ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน


♥ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เป็นบรรพะที่ผู้ปฏิบัติต้องทำสติตามรู้ตามเห็น เข้าไปในสังขารธรรมหรืออารมณ์ทั้งหลาย มีรวม ๕ บรรพะ ซึ่งได้แก่:

๑.นิวรณ์ บรรพะที่ว่าด้วยอาการกระเพื่อมไหวของจิต ๕ ชนิดหลังจากที่มีอารมณ์เข้ามากระทบ
๒.ขันธ์ ๕ บรรพะที่ว่าด้วยอาการของจิต ๕ ประการ หรือ ๕ กอง หลังจากที่มีอารมณ์มากระทบ
๓.อายตนะภายในและภายนอก อย่างละ ๖ ช่องทาง เมื่อมีอารมณ์มากระทบ
๔.โพชฌงค์ ๗ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้
๕.อริยสัจ ๔ ความจริงของพระอริยเจ้ารวม ๔ ประการ

๑.นิวรณ์บรรพะ ๕ เมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบจิต ย่อมทำให้จิตแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง เป็นอาการต่างๆ ออกมาตามชนิดของอารมณ์ ดังนี้คือ

กามฉันทะนิวรณ์ จิตแสดงอาการรักใคร่พอใจในกามกระเพื่อมไหวออกมา
พยาปาทะนิวรณ์ จิตแสดงอาการชิงชังไม่ชอบใจกระเพื่อมไหวออกมา
ถีนมิทธะนิวรณ์ จิตแสดงอาการง่วงเหงาหดหู่กระเพื่อมไหวออกมา
อุทธัจจะกุกกุจจะนิวรณ์ จิตแสดงอาการฟุ้งซ่านกระเพื่อมไหวออกมา
วิจิกิจฉานิวรณ์ จิตแสดงอาการลังเลสงสัย เข้าสู่ฐานที่ตั้งสติไม่ได้

ถ้าทำให้จิตสงบได้ ผู้ปฏิบัติย่อมพ้นจากทุกข์ในพระพุทธศาสนา

๒.ขันธะบรรพะ ๕ เมื่อสิ่งที่เป็นอารมณ์เข้ามากระทบจิตแล้ว ก็เกิดสังขารธรรม ขึ้น ๕ กอง ดังนี้คือ:

รูป ได้แก่ อารมณ์ทั้งหลาย
เวทนา ได้แก่ ความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ เฉยๆ
สัญญา ได้แก่ ความจำอารมณ์นั้นๆได้
สังขาร ได้แก่ ความคิดที่จะตอบโต้ต่ออารมณ์นั้นๆ
วิญญาณ ได้แก่ ความรับรู้อารมณ์จากช่องทางที่รับเข้ามา ทำให้จิตหวั่นไหวเป็นทุกข์ตามไปด้วยทุกอารมณ์

ถ้าจิตเข้าไปยึดถือขันธ์ ๕ ไว้มาก จิตก็เป็นทุกข์มาก
ถ้าจิตเข้าไปยึดถือขันธ์ ๕ ไว้น้อย จิตก็เป็นทุกข์น้อย
ถ้าจิตไม่เข้าไปยึดถือขันธ์ ๕ เลย จิตก็พ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนา

๓.อายตนะทั้งภายในและภายนอก อย่างละ ๖ ช่องทาง คือ ช่องทางที่รับอารมณ์เข้ามาสู่จิต ที่เป็นเหตุให้เกิดความเร่าร้อน-กระสับกระส่าย-วุ่นวายขึ้นที่จิต ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งคู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย ธัมมารมณ์ โดยลำดับ

ถ้าผู้ปฏิบัติยกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติทันทีที่อารมณ์เข้ามากระทบช่องทางรับอารมณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดอาการเร่าร้อน-กระสับกระส่าย-วุ่นวายขึ้นที่จิตเสียก่อนแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสติและเป็นผู้พ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนา

๔.โพชฌงคบรรพะ (องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ ๗ ประการ) เป็นบรรพะ ที่ว่าด้วยองค์ธรรม คือ ปัญญาที่ทำให้ตรัสรู้ พ้นจากการครอบงำของอารมณ์อย่างสิ้นเชิงในที่สุด ซึ่งมีองค์ธรรมสำคัญอยู่ ๗ ประการ ดังนี้คือ:

๑.สติ ความระลึกถึงฐานที่ตั้งสติได้อย่างแม่นยำคล่องแคล่วเมื่อมีอารมณ์มากระทบ
๒.ธัมมวิจยะ เลือกเฟ้นว่าสิ่งใดมีแก่นสาร สงบเยือกเย็น และปล่อยวางสิ่งที่ทำให้ไม่สงบ เร่าร้อน ไม่มีแก่นสาร โดยแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย
๓.วิริยะ
เพียรละความกระสับกระส่ายที่ยังไม่เกิด, ไม่ให้เกิด
เพียรละความกระสับกระส่ายที่เกิดขึ้นแล้ว, ให้หมดไป
เพียรทำความสงบเยือกเย็นที่ยังไม่เกิด, ให้เกิดขึ้น
เพียรทำความสงบเยือกเย็นที่เกิดขึ้นแล้ว, ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น
๔.ปีติ เมื่อทำดังกล่าวสำเร็จ ความอิ่มใจย่อมเกิดขึ้นตามมา
๕.ปัสสัทธิ เมื่อเกิดความอิ่มใจ กายย่อมสงบ จิตก็สงบตามด้วย
๖.สมาธิ จิตก็ย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิโดยลำดับจนถึงขีดสุด
๗.อุเบกขา จิตผู้ปฏิบัติย่อมเป็นอุเบกขาญาณ วางเฉยต่ออารมณ์ทั้งปวงได้

๕.อริยสัจบรรพะ ( ว่าด้วยความจริงของพระอริยเจ้า ๔ ประการ ) ในเชิงของการปฏิบัติแล้ว ผู้ปฏิบัติจะต้องศึกษาให้รู้จักและรู้กิจที่จะต้องดำเนินต่อสัจจะแต่ละอย่าง เพื่อไม่ให้สับสน

ทุกข์ ต้องกำหนดรู้
สมุทัย ต้องละ
นิโรธ ต้องทำให้แจ้ง
มรรค ต้องเจริญให้เกิดขึ้น

๑.ทุกขอริยสัจ ให้กำหนดรู้ ดังต่อไปนี้
ความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศกเศร้า ร่ำไห้รำพัน ทุกข์เพราะไม่สบายกาย โทมนัส ความคับแค้นใจ ........เป็นทุกข์
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก .........เป็นทุกข์
ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ........เป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น .........เป็นทุกข์
ทั้งหมดนี้ รวมกล่าวได้ว่า การยึดถือขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

๒.สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ให้ละความยึดถือ ดังต่อไปนี้
กามตัณหา คือ ความอยากได้พอใจในอารมณ์เป็นที่น่าพอใจ
ภวตัณหา คือ ความอยากได้พอใจอารมณ์ที่เป็นรูปปราศจากกาม
วิภวตัณหา คือ ความอยากได้พอใจอารมณ์อันวิเศษยิ่งที่ปราศจากกาม

ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้นหรือตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือที่ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัส ธัมมารมณ์ หรือที่ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ เวทนา ๖ สัญญา ๖ สัญเจตนา ๖ ตัณหา ๖ วิตก ๖ และวิจาร ๖ ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกว่า รูปอันเป็นที่รักที่ชอบใจในโลก (โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ)

๓.นิโรธ ( ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ) ให้ทำให้แจ้ง คือ ความสำรอก ความดับไม่เหลือ ความสละ ความส่งคืน ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยในตัณหานั้น

ตามที่ได้กล่าวมาในข้อ ๒ นิโรธกับตัณหา เป็นคู่ปรับซึ่งกันและกัน ดังนั้น เมื่อจะละหรือเมื่อจะดับตัณหา ก็ย่อมละหรือดับได้ที่รูปอันเป็นที่รักที่ชอบใจ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น

