เชน หยินและหยาง

ยาไม่สามัญประจำบ้านหมอจีน


 










bed>



 



สมัยก่อนเวลาผมเจ็บคอก็จะกิน Amoxicillin ที่บ้านมีซื้อเก็บไว้เยอะครับ กินไปสักอาทิตย์ก็จะหาย หรือว่าถ้าไอ เป็นหวัด น้ำมูกไหลก็จะไปหาหมอรับยามากินเช่น ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไข้ ยาแก้ไอ เหล่านี้ล้วนเป็นโรคและวิธีการรักษาที่ทุกคนเจอกันบ่อยๆ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาครับ และคิดว่าหลายๆคนก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน



 



แต่หลังจากที่มาเรียนหมอจีนแล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้ทานยาฝรั่งอีกเลยครับ จะมีบ้างก็จำพวกยาแก้แพ้ที่กินเป็นครั้งคราว (ผมแพ้กุ้งที่ปรุงไม่สะอาดครับ กินกุ้งที่บ้านยังไงก็ไม่ขึ้นลมพิษ ออกไปกินข้างนอกชิ้นสองชิ้นคันหน้าซะงั้น) เพราะฉะนั้นยาสามัญประจำบ้านของผมจึงไม่เหมือนชาวบ้านเขาครับ ลืมไปได้เลยว่าบ้านผมจะมียาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้หวัด แก้ไอ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร  ท้องผูก ท้องเสีย เหล่านี้ เพราะผมไม่ได้ใช้มันมาหลายปีแล้ว วันนี้ผมจะเปิดตู้ยาที่บ้านให้ทุกคนได้เปิดหูเปิดตากันครับ



 



อันดับแรกคือ ก่อนกินยาควรหยุดกินโรคครับ  เอ้า งง งงไปเลย อธิบายกันหน่อยว่า โรคเนี่ยมันมักเกิดจากการกินเข้าไปครับ อย่างบางทีกินของกรอบๆทอดๆมากๆแล้วเจ็บคอ กินเผ็ดแล้วปากเป็นแผล ท้องผูก กินของเย็นๆเยอะไปแล้วท้องเสีย กินแบบยัดเลยท้องอืด อาหารไม่ย่อย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่หยุดต้นเหตุของการเกิดโรคพวกนี้ คุณกินยายังไงมันก็ได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจอยู่ดีครับ ตามใจปากเป็นหมู ตามใจจู๋เป็นเอดส์นะครับ (เกี่ยวไหมเนี่ย)



 



สองคือ มือ เอ๊ะ มือก็นับเป็นยาเหรอ อืม นับสิครับ สำหรับผมอะไรที่ทำให้โรคหายได้นับเป็นยาหมดแหละ คำปลอบประโลมของคนรู้ใจถึงเรียก "ยาใจ" ไงครับ ฮิ้ววววว มือของเรานี่ทำอะไรได้หลายอย่างนะครับ อย่างความดันสูงปวดหัวผมก็นวดให้ความดันต่ำได้ หรือท้องผูกท้องเสีย ก็ใช้มือลูบท้องบรรเทาอาการได้ หรืออาหารไม่ย่อยพะอืดพะอม ก็เอานิ้วมือเนี่ยแหละ ล้วงคอซะ........อืม...........อืม...............อืม...................................อึ้ง



 



อ้าวเห้ย นี่ก็นับเป็นวิธีการรักษาเหรอเนี่ย คำตอบคือนับครับ เพราะว่าการที่เราอยากจะอาเจียนออกมา บางครั้งเป็นระบบป้องกันตัวของร่างกายที่พยายามขับพิษออกจากร่างกาย หลายๆคนน่าจะเคยเป็นที่ว่าพออาเจียนออกมาอาการปวดหัว ปวดท้องรู้สึกไม่สบายก็หายเลย รู้สึกดีขึ้นทันที เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะอาเจียน บางทีไม่ต้องไปฝืนทนมันหรอกครับ เชิญมันลงโถส้วมไปได้เลย



 



สามคือ น้ำขิงครับ ผมจะมีขิงซองติดบ้านไว้ครับ เพราะว่าใช้ประโยชน์ได้มากมายเหนือคณานับจริงๆ ถ้าหากคุณรู้สึกผะอืดผะอม อยากอาเจียนเพราะกินของเย็นๆมาไม่ว่าจะเป็นไอติม น้ำแข็งใสหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือรู้สึกว่าอาหารไม่ย่อย ท้องอืด หรือเมารถ เมาเรือ เมารัก รู้สึกหนาวๆร้อนๆเหมือนจะเป็นหวัด เหล่านี้ล้วนเหมาะกับการดื่มน้ำขิงมาก ขิงเป็นยาที่ใช้บ่อยมากครับ ในหนังสือตำรายาจีนบอกว่าขิงสามารถแก้หวัด แก้ไอ แก้อาเจียนได้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นยาแก้อาเจียนที่เทพที่สุด ดื่มเพียงแก้วเดียวอาการก็ดีขึ้นทันตาครับ



 



 






 



สี่คือ ซานจา หรือเซียงจา เห็นรูปแล้วคุ้นๆไหมครับ ใช่ครับ มันเป็นขนมที่ราตอนเด็กๆชอบกินเล่นกัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่ามันทำมาจากผลซานจา ซึ่งเป็นยาชื่อแรกในหมวดยาช่วยย่อยอาหารของยาจีน สรรพคุณการย่อยอาหารโดดเด่นมากครับ ผมมักพกติดตัวเวลาต้องไปกินบุฟเฟต์ครับ ไม่งั้นอาหารติดอยู่ที่คอหอยเดินกลับบ้านไม่ไหวคงอายเขาน่าดู ในเอ็กทีนมีนักชิมกันอยู่หลายคน พกติดตัวไว้ก็ไม่เลวนะครับ



 






ห้าคือ เขาควาย แต่วแต๊ว หากเคยอ่านเอนทรี่ รักษา​โรคหวัดง่ายๆ​ด้วย​...  กับ ป่วยคนเดียว​ใน​ต่างแดน​ featuring I-Phan the cartoonist จะทราบว่าผมนำมันมารักษาโรคหวัดครับ เทคนิคนี้เรียกว่าการ "กวาซา" ได้ผลดีมาก รายละเอียดตามไปอ่านในสองเอนทรี่นั้นได้เลยครับ ทำเองก็ได้ ไม่ต้องเสียตังค์ด้วย ไม่ต้องไปล้มควายเพื่อเอาเขามันมาใช้ก็ได้นะครับ สามารถใช้ช้อนกระเบื้องที่เอาไว้กินน้ำแกงแทนก็ได้ อ่านจากลิงค์ที่ให้ไว้ครับ



 



 






 



หกคือ เข็มครับ แน่นอนว่าไม่ใช่เข็มเย็บผ้า แต่เป็นเข็มที่ใช้ในการฝังเข็ม มีหลายไซส์ให้เลือกตามใจชอบ ใช้ครั้งเดียวทิ้งเพื่อความอนามัย ใช้รักษาอะไรได้บ้าง อันนี้สารพัดประโยชน์มากๆครับ ส่วนใหญ่แล้วผมจะเอามาใช้รักษาแก้ปวดเมื่อยครับ เช่น เมื่อยไหล่ เมื่อยคอ เมื่อยเอว ปวดเข่า ปวดข้อมือ เดี๋ยวนี้เชนไม่ง้อหมอนวดอีกต่อไป อาจจะงงกันว่าผมจะฝังคอ ฝังเอวให้ตัวเองได้ยังไง เมื่อก่อนก็ทำไม่ได้หรอกครับ แต่เดี๋ยวนี้มีตัวช่วยครับ นั่นก็คือ หลอด หน้าตาก็คล้ายๆหลอดยาคูลท์แหละครับ พอเอาเข็มใส่เข้าไปตูดเข็มก็จะยาวเลยหลอดขึ้นมานิดนึง เวลาจะแทงเข็มก็เอาหลอดไปทาบตรงจุดที่ต้องการ แล้วใช้นิ้วตบตูดเข็มเร็วๆทีนึง ปลายเข็มก็จะทะลุผ่านผิวหนังเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อชนิดยังไม่ทันรู้สึกเจ็บเลย แต่ก่อนใช้มือซ้ายแทงมือด้านขวาไม่คล่อง แต่พอมีหลอดนี่ผมก็สบายไปเลย



 






(เห็นเข็มที่ต้นคอไหมครับ)



 



นอกจากอาการปวดเมื่อยแล้ว ผมยังเอามารักษาโรคทั่วๆไปอีกด้วย อย่างท้องผูกท้องเสีย ใจสั่น อยากอาเจียน นอนไม่ ค่อยหลับ เจ็บคอ จริงๆแล้วรักษาได้อีกเยอะครับ เพียงแต่ว่าผมยังไม่มีความจำเป็นมากขนาดนั้น



 



สุดท้าย บางครั้งเมื่อโรคมันร้ายแรงไปเกินกว่ายาพื้นๆพวกนี้จะช่วยได้ ผมก็ต้องพึ่งใบสั่งยาครับ จิ๊กมาจากโรงพยาบาล ที่นี่จะซื้อยาจีนกินต้องมีใบสั่งยา ไม่งั้นไม่ขายให้



 



 



 



 



ก็เปิดยาจีนไปตามอาการของตัวเองนั่นแหละครับ ยาจีนที่นี่ถูกครับ ร้านขายยาก็หาไม่ยาก เลยกินสบาย บางทีไม่ได้เป็นโรคอะไรแต่อยากปรับสมดุลร่างกายตัวเองก็เปิดยากินเล่นนี่แหละครับ อันนี้ออกจะไม่อยู่ในขอบเขตยาสามัญสักเท่าไร แต่ถือเป็นเรื่องสามัญของคนเป็นหมอแหละเนอะครับ



 



เป็นไงครับยาไม่สามัญประจำบ้านของผม คิดว่าที่พูดมานี้คงเป็นยาที่ไม่ค่อยมีบ้านไหนเตรียมไว้ใช้สินะครับ แต่ผมว่าหลายอย่างก็มีประโยชน์นะครับ เช่น ขิงผง หรือซานจา จะไปหามาเตรียมไว้ก็ไม่เลวครับ



 



 



ป.ล. อย่าลืมส่งจดหมายให้กำลังใจทหารไทยเรานะครับ รายละเอียดคลิกที่รูปได้เลย



 



 



 



 



อะไรนะ อยากบริจาคเงินด้วยเหรอ!!! โถ่ ทำไมไม่รีบบอกละครับ งั้นเชิญคลิกรูปข้างล่างนี่ได้เลยครับ



 



 





ป.ล.ล. ตั้งแต่เปลี่ยนให้กดเล่นเพลงเอง ไม่มีคอมเมนท์ที่พูดถึงความเพราะของเพลงอีกเลย ผมเกิดความรู้สึกเสียดายความไพเราะของเพลงชอบกลครับ



 





 

Create Date : 22 ตุลาคม 2551   
Last Update : 22 ตุลาคม 2551 19:11:05 น.   
Counter : 1118 Pageviews.  

เมื่อผมยกระดับเป็นอาจารย์หมอ --เนียนนนนนน


 



ไม่รู้เคยบอกไปหรือเปล่าว่าตอนนี้ผมกำลังขึ้นวอร์ดอยู่ที่แผนกฝังเข็ม
หลังจากขึ้นเดือนที่สองฝีมือเริ่มแกร่งกล้า อ.ปล่อยให้รับคนไข้เป็นของตัวเอง
ก็มีตั้งแต่โรคที่ไม่ยากเท่าไรอย่างปวดไหล่ ปวดเอว
หนักหน่อยก็กระดูกต้นคอทับเส้นประสาทมือชา หน้าเบี้ยว ตาปิดไม่สนิท
พากิสัน(สั่นไม่เลิก) เคสที่หนักสุดคืออัมพฤกษ์ ร่างกายครึ่งซีกกระดิกไม่ค่อยได้



 



ก็สนุกดีนะครับที่เวลาฝังเข็มรักษาให้คนไข้แล้วเขาบอกว่าดีขึ้น
แม้ผลมันจะไม่ได้รวดเร็ว แต่ว่าบางโรคการรักษาด้วยวิธีอื่นก็จนปัญญาครับ
ต้องฝังเข็มเท่านั้น  



 



เมื่อวานนี้ผมก็นัดคนไข้มาฝังเข็มตามปกติครับ
แต่ที่พิเศษก็คือมีเด็กนศ.แพทย์ปีสามชาวจีนราว 20 คนมาดูงานแผนกฝังเข็มในวันนี้ด้วย
ที่จีนเขาจะให้นศ.ได้มาดูงานในรพ.ทุกอาทิตย์แล้วแต่วิชาไป
กองทัพเสื้อกราวน์ขาวก็เลยมาแออัดกันแน่นเต็มแผนกครับ



 



นี่ไม่ใช่อาทิตย์แรกที่พวกเขามาหรอกครับ
แต่ว่าก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับผมเท่าไร
เพราะมีรุ่นพี่ที่แกร่งกล้าสามารถกว่าผมอยู่ และอีกอย่างถึงภาษาจีนผมจะพอไหว
แต่ก็ประหม่ายามที่ต้องพูดอธิบายต่อหน้าชุมชนด้วยภาษาของพวกเขาเอง
มันมีศัทพ์เฉพาะหลายๆอย่างที่ผมยังจำไม่ได้และไม่คล่อง
อาทิตย์ก่อนๆก็เลยรอดตัวปล่อยให้รุ่นพี่คนจีนอธิบายให้น้องๆฟังกันไป



 



แต่อาทิตย์นี้รุ่นพี่ต่างไม่อยู่ครับ
และนศ.ยี่สิบคนจะให้ไปอัดกับรุ่นพี่ที่เหลืออยู่คนเดียวก็ไม่มีที่
ขณะที่ผมกำลังจะเริ่มลงเข็มคนไข้อัมพฤกษ์ อ.ก็มีบัญชามาให้นศ.มาอยู่กับผมห้าคน
เอ๋อเหรอไปเลยครับ อืม เอาวะ ทำไงได้
ใจคิดไปก็คว้าเข็มสามสิบกว่าเล่มมาคีบอยู่ในมือซ้าย
มือขวาถือสำลีชุบแอลกอฮอล์เดินเข้าสู่เตียงคนไข้โดยมีนศ.ยืนรอต้อนรับอยู่ด้วยใบหน้าหิวกระหายความรู้
ผมเป็นคนตัวเล็กครับ แต่วินาทีนั้นรู้สึกว่าตัวเองใหญ่โคตร



 



ประหม่านะครับ แต่สมองก็คิดไปว่าจะพูดอะไรวะ
ก็เริ่มจากถามอาการคนไข้ว่าดีขึ้นไหม แนะนำอาการคนไข้ให้นศ.รู้คร่าวๆ



 



"เอาละ คนไข้รายนี้เลือดออกในสมองเมื่อเดือนก่อน
ทำให้ร่างกายฝั่งซ้าย แขน ขา ขยับไม่สะดวก กลายเป็นอัมพฤกษ์ ตามทฤษฎีแพทย์จีนของเรา
เวลาเจอคนไข้อัมพฤกษ์เราจะเน้นที่จุดลมปราณฝั่งหยาง
สาเหตุเพราะเส้นลมปราณหยางมีเลือดและลมปราณเคลื่อนไหวอยู่เยอะ
และตามสรีระวิทยาแล้วกล้ามเนื้อที่บังคับการเคลื่อนไหวจะอยู่ส่วนนี้เป็นหลัก" โอ้โห
เปิดตัวดูดีโคตร นศ.พยักหน้ากันสลอน



 



"แผนกฝังเข็มของเรา
การฝังเข็มที่หัวถือว่าเป็นอะไรที่โดดเด่น
เพราะว่าบนหนังหัวจะมีบริเวณที่สัมพันธ์กับสมองอยู่
เพราะฉะนั้นการฝังเข็มกระตุ้นบริเวณหนังหัวก็คือการกระตุ้นสมองอย่างนึง"
นศ.พยักหน้าหงึกๆๆๆ ชักคึกเว้ยเห้ย



 



"จากจุดไป่หุ้ยกลางกระหม่อม เยื้องไปข้างหลัง 0.5ซม.
จากจุดนี้ลากเส้นลงมาตรงแถวๆจอนผมเป็นส่วนที่สัมพันธ์กับสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว
แบ่งเส้นนี้ออกเป็นห้าส่วนเท่าๆกัน 2/5 บนคุมขา 2/5กลางคุมแขน
1/5ล่างคุมบริเวณใบหน้า" ใจเริ่มมาชักฝอยแหลก คล่องปากซะ 



 






 



เนื่องจากว่าอัมพฤกษ์ต้องฝังเข็มค่อนข้างจะมากอยู่ครับ
เลยถามจุดลมปราณกับน้องๆเขาบ่อยๆนัยว่าจะได้ทวนเนื้อหาที่เขาเรียนมาในห้องด้วย
แล้วถ้าตอบไม่ได้ละก็ ผมก็จะขึ้นเสียงเล็กๆว่า



 



"อะไรไม่รู้เหรอจุดนี้
เปิดหนังสือ!ไม่รู้ก็เปิดหนังสือ ถือหนังสือไว้ทำไม" ได้โอกาสเลยทำเป็นดุซักหน่อย
ฮ่าๆๆๆๆๆ น้องก็เปิดกันใหญ่เลยครับ พลิกหนังสือหากันไฟแลบเลย



 



อ้าว ไหนตอนแรกบอกว่าไม่คล่องไง ก็ไม่คล่องนะสิครับ
แต่ว่าก็ยังคล่องกว่านศ.ที่พึ่งเรียนในห้องเรียนกันมา
ส่วนอันไหนไม่คล่องเราก็สามารถเนียนได้ เช่น
ผมไม่รู้ว่าจุดนี้อยู่บนกล้ามเนื้อมัดที่ภาษาจีนเรียกว่าอะไร
แต่รู้ว่ามันอยู่ตรงนี้แหละ แทนที่ผมจะถามว่ากล้ามเนื้อมัดนี้มีจุดลมปราณอะไร
ก็ถามเป็นจุดลมปราณนี้อยู่ที่ไหน แล้วนศ.ก็เปิดหาคำตอบจากหนังสือมาประเคนให้เอง
พอผมฟังคำตอบก็จะรู้ว่าถูก เพราะคุ้นคำตอบแต่พูดออกมาเองไม่ได้ ผมก็จะพยักหน้าเล็กน้อยพร้อยรอยยิ้มหวานๆให้กับคนตอบเป็นการชมเชยและขอบใจที่ช่วยชีวิต
ฮ่าๆๆๆๆ เนี้ยนนนนนนนนนนนนนน



 



ระหว่างนั้นถ้าผ่านจุดไหนที่มีอิทธฤทธิ์รักษาโรคได้ดีผมก็จะบอกเขาไปด้วย
เช่น จุดนี้รักษาโรคกระเพาะได้ดีนะ โดยเฉพาะกรดในกระเพาะมากเกินไป
หรือจุดนี้รักษาโรคปวดไหล่ได้ดีนะ



 



 






 



จุดนี้รักษาโรคกรนได้ดีครับ คิดว่าคนไข้คงไม่กล้ากรนอีกเพราะกลัวโดนแทงเข็ม


 



 



นอกจากอธิบายตำแหน่งและวิธีหาจุดลมปราณแล้ว
ก็ยังมีการแนะนำเทคนิคการแทงต่างๆ เช่น



 



"ถ้านิ้วมือแข็ง แบมือไม่ได้ละก็ ให้แทงจากจุดโห้วซี
ชี้เข็มไปทางเหอกู่นะ
(แทงเข็มจากฝั่งนิ้วก้อยของมือให้ปลายเข็มเกือบไปสุดมือทางด้านนิ้วโป้ง)" หรือ
"ถ้าน้ำลายไหลก็สามารถแทงตี้ชางชี้เข็มไปทางเจี๋ยเชอนะ"
(แทงจากขอบริมฝีปากให้เข็มชี้ไปทางหู)



 



ความเร่าร้อนในการบรรยายก็ครุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งแทงเข็ม ยิ่งบรรยาย ยิ่งมันส์ ชักรู้สึกร้อนๆเหงื่อออก
ตอนแรกนึกว่าใจเรากำลังร้อนซะอีก แต่พอมองไปรอบๆ จากตอนแรกน้องๆรุมห้าคน เป็นสิบ
เป็นสิบห้า ล้อมมุงผมไปหมด อ้าวมันมาจากไหนกันเยอะแยะวะ ถึงว่าทำไมร้อน



 



มีอยู่ตอนนึงน้องนศ.เขามีคำถามเขาก็ถามว่า "เหล่าชือ
(อาจารย์) คะ จุดนี้มัน..............." เกิดอาการปรับตัวไม่ทันอย่างกระทันหัน
คือเหมือนกับตอนแรกที่โดนเรียกหมอๆไม่คุ้นยังไง
ตอนนี้ก็ไม่คุ้นกับการโดนเรียกครูๆยังงั้นแหละครับ ปลื้มชอบกลเลย



 



เข็มสุดท้ายถูกบรรจงฝังลงที่โคนนิ้วก้อยที่เท้า
พร้อมกับจบเล็คเชอร์โดยอ.หมอเชน ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปกินน้ำในห้องพัก
พอผมเจอหน้าอ.ผมก็บอกกับแกว่า "อ.ครับ ผมรู้แล้วว่าเป็นอ.มันช่างเหนื่อยจริงๆ"
อ.หัวเราะชอบใจใหญ่



 



สรุปฝังเข็มคนไข้คนนั้นใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที และผมอัพเกรดยกระดับตัวเองจากเป็นนศ.---->
มาขึ้นวอร์ด----> มาเป็นหมอของคนไข้
----> และเป็นอาจารย์หมอของน้องๆภายในเวลาสามเดือนเศษ
ไม่เลวเหมือนกันนะเนี่ย





 

Create Date : 18 ตุลาคม 2551   
Last Update : 18 ตุลาคม 2551 5:43:35 น.   
Counter : 388 Pageviews.  

"ครอบแก้ว" Tattoo แบบหมอจีน


 


 



 


เห็นหน้าติ๋มๆแบบนี้ ผมมีความเถื่อนดิบอยู่ในตัวนะครับ สมัยก่อนตอนม.ต้น ม.ปลาย เพื่อนๆแค่ริอยากเจาะหู ส่วนผมอยากสักไปแล้ว ไปถามราคาที่สยาม สักรอบแขนเท่าไร สามพันแปด อืมๆๆๆ โอเคครับพี่ ไว้เดี๋ยวผมมาใหม่ กลับไปบอกแม่ว่าอยากสัก (เป็นลูกที่ดีจริงๆ รู้ว่าไม่ได้ยังอุตส่าห์ไปขอก่อนทำ) แน่นอนแม่ไม่ให้ จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทั้งเจาะหู ทั้งสัก พ่อไม่ให้ แม่ไม่ยอม แฟนไม่เห็นด้วย พ่อแม่แฟนรังเกียจ เฮ้อ


 


อย่างไรก็ตาม ความอยากสัก อยากเจาะหูก็ยังคงถูกเก็บกดไว้อยู่ภายในใจ ไม่ได้หายสาบสูญไปไหน เพียงแค่รอวันปลดปล่อยมันเท่านั้น ก่อนหน้านี้ก็มีไปเพนท์บ้าง ไปทำเฮนน่าสนองตัณหาตัวเองเรื่อยไป แต่แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ผมสามารถทำรอยสักได้เองทุกเมื่อที่ต้องการ เพียงแต่เลือกลวดลายไม่ได้ ใครจะไปคิดว่าศาสตร์แพทย์จีนจะให้โอกาสนี้กับผม


 



 


โปรดสังเกตที่หัวไหล่ เห็นอะไรเป็นจ้ำๆกลมๆสีม่วงๆไหมครับ อย่าเข้าใจผิดครับ นั่นไม่ใช่รอยสตอเบอรี่ที่เกิดในโรงเรียนหญิงล้วนแต่อย่างใด (และก็ไม่ใช่จากคู่เกย์เช่นกันครับ) นั่นแหละครับคือรอยสักที่เกิดจากหมอจีน กิ๊บเก๋เท่เป็นบ้า ยังกะมีดวงตาของซอรอนอยู่ที่ไหล่ แต่แค่นั่นมันยังไม่พอ บอกแล้วว่าเก็บกด เพราะฉะนั้น...


 



 


เพื่อนๆจะเห็นว่านอกจากไหล่แล้ว ยังมีที่ต้นคอ ที่แถวกลางหลังอีก จริงๆแล้วยังมีมากกว่านี้อีกมา ก็คือเป็นดวงจ้ำๆม่วงๆแบบนี้ทั้งแผ่นหลังนั่นแหละครับ มองไกลๆราวกับน้องหมาดัมเมเชี่ยนเลยเชียว แต่รูปนั้นทางกบว.ไม่ให้ผ่าน กลัวคนไข้จะกลัวแพทย์แผนจีน ไม่กล้ามาหาหมออีก หาว่าหมอจีนโหดร้ายป่าเถื่อนว่าไปนั่น 


 


รอยนี้คือรอยอะไร?


มันเป็นรอยที่เกิดมาจากการครอบแก้วครับ ภาษาจีนเรียกว่า 火罐 (หั่วกว้าน แปลว่า กระป๋องไฟ) ภาษาอังกฤษเรียก Cupping เป็นวิธีการรักษาอย่างนึงที่มีมาตั้งแต่โบราณ มีบันทึกไว้ว่าการครอบแก้วมีตั้งแต่ยุคราชวงศ์จิ๋น ประมาณสองพันกว่าปีก่อนแล้ว สมัยก่อนไม่มีแก้ว พวกเขาจะใช้เขาของสัตว์ต่างๆที่ไม่มีรูรั่วมาครอบแทน


 



 


วิธีครอบแก้วคือ จุดไฟแล้วเอาไฟเข้าไปไล่อากาศในแก้ว หลังจากนั้นก็ใช้ความเร็วปานแสง รีบเอาแก้วมาวางไว้ในจุดเส้นลมปราณ ให้แก้วดูดติดกับเนื้อส่วนนั้นๆ เนื้อก็จะถูกดูดเข้าไป แล้วแก้วก็จะค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ทิ้งไว้ 5-10 นาที ก่อนดึงแก้วออก


 


ไฟทำขึ้นมาอย่างไร  เอาลวดมามัดสำลีหนึ่งก้อน มัดให้แน่นๆนะ แล้วก็เอาสำลีไปจุ่มแอลกอฮอล์ล 95% จากนั้นก็สะบัดเล็กน้อย แอลกอฮอล์ลเยอะเกินไป เวลาครอบแก้วที่ต้องสะบัดลวดติดไฟเร็วๆ ไฟอาจจะหลุดติดไปตามหยดแอลกอฮอล์ล เกิดอุบัติเหตุโดยไม่จำเป็น ผมเองยังเคยโดนลวกมาแล้วครับ


 


วิธีดึงแก้วออกคือ เอานิ้วกดผิวหนังบริเวณข้างๆขอบแก้ว เพื่อให้มีช่องพอที่อากาศจะเข้าไปทำลายสภาพสูญญากาศในแก้ว แล้วแก้วก็จะหลุดออกเอง การกระชากแก้วไม่ทำให้แก้วหลุด แต่ถ้าแก้วหลุด ผิวหนังชั้นในชั้นนอกอาจจะหลุดตามออกมาได้ ล้อเล่นนะ


 


โอเค ถึงตรงนี้คงเข้าใจวิธีทำคร่าวๆแล้ว แต่ที่มาอธิบายนี้ไม่ใช่สนับสนุนให้ไปทำกันเองนะครับ เพราะมันมีอันตรายอยู่ แค่ให้เข้าใจว่ามันคืออะไร ว่าแต่อยู่ว่างๆจะซาดิสม์ มาโซคิสต์ ทำร้ายผิวหนังตัวเองทำไมกัน อันนี้มันมีสาเหตุครับ การครอบแก้วนั้นทางแพทย์จีนเชื่อว่าเป็นการดูดพิษต่างๆออกมาทางผิวหนังผ่านเส้นเลือดฝอยที่แตกตัว แพทย์จีนบอกว่าเหตุของโรคนั้นเกิดจากสองหลักใหญ่ๆ หนึ่งคือพิษที่เข้าสู่ร่างกาย (เชื้อโรคต่างๆ) สองคือภูมิต้านทาน ก็คล้ายกับแผนปัจจุบันนี่นา แต่แพทย์จีนมองง่ายกว่านั้นครับ เราก็คิดว่าพิษเข้ามาแล้ว พิษมันเป็นของมีสสาร มีตัวตน พอมันเข้ามาในร่างกายก็ไปอุดตันเส้นเลือด เส้นลมปราณ เลือดลมเดินไม่ดี ก็กลายเป็นโรคขึ้นมา การครอบแก้วก็มาดูดพิษตรงนี้ออกไป ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี น้าที่ไหลย่อมไม่เน่า ร่างกายจึงแข็งแรงครับ


 


แล้วถ้าอธิบายทางวิทยาศาสตร์หน่อยละ เขาอธิบายว่าเมื่อครอบแก้วแล้วเนี่ย เส้นเลือดฝอยก็แต่ เม็ดเลือดก็จะแตก ฮีโมโกลบินก็จะกระจายออกมาตามโครงสร้างของร่างกายต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ที่อยู่ของมัน ภูมิคุ้มกันร่างกายคิดว่ามันเป็นของแปลกปลอมจึงรีบออกมากำจัดมันทิ้ง ถือเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายแบบนึงที่ปลอดภัย เพราะไม่ได้ฉีดเชื้อโรคอะไรเข้าสู่ร่างกาย


 


ครอบแก้วใช้ได้ในหลายโรคมาก เช่น ไอ หอบหืด หลอดลมอักเสบ ลมพิษ เป็นต้น แต่โรคที่ใช้บ่อยที่สุดคือโรคปวดเมื่อยครับ ไม่ว่าจะปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเข่า สรุปว่าทั้งตัวครับ ยิ่งปวดมาก tattoo ก็จะยิ่งสีเข้มมาก อย่างผมนี่เป็นผลของการเล่นคอมครับ นั่งในท่าเล่นคอมนาน กล้ามเนื้อไหล่ ต้นคอเกร็ง เส้นเลือดถูกบีบ เลือดไหลเวียนไม่ดี พอครอบแก้วปุ๊ป ก็อย่างที่เห็น สีเป็นพวกเลือดคั่ง เพราะฉะนั้นหนุ่มสาวออฟฟิศที่ทำงานกับคอมทุกวัน หากลองครอบแก้วแล้วละก็ tattoo ของคุณก็ไม่ต่างกับของผมหรอกครับ เป็นดัมเมเชี่ยนเหมือนๆกัน แต่เชื่อไหมครับ สำหรับคนที่ไม่ปวดไม่เมื่อยเนี่ย ครอบแก้วออกมาจะไม่มีสีตกค้างบนผิวหนังครับ อาจจะมีแค่รอยขอบแก้ว แต่พอผ่านไปสักสิบนาที ผิวก็สวยเรียบดังเดิม

 



 


 


ทำไมครอบแก้วถึงใช้กับโรคปวดดีละ แพทย์จีนบอกว่า พิษเย็นเป็นต้นเหตุของอาการปวด การใช้ไฟไปดูดให้พิษเย็นออกมาจึงรักษาตรงนี้ได้ เพราะเหตุนี้แหละครับที่ทำให้ผมไม่นิยมการครอบแก้วแบบใช้เครื่องมือดูดสูญญากาศ ยังหลงใหลการใช้ไฟมาจุดครอบแก้ว ผมว่ามันคลาสสิกดี  


 



 


เรื่องการรักษาอาการปวด การครอบแก้วยังมีอีกวิธีนึงครับ วิธีนี้ค่อนข้างโหดร้ายหน่อย คือ เอาครอบแก้วไว้ใช้ดูดเลือดเสียออกจากร่างกาย เริ่มจากการใช้ครอบแก้วดูดให้เลือดไปรวมตัวกันบริเวณจุดที่ปวด สมมติว่าปวดเข่า ก็ครอบแก้วที่ข้อพับด้านหลัง ทิ้งแก้วไว้ไม่ต้องนานพอให้เลือดมารวมตัวกัน จากนั้นเอาแก้วออกก่อนจะใช้เข็มที่ค่อนข้างใหญ่มาจิ้มผิวหนัง ทีนี้เลือดก็จะไหลออกมา เราก็เอาแก้วครอบที่แผลอีกครั้ง เมื่อเป็นอย่างนั้นเลือดเสียก็จะถูกดูดออกมา เชื่อไหมครับ คนไม่เป็นอะไรเลือดจะสีแดงปกติ ส่วนคนที่ปวดเข่าเลือดจะสีแดงเข้ม ม่วง หรือดำไปเลย ได้ผลชัดและเร็วมาก คุณอาจจะมองว่าป่าเถื่อน แต่ถ้าคนไข้หายแล้วพอใจกับการรักษา ยังมีอะไรที่ต้องมาถกเถียงกันอีก จริงไหมครับ


 


แต่ครอบแก้วก็ไม่ใช่ว่าใช้ได้กับทุกคนนะครับ มีข้อห้ามเหมือนกันดังนี้


1. เป็นพวกระบบประสาทตื่นตัวไป บ้า เป็นตะคริวหรือชักง่าย

2. เป็นพวกเลือดหยุดยาก เกร็ดเลือดไม่พอ หรือลูคิเมีย เป็นต้น

3.โรคหัวใจ

4. บวมน้ำทั้งตัว

 

ถ้าอยากครอบแก้วนั้น ปกติจะไม่มีที่ไหนเปิดให้ครอบแก้วอย่างเดียว โดยมากเราจะเห็นการครอบแก้วในแผนกฝังเข็มครับ เป็นเหมือนเครื่องมือคอยช่วยฝังเข็มอีกที ถ้าใครเคยไปฝังเข็มตามรพ.อาจจะเคยโดนกับตัวมาก็ได้ อย่างของผมตอนนี้กำลังขึ้นวอร์ดอยู่ที่แผนกฝังเข็ม ยามปลอดคนไข้ก็ดูดเล่นกับเพื่อน เป็นจ้ำๆกันทั้งคู่ ฮ่าๆๆ (ฟังแล้วสยิวกิ้วมาก) เพื่อนๆอาจจะซื้อชุดครอบแก้วสูญญากาศตามรูปมาใช้ก็ได้ครับ ปลอดภัยดี ราคาที่จีนที่เคยซื้อประมาณห้าหกร้อยบาท ที่ไทยไม่ทราบครับว่ามีขายที่ไหน


 


ในต่างประเทศการครอบแก้วก็เป็นที่รู้จักนะครับ อย่างกวิเน็ธ พัทโทรว ในรูปนี้ ดูแผ่นหลังเธอสิครับ 


 



 


เจ๊แกใช้ลดความอ้วนครับ แล้วก็ใช้ดูแลสุขภาพด้วย เธอให้สัมภาษณ์บอกว่า "การครอบแก้วมันทำให้เดี๊ยนรู้สึกฟื้นสภาพหลังการคลอดได้เร็วมั่กๆคร่า นอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นคลายตัวแล้ว ยังทำให้เลือดลมเดินดีด้วยนะคร้า แถมยังรักษาการย่อยอาหารไม่ดีกับเป็นหวัดได้อีกด้วย" กวิเน็ธกล่าวในที่สุด อืมมม


 


ทุกวันนี้ผมอยู่แผนกฝังเข็ม ก็มีคนมาลดความอ้วนกันนะครับ วันก่อนโรงพยาบาลจัดงานฝังเข็มลดความอ้วน คนไข้ก็เยอะพอสมควร ผมจิ้มไปสามสิบเข็ม พรุนเลย ฝังไปสองคน หกสิบเข็ม มันส์มือเป็นบ้า ฝังที่พุงอย่างเดียวก็สิบกว่าเข็มแล้ว หลังจากถอนเข็มแล้วก็มีการครอบแก้ว โดยให้สะดือเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วก็ครอบแก้วรอบสะดือเป็นรูปวงกลม พอถอนแก้วออกเราก็จะได้รูปดอกไม้ที่น่ารักกลางพุงพลุ้ยๆหนึ่งดอกครับ (หมออารมณ์ดี แต่คนไข้ไม่ขำด้วย) ซานดร้า บูลล็อก ก็ใช้ฝังเข็มลดความอ้วนอยู่เหมือนกันครับ


 


มีการครอบแก้วอีกวิธีที่ผมชอบครับ เขาเรียกว่า เดินแก้ว (走罐โจ่วกว้าน) ไม่ใช่ผีถ้วยแก้วนะ แต่เป็นการเอาวาสลีนหรือโลชั่นมาทาที่ปากแก้วและบริเวณแผ่นหลัง จากนั้นก็ครอบแก้ว เมื่อแก้วดูดติดกับผิวหนังแล้ว หมอก็จะจับแก้วนั้นลากไปมาตามแผ่นหลังของเรา แก้วก็จะดูดเนื้อเราไปเรื่อยๆไม่อยู่กับที่ อารมณ์ยังกะสปาแน่ะคุณ เพลินเป็นบ้า เสียดายที่ไม่ค่อยมีใครทำให้ ไม่งั้นผมทำบ่อยๆแน่ วิธีนี้ดีตรงที่จะไม่ทิ้งร่องรอยแก้วไว้ แค่ทำให้แผ่นหลังแดงๆนิดหน่อย และเลือดลมเดินดี


 


และก็จบเรื่องครอบแก้วไปอีกหนึ่ง สนุกสนานกันไป ใครสนใจอยากมี tattoo แบบผม ก็เชิญไปลองกันได้นะครับ อ้อ ไม่ต้องกลัวว่ารอยครอบแก้วจะไม่หาย ถ้าสีเข้มๆแบบผมสักอาทิตย์หนึ่งถึงสองอาทิตย์ก็หายแล้วครับ แต่เรามันโรคจิตครับ ไม่ปล่อยให้มันหาย จัดการครอบต่อทันที สามารถทำวันเว้นวันได้เลยครับ ไม่มีปัญหาอะไร


 


นอกเรื่อง


 


ได้อ่านเอนทรี่ของคุณกรรมกรไซเบอร์เรื่องซุปไก่เลยขอแจมบ้าง ผมจะบอกว่าซุปไก่สามารถรักษาโรคและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้จริงๆนะครับ


 


ก่อนอื่นก็ซื้อซุปไก่สกัดมาหนึ่งขวด แล้วก็กระดกซุปไก่ลงไปซะ ล้างขวดให้สะอาด เอาขวดมาใช้ครอบแก้วตามร่างกาย เพียงเท่านี้ร่างกายเพื่อนๆก็จะแข็งแรง เก็บขวดไว้ใช้ครั้งต่อๆไป ไม่ต้องไปหาซื้อขวดครอบแก้วที่ไหน (ขวด)ซุปไก่สกัดสุดยอดดดด สุโก้ยยยยยย อิๆ


.


.


.


.


.


.


.


 


มาย้ำเตือนกันนิดนึงว่ายังรับบริจาคโครงการไทยช่วยสันติสุข สมทบทุนบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์การรบให้เจ้าหน้าที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่นะครับ ขณะนี้เริ่มมีคนบริจาคเข้ามาในสายของผมแล้ว ผมจะทยอยรวบรวมเงินแล้วประกาศบนบล็อกอีกทีนึงครับ เราทำได้มากกว่ายืนไว้อาลัยจริงๆครับ


 



 


และแม้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละของเราจะต้องการความช่วยเหลือทางด้านวัตถุ แต่ก็อย่าลืมส่งใจไปด้วยนะครับ จ่าหน้าซองตามนี้ได้เลย หากใครทำงานด้านการศึกษา จะนำไปเป็นกิจกรรมให้นักเรียนทำในโรงเรียนก็ดีนะครับ


 


 


 


ตัวอย่างจดหมายของผมเอง ขอสดุดีน้องหยกหน่อยเถอะครับ เธองามทั้งกายและใจอย่างไม่ต้องให้กรรมการหน้าไหนมาตัดสินเลยจริงๆ พี่ขอบคุณหยกไว้ตรงนี้ด้วยนะครับ (คลิกที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่)


 


 




 

Create Date : 11 กันยายน 2551   
Last Update : 11 กันยายน 2551 18:48:32 น.   
Counter : 746 Pageviews.  

หัวใจของความเป็นหมอ


เมื่อวันก่อนผมพูดคุยกับเพื่อนนักเรียนจีนที่มาฝึกงานด้วยกันคนนึง เธอชื่อ หยางเสี่ยวหลิน ครับ เธอเป็นผู้หญิงวัยรุ่นธรรมดาคนนึง ดูภายนอกเธอรูปร่างใหญ่โตมาก สูงตั้ง 180 เป็นนักกีฬาวอลเล่ย์ของมหาวิทยาลัยผม แต่นิสัยเธอกลับตรงข้ามกับรูปร่างที่แข็งแกร่งของเธอ จากใบหน้า แววตา รอยยิ้ม เธออ่อนโยนมากครับ มองโหงวเฮ้งแล้วบอกได้เลยว่าเป็นคนดี






วันนั้นเธอเล่าประสบการณ์ที่เคยฝึกงานอยู่ที่ห้องผู้ป่วยให้ฟัง มีคุณปู่คนนึงอายุมากแล้ว เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซ้าย ร่างกายไร้ความรู้สึก เหมือนสติไม่ค่อยอยู่กับตัว พูดก็ไม่ตอบคล้ายคนฟังไม่รู้เรื่อง ลูกๆก็ไม่สนใจ คุณปู่คนนั้นไม่ยอมทานข้าวมาหลายวันมากแล้ว บังคับอย่างไรก็ไม่ยอม






หากปล่อยเช่นนี้ต่อไปอย่าว่าแต่อาการจะดีขึ้นเลย จะมีชีวิตต่อไปได้หรือเปล่ายังเป็นปัญหาอยู่ เสี่ยวหลินทนไม่ไหวครับ เธอเดินเข้าไปหาคุณปู่ หยิบกระดาษขึ้นมาเขียน






"คุณปู่ต้องทานข้าวนะ ไม่งั้นจะแข็งแรงได้ยังไง"






คุณปู่เขียนตอบกลับมาแค่คำเดียวว่า






"ตาย"






คุณปู่เขาอยากตายครับ เขาก็เลยจะอดอาหารเพื่อให้ตัวเองได้หลับตาไปตลอดกาล ราวกับว่าบนโลกใบนี้ทรมาณเขาเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ เขาไม่เหลือแรงจูงใจอะไรให้อยู่ต่อไปอีก






แต่เสี่ยวหลินไม่สนใจครับ เธอหยิบจานข้าวขึ้นมาแล้วก็เริ่มป้อนข้าวคุณปู่ครับ จากที่ไม่ยอมทานก็เลยเริ่มทานข้าว ทุกมื้อเสี่ยวหลินจะมาป้อนข้าวให้คุณปู่ คุณปู่ก็ทานข้าวมาเรื่อยๆ






เหลืออีกสองวันคุณปู่จะออกจากรพ. เสี่ยวหลินมาป้อนข้าวตามเดิม แต่ครั้งนี้เธอตักข้าวใส่ช้อน และเอาช้อนใส่ไว้ในมือขวาของคุณปู่ "คุณปู่ต้องหัดทานข้าวเองนะคะ ออกจากรพ.จะได้ทานเองได้"






สองวันนั้นคุณปู่ทานข้าวเองโดยมีเสี่ยวหลินคอยดูอยู่ข้างๆ วันสุดท้ายก่อนออกจากรพ. คุณปู่เขียนข้อความลงในกระดาษให้เสี่ยวหลินพร้อมน้ำตา






"หว่ออ้ายหนี่ (ฉันรักเธอ)"






เสี่ยวหลินก็ร้องไห้ บอกคุณปู่ว่าจะไปเยี่ยมที่บ้านพักคนชรา (ลูกๆคุณปู่เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว จากรพ.ส่งตรงถึงบัานพักได้เลย ) พร้อมกำชับว่าคุณปู่ต้องทานข้าวนะ คุณปู่รับคำ






วันนั้นเป็นวันที่เสี่ยวหลินเลิกงานเร็ว เธอเข้าไปลาคุณปู่ก่อนจะกลับบ้าน แต่คุณปู่รั้งเธอไว้ ไม่ยอมให้เธอจากไปจนลูกๆคุณปู่มารับ และแยกเขาสองคนออกจากกัน






วันอาทิตย์เสี่ยวหลินตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมคุณปู่ แต่บังเอิญว่าญาติเสี่ยวหลินไม่สบายเช่นกัน เธอเลยต้องไปเยี่ยมญาติแทน






อาทิตย์ถัดมาเธอโทรไปหาบ้านพักคนชราก่อนจะไปเยี่ยม แต่เสียงปลายสายบอกว่า






"คุณปู่พึ่งเสียไปเมื่อวานนี้เองคะ ตั้งแต่ออกจากรพ.มาอยู่ที่บ้านพักคนชรา คุณปู่ไม่ยอมทานข้าวแม้แต่คำเดียว"






.



.



.



.



.



.









ความเป็นหมออยู่ที่ไหนกันนะ ที่ใบประกอบโรคศิลป์หรือ อาชีพที่ได้ทำงานที่โรงพยาบาลหรือ มีคลีนิกเป็นของตัวเองหรือ ผมว่าไม่ใช่






มันอยู่ตรงใจที่อยากจะช่วยคนไข้ต่างหากที่ทำให้เราเป็นหมออย่างแท้จริง






.



.



.



.



.



.













ป.ล. ชื่อเพลงนี้แปลว่า "ยามเมื่อเธอจากฉันไป" ผมชอบมานานแล้ว แต่มันเศร้าไปหน่อยจนหาเอนทรี่ที่จะลงเพลงไม่ได้ วันนี้ลงได้แล้ว เชิญฟังเพลง อ่านเรื่อง เคล้าน้ำตาได้ครับ




















 

Create Date : 02 สิงหาคม 2551   
Last Update : 2 สิงหาคม 2551 20:40:27 น.   
Counter : 181 Pageviews.  

หมอจีนรู้อะไรจากประจำเดือน 3 (ภาคจบ)


อีกอาการที่คนถามถึงกันมากคือ หิวว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย



บอกตามตรง
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผู้หญิงบางคนถึงหิวเก่งก่อนมีประจำเดือนนะครับ แผนปัจจุบันเขาก็บอกว่าเป็นเรื่องของฮอร์โมน
ส่วนทางแพทย์จีนก็ไม่มองว่ามันเป็นโรคซะด้วยสิ คือการกินอิ่มนอนหลับ จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่ดีในชีวิตนี่ครับ
จะไปรักษามันทำไม กินไม่ได้นอนไม่หลับสิถึงเรียกว่าเป็นโรค ในยุคที่แพทย์จีนเริ่มก่อตั้งขึ้นในประเทศจีนนั้นเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมากมายครับ
คนไม่มีอันจะกินซะด้วยซ้ำ
เขาเลยไม่มาตั้งทฤษฎีรักษาโรคอ้วนเหมือนอย่างทุกวันนี้หรอกครับ
เพราะฉะนั้นวิธีแก้ไขในเรื่องอยากอาหารนี่ ในเมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลัวอ้วน
ก็คงเสนอให้เลือกกินของที่ดีมีประโยชน์กันแทนละครับ ไอ้พวกของไร้ประโยชน์
นำไปสู่โรค หรือทำให้อ้วนนี่ก็เพลาๆเอาละกัน กินผักผลไม้แทนเอาครับ




หมอเชนคะ มีคำถามค่ะ

1
เค้าว่ากินตังกุยมากมีผลกะผิว ทำให้บาง
แล้วแพ้แสงง่าย จริงไม๊คะ



ผมยังไม่เจอรายงานเรื่องนี้นะครับ
แต่คิดว่าไม่เกี่ยวกันครับ



2
ตังกุยที่ว่าให้ต้มกินนี่กินทุกวัน ต่อให้เมนส์มาก็กินหรือเปล่าคะ


เมนส์หมดก่อนแล้วค่อยทานต่อครับ


3
คือคนที่ทำงานเป็นคนฮ่องกง เค้าบอกว่าให้ต้มพุทราจีนกะไข่ บำรุงหลังเมนส์หมดอ่ะ
หรือ พวกต้มเครื่องยาจีนควรกินหลังเมนส์หมด
เพื่อบำรุง
เพราะเค้าบอกว่า กินตอนมีเมนส์ก็ไปกะเลือดหมด
แล้วเค้าก็ออกตัวว่าเค้าคิดเองค่ะ
อันนี้ถูกต้องไม๊คะ




จริงๆแล้วพุทราจีนบำรุงเลือดดีครับ
เพียงแต่ผมกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้จักกัน เวลาจะกินพุทราจีนให้บีบผลมันจนแตกเห็นเนื้อในก่อนนะครับ
เพราะถ้าใส่ลงไปต้มในน้ำทั้งลูกตัวยามันจะไม่ออกมาครับ
ต้มพุทราจีนกับไข่คงเป็นสูตรของเขาซึ่งผมว่าก็ไม่เลวครับ ไข่ก็ช่วยบำรุงอยู่แล้ว



โดยส่วนตัวผมชอบนำพุทราจีนมาบีบให้เละ
แล้วก็เทน้ำร้อนชงเป็นชา รอให้มันอุ่นๆแล้วค่อยใส่น้ำผึ้ง
เป็นเครื่องดื่มบำรุงเลือดที่อร่อยเลยนะครับ หวานหอมมาก หรือคุณอาจจะซื้อโหลมา บีบพุทราจีนเละๆหน่อยแล้วก็แช่น้ำผึ้งไว้
เวลาจะทานก็ตักน้ำผึ้งนั้นมาชงน้ำอุ่นกินก็ได้ครับ



ส่วนการกินยาจีนนั้นก็ต้องดูว่าเป็นยาประเภทไหนครับ
ยาบางชนิดหมออาจจะเจาะจงให้กินช่วงก่อนประจำเดือน บางชนิดก็ให้กินหลังประจำเดือน
แต่บางครั้งก็ให้กินตอนประจำเดือนมา แล้วแต่อาการครับ
ถ้าหากเพื่อบำรุงกินหลังประจำเดือนหมดก็ดีครับ
แต่ไม่ใช่เพราะว่ากลัวว่าสารบำรุงมันจะออกไปกับเลือดหมดนะครับ
แต่เพราะกินบำรุงมันไม่เหมาะกับช่วงเวลานั้นครับ





อยากรบกวนให้อธิบายเรื่องการปรับสมดุลของร่างกาย กับสมดุลของฮอร์โมน
ว่าต้องทำไงบ้างอะค่ะ ขอบคุณค่ะ



กว้างมากครับคำถามนี้
ถ้าจะให้แนะนำเรื่องปรับสมดุลของร่างกายก็ตามอ่านจากเอนทรี่เก่าๆได้ครับ
ทั้งเรื่องการกินน้ำ การนอนหลับ
อื่นๆ



แต่พูดถึงเรื่องฮอร์โมน
ทุกวันนี้มีปรากฎการณ์ประหลาดอยู่อย่างนึงครับ
ไม่รู้ทำไมช่วงหลังๆนี้ผู้หญิงถึงได้มีฮอร์โมนเพศชายสูงจัง
ทุกวันนี้คนไข้มาหาหมอเรื่องประจำเดือนไม่มาเนี่ย
สาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศชายสูงผิดปกติเยอะนะครับ (ก่อให้เกิดปริมาณเลสเบี้ยนในสังคมมากขึ้น?)
แถมยังเป็นกันตั้งแต่เด็กเยอะด้วย
สันนิษฐานว่าอาหารทุกวันนี้มีการใส่สารเร่งการเจริญเติบโต พอกินเข้าไปก็เลยมีปัญหา
ถ้าจะให้แนะนำก็อยากให้หลีกเลี่ยงอาหารขยะทั้งหลายครับ พวกไก่ทอดชิ้นโตๆ
เนื้อแน่นๆเนี่ย ผมว่าชิ้นมันใหญ่ผิดปกติไปนะ แอบคิดในใจว่า
ไก่อาร์โนลด์เหรอวะกล้ามถึงได้บึกขนาดนั้นอะ




วานถามหมอเชนหน่อยค่ะว่าซีดส์ในมดลูกมันเกิดจากอะไรหนอ จะได้ป้องกันได้ถูก



ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงเลยครับ
เขาก็บอกว่าเป็นเรื่องของฮอร์โมนผิดปกติ กับ การอักเสบในอุ้งเชิงกราน
พอรู้แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะป้องกันยังไงอยู่ดีจริงไหมครับ แต่ทางแพทย์จีนมีคำกล่าวอยู่คำนึงครับว่า
病从口入 (ปิ้งฉงโขว่รู่)
แปลว่า โรคเกิดขึ้นมาเพราะเข้าทางปาก ก็คือกินจนเกิดโรคขึ้นมาแหละครับ
เพราะฉะนั้นผมคงแนะนำว่าให้เลือกกินดีๆครับ ของทอด ของมัน
หรืออะไรที่มันดูปรุงแต่งมากเกินไปก็อย่าไปกินมากนักเลยครับ โดยเฉพาะพวกยาบำรุง อย่าไปซี๊ซั๊วกินมาก
ที่ไทยคงไม่ค่อยเท่าไรมั้ง แต่ที่จีนจะมียาจีนสำเร็จรูปแพ็กเกจสวยๆออกมาวางขายกัน
บางคนไม่มีโรคกินจนเป็นโรคอะครับ ไม่ใช่ว่ายาไม่ดี แต่มันไม่เหมาะกับตัวคุณต่างหาก





รวมฮิตวันแดงเดือด


ก่อนประจำเดือนมานี่อารมณ์เสีย
หงุดหงิด หดหู่.. เดือนร้อนคนรอบข้าง แก้ยากมากส์
~!!”


ก่อนประจะเดือนมาจะหงุดหงิดง่ายมาก
ตาขวาง น้ำลายไหลย้อยเพราะอากาศร้อน
55แต่หงุดหงิดจริงๆแหละ


ช่วงก่อนมีประจำเดือน 1-2 วันนี่คือ
สิวขึ้นกับอารมรณ์แปรปรวนมากเลยค่ะ
^^: แฟนเราต้องระวังช่วงวันสองวันนี้เป็นพิเศษ ถ้าทำอะไรผิดใจนิดนึงละก็จะโดนขู่
ฟ่อๆๆๆๆๆๆ



อ่านแล้วสงสารผู้ชายเราๆเสียจริง
เป็นที่ระบายอารมณ์ของหญิงทุกเดือน ส่วนเราก็ไม่มีข้ออ้างตวาดกลับซะด้วยหากคุณไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อสังคมเช่นนี้ละก็
พาเธอมาหาเราสิครับ (กร๊ากกกกก โฆษณาซะงั้นอะ) ผู้หญิงกลุ่มนี้ผมว่าโดยปกติแล้วก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนอารมณ์ดีอยู่แล้วหรอกครับ
เพียงแต่ว่าก่อนประจำเดือนมาจะยิ่งสำแดงเดชมากขึ้นเท่านั้นเอง อิๆ





แบบนี้ถ้าต้องนั่งเรียนในห้องแอร์ทั่งวัน
ก็ต้องพกถุงน้ำร้อนไปด้วยใช่มั้ยอ่า
??


คำถามนี้สืบเนื่องมากจากประจำเดือนผิดปกติเพราะพิษเย็นครับ ก็คงไม่ต้องพกถุงน้ำร้อนไปหรอกครับ
เพียงแต่ให้รู้ว่าเรากำลังจะไปทำอะไรที่ไหน ที่นั่นหนาวไหม เตรียมตัวไว้ก่อน
เตรียมเสื้อคลุมเสริม หรือใส่กางเกงแทนกระโปรง
ใส่รองเท้าคัชชูแทนรองเท้าที่เปิดเท้าโล่งๆครับ บางที่ใส่ห่วงสวย ไม่ดูกาลเทศะ
ใส่ซะสั้นซะกุดแล้วก็ทนหนาว เป็นโรคเลย





อยากทราบว่า หากเป็นพิษเย็น จะป้องกันไม่ให้ประจำเดือนคั่ง
ควรกินยาสตรีเพ็ญภาค หรือยาดองเหล้าต่าง ๆ
หรือ โสม
ที่มีฤทธิ์ร้อนดีกว่ากัน หรือกินเหล้าธรรมดาดีที่สุด (กลัวติด)



โสมผมไม่แนะนำให้ซี้ซั้วกินครับ
อ่านรายละเอียดเพิ่มได้จากที่นี่ ผมไม่รู้ว่ายาสตรีเพ็ญภาคเป็นยังไงครับ แต่จากการไปอ่านจากทางอินเตอร์เนตก็ดูเหมือนจะโอเค
ส่วนผสมของยาสตรีก็คือยาดองเหล้า เขาบอกว่าสรรพคุณคือช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี
เพราะฉะนั้นน่าจะมีส่วนช่วยได้ครับ แต่ก็ควรทานตามฉลากยานะครับ
ส่วนเหล้านั้นไม่แนะนำครับ



เรื่องพิษเย็นนั้น
คุณอาจจะคาดไม่ถึงเลยก็ได้นะครับว่ามันร้ายกาจมาก
ผมว่าต้องมีสักคนที่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ ประจำเดือนมาอยู่ดีๆ ร้อนเว้ย
โซโล่ไอติมสักแท่งคงไม่เป็นไรน่า เรียบร้อยครับ ราวกับว่าเดวิด
คอปเปอร์ฟิลด์เสกประจำเดือนให้หายไปครับ จู่ๆมันก็หายไปโดยไม่ร่ำลาเลย
เพราะฉะนั้นช่วงเมนส์มานี่ ควรหลีกเลี่ยงของเย็นๆนะครับ
ไม่งั้นอาจจะต้องมาหาเชนหวิด เอนโดฟิน ให้เสกประจำเดือนให้มาแทน





ขอถามครับ
คนที่บ้านประจำเดือนมามากