงในการพบธาตุอลูมินั่ม (Aluminum) ระดับสูงมากในเนื้อสมองของคนที่เป็นโรคแอลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease- โรคสมองเสื่อมในคนชรา) ซึ่งจะมีอาการความจำเสื่อม ลืมชื่อคนรู้จัก ผิดปกติทางการใช้ภาษา คิดเลขไม่ถูก บางทีไม่รู้ว่าขณะนั้นอยู่ที่ไหน อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ระแวง โมโหร้ายและอาจชัก นักวิจัยจำนวนมากเริ่มคิดว่า ธาตุอลูมินั่มอาจจะเป็นตัวการที่มีบทบาทในการก่อให้เกิดโรคดังกล่าวกับผู้ สูงอายุ อลูมินั่มพบมาก ในธรรมชาติ ในน้ำแล้วยังมีการนำอลูมินั่มมาใช้ทำน้ำประปาโดยสำนักงานประปาหลายแห่ง ในรูปของอลูมินั่มซัลเฟต (Aluminum Sulphate) หรือสารส้มเพื่อทำให้น้ำใสขึ้น ความขุ่นจะตกตะกอน รวมทั้งแบคทีเรียก็จะถูกกำจัดออกจากน้ำโดยการตกตะกอนเช่นกัน อลูมินั่มซัลเฟตที่เหืลอนั้นก็จะถูกกรองออกไปด้วยทรายละเอียดอีกครั้ง ในการทำน้ำประปา แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ทรายละเอียดไม่สามารถกรองสารส้มที่เหลือได้หมด เพราะทรายละเอียดลในระบบทำประปาไม่สามารถกรองสารที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอนได้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าสารส้ม ซึ่งเป็นอลูมินั่มและปนมาในน้ำประปาอาจจะก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อม การดื่มน้ำประปาโดยที่ไม่ได้กรองเอาอลูมินั่มออก ย่อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียได้รายงานผลการ วิจัยในสัตว์ทดลองเรื่องเกี่ยวกับอลูมินั่ม มีข้อความตอนหนึ่งว่า สารสั้มที่ทำให้น้ำใสในระบบประปานั้น พบว่าไปสะสมในมันสมองของหนูในห้องทดอลง ผลของการศึกษานี้แสดงว่าอลูมินั่มในน้ำดื่ม สามารถจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและไปสะสมที่บริเวณสมองได้
ดร.Barry Thomas ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ประเทศแคนนาดาได้กล่าวว่า ถึงแม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า อลูมินั่มจะก่อให้เกิดสมองพิการและความจำเสื่อมได้หรือไม่ก็ตาม แต่ก็ควรกลัวเอาไว้ก่อนและอย่าประมาท ประเทศแคนนาดาและอีกหลายประเทศยังใช้สารส้มเพื่อกำจัดความขุ่นของน้ำในโรง กรองน้ำ อันเป็นเหตุให้เกิดมีอลูมินั่มตกค้างในน้ำประปา และนี่ก็เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งในการที่ท่านจะต้องกรองน้ำเองอีกครั้งเพื่อกำ จัดเอาอลูมินั่มออกไปก่อนที่จะใช้น้ำนั้นเพื่อบริโภค
การใช้ฟลูออไรด์ทำ น้ำประปา ระบบประปาบางแห่งในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเติมฟลูออไรด์ (Fluoride) ลงในน้ำประปาเพื่อฆ่าเชื้อโรค ฟลูออไรด์นี้ ทันตแพทย์เชื่อว่าจะป้องกันฟันผุได้ มาตรฐานการเติมของฟลูออไรด์ คือไม่เกิน 1 ส่วนในน้ำล้านส่วน (1 ppm) บางแห่งยอมให้ 1.5 ppm ถ้าสูงกว่า 4 ppm อาจเกิดปัญหาฟลูออไรด์เป็นพิษ (Fluorosis) ขึ้นได้ การกินฟลูออไรด์มากเกินไปจะทำให้จะทำให้ฟันเป็นฝ้าสีน้ำตาล และเป็นจุดๆ บนฟันแท้ ช่วงอันตรายของปัญหาฟลูออไรด์เป็นพอเศษจะเกิดง่ายตอนฟันกำลังจะงอกจากเหงือก ดังนั้นเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 ปี ไม่ควรดื่มน้ำซึ่งมีฟลูออไรด์มากกว่า 1 ppm โดยเด็ดขาด (ในยาสีฟันมีฟลูออไรด์สูงมาก 1000-2000 ppm และยาสีฟันมักหอม รสหวาน ดังนั้นจงระวังอย่าให้เด็กกลืนยาสีฟัน) ฟลูออไรด์ถ้าสะสมทีละน้อยจนอายุ 60 ปี จะช่วยเร่งให้กระดูกพรุนเร็วขึ้น เพราะมันจะไปจับกับแคลเซียม ซึ่งเป็นสาเหตุของกระดูกหักในผู้หญิงสูงอายุในสหรัฐอเมริกา

5. น้ำอัดลมน้ำผลไม้
นัก วิทยาศาสตร์ได้พูดถึงเครื่องดื่มหลายชนิด เช่น น้ำอัดลม ซึ่งทำมาจากน้ำกลั่น หรือน้ำอ่อนไม่มีเกืลอแร่ มีการศึกษาพบว่า ผู้ซึ่งชอบดื่มน้ำอัดลม (ไม่ว่าชนิดมีน้ำตาลหรือไม่มีน้ำตาล) จะสูญเสียธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่ที่จำเป็นของร่างกายออกมาทางปัสสาวะ และเกลือแร่ที่สูญเสียมากเท่าใด ก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ข้ออักเสบ (Osteoarthritis) การทำงานของต่อมไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) และโรคแห่งความเสื่อมต่างๆ (Degenerative Disease) ซึ่งเป็นต้นเหตุของความแก่ก่อนวัย สาเหตุก็เพราะน้ำกลั่นที่นำมาใช้ทำน้ำอัดลมจะละลายเกลือแร่ที่จำเป็นในร่าง กายออกมา
น้ำอัดลมตัวสร้างปัญหา ปัจจุบันมีแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากในหลายประเทศ กำลังศึกษาเพื่อพิสูจน์ทฤษฏีความชราและความเจ็บป่วย ว่ามีสาเหตุโดยตรงมาจากระบบของเสียที่เป็นกรด (Acidic Waste) ในร่างกาย เป็นความจริงที่พบจากผลการศึกษาซึ่งให้ความเห็นว่า ถ้าร่างกายต้องการน้ำ เราก็ควรเอามาจากน้ำ ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมหรือ น้ำชา กาแฟ หรือเหล้าเบียร์ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ใช่ตัวแก้ปัญหาการขาดน้ำ หรือกระหายน้ำ มันเป็นเพียงเรื่องของสังคมเท่านั้น ในทางกลับกัน เครื่องดื่มต่างๆ ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดการขับน้ำออกจากร่างกายมากยิ่งขึ้น คือเพิ่มปัญหา (เพราะฤทธิ์สารคาเฟอีน – Caffeine – ที่อยู่ในเครื่องดื่ม จะกระตุ้นการขับปัสสาวะ ทำให้สูญเสียน้ำมากยิ่งขึ้น) ซึ่งท่านจะต้องชดเชยน้ำในร่างกาย คือดื่มน้ำเปล่ามากขึ้นกว่าเดิมอีกทุกๆ 1 แก้ว (240 ซีซี) ต่อการดื่มกาแฟ หรือโคล่า 1 ถ้วย อนึ่ง น้ำอัดลมประเภทโคล่ามีค่า pH 2.5 ซึ่งมีความเป็นกรดสูง ซึ่งจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป

6. น้ำผลไม้ (Fruit Juice)
กุมาร แพทย์ส่วนใหญ่ถือว่า การให้เด็กดื่มน้ำผลไม้บ่อยๆ กลับทำให้เด็กสุขภาพไม่สมบูรณ์ นายแพทย์คาลอส ลีฟชิท (Carlos Lifschitz, M.D.) จาก Baylor College of Medicine ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า พ่อแม่บางคนเชื่อว่าน้ำผลไม้เป็นของดี บำรุงสุขภาพเด็ก แต่ที่จริงน้ำผลไม้ก็เป็นเพียงน้ำตาลกับสีผสมน้ำและเติมกลิ่น ซึ่งอาจมีวิตามินและเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง แต่ผลร้ายดูจะมากกว่าผลดี นอกจากนี้ สถาบันกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา (American Academy of Peddiatrics – AAP) ยังได้แนะนำสมาชิกกุมารแพทย์อเมริกา (ปี พ.ศ.2532) ให้เตือนผู้ปกครองเรื่องอันตรายจากการให้ลูกดื่มน้ำผลไม้ผสมสีมากเกินไป (น้ำส้มคั้นสดแท้ๆ และน้ำผลไม้ที่คั้นสด ไม่ถือว่าเป็น Friut Juice ในที่นี้ – ผู้เขียน)

น้ำดื่มในอุดมคติ

นักวิจัยซึ่งเป็นนายแพทย์ชาวญี่ปุ่น เชื่อว่า ร่างกายของมนุษย์ถูกโจมตีโดยอนุมูลอิสระ (Free Radical) ตลอดเวลา เพราะสิ่งปนเปื้อนที่เป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดอนุมูลอิสระมีอยู่ทั่วๆไป มีอยู่ทั้งในอากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรากินและน้ำที่เราใช้ดื่ม ซึ่งอนุมูลอิสระที่แทรกซึมเข้าไปในร่างกายจะถูกทำลายภูมิต้านทานพ่ายแพ้ ก็หมายถึงการเกิดการเจ็บป่วย และรวมถึงการเกิดมะเร็งขึ้นได้ กลุ่มนักวิจัยยังพบว่า น้ำดื่มมีความสัมพันธ์กับความเจ็บป่วยและชะลอความชราได้ ก็ต้องอาศัยน้ำดื่มที่มีคุณภาพ น้ำยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของเลือดเพราะเป็นน้ำถึง 92 เปอร์เซ็นต์ เลือดจะนำสารอาหารทั้ง 5 หมู่ สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ออกซิเจนรวมทั้งเอนไซม์ (Enzyme) ไปให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายและป้องกันเซลล์โดยน้ำจะละลายสารพิษออกมา แล้วนำไปทำลายที่ตับหรือทิ้งออกไปนอกร่างกายในรูปของอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ การที่สารพิษ (Toxin)
น้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่างจะช่วยล้างพิษ ของความเป็นกรด และช่วยเป็นตัวกันชน (Buffer) ให้ร่างกาย เพื่อสร้างความสมดุล
ใน ปัจจุบันมีมาก ทั้งจำนวนและชนิดใหม่ๆ ออกมาปนเปื้อนทั้งในอาการและน้ำดื่ม ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักในการใช้น้ำละลายสารพิษเพื่อขับออกไปทิ้งอยู่ตลอด เวลา

ลักษณะสำคัญของน้ำดื่มในอุดมคติ
น้ำดื่มในอุดมคติจึงควรมีลักษณะดังนี้ คือ
ต้องเป็น :-
1.น้ำแร่ (Mineral Water) คือน้ำที่มีเกลือแร่จำเป็นละลายอยู่
2.น้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง (Alkaline Water)
3.น้ำที่มีโครงสร้างขนาดเล็ก (Micro Cluster หรือ Small Cluster)
4.น้ำที่ไม่มีสิ่งเจือปนเปื้อนซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น เชื้อจุลินทรีย์ สารเคมี และโลหะหนัก ฯลฯ

เหตุผลต่างๆ จะได้อธิบายในบท ต่อไป
เนื่อง จากน้ำในร่างกายมีถึงร้อยละ 70 คุณภาพของน้ำที่เราดื่มเข้าไปในร่างกายจึงมีความสำคัญต่อชีวิต น้ำจะต้องตอบสนองความต้องการของร่างกาย น้ำที่เห็นไม่ใช่ว่าจะมีคุณค่าเท่าเทียมกันหมด เราต้องคำนึงถึงความสะอาด ไม่มีสารเคมีหรือโลหะหนักเจือปน มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ มีขนาดของโครงสร้างที่เล็ก (Micro Clustu) มีเกลือแร่ที่ละลายอย่างพอเพียง ความขุ่นต่ำและปริมาณที่ใช้ดื่มอย่างพอเพียงด้วย แร่ธาตุที่ดีต้องมีกำเนิดมาจากทะเลและมีโครงสร้างเล็ก (Micro Stage) เพราะจะทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้ง่ายกว่าแร่ธาตุที่มาจากอาหารทั่วไป ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเป็นความลับทางการค้าของแต่ละบริษัทที่พยายามทำให้แร่ที่เติมลงไปในน้ำมี ปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม ซึ่งท่านสามารถตรวจดูจากรายงานผลการวิเคราะห์ของบริษัทถึงชนิดของแร่ธาตุ ต่างๆ ในน้ำดื่มนั้นๆได้
น้ำที่มีโครงสร้างขนาดเล็ก (ซึ่งวัดโดย Nuclear Magnetic Resonance Spectrometer) จะทำให้แก้กระหาย (Hydration) และแก้อาการขาดน้ำได้รวดเร็ว (Dehydration) การที่มีโครงสร้างเล็กและอยู่ในรูปหกเหลี่ยม (Hexagonal Shape) ทำให้ซึมผ่านเข้าออกเซลล์ได้สะดวกโดยแทรกผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้รวดเร็ว สามารถพาสารอาหารและออกซิเจนเข้าไป และนำคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียต่างๆ ออกมาจากเซลล์ เพื่อนำไปทิ้งนอกร่างกายได้โดยสะดวก
น้ำที่มีฤทธิ์เป็น ด่างอ่อนๆ จะช่วยกำจัดความเป็นกรดและของเสีย (Acidic Waste) ในร่างกาย ร่างกายในสภาวะสมดุลต้องการค่า pH 7.4 แต่อาหารที่เรากินรวมทั้งน้ำอัดลม จะมีค่า pH เป็นกรด และเครื่องดื่มประเภทโคล่ามี pH แค่ 2.5 เท่านั้น ยิ่งความเครียดทางร่างกายเนื่องจากทำงานใช้กำลังและอยู่ในที่ร้อนๆ รวมทั้งความเครียดทางจิตใจ ล้วนแต่สร้างความเป็นกรดในร่างกาย การสะสมของเสียที่เป็นกรด (Acidic Waste) นี้ เป็นต้นเหตุของความชรา เมื่อรวมทั้งเซลล์ในร่างกายที่อยู่ในสภาพขาดน้ำเรื้อรัง ความแก่จะยิ่งมาเร็วกว่าปกติ น้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่างจะช่วยล้างพิษของความเป็นกรด และช่วยเป็นตัวกันชน (Buffer) ให้ร่างกาย เพื่อสร้างความสมดุล มีผู้กล่าวว่า น้ำที่คุณสมบัติตามอุดมคติ จะช่วยส่งให้ความชราคืนกลับไป (Reverse Aging Agent) และในนิยายของกรีกโบราณก็พูดถึงน้ำพุ ซึ่งคือน้ำแร่ที่ชะลอความแก่ และยังมีผู้คนที่พยายามเสาะหาน้ำพุของความเป็นหนุ่มสาว (Fountain of Youth)
ดัง นั้นน้ำดื่มที่ดีหรือน้ำดื่มในอุดมคติ ย่อมช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของร่างกาย ซึ่งพอจะอธิบายได้ง่ายๆ เช่น ระบบเลือดดีขึ้นเพราะเม็ดเลือดแดงไม่ขาดน้ำ (Better Blood From Better Hydration) น้ำมีรสดี (เพราะสะอาดและมีโครงสร้างเล็กหรือ Small Cluster ทำให้ต่อมรับรสรู้สึกได้) น้ำช่วยป้องกันมะเร็ง (เพราะเซลล์มะเร็งไม่ชอบอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีออกซิเจนสมบูรณ์ (Warburg 1932) หรือสิ่งแวดล้อมที่มีฤทธิ์เป็นด่าง) น้ำทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น (การอ่อนเพลียบางครั้งเกิดจากการขาดน้ำเรื้อรัง –Chronic Dehydration) ฯลฯ
ท่าน ผู้อ่านที่รัก น้ำสำคัญต่อชีวิต (Water for Life) มีความสำคัญเป็นลำดับที่สองรองมาจากออกซิเจนในอากาศที่เราหายใจ เราต้องการน้ำที่ดีเพื่อดื่มตลอดวันและทุกวัน วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องคือ เราควรมีน้ำดื่มติดตัวตลอดเวลา และจิบบ่อยๆ ครั้ง ในการประชุมระดับโลก โต๊ะประชุมจะมีแต่ขวดน้ำดื่มและมักเป็นน้ำแร่วางไว้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมดื่ม ไม่มีการเสริฟกาแฟหรือน้ำหวานในห้องประชุม
ท่าน ผู้อ่านต้องมั่นใจว่า ท่านได้ดื่มน้ำจำนวนพอเพียงทุกวัน และต้องมั่นใจอีกด้วยว่า ท่านได้ดื่มน้ำที่สะอาดและมีคุณค่า ไม่ใช่น้ำดื่มที่เต็มไปด้วยสารพิษและสิ่งเจือปน

ผู้เขียน
ศ.ดร.นพ. สมศักดิ์ วรคามิน
Prof. Somsak Varakamin M.D., Dr.PH.
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5
กุมภาพันธ์ 2549







 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2552   
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2552 16:28:46 น.   
Counter : 7324 Pageviews.  

บ้านของคนเกิดปีต่างๆ





บ้านคนปีชวด (พ.ศ. 2527, 2515 และ 2503) เพื่อความมั่งมีศรีสุข บ้านของคนปีชวด ควรมีเครื่องดนตรีอย่างน้อย 1 ชิ้น อยู่ในบ้าน เช่น ขลุ่ย เมาท์ออร์แกน เปียโน กีตาร์ ฯลฯ แม้จะเล่นไม่เป็น เพียงมีไว้ประดับบ้านก็ถือว่าถูกโฉลก นำโชคดีมาสู่ในบ้าน แต่ถ้าเป็นเครื่องดนตรีที่สมาชิกในบ้าสามารถเล่นได้จริงๆ หรือมีการเล่นร่วมดนตรีด้วยกันภายในครอบครัว เสียงดนตรีที่ดังขึ้นดุจดั่งเสียงสวรรค์ที่เรียกทรัพย์นับล้านเข้าสู่บ้านคนปีชวด


บ้านคนปีฉลู (พ.ศ. 2528, 2516 และ 2504)
เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย บ้านของคนปีฉลู ไม่ควรมีอะไรที่เป็นทรงกลม ยกเว้นโต๊ะอาหารที่เป็นโต๊ะกลมได้ นอกนั้นแล้วสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านควรเป็นเหลี่ยมเป็นมุมทั้งหมด ตัวอย่างเช่น นาฬิการทรง 8 เหลี่ยม อ่างบัวทรง 5 เหลี่ยม กระถางต้นไม้ทรง 4 เหลี่ยม รวมไปถึงลวดลายของเหล็กดัด วอลล์เปเปอร์ ก็ควรเป็นรูปทรงเหลี่ยม หลีกเลี่ยงรูปวงกลมและรูปโค้งมนต่างๆ


บ้านคนปีขาล (พ.ศ. 2529, 2517 และ 2505)
เพื่อความเจริญรุ่งเรือง เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านของคนปีขาล ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง ควรมีขนาดใหญ่กว่าปกติ หน้าบ้านควรมีต้นไม้ใหญ่ หรือ สัญลักษณ์ที่ใหญ่โตโดดเด่น อาทิ มีประตูหน้าบ้านบานใหญ่ มีโอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ เป็นต้น ในห้องรับแขกควรมีรูปภาพพระอาทิตย์ขึ้นประดับไว้ จะช่วยเพิ่มพลังอำนาจ และบารมีให้มีมากขึ้นกว่าเดิม


บ้านคนปีเถาะ (พ.ศ. 2530, 2518 และ 2506 )
เพื่อความสุขและความสำเร็จ บ้านของคนปีเถาะ ควรเป็นบ้านที่มีความร่มรื่น ร่มเย็น มีสนามหญ้า ต้นไม้ ดอกไม้ อ่างบัว ตัวบ้านมีความโปร่งโล่งสบาย มีแสงแดดและแสงสว่างพอประมาณ ในห้องนอนหรือห้องรับแขก ควรมีตุ๊กตาเซรามิครูปกระต่าย รูปไก่ รูปไข่ รูปหมู รูปเด็กทารก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวย จะช่วยให้เงินทองไม่รั่วไหลไปไหน ได้ปรับเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้พบกับความสมหวังและสมปรารถนาทุกประการ


บ้านคนปีมะโรง (พ.ศ. 2531, 2519 และ 2507)
เพื่อความเป็นสิริมงคล บ้านของคนปีมะโรง ควรจะมีชื่อบ้าน โดยเป็นชื่อที่เป็นมงคลและถูกต้องตามหลักทักษาของเจ้าของบ้าน ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะใช้ชื่อหรือนามสกุลของเจ้าของบ้านมาเป็นชื่อบ้าน ซึ่งถ้าชื่อหรือนามสกุลถูกโฉลกอยู่แล้ว ชื่อบ้านก็ย่อมจะดีตามไปด้วย ชื่อบ้านต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะของบ้านและ ผู้อยู่อาศัย ห้ามขัดแย้ง หรือตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น บ้านทาสีฟ้าทั้งหลังแต่ตั้งชื่อบ้านว่าเรือนสีชมพู หรือ บ้านอยู่ติดภูเขา แต่ตั้งชื่อบ้านว่า บ้านริมทะเล ลักษณะอย่างนี้ถือว่าไม่เหมาะสมจะทำให้อับโชค พบเจอแต่อุปสรรคขวากหนามในการดำเนินชีวิต


บ้านของคนปีมะเส็ง (พ.ศ. 2532, 2520 และ 2508)
เพื่อความเจริญรุ่งเรือง บ้านของคนปีมะเส็งต้องมีแสงสว่างอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ต้องให้ความรู้สึกว่าสว่างอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ควรจะมีไฟภายนอกบ้านอย่างน้อยสัก 1 ดวงที่เปิดให้ความสว่างอยู่ตลอดคืนโดยเฉพาะไฟดวงไหนหากเปิดไว้แล้วนอกจากจะให้ความสว่างแก่บ้านของเรา ยังให้ความสว่างและความปลอดภัยแก่บ้านหลังอื่นและผู้ที่เดินทางผ่านไปมา ถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง บ้านมืดๆ จะนำภัยอันตรายและโชคร้ายมาสู่คนปีมะเส็ง


บ้านคนปีมะเมีย (พ.ศ. 2533, 2521 และ 2509)
เพื่อความเจริญก้าวหน้า บ้านของคนปีมะเมีย ต้องมีความเคลื่อนไหว เช่น มีธงโบกสะบัด มีน้ำพุ มีกังหัน มีโมบาย มีสุนัขหรือแมววิ่งเล่นกัน มีต้นไม้ใหญ่ที่โอนเอนตามสายลมภายในบ้าน ก็ควรมีสัญลักษณ์ของความเคลื่อนไหวหรือความเร็ว เช่น รถยนต์โบราณ รถไฟ เรือใบ เรือสำเภา เครื่องบิน จรวด ฯลฯ เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งร่ำรวย บ้านที่สงบ นิ่งและเงียบเกินไป จะทำให้คนปีมะเมียอึดอับและอับโชค


บ้านคนปีมะแม (พ.ศ. 2534, 2522 และ 2510)
เพื่อความสุขและความสำเร็จ บ้านของคนปีมะแม ควรเป็นบ้านที่สะสมงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพวิวทิวทัศน์ งานหล่อ งานปั้น งานแกะสลัก หนังสือ ซีดีเพลง ดีวีดีภาพยนตร์ ฯลฯ ล้วนถูกโฉลกและนำโชคดีมาสู่คนปีมะแม และถ้าผลงานศิลปะเหล่านั้น เป็นฝีมือของเจ้าของบ้านด้วยแล้ว จะยิ่งถูกโฉลกและโชคดีเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า


บ้านของคนปีวอก ( พ.ศ. 2523, 2511 และ 2499)
เพื่อความเจริญรุ่งเรือง บ้านของคนปีวอก ควรเป็นบ้านที่มีการขยับขยาย เพิ่มเติม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามวันเวลาเพื่อให้สอดคล้องสมดุลกับผู้อยู่อาศัย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นบ้านที่มีการเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น มีต้นไม้ใหม่ๆ มาปลูกเพิ่มอยู่เสมอมีเฟอร์นิเจอร์ใหม่มาทดแทนของเดิมที่ชำรุดเสียหาย มีเก้าอี้ม้าหินชุดใหม่มาตั้งแต่เพิ่มในสวน มีการเปลี่ยนผ้าม่านใหม่ทุกๆ 2 ปี และทาสีบ้านใหม่ทุกๆ 3 ปี


บ้านของคนปีระกา (พ.ศ. 2524, 2512 และ 2500)
เพื่อความเป็นสิริมงคล บ้านของคนปีระกาต้องสวย สะอาด สดใส และดูใหม่อยู่เสมอ สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน ควรจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย รั้วบ้านและอาคารภายนอกบ้านควรทาสีใหม่ทุกๆ 3 ปี ภายในบริเวณบ้าน ห้ามมีสิ่งของแตกหัก ชำรุด เสียหาย ใบไม้แห้ง ต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่เหี่ยวเฉาโรยรา โดยเด็ดขาด รอยร้าวบนผนัง หากพบเจอต้องรีบแก้ไขในทันที หลอดไฟ กลอน กุญแจ ประตู หน้าต่าง ต้องพร้อมใช้งานอยู่เสมอ


บ้านของคนปีจอ (พ.ศ. 2525, 2513 และ 2501)
เพื่อความมั่งมีศรีสุข บ้านของคนปีจอ ควรจะมีสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัข ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงนำโชคของคนปีจอ เพราะความซื่อสัตย์และแสนรู้ของสุนัข จะช่วยให้คนปีจออารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส สมองปลอดโปร่ง ไม่เครียด ดังนั้นไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรก็ล้วนแต่โชคดีมีความสำเร็จ สุนัขที่เลี้ยงไว้ไม่ควรเลี้ยงตัวเดียว ควรเลี้ยงตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป แต่ก็อย่าให้มากเกิน ควรให้เหมาะสมกับบริเวณบ้านและกำลังในการดูแลเอาใจใส่


บ้านของคนปีกุน (พ.ศ. 2526, 2514 และ 2502)
เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย บ้านของคนปีกุน ต้องมีห้องครัวที่กว้างขวาง สะอาด สะดวก สบาย มีอุปกรณ์ในการทำครัวครบครัน เพราะการเข้าครัวทำอาหารของคนปีกุน ถือเป็นเรื่องมงคลนำมาซึ่งโชคลาภ ความสำเร็จ และความร่ำรวย และถ้ามีตุ๊กตาเซรามิครูปหมูสีขาวหรือสีชมพู สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ วางไว้ในห้องรับแขกหรือห้องรับประทานอาหารด้วย จะยิ่งถูกโฉลก โชคดี เฮง เฮง เฮง เพิ่มมากขึ้น




 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2551   
Last Update : 14 กรกฎาคม 2551 14:07:38 น.   
Counter : 1071 Pageviews.  

สิ่งของที่ต้องเตรียมใช้ในพิธี เข้าบ้านใหม่ ครั้งแรก

สิ่งของที่ต้องเตรียมใช้ในพิธี
++++++++++++++++++
- ถุงเงิน , ถุงทอง อย่างละ 1 ถุง
- เงินเหรียญทุกประเภท รวมกันให้ได้ 108 บาท เช่น เหรียญ 10 บาท 5 บาท 1 บาท 50 สต. 25 สต.
- ธนบัตรทุกประเภท รวมกันให้ได้ 1,900 บาท
- ตะกร้า , ถังน้ำ 2 ใบ ( ต้องใช้ของใหม่ )
- ข้าวตอก , ถั่ว ,งา
- ดอกกุหลาบแดง , เหลือง , ดอกดาวเรือง แกะเอาเฉพาะกลีบ
- ดอกบานไม่รู้โรย แกะเป็นดอก
- ดอกรัก แกะเป็นกลีบ
- เครื่องครัวทั้งหมด
- พระพุทธรูป ที่เป็นองค์ประธานของบ้าน
- สร้อย แหวน เครื่องประดับ ของมีค่า
- ธูป เทียน

ขั้นตอนการทำพิธี
+++++++++++
- นำธนบัตร 1,900 บาท และเหรียญ 108 บาท ใส่ลงในถุงเงิน ก่อนใส่ถุงให้พูดเสียงดัง ๆ ว่า “ โอ้โฮ เงินทองร้อยแปดพันเก้าเลย “
- นำถุงเงิน และ สร้อย แหวน ทองของมีค่า ใส่ในถุงทอง
- ถังใหม่ที่เตรียมไว้ ใส่น้ำให้เต็มจนล้น 1 ถัง ส่วนอีกถัง ให้ใส่ข้าวสารให้ล้น
- ถั่ว งา ข้าวตอก ดอกไม้ คลุกรวมกัน ใส่ลงในตะกร้า โรยใส่ในถังที่เตรียมไว้ ทุกถัง
- นำเครื่องที่เตรียม ตั้งแต่ 1 - 7 เข้าบ้านก่อน โดยให้เพื่อน ๆ ญาติ ๆ ที่พูดเก่ง ๆ ให้พูดจาสนุกสนาน และช่วยกันหิ้วเครื่องครัว เครื่องใช้ ต่าง ๆ เข้าบ้าน
- หิ้วถังน้ำ ถังข้าวสารตาม โดยหิ้วให้หกเรียราดตลอดทาง แล้วเอาไปวางไว้บนโต๊ะในครัว พูดดัง ๆ ว่า “ บ้านนี้มีความสุขจริง เงินทองเต็มบ้าน ข้าวของอุดมสมบรูณ์……” พูดแต่ในสิ่งที่ดี ๆ
- เจ้าของบ้าน อุ้มพระพุทธรูปองค์ประธาน เดินตามขบวนเข้าไป แล้วนำไปไว้ที่หิ้งพระ จุดธูป 9 ดอก ให้พูดถึงชื่อตนเองและทุกคนในครอบครัว ขอให้พระคุ้มครองให้มีความสุข ความเจริญ
ทุกคนในครอบครัว ช่วยกันแบกตะกร้าที่ใส่ ข้าวตอก ดอกไม้ เงินทอง ของมีค่า เทคว่ำลงบนที่นอน แล้วให้ทุกคนนอนลงบนที่นอน และช่วยกันเก็บ ของที่เทไว้ใส่ในกระเป๋าเสื้อ กางเกง
- เก็บกวาดข้าวของที่หกเรี่ยราด เอาไปให้นกกิน





เอาง่ายๆดีกว่านะคับ ยังไงก็ลองดู


1.. หาวันฤกษ์ดีนิดหนึ่ง ถ้าไม่เคร่งมาก ก็ถือเอาวันที่เป็นมงคลของเจ้าบ้าน เช่น เกิดวันจันทร์ ก็เอาวันจันทร์ ข้างขึ้น เป็นวันย้ายเข้าบ้าน


2. เรานับถือพุทธศาสนานะคับก็เอา พระเข้าบ้าน เลือกเวลานิดหนึ่ง อย่างเช่น 9 โมง 9 นาที หรือจะเอาเช้ากว่านั้น ถ้าเป็นพ่อเหรอแม่ผมจะเลือกเวลาเช้ามาก ด้วย เวลาเช้าเป็นเวลาเหมาะกับการทำมาหากิน คือ เขาถือว่า ตื่นแต่เช้า ก็เป็นเวลาดี

3. ไม่ต้องไปทำของหกในบ้านหรอกคับ เอาแค่ว่าพอเหยียบเข้าบ้านก็พูดเอาเองเช่น คนหนึ่งพูดว่า อุ๊ยบ้านนี้ ร่ำรวยจังเลย อีกคนก็ตอบว่า ช่ายรวยมากๆ พอหละคับ คิดดูละกัน โปรยข้าวของขนาดนั้น บ้านย้ายเข้าไปใหม่ๆ ก็เลอะเทอะพอดี แต่ถ้า เชื่อแบบนั้นผมก็ไม่ว่าอะไร


4. บางคนชอบที่จะเอา เตาไฟเข้าไปด้วยก็ดีคับ เพราะถ้ามีเตาไฟก็มีการประกอบอาหาร ก็ มีกิน มีใช้ไปด้วย


พอย้ายเข้าบ้านแล้วก็เริ่มตั้ง เจ้าที่จีนเลยคับ

ธรรมเนียมใครไม่รุ้ แต่พ่อผม สอนมาแบบนี้

เข้าบ้านเอาพระวาง แล้ว จัดของลงไหว้เลย เจ้าทีจีนก็ไม่ต้องเอาอะไรไปรองนะคับ บางซินแสบอกว่าต้องรองด้วยกระดาษไหว้ 20 แผ่น ผมถือว่าไม่เหมาะสม ด้วยเจ้าที่จีน ควรต้องอยู่ติดกับพื่นดิน จะเอายกพื้นก็ไม่ผิด แต่อย่าสูงมากเกินไป

ของไหว้ ก็ตามสมัยนิยมคับ คื อธรรมเนียมจีนต้องมี ซาแซ หรือโหงวแซ มีกิมฮวย มีส้ม มีกระดาษไหว้ มีน้ำชา เหล้า หรือของไหว้อื่นๆ ไม่จำกัด

จุดธุป 5 ดอก แล้วบอกกล่าวกับเจ้าที่เจ้าทาง วันนี้ฤกษ์งามยามดี ลูกย้ายเข้ามาอยู่อาศัย พึ่งบารมีเจ้าที่ ที่รักษาที่นี้อยู่ ขอให้.......................ก็ว่ากันไป

พอไหว้แล้วก็ไหว้ ประตูสองข้าง เสร็จก็รอของไหว้ ลามากิน เรียกเพื่อนฝุงมาสังสรรค์ กินกันให้เต็มที่ สนุกสนาน พอหละคับ


ใช้วิจารณญานเอาละกัน




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2551   
Last Update : 25 มิถุนายน 2551 11:02:25 น.   
Counter : 84321 Pageviews.  

การจัดโต๊ะหมู่บูชา

การจัดโต๊ะหมู่บูชา
Copyrights 2007 by, ideabyidea.com, All rights reserved.
//www.ideabyidea.com/main

URL สำหรับกระทู้นี้
//www.ideabyidea.com/main/modules/newbb_plus/viewtopic.php?topic_id=7851&forum=47

jeep :
30/8/2007 19:15


การตั้งโต๊ะบูชานี้มีหลักว่า ต้องตั้งหันหน้าโต๊ะออกทางเดียวกับพระสงฆ์

คือให้พระ พุทธรูปหันพระพักตร์ออกทางเดียวกับพระสงฆ์นั่นเอง ด้วยมุ่งหมายให้พระสงฆ์ มีพระพุทธรูป เป็นประธาน เว้นแต่จำเป็นเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งจะต้องให้พระสงฆ์นั่ง มีเบื้องซ้ายอยู่ทางพระพุทธรูป แล้วจึงต้องตั้งโต๊ะบูชาหันหน้ามาทางพระสงฆ์ให้พระพุทธรูป หันพระพักตร์หาพระสงฆ์ เป็นอันไม่ต้องเข้าแถวกับพระสงฆ์



สำหรับเรื่องทิศทางที่จะประดิษฐานพระพุทธรูปนั้น มักจะให้ผินพระพักตร์ไปสู่ทิศเหนือ ด้วยถือว่าพระพุทธเจ้า เป็นโลกอุดร มิฉะนั้นก็ให้หันไปทางทิศตะวันออก ด้วยถือว่าเป็นทิศพระ (ในวันตรัสรู้ พระพุทธเจ้าประทับนั่งผินพระพักตร์ไปทางตะวันออก) เป็นพื้น แต่เรื่องนี้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องจำกัดเช่นนั้น จะให้ผินพระพักตร์ไปทิศใดๆ ก็ไม่เกิดโทษ และไม่มีข้อห้าม เป็นอันแล้วแต่สถานที่จะอำนวยให้ประดิษฐานได้เหมาะสมก็พึงทำได้ทั้งนั้น



สำหรับการตั้งเครื่องบูชานั้น ต้องแล้วแต่โต๊ะที่ตั้ง ถ้าเป็นโต๊ะเดี่ยวที่ใช้ตั่ง หรือโต๊ะ ตัวเดียวตั้งแทนโต๊ะหมู่ เครื่องบูชาควรมีแจกันประดับดอกไม้ ๑ คู่ ตั้ง ๒ ข้างพระพุทธรูป ไม่ชิด หรือห่างจนเกินไป ถัดมาแถวหน้าพระพุทธรูป ตั้งกระถางธูปตรงหน้า พระพุทธรูปกับเชิงเทียน ๑ คู่ ตั้งตรงกับแจกัน เพียงเท่านี้ก็สำเร็จรูปเป็นโต๊ะบูชาพอสมควร



สำหรับโต๊ะหมู่จะแสดงการตั้งโต๊ะหมู่ ๗ เป็นตัวอย่าง ดังนี้

หลักโต๊ะหมู่ ๗ มีอยู่ว่า ใช้แจกัน ๒ คู่ คู่ ๑ ตั้งบนโต๊ะกลางที่ตั้งพระพุทธรูป ชิดด้านหลัง ๒ ข้างพระพุทธรูปอยู่ตรงมุมทั้ง ๒ ด้านหลัง อีกคู่ ๑ ตั้งบนโต๊ะข้างตัวละ ๑ ชิดมุมด้านหลัง ถือหลักว่าแจกันเป็นพนักหลังสุด จะตั้งล้ำมาข้างหน้าไม่ควร



พานดอกไม้ ๕ พาน ตั้งกลางโต๊ะ ทุกโต๊ะ เว้นโต๊ะกลางแถวหน้าซึ่งตั้งกระถางธูป เชิงเทียน ๕ คู่ ตั้งที่โต๊ะข้างซ้ายและขวามือโต๊ะละ ๑ ที่มุมหน้าตรงข้ามกับแจกัน รวม ๒ ซีก ๒ คู่ ตรง กลางตั้งแต่โต๊ะพระพุทธรูปลงมา ๓ ตัว ตั้งตัวละคู่ที่มุมโต๊ะทั้ง ๒ ด้านหน้า รวมอีก ๓ คู่ สำหรับคู่ที่อยู่บนโต๊ะที่ตั้ง พระพุทธรูปนั้นก็จำเป็น เช่น บังพระพุทธรูปหรือชิดพระพุทธรูปเกินไป จะตัดออกเสียคู่หนึ่งก็ได้ แม้โต๊ะหมู่อื่นนอกจากหมู่ ๗ ที่กล่าวนี้ ก็ถือหลักการตั้งเช่นเดียวกัน

เรื่องตกแต่งสถานที่บริเวณพิธี นิยมให้สะอาดเรียบร้อยเป็นสำคัญ เพราะเป็นการ ทำบุญต้องการสิริมงคล และออกแขกด้วยความสะอาด เรียบร้อยทุกอย่าง เป็นสิ่งที่ควรกระทำ อย่างยิ่ง ถ้าได้เพิ่มการตกแต่งเพื่อความสวยงามขึ้นอีก ก็เป็นการดียิ่ง ทั้งนี้สุดแต่ฐานะและกำลัง ของตนเป็นสำคัญ



เรื่องวงด้ายสายสิญจน์ คำว่า สิญจน์ แปลว่า การรดน้ำ คือ การรดน้ำ ด้วยพิธี สืบเนื่องมาแต่พิธีพราหมณ์ เดิม “สาย” เข้าข้างหน้าเป็นสายสิญจน์ กลายเป็นวัตถุชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ในงานมงคลต่าง ๆ สายสิญจน์ได้แก่สายที่ทำด้วยด้ายดิบ โดยวิธีจับเส้นด้ายในเข็ด เส้นเดียว จับออกครั้งแรกเป็น ๓ เส้น ม้วนเข้ากลุ่มไว้ ถ้าต้องการให้สายใหญ่ ก็จับอีกครั้งหนึ่ง จะกลายเป็น ๙ เส้น ในงานมงคลทุกประเภท นิยมใช้สายสิญจน์ ๙ เส้น

เพราะกล่าวกันว่าสายสิญจน์ ๓ เส้น สำหรับใช้ในพิธีเบิกโลงผี จะนำมาใช้ในพิธีงานมงคลไม่เหมาะสม



การวงสายสิญจน์ มีเกณฑ์ถืออยู่ว่า ถ้าเป็นบ้านมีรั้วรอบให้วงรอบรั้ว ถ้าไม่มีรั้วรอบ หรือมีแต่กว้างเกินไปหรือมีอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับพิธี อยู่ร่วมในรั้วด้วยก็ให้วง เฉพาะอาคารพิธีโดยรอบ ถ้าเจ้าภาพไม่ต้องการวงสายสิญจน์ รอบรั้วบ้านหรือรอบอาคารที่ตน ประกอบพิธีทำบุญ จะวงสายสิญจน์ที่ฐานพระพุทธรูป บนโต๊ะบูชาเท่านั้น แล้วโยงมาที่ภาชนะ สำหรับทำน้ำมนต์ก็ได้ การโยงสายสิญจน์จากฐานพระพุทธรูปมายังภาชนะน้ำมนต์ ควรโยง หลบเพื่อไม่ให้ต้องข้ามสายสิญจน์ ในเวลาจุดธูปเทียน เมื่อวงที่ภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์แล้ว พึงวางกลุ่มด้ายสายสิญจน์ไว้บนพาน สำหรับรองสายสิญจน์ ซึ่งอยู่ทางหัวอาสน์สงฆ์ใกล้ภาชนะ สำหรับทำน้ำมนต์ การวงสายสิญจน์ถือหลักวงจากซ้ายไปขวาของสถานที่หรือวัตถุ มีข้อที่ถือเป็นเรื่องควรระวังอยู่อย่างหนึ่ง คือ ในขณะที่วงสายสิญจน์อย่าให้สายสิญจน์ขาด



อนึ่ง สายสิญจน์ที่วงพระพุทธรูปแล้วนี้จะข้ามกรายมิได้เพราะถ้าข้ามกรายแล้ว เท่ากับข้ามพระพุทธรูป เป็นการแสดงควาไม่เคารพต่อพระพุทธรูปทีเดียว หากมีความจำเป็น ที่จะต้องผ่านสายสิญจน์ ก็ต้องลอดมือหรือก้มศีรษะลอดภายใต้สายสิญจน์ผ่านไป



เรื่องเชิญพระพุทธรูปมาตั้งบนที่บูชา

เป็นกิจที่พึงทำเมื่อใกล้จะถึงกำหนดเวลา ประกอบพิธีพระพุทธรูปนั้นจะเป็นพระปางอะไรก็แล้วแต่จะหาได้ ขอให้เป็นพระพุทธรูปเท่านั้น ไม่ใช่พระเครื่องซึ่งเล็กมากไม่เหมาะแก่พิธี พระพุทธรูป ถ้ามีครอบควรเอาครอบออก ตั้งเฉพาะองค์พระเท่านั้น

และที่องค์พระไม่สมควรจะนำอะไรที่ไม่เหมาะสมประดับ เช่น พวงมาลัยหรือ ดอกไม้ เป็นต้น ควรให้องค์พระเด่น เป็นสำคัญ เว้นแต่ที่ฐานพระจะใช้พวงมาลัยวงรอบฐาน กลับดูงามดีไม่มีข้อห้าม ดอกไม้บูชามีระเบียบจัดดังกล่าวแล้วในเรื่องตั้งเครื่องบูชา



ก่อนที่จะยกพระพุทธรูปจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งก็ดี ในขณะที่วางพระพุทธรูปลง ณ ที่บูชาก็ดี ควรจะ น้อมไหว้ ก่อนยก หรือน้อมไหว้ในเมื่อวางลงแล้วเป็นอย่างน้อย ถ้าถึงกราบได้เป็นงดงาม



เรื่องปูลาดอาสนะสำหรับพระสงฆ์ นิยมใช้กันอยู่ ๒ วิธี คือ ยกพื้นอาสน์สงฆ์ ให้สูงขึ้นโดยใช้เตียงหรือม้าวางต่อกันเข้าให้ยาวพอแก่จำนวนสงฆ์ อีกวิธีหนึ่ง ปูลาดอาสนะ บนพื้นธรรมดา อาสน์สงฆ์ชนิดยกพื้นนิยมใช้ผ้าขาวปูลาด จะมีผ้านิสีทนะ (ผ้าปูนั่ง) ปูอีกชั้นหนึ่ง หรือไม่ก็ได้ โดยเฉพาะอาสน์สงฆ์ยกพื้นนี้ มักจัดในสถานที่ที่ฝ่ายเจ้าภาพนั่งเก้าอี้กัน ส่วนอาสนะ ชนิดที่ปูลาดบนพื้นธรรมดา จะใช้เสื่อหรือพรมหรือผ้าที่สมควรปูก็สุดแต่จะมีหรือหาได้ ข้อที่ควร ระวัง คือ อย่าให้อาสนะพระสงฆ์กับอาสนะของคฤหัสถ์ฝ่ายเจ้าภาพเป็นอันเดียวกัน ควรปูลาด ให้แยกจากกัน ถ้าจำเป็นแยกไม่ได้โดยปูเสื่อหรือพรมไว้เต็มห้องสำหรับอาสนะพระสงฆ์ ควรจัดปูทับเสื่อหรือพรมนั้นอีกชั้นหนึ่งจึงจะเหมาะ



เรื่องเตรียมเครื่องรับรองพระสงฆ์ ตามแบบและประเพณี ก็มีหมากพลู บุหรี่ น้ำร้อน น้ำเย็น และกระโถน การวางเครื่องรับรองเหล่านี้มีหลักว่า ต้องวางทางด้านขวามือของพระ ระหว่างรูปหนึ่งกับอีกรูปหนึ่งที่นั่งเรียงกัน ด้านขวามือของรูปใด ก็เป็นเครื่องรับรองของรูปนั้น การวางให้วางกระโถนข้างในสุด เพราะเป็นสิ่งไม่ต้องประเคน



ถัดออกมาภาชนะน้ำเย็น ออกมา อีกเป็นภาชนะใส่หมากพลูบุหรี่ ซึ่งรวมอยู่ในที่เดียวกัน เมื่อพระสงฆ์นั่งก็ประเคนตั้งแต่ข้างในออกมาหาข้างนอก คือ น้ำเย็น แล้วหมากพลูบุหรี่ ส่วนน้ำร้อนจัดประเคน ตั้งแต่ข้างในออกมา หาข้างนอก คือ น้ำเย็น แล้วหมากพลูบุหรี่ ส่วนน้ำร้อนจัดประเคนภายหลัง ไม่ต้องตั้งประจำ ที่เหมือนอย่าง เครื่องดังกล่าวแล้ว เครื่องรับรองดังกล่าวนี้ ถ้าจำกัด จะจัดรับรอง ๒ รูป ต่อ ๑ ที่ก็ได้ และให้จัดวางตามลำดับ ในระหว่างรูปที่ต้องการให้ใช้ร่วมกัน



เรื่องตั้งภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์ ควรเตรียมภาชนะเป็นประการแรก ถ้าไม่มีครอบ น้ำมนต์ ซึ่งเป็นของสำหรับใส่น้ำมนต์โดยเฉพาะ จะใช้บาตรของพระหรือขันน้ำ พานรองแทนก็ได้ แต่ขันต้องไม่ใช่ขันเงินหรือทองคำ เพราะเงินและทองเป็นวัตถุ อนามาสไม่ควรแก่การจับต้อง ของพระ



ต่อไปก็หาน้ำสะอาดใส่ในภาชนะ ห้ามไม่ให้ใช้น้ำฝน ทั้งนี้เห็นจะเป็นด้วยถือว่า น้ำที่จะศักดิ์สิทธิ์ขึ้นได้ ต้องมาจากธรณี ส่วนน้ำฝนมาจากอากาศจึงไม่นิยม น้ำที่ใส่ควรใส่แต่เพียง ค่อนภาชนะเท่านั้น ควรหาใบเงินใบทอง ใส่ลงไปด้วยแต่เพียงสังเขปเล็กน้อย (ถ้าหาไม่ได้ จะใช้ ดอกบัวใส่แทนก็ได้ แต่ดอกไม้อื่นไม่ควร) ต้องมีเทียนน้ำมนต์อีกหนึ่งเล่ม ควรเป็นเทียนขี้ผึ้งแท้ ขนาดหนัก ๑ บาทเป็นอย่างต่ำ ติดที่ปากบาตรหรือขอบขัน หรือบนยอดจุกฝาครอบน้ำมนต์ ไม่ต้องจุด แล้วนำไปวางไว้หน้าโต๊ะบูชาให้ค่อนมาทางอาสนะพระสงฆ์ ใกล้กับรูปที่เป็นหัวหน้า เพื่อหัวหน้าจะได้หยดเทียนทำน้ำมนต์ในขณะสวดมนต์ได้สะดวก



เรื่อง จุด เทียน ธูป ที่โต๊ะบูชา

เจ้าภาพควรจุดเอง ไม่ควรให้คนอื่นจุดแทน เพราะเป็น การนมัสการพระอันเป็นกิจเบื้องต้นของบุญ การจุดควรจุดเทียนก่อน จุดด้วยไม้ขีดหรือเทียน ชนวน อย่าต่อจากตะเกียง หรือไฟอื่น เทียนติดดีแล้ว ใช้ธูป ๓ ดอกจุดต่อที่เทียนจนติดดี จึงปักลงให้ตรง ๆ ในกระถางธูป แล้วตั้งใจบูชาพระ



ที่มา....//www.dhammathai.org/
jeep :
30/8/2007 19:26


การจุดธูป ๓ ดอก เป็นการบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า ๓ ประการคือ



๑. บูชาพระปัญญาคุณ
๒. บูชาพระวิสุทธิคุณ
๓. บูชาพระมหากรุณาธิคุณ


การจุดเทียน ๒ เล่ม

เป็นการบูชาพระธรรมและพระวินัย เล่มขวาของพระพุทธรูป หรือด้านซ้ายของผู้จุดเป็นเทียนพระธรรม เล่มซ้ายของพระพุทธ หรือด้านขวาของผู้จุดเป็นเทียนพระวินัย

และการจุดเทียนบูชา ต้องจุดจากทางขวาของพระพุทธรูปหรือซ้ายของผู้จุดคะ ส่วนธูปปักเรียง



ในกรณีที่มีพื้นที่ในการใช้อย่างจำกัดและแคบเกินไป หรือหาโต๊ะหมู่ตามกำหนด ไม่ได้ และมีทุนในการจัดอย่างจำกัด อาจดัดแปลงเครื่องบูชาและรูปแบบการจัดก็ได้



โดยยึดหลักในการจัดคือ

๑. พระพุทธรูปจะต้องอยู่สูงกว่าเครื่องบูชาทุกชนิด
๒. เครื่องบูชาอย่างน้อยที่สุด คือ แจกันดอกไม้ ๑ คู่ เชิงเทียน ๑ คู่ และกระถางธูป ๑ กระถาง (พานดอกไม้จะมีหรือไม่มีก็ได้)

jeep :
30/8/2007 19:37


โต๊ะหมู่บูชาพระหมู่ 3 (ประยุกต์)

ใช้สำหรับบูชาพระที่บ้าน ที่ทำงาน

โดยนำโต๊ะ แถวกลาง 3 ตัว ของหมู่ 9 มาประกอบชุดใหม่
ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ตัวบนสุด และพานดอกไม้ ้แจกันที่โต๊ะตัวที่ 2 กระถางธูปเชิงเทียนที่โต๊ะตัวล่างสุด



โต๊ะหมู่บูชาพระหมู่ 4

ใช้สำหรับพิธีงานทำบุญที่บ้าน ที่ทำงานที่ไม่มีพิธีการมากนัก นำโต๊ะหมู่มาประกอบชุดใหม่ เพียง 4 ตัว ประดิษฐานพระพุทธรูปที่โต๊ะตัวบนสุด
วางพานพุ่มดอกไม้ ที่โต๊ะด้านข้าง 2 ตัว
ส่วนโต๊ะตัวล่างสุดด้านหน้าวางพานพุ่มและเชิงเทียน ส่วนกระถางธูป วางที่โต๊ะตัวรองล่างสุด


jeep :
30/8/2007 19:39


โต๊ะหมู่บูชาพระหมู่ 5

ใช้สำหรับพิธีทำบุญที่บ้าน ที่ทำงาน ที่ไม่มีพิธีการมากนักประดิษฐานพระพุทธรูปที่โต๊ะตัวบนสุด


วางพานดอกไม้ที่โต๊ะกลางล่างและด้านข้าง 2 ตัว ส่วนตัวล่างสุดเป็นโต๊ะยาวตลอดวางกระถางธูป เชิงเทียนและพานพุ่มทั้ง 2 ข้าง
jeep :
30/8/2007 19:58


การจัดโต๊ะหมู่ ๙



การจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชา เป็นเรื่องเบื้องต้นของพิธีและเป็นจุดศูนย์รวมของงาน การจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาจึงเป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่งที่ควรให้ความสนใจ การจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชานั้น มีลักษณะการตั้งที่คล้าย ๆ กัน จะต่างกันก็เพียงจำนวนโต๊ะว่ามีมากน้อยเท่านั้น เช่น หมู่ ๕ หมู่ ๗ หมู่ ๙ เป็นต้น

ในการจัดโต๊ะหมู่ทั้ง ๓ ประเภทนั้น ที่นิยมใช้กันทั่ว ๆ ไป จะเป็นโต๊ะหมู่ ๕ หมู่ ๗ หมู่ ๙ ต้องพิจารณาที่สถานที่ที่จะจัดตั้งว่ากว้างขวางหรือจำกัด แล้วจึงเลือกโต๊ะหมู่ในการจัดตั้งโต๊ะหมู่แต่ละประเภท

การจัดโต๊ะหมู่บูชาในการประชุมสัมมนา หรืออบรมที่ไม่มีพิธีสงฆ์ จะจัดเหมือนกับการจัดโต๊ะหมู่ในพิธีบำเพ็ญกุศลทั่ว ๆ ไป เพียงแต่เพิ่มธงชาติ และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น โดยจัดเรียงลำดับดังนี้

๑) ธงชาติ ๒) โต๊ะหมู่บูชา ๓) พระบรมฉายาลักษณ์



โดยธงชาติอยู่ด้านขวาพระพุทธรูป พระบรมฉายาลักษณ์อยู่ด้านซ้าย โต๊ะหมู่อยู่ตรงกลาง (แผนผังการจัดโต๊ะหมู่ ๙)



ข้อสังเกต การจัดโต๊ะหมู่ ๙ หากจัดเต็มรูปแบบ จะต้องมีเชิงเทียน ๖ คู่ (ตั้งอยู่มุมโต๊ะด้านหน้า - มุมนอกของโต๊ะทุกตัว)

กระถางธุป ๑ กระถาง (วางตรงกลางของโต๊ะตัวหน้าที่ต่ำสุด)

พานดอกไม้ ๗ พาน (ตั้งอยู่กลางโต๊ะทุกตัว)

แจกันดอกไม้ ๓ คู่ (วางที่โต๊ะที่อยู่ด้านหลัง วางที่มุมนอกของโต๊ะ)



สำหรับเทียน คู่ที่จำเป็นต้องใช้ คือ คู่ที่วางคู่กับกระถางธูปและต้องวางไว้โต๊ะตัวเล็กสุดและวางตรงกลาง คู่อื่น ๆ เป็นเทียนประดับ หากไม่มีอุปกรณ์ไม่ต้องใช้ก็ได้



ในการจัดโต๊ะหมู่ หากโต๊ะประดิษฐานพระพุทธรูป พระพุทธรูปใหญ่ ฐานวางเต็มโต๊ะ ก็ให้ลดเชิงเทียนประดับ ๑ คู่ และแจกันดอกไม้ ๑ คู่ สำหรับที่จะวางที่โต๊ะกลางนี้

สำหรับการจัดแจกันดอกไม้ ไม่ควรจัดให้ดอกไม้สูงกว่าพระพุทธรูป และไส้เทียนแต่ละเล่มควรจัดให้ตั้งตรง

หมายเหตุ...สำหรับเทียนคู่ที่จะจุดบูชาในพิธี และธูปทั้ง ๓ ดอก ควรใช้สำลีชุบยาหม่องหรือเชื้อชนวนพันที่ปลายธูปและเทียนบาง ๆ เพื่อสะดวกและรวดเร็วในการจุดของประธานในพิธี


...แค่นี้ก็จะได้จัดโต๊ะหมู่บูชาได้ถูกต้องและเหมาะสมโดยทั่วกัน




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2551   
Last Update : 18 มิถุนายน 2551 11:48:31 น.   
Counter : 4095 Pageviews.  

การบูชา ตี่จู้เอี๊ยะ

การบูชา ตี่จู้เอี๊ยะ !!
ความสำคัญของตี่จู้เอี๊ยะ
ในตำราจีนกล่าวไว้ว่า ตี่จู้เอี๊ยะ คือเทพที่ใกล้ชิดมนุษย์มากที่สุด ท่านเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลปกปักษ์รักษาผู้อยู่อาศัยในบ้าน ดังนั้นการที่เจ้าของบ้านจัดสถานที่อยู่อาศัยให้กับเทพที่คุ้มครองเรา เป็นการจัดสถานที่อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการ อันจะนำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุขของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ยิ่งกว่านั้นมีความเชื่อกันว่า ตี่จู้เอี๊ยะ มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าของบ้านนั้นโดยตรง เพราะถ้ามีการวางตำแหน่ง ตี่จู้เอี๊ยะ ได้อย่างถูกต้อง ท่านจะช่วยส่งเสริมดวงชะตาของเจ้าของบ้านไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจ บารมี สุขภาพ ร่างกาย และยังรวมไปถึงความผาสุขของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน
หลักในการเลือกซื้อ ตี่จู้เอี๊ยะ
หลักในการเลือกซื้อตี่จู้เอี๊ยะควารคำนึงถึง วัสดุที่ใช้สร้างตี่จู้เอี๊ยะ ตี่ แปลว่า ที่ดิน หรือ ดิน ฉะนั้นเราจึงตั้งตี่จู้เอี๊ยะไว้บนพื้นที่ติดดินให้มากที่สุด เพื่อตี่จู้เอี๊ยะจะสามารถรับพลังจากดินได้มากที่สุด และยิ่งไปกว่านั้นการเลือกวัสดุที่อยู่ในธาตุดินนั้นก็คือหิน หรือหินอ่อน จะทำให้ตี่จู้เอี๊ยะสามารถดูดซับพลังอำนาจจากดินได้ดี
การวางตี่จู้เอี๊ยะ
เมื่อวางแล้วไม่ควรให้ขยับเขยื้อนได้ หินอ่อนมีความหนักแน่น เมื่อวางแล้วกระทบนิดหรือหนักหน่อยโดยไม่ได้ตั้งใจก็จะไม่เขยื้อน ตี่จู้เอี๊ยะหินอ่อน มีความคงทนถาวรประกอบไปกับความสวยงามหรูหรา ซึ่งเปรียบเสมือนประติมากรรมชิ้นงามภายในบ้านได้เป็นอย่างดี
วิธีเชิญตี่จู้เอี๊ยะ
การเชิญตี่จู้เอี๊ยะ มีอยู่หลายกฏเกณฑ์และขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ
สำหรับการเชิญตี่จู้เอี๊ยะที่จะกล่าวในที่นี้ ได้รับการแนะนำจากผู้รู้หลายๆ ท่าน และหลายๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งได้ปรับประยุกต์เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยนี้ ซึ่งมีความเรียบง่ายและประหยัดขึ้น จึงอาจไม่ครบถ้วนตามที่ถ่ายทอดหรือรับทราบกันมาแต่โบราณ แต่ก็แฝงไว้ด้วยสาระสำคัญอันถูกต้องตามหลักการเชิญตี่จู้เอี๊ยะ

jeep :
5/9/2007 13:05

การจัดสถานที่วางตี่จู้เอี๊ยะ และเตรียมของไหว้ดังนี้
กระถางธูปซึ่งบรรจุด้วย เจ็งจี้ ( หรือของมงคล 5 อย่าง )
ผงขี้เถ้าจากเตาถ่าน
เหรียญสิบ 5 เหรียญ ( ควรหาเหรียญใหม่ๆ )วางในกระถางธูป หรือ ใต้กระถางธูปก็ได้
กิมฮวยและอั่งติ้ว อย่างละ 1 ใบ
ธูป 5 ดอก
เทียนแดง ( ขาไม้ ) 1 คู่
แจกันดอกไม้ 1 คู่พร้อมด้วยดอกไม้สด
น้ำชา 5 ถ้วย
เหล้า 5 ถ้วย
ผลไม้ 5 อย่าง
ขนมฟู ( ฮวกก้วย ) 1 ก้อน
ขนมอั่งอี๋ 5 ถ้วย
ขนมจันอับ
ข้าวสวย 5 ถ้วย
ซาแซ หรือโหงวแซ

การจัดโต๊ะบูชาฟ้าดิน ( ที่ตี่แปะบ้อ )
ไว้หน้าบ้าน โดยหันไปทางทิศทางที่ดี หรือทิศที่โชคลาภมาเยือน ( องค์ไฉ่ซิ้ง ) ถ้าไม่ทราบก็ให้หันไปทางหน้าบ้านเพื่อมองเห็นท้องฟ้า สำหรับของที่เตรียมไหว้บูชาฟ้าดิน มีดังต่อไปนี้
กระถางธูปใส่ข้าวสารไว้ปักธูป ( ไม่ควรใช้ทราย )
เทียนแดง ( ขาไม้ ) 1 คู่
ธูป 5 ดอก
แจกันดอกไม้ 1 คู่พร้อมดอกไม้สด
น้ำชา 5 ถ้วย
ผลไม้ 5 อย่าง
ขนมฟู 1 อัน
ผู้ทำพิธีเชิญตี่จู้เอี๊ยะ
คือเจ้าของบ้านหรือผู้อาวุโสของบ้าน หรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าของบ้านให้เป็นผู้ทำการแทน โดยกล่าวง่ายๆ ว่าข้าพเจ้า ขอมอบให้ ..... เป็นผู้ทำการเชิญตี่จู้เอี๊ยะเพื่อมาสถิตย์อยู่ในบ้านนี้แทนข้าพเจ้า สำหรับผู้ทำการเชิญตี่จู้เอี๊ยะจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดและแต่งตัวเรียบร้อย
พิธีเชิญตี่จู้เอี๊ยะ
ผู้อัญเชิญ จุดเทียนและธูป ห้าดอก แล้วคุกเข่าที่โต๊ะบูชาเทพยดาฟ้าดินหน้าบ้าน พร้อมกับกล่าวเปล่งเสียงออกมาว่า.....
"วันนี้เป็นวันที่ ..... ( สากลหรือจีนก็ได้ ) ซึ่งเป็นวันมงคลของข้าพเจ้า ..... เป็นเจ้าของบ้าน หรือผู้อาวุโสของบ้าน หรือ ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ทำการเชิญองค์ตี่จู้เอี๊ยะ ( ถ้าเชิญให้เจ้าของบ้านก็ระบุชื่อเจ้าของบ้าน ) บ้านเลขที่ .....
ขออันเชิญองค์เทพยดาฟ้าดินมาเป็นสักขีและเป็นประธานในการทำพิธีตั้งตี่จู้เอี๊ยะในวันนี้ ขอให้องค์เทพยดาฟ้าดินช่วยนำองค์ตี่จู้เอี๊ยะที่ศักดิ์สิทธิ์และมีบารมีสูงส่ง เพื่อมาสถิตย์อยู่ ณ เคหสถานที่ได้ตระเตรียมไว้นี้ เพื่อมาปกปักรักษาคุ้มครองเจ้าของบ้านและสมาชิกทุกคนในบ้านให้ มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์พูนสุข มั่งคั่ง ร่ำรวย และโชคดีตลอดไป
" เมื่อกล่าวจบ ก็ปักธูปทั้งห้าดอก ลงในกระถางธูปที่ตั้งโต๊ะแล้วคอยเวลาจนกระทั่งธูปหมดไป ประมาณครึ่งดอก ก็เข้ามาในบ้านเพื่อจุดเทียนแดงและธูปห้าดอกที่ตี่จู้เอี๊ยะ แล้วถือธูปเดินออกมาคุกเข่าต่อหน้าโต๊ะบูชาเทพยดาฟ้าดินหน้าบ้านอีกครั้งหนึ่ง บอกกล่าวด้วยการเปล่งเสียงออกมาอีกครั้งว่า "
.....บัดนี้ได้ถึงเวลาอันเป็นมงคลแล้ว ขออันเชิญองค์ตี่จู้เอี๊ยะเข้าสู่เคหะสถานที่ตระเตรียมไว้นี้ เพื่อปกปักรักษาคุ้มครองทุกคนในบ้านให้มีความสุขตลอดไป ฯลฯ ....." และก็นำธุปทั้งห้าดอกนั้นมาปักที่กระถางธูปของตี่จู้เอี๊ยะ และแนะนำสมาชิกทุกคนในบ้านด้วยการบอกชื่อและนามสกุล อายุ อาชีพ ฯลฯ และขอเชิญองค์ตี่จู้เอี๊ยะมารับเครื่องสักการะบูชาอันมีอะไรบ้างก็กล่าวของมาทุกอย่าง หลังการนั้นกลับออกมาคุกเข่า กราบขอบคุณเทพยดาฟ้าดินเป็นอันเสร็จพิธีเป็นผู้ทำการอัญเชิญองค์ตี่จู้เอี๊ยะเพื่อมาสถิตย์อยู่ในบ้านนนี้แทนข้าพเจ้า

jeep :
5/9/2007 13:27

วันที่ไหว้ตี่จู้เอี๊ยะ
นอกจากการไหว้บูชาตี่จู้เอี๊ยะตามปกติ ซึ่งไหว้ทุกชิวอิก หรือ จับโหงว คือวันที่ 1 และ วันที่ 15 ของทุกเดือนตามปฏิทินจีน ยังมีการไหว้ในวันที่ 2 และ วันที่ 16 อีกด้วย เรียกว่า จ้อแง้ หรือ ไหว้แง้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแง้แรก คือวันที่ 2 เดือน 1 และ แง้สุดท้ายคือ วันที่ 16 เดือน 12 ของทุกปี จะมีการไหว้บูชาฉลองกันยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการขอพรหรือเป็นการแก้บนตอบแทนพระคุณของตี่จู้เอี๊ยะ
การไหว้และของไหว้ตี่จู้เอี๊ยะ
การไหว้ตี่จู้เอี๊ยะให้ไหว้ด้วยธูป 5 ดอก เทียน 1 คู่ ดอกไม้ น้ำชา 5 ถ้วย สำหรับความหมายที่ใช้ธูป 5 ดอก คือ ธาตุทั้ง 5 ( ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ และธาตุไฟ ) นอกจากนี้ก็อาจมีของบูชาที่มีความหมายเป็นมงคล เช่น ฟักเงินฟักทอง สัปปะรดเงิน สัปปะรดทอง ฯลฯ ในการบูชาตี่จู้เอี๊ยะของแต่ละบ้านอาจมีรายละเอียดต่างกันนิดหน่อยแล้วแต่ ความนิยมและความเชื่อ ที่กระถางธูปนิยมมี "กิมฮวย" ประดับแต่ในกระถางธูป บางบ้านเป็นข้าวสาร บางบ้านใส่ "โหงวเจ๋งจี้" หรือเมล็ดทั้งห้าอันได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวเหนียวแดง เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดถั่วแดง
กฎเกณฑ์ทั่วไปในการวางตี่จู้เอี๊ยะ
การวางตี่จู้เอี๊ยะนั้นแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบดังนี้
การวางเพื่อส่งเสริมการค้า โดยวางตำแหน่งตี่จู้เอี๊ยะเพื่อดักกระแสชี่หรือเรียกว่าเป็นการหยิบยืมพลังอำนาจจากดิน
การวางเพื่อเสริมชะตาของเจ้าของบ้านโดยเฉพาะ
การวางเพื่อเสริมอำนาจบารมีของเจ้าของบ้าน
การวางเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของบ้าน
แต่โดยทั่วๆ ไปหลักเกณฑ์ในการเลือกตำแหน่งที่ควรวางตี่จู้เอี๊ยะมีดังนี้
วางในทิศที่ดีของบ้าน ( ซึ่งต้องใช้ภาคคำนวณ ) ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องวางหันหน้าออกไปทางหน้าบ้านเสมอไป
ด้านหน้าตี่จู้เอี๊ยะต้องโล่ง ไม่มีของรกรุงรังอยู่ด้านหน้า
ด้านหลังตี่จู้เอี๊ยะต้องมีที่พิงสงบนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว
บริเวณที่ตั้งตี่จู้เอี๊ยะต้องมีแสงสว่างพอสมควร ไม่มืดทึบจนเกินไป
ต้องวางตี่จู้เอี๊ยะติดพื้น

ข้อห้ามในการวางตี่จู้เอี๊ยะ
ห้ามวางในห้องเก็บของที่มีของรกรุงรัง
ห้ามวางใต้ขื่อคาน หรือใต้ห้องน้ำชั้นบน
ห้ามวางหันหน้าต้องกับห้องน้ำ อ่างน้ำทุกชนิด ตู้ปลาและภาพอนาจาร
ห้ามวางตู้ปลาบนตี่จู้เอี๊ยะ
ห้ามวางพิงผนังห้องน้ำ
ห้ามมีสิ่งใดมาปิดบังหน้าศาล
ห้ามวางตี่จู้เอี๊ยะบริเวณทางเดินเข้าห้องน้ำ หรือบริเวณบันไดขึ้นลง
ห้ามวางตี่จู้เอี๊ยะลอยๆ หรือพิงกับเสา
ห้ามวางทิศทางที่ชงกับปีเกิดของเจ้าของบ้าน โดยคร่าวๆ มีดังต่อไปนี้

ปีชวด ห้ามวางพิงทิศใต้
ปีฉลูและ ปีขาล ห้ามวางพิงทิศตะวันตกเฉียงใต้
ปีเถาะ ห้ามวางพิงทิศตะวันตก
ปีมะโรงและ ปีมะเส็ง ห้ามวางพิงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ปีมะเมีย ห้ามวางพิงทิศเหนือ
ปีมะแมและ ปีวอก ห้ามวางพิงทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ปีระกา ห้ามวางพิงทิศตะวันออก
ปีจอและ ปีกุล ห้ามวางพิงทิศตะวันออกเฉียงใต้


















การตั้งตี่จู่เอี้ย เป็นความเชื่อของคนจีนมาเป็นเวลานานเพื่อให้เกิดความศิริมงคลต่อครอบครัวและกิจการ ดังนั้นในวันนี้จะขอแนะนำการตั้งตี่จู่เอี้ยที่ถูกต้องให้กับผู้สนใจได้อ่านกัน.....
หลักการตั้งตี่จู่เอี้ย
1 การตั้งตี่จู่เอี้ยต้องอยู่ในตำแหน่งที่พิงพลังมังกรที่เป็นภูเขา และหันหน้าที่ได้รับพลังมังกรน้ำ
2 ด้านหน้าของตี่จู่เอี้ยต้องมีลานกว้างเพื่อเป็นเหม่งตึ๋งให้กับศาลตี่จู่
3 ตำแหน่งหน้าหันควรหันออกไปด้านนอกบ้านหรืออาคาร
4 ควรตั้งอยู่ในระยะ 2ใน3 ของความยาวตัวบ้าน
5 หาฤกษ์ที่ดีในการตั้งตี่จู่เอี้ย
* เพียงแค่นี้ท่านก็จะได้การตั้งตี่จู่เอี้ยที่เข้าหลักตามฮวงจุ้ยอย่างครบสมบูรณ์







































วิธีเชิญตี่จู้เอี๊ยะ
การเชิญตี่จู้เอี๊ยะ มีอยู่หลายกฏเกณฑ์และขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ สำหรับการเชิญตี่จู้เอี๊ยะที่จะกล่าวในที่นี้ ได้รับการแนะนำจากผู้รู้หลายๆ ท่าน และหลายๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งได้ปรับประยุกต์เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยนี้ ซึ่งมีความเรียบง่ายและประหยัดขึ้น จึงอาจไม่ครบถ้วนตามที่ถ่ายทอดหรือรับทราบกันมาแต่โบราณ แต่ก็แฝงไว้ด้วยสาระสำคัญอันถูกต้องตามหลักการเชิญตี่จู้เอี๊ยะ
การจัดสถานที่วางตี่จู้เอี๊ยะ และเตรียมของไหว้ดังนี้
• กระถางธูปซึ่งบรรจุด้วย เจ็งจี้ ( หรือของมงคล 5 อย่าง )
• ผงขี้เถ้าจากเตาถ่าน
• เหรียญสิบ 5 เหรียญ ( ควรหาเหรียญใหม่ๆ )วางในกระถางธูป หรือ ใต้กระถางธูปก็ได้
• กิมฮวยและอั่งติ้ว อย่างละ 1 ใบ
• ธูป 5 ดอก
• เทียนแดง ( ขาไม้ ) 1 คู่
• แจกันดอกไม้ 1 คู่พร้อมด้วยดอกไม้สด
• น้ำชา 5 ถ้วย
• เหล้า 5 ถ้วย
• ผลไม้ 5 อย่าง
• ขนมฟู ( ฮวกก้วย ) 1 ก้อน
• ขนมอั่งอี๋ 5 ถ้วย
• ขนมจันอับ
• ข้าวสวย 5 ถ้วย
• ซาแซ หรือโหงวแซ
การจัดโต๊ะบูชาฟ้าดิน ( ที่ตี่แปะบ้อ ) ไว้หน้าบ้าน โดยหันไปทางทิศทางที่ดี หรือทิศที่โชคลาภมาเยือน ( องค์ไฉ่ซิ้ง ) ถ้าไม่ทราบก็ให้หันไปทางหน้าบ้านเพื่อมองเห็นท้องฟ้า สำหรับของที่เตรียมไหว้บูชาฟ้าดิน มีดังต่อไปนี้
• กระถางธูปใส่ข้าวสารไว้ปักธูป ( ไม่ควรใช้ทราย )
• เทียนแดง ( ขาไม้ ) 1 คู่
• ธูป 5 ดอก
• แจกันดอกไม้ 1 คู่พร้อมดอกไม้สด
• น้ำชา 5 ถ้วย
• ผลไม้ 5 อย่าง
• ขนมฟู 1 อัน
ผู้ทำพิธีเชิญตี่จู้เอี๊ยะ คือเจ้าของบ้านหรือผู้อาวุโสของบ้าน หรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าของบ้านให้เป็นผู้ทำการแทน โดยกล่าวง่ายๆ ว่าข้าพเจ้าขอมอบให้ ..... เป็นผู้ทำการเชิญตี่จู้เอี๊ยะเพื่อมาสถิตย์อยู่ในบ้านนี้แทนข้าพเจ้า สำหรับผู้ทำการเชิญตี่จู้เอี๊ยะจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดและแต่งตัวเรียบร้อย
พิธีเชิญตี่จู้เอี๊ยะ ผู้อัญเชิญ จุดเทียนและธูป ห้าดอก แล้วคุกเข่าที่โต๊ะบูชาเทพยดาฟ้าดินหน้าบ้าน พร้อมกับกล่าวเปล่งเสียงออกมาว่า
"วันนี้เป็นวันที่ ..... ( สากลหรือจีนก็ได้ ) ซึ่งเป็นวันมงคลของข้าพเจ้า ..... เป็นเจ้าของบ้าน หรือผู้อาวุโสของบ้าน หรือ ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ทำการเชิญองค์ตี่จู้เอี๊ยะ ( ถ้าเชิญให้เจ้าของบ้านก็ระบุชื่อเจ้าของบ้าน ) บ้านเลขที่ ..... ขออันเชิญองค์เทพยดาฟ้าดินมาเป็นสักขีและเป็นประธานในการทำพิธีตั้งตี่จู้เอี๊ยะในวันนี้ ขอให้องค์เทพยดาฟ้าดินช่วยนำองค์ตี่จู้เอี๊ยะที่ศักดิ์สิทธิ์และมีบารมีสูงส่ง เพื่อมาสถิตย์อยู่ ณ เคหสถานที่ได้ตระเตรียมไว้นี้ เพื่อมาปกปักรักษาคุ้มครองเจ้าของบ้านและสมาชิกทุกคนในบ้านให้ มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์พูนสุข มั่งคั่ง ร่ำรวย และโชคดีตลอดไป" เมื่อกล่าวจบ ก็ปักธูปทั้งห้าดอก ลงในกระถางธูปที่ตั้งโต๊ะแล้วคอยเวลาจนกระทั่งธูปหมดไป ประมาณครึ่งดอก ก็เข้ามาในบ้านเพื่อจุดเทียนแดงและธูปห้าดอกที่ตี่จู้เอี๊ยะ แล้วถือธูปเดินออกมาคุกเข่าต่อหน้าโต๊ะบูชาเทพยดาฟ้าดินหน้าบ้านอีกครั้งหนึ่ง บอกกล่าวด้วยการเปล่งเสียงออกมาอีกครั้งว่า "บัดนี้ได้ถึงเวลาอันเป็นมงคลแล้ว ขออันเชิญองค์ตี่จู้เอี๊ยะเข้าสู่เคหะสถานที่ตระเตรียมไว้นี้ เพื่อปกปักรักษาคุ้มครองทุกคนในบ้านให้มีความสุขตลอดไป ฯลฯ ....." และก็นำธุปทั้งห้าดอกนั้นมาปักที่กระถางธูปของตี่จู้เอี๊ยะ และแนะนำสมาชิกทุกคนในบ้านด้วยการบอกชื่อและนามสกุล อายุ อาชีพ ฯลฯ และขอเชิญองค์ตี่จู้เอี๊ยะมารับเครื่องสักการะบูชาอันมีอะไรบ้างก็กล่าวของมาทุกอย่าง หลังการนั้นกลับออกมาคุกเข่า กราบขอบคุณเทพยดาฟ้าดินเป็นอันเสร็จพิธีเป็นผู้ทำการอัญเชิญองค์ตี่จู้เอี๊ยะเพื่อมาสถิตย์อยู่ในบ้านนนี้แทนข้าพเจ้า
วันที่ไหว้ตี่จู้เอี๊ยะ นอกจากการไหว้บูชาตี่จู้เอี๊ยะตามปกติ ซึ่งไหว้ทุกชิวอิก หรือ จับโหงว คือวันที่ 1 และ วันที่ 15 ของทุกเดือนตามปฏิทินจีน ยังมีการไหว้ในวันที่ 2 และ วันที่ 16 อีกด้วย เรียกว่า จ้อแง้ หรือ ไหว้แง้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแง้แรก คือวันที่ 2 เดือน 1 และ แง้สุดท้ายคือ วันที่ 16 เดือน 12 ของทุกปี จะมีการไหว้บูชาฉลองกันยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการขอพรหรือเป็นการแก้บนตอบแทนพระคุณของตี่จู้เอี๊ยะ
การไหว้และของไหว้ตี่จู้เอี๊ยะ การไหว้ตี่จู้เอี๊ยะให้ไหว้ด้วยธูป 5 ดอก เทียน 1 คู่ ดอกไม้ น้ำชา 5 ถ้วย สำหรับความหมายที่ใช้ธูป 5 ดอก คือ ธาตุทั้ง 5 ( ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ และธาตุไฟ ) นอกจากนี้ก็อาจมีของบูชาที่มีความหมายเป็นมงคล เช่น ฟักเงินฟักทอง สัปปะรดเงิน สัปปะรดทอง ฯลฯ ในการบูชาตี่จู้เอี๊ยะของแต่ละบ้านอาจมีรายละเอียดต่างกันนิดหน่อยแล้วแต่ ความนิยมและความเชื่อ ที่กระถางธูปนิยมมี "กิมฮวย" ประดับแต่ในกระถางธูป บางบ้านเป็นข้าวสาร บางบ้านใส่ "โหงวเจ๋งจี้" หรือเมล็ดทั้งห้าอันได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวเหนียวแดง เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดถั่วแดง







หลักทั่วไปในการวางตี่จู้เอี๊ยะ
การวางตี่จู้เอี๊ยะนั้นแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบดังนี้
• การวางเพื่อส่งเสริมการค้า โดยวางตำแหน่งตี่จู้เอี๊ยะเพื่อดักกระแสชี่หรือเรียกว่าเป็นการหยิบยืมพลังอำนาจจากดิน
• การวางเพื่อเสริมชะตาของเจ้าของบ้านโดยเฉพาะ
• การวางเพื่อเสริมอำนาจบารมีของเจ้าของบ้าน
• การวางเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของบ้าน
แต่โดยทั่วๆ ไปหลักเกณฑ์ในการเลือกตำแหน่งที่ควรวางตี่จู้เอี๊ยะมีดังนี้
• วางในทิศที่ดีของบ้าน ( ซึ่งต้องใช้ภาคคำนวณ ) ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องวางหันหน้าออกไปทางหน้าบ้านเสมอไป
• ด้านหน้าตี่จู้เอี๊ยะต้องโล่ง ไม่มีของรกรุงรังอยู่ด้านหน้า
• ด้านหลังตี่จู้เอี๊ยะต้องมีที่พิงสงบนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว
• บริเวณที่ตั้งตี่จู้เอี๊ยะต้องมีแสงสว่างพอสมควร ไม่มืดทึบจนเกินไป
• ต้องวางตี่จู้เอี๊ยะติดพื้น
ข้อห้ามในการวางตี่จู้เอี๊ยะ
• ห้ามวางในห้องเก็บของที่มีของรกรุงรัง
• ห้ามวางใต้ขื่อคาน หรือใต้ห้องน้ำชั้นบน
• ห้ามวางหันหน้าต้องกับห้องน้ำ อ่างน้ำทุกชนิด ตู้ปลาและภาพอนาจาร
• ห้ามวางตู้ปลาบนตี่จู้เอี๊ยะ
• ห้ามวางพิงผนังห้องน้ำ
• ห้ามมีสิ่งใดมาปิดบังหน้าศาล
• ห้ามวางตี่จู้เอี๊ยะบริเวณทางเดินเข้าห้องน้ำ หรือบริเวณบันไดขึ้นลง
• ห้ามวางตี่จู้เอี๊ยะลอยๆ หรือพิงกับเสา
• ห้ามวางทิศทางที่ชงกับปีเกิดของเจ้าของบ้าน โดยคร่าวๆ มีดังต่อไปนี้
ปีชวด ห้ามวางพิงทิศใต้
ปีฉลูและ ปีขาล ห้ามวางพิงทิศตะวันตกเฉียงใต้
ปีเถาะ ห้ามวางพิงทิศตะวันตก
ปีมะโรงและ ปีมะเส็ง ห้ามวางพิงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ปีมะเมีย ห้ามวางพิงทิศเหนือ
ปีมะแมและ ปีวอก ห้ามวางพิงทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ปีระกา ห้ามวางพิงทิศตะวันออก
ปีจอและ ปีกุล ห้ามวางพิงทิศตะวันออกเฉียงใต้
หลากหลายคำถาม
ตี่จู้เอี๊ยะต้องเป็นสีแดงอย่างเดียวหรือไม่ ไม่จำเป็น ตี่จู้เอี๊ยะเป็นธาตุดิน ซึ่งเกิดจากดินควรจะนำมาสร้างตี่จู้เอี๊ยะถึงจะถูกหลัก อย่างเช่น หินอ่อน เพราะเชื่อกันว่าวัสดุที่อยู่ในธาตุเดียวกันกับดินจะช่วยให้ตี่จู้เอี๊ยะ สามารถดูดซับพลังอำนาจจากดินได้เป็นอย่างดี ส่วนสีแดงเป็นประเพณีความเชื่อกันว่าสีแดงเป็นสีมงคลและอีกประการหนึ่งคือ การที่ตี่จู้เอี๊ยะทาสีแดงทั้งหมดเพราะเป็นการปิดบังสีของธาตุไม้
มีศาลพระภูมิแล้วต้องมีตี่จู้เอี๊ยะอีกหรือไม่ ศาลพระภูมิจะคอยคุ้มครองดูแลภายนอกตัวบ้านหรือ นอกชายคา ส่วนตี่จู้เอี๊ยะจะคอยดูแลรับผิดชอบตั้งแต่ประตูทางเข้าตัวบ้าน
จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีรูปหรือองค์ตี่จู้เอี๊ยะวางไว้ ไม่จำเป็น เพราะด้านหลังของบ้านตี่จู้เอี๊ยะนั้นได้มีอักษรซึ่งแสดงเป็นตัวแทนขององค์ตี่จู้เอี๊ยะอยู่แล้ว
ถ้าบ้านเดิมที่มีตี่จู้เอี๊ยะเดิมอยู่แล้วต้องการเปลี่ยนใหม่ ต้องทำอย่างไร เจ้าของบ้านทำพิธีขอเปลี่ยนใหม่ให้กับตี่จู้เอี๊ยะ โดยทำพิธีเชิญเทพเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่แทนบ้านเก่า โดยเจ้าของบ้านควรเป็นผู้เชิญองค์ตี่จู้เอี๊ยะเอง เพราะเทพที่สิงสถิตย์อยู่จะปกปักรักษาคุ้มครองผู้ที่อัญเชิญท่านไปตลอดชีวิต สำหรับตี่จู้เอี๊ยะหลังเก่าก็นำไปทิ้งได้




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2551   
Last Update : 18 มิถุนายน 2551 11:32:16 น.   
Counter : 14005 Pageviews.  

1  2  3  4  

bannhom
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




HOME TO HOME
[Add bannhom's blog to your web]