๔.ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรคมีองค์ ๘) ให้ทำให้เจริญ-ให้มีขึ้น กล่าวคือ:

สัมมาทิฐิ มีความเห็นว่า
ทุกข์ ให้กำหนดรู้ ไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขอะไร
สมุทัย ให้ละวางเสีย
นิโรธ ให้ทำให้แจ้ง
มรรค ให้เจริญให้มีขึ้น

สัมมาสังกัปปะ
ดำริออกจากกาม ดำริไม่พยาบาท ดำริไม่เบียดเบียน

สัมมาวาจา
ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ

สัมมากัมมันตะ
ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ล่วงละเมิดในกาม

สัมมาอาชีวะ
ละความเลี้ยงชีวิตผิด สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพชอบ

สัมมาวายามะ
ย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร
ย่อมประคองตั้งจิตไว้เพื่อที่จะ:
-ละบาปที่ยังไม่เกิดขึ้น-ไม่ให้เกิด,
-ละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว,
-ยังกุศลที่ยังไม่เกิด-ให้เกิดขึ้น,
-ยังกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว-ให้เจริญงอกงาม

สัมมาสติ
ตั้งสติไว้ ณ ที่ฐานกาย เวทนา จิต หรือธรรมอย่างเนืองๆ เพื่อให้ต่อเนื่อง-ไม่ขาดสาย ในที่สุด

สัมมาสมาธิ เจริญฌาน ๔


♥ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่เรา

ในหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่สงบเยือกเย็น เป็นสิ่งที่มีอยู่เดิมอย่างมั่นคง เป็นแก่นสาร ควรเจริญรักษาไว้ให้มั่นคงต่อเนื่อง

และสิ่งที่ทำให้เกิดความเร่าร้อน กระสับกระส่ายทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอกนั้น ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นในภายหลัง และไม่มีแก่นสาร ต้องมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ดังนั้น จึงต้องพยายามละสิ่งที่ไม่ใช่เราออกไปจากจิตใจให้หมดสิ้นตามลำดับ

การทำงานทางจิตในหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๓ ขั้น ดังนี้:
๑. พิจารณาธรรมในธรรมเป็นภายในบ้าง
๒. พิจารณาธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้าง
๓. พิจารณาธรรมในธรรมทั้งภายในและภายนอกบ้าง

งานทั้ง ๓ ขั้นนี้ ผู้ปฏิบัติจะฝึกได้สำเร็จมั่นคงเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นกับการทำพลังสติที่จะเข้าไปตั้ง ณ ฐานที่ตั้งสติได้อย่างคล่องแคล่วเป็นสำคัญ

ฐานที่ตั้งสตินี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องอุปโลกน์ขึ้น และจำไว้ในใจให้แม่นเพียง ๑ แห่ง โดยต้องฝึกให้พร้อมที่จะยกจิตเข้าไปตั้งไว้ได้อย่างชำนาญคล่องแคล่ว ทุกขณะที่มีอารมณ์เข้ามากระทบ

หมายความว่า เมื่อมีอารมณ์ที่ทำให้เกิดความกระสับกระส่ายเร่าร้อนขึ้น ก็ให้นำจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ได้อุปโลกน์ไว้อย่างรวดเร็วที่สุด และประคองไว้มิให้แลบหนีออกไปหาอารมณ์ใดๆได้อีก จิตก็จะรวมเป็นสมาธิสงบเยือกเย็นขึ้นแทนที่

ถ้าสามารถประคองไว้ได้ จิตก็ย่อมทำงานเป็นอันเดียวกับสติ สติปัฏฐานก็ย่อมเกิดตามมาด้วยเป็นธรรมดา และเมื่อสติปัฏฐานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็นับว่าเป็นมหาสติปัฏฐานแล้ว

๑. พิจารณาธรรมในธรรมเป็นภายในบ้าง

กล่าวโดยรวมแล้ว การพิจารณาธรรมในธรรมเป็นภายใน ก็คือ การปราบความกระสับกระส่ายเร่าร้อน เมื่อมีเรื่องราวที่เป็นอดีตสัญญา มานึกคิดขึ้นในใจอีกครั้งหนึ่งเฉพาะหน้า

โปรดสังเกตว่า เมื่อสติสัมโพชฌงค์เกิดขึ้นได้แล้ว ก็ย่อมเป็นอัญญะมัญญะปัจจัย นำธัมมวิจยะ, วิริยะ, ปีติ, ปัสสัทธิ, สมาธิ และอุเบกขา ให้เป็นสัมโพชฌงค์ด้วย ทำให้ได้ตรัสรู้ในที่สุด

ผู้ปฏิบัติจะต้องรีบยกจิตออกจากความกระสับกระส่ายเร่าร้อนของความนึกคิดนี้ ให้เข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติโดยเร็ว พร้อมกับประคองไว้ด้วยอุบายอันแยบคาย ที่จะไม่ให้แลบหนีออกไปอยู่ที่อารมณ์อื่นได้อีก จิตก็ย่อมเข้าสู่สภาพสงบร่มเย็นจนเป็นสมาธิได้ สติสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดตามมาด้วย

๒. พิจารณาธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้าง

งานขั้นนี้เป็นงานสัมโพชฌงค์ ขั้นปล่อยวางความกระสับกระส่ายของจิต ที่เกิดจากอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางตา หูจมูก ลิ้น และ กายสัมผัส รวม ๕ ทาง

การปล่อยวางความกระสับกระส่ายทางจิตได้ดีเพียงใดนั้น ย่อมแล้วแต่กำลังของสติสัมโพชฌงค์ที่ได้ฝึกมาจากงานขั้นที่ ๑ แล้วเท่านั้น 

หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องจำทางเดินของจิต จากการที่เคยปล่อยวางความกระสับกระส่ายเร่าร้อนในงานขั้นที่ ๑ ได้สำเร็จ, อย่างแม่นยำที่สุด

๓.พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในและภายนอกบ้าง

งานขั้นนี้ เป็นงานใช้ปัญญาปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลาย หลังจากที่ได้ฝึกปล่อยวางในขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ มาอย่างคล่องแคล่วแล้ว กล่าวคือ เป็นงานรวมทั้งขั้นที่ ๑ และ ขั้นที่ ๒ มาปฏิบัติพร้อมกัน

โดยทำจิตให้กำหนดรู้ แล้วละเรื่องที่รู้ทุกเรื่อง และควบคุมสติให้ตั้งมั่นอยู่ ณ ฐานที่ตั้งสติอย่างฉับพลัน,ต่อเนื่องไม่ขาดสาย จัดเป็นอริยมรรค ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องพยายามแก้ไขตกแต่งจิตของตน ให้ปล่อยวางอารมณ์ให้ได้เด็ดขาดตลอดชีวิต โดยไม่เผลอปล่อยให้จิตแลบหนีออกไปจากฐานที่ตั้งสติ (ซึ่งเป็นสติสัมโพชฌงค์อยู่) ก็จะทำให้บรรลุมรรคจิตที่สูงกว่าต่อไปได้

เมื่ออริยมรรคเกิดขึ้นแล้ว อริยผลคือความสงบตั้งมั่นแห่งจิต ก็ย่อมเกิดขึ้นทันที อารมณ์ทั้งหลายก็อยู่ในสภาพที่สักแต่ว่ากระทบเท่านั้น และไม่เรียกว่าเป็นอารมณ์อีกต่อไป เพราะจิตไม่ได้ยึดถือไว้ดังแต่ก่อนเสียแล้ว.



♥ คัดลอกจากหนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

PS. https://group.dek-d.com/autto002/




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2561 1:15:59 น.
Counter : 182 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สมาชิกหมายเลข 2219950
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อาจจะเป็นคนคิดต่าง ไม่ค่อยเหมือนใคร แต่ก็มีความจริงใจให้กับทุกคนที่เข้าหาเสมอนะ
พฤศจิกายน 2561

 
 
 
 
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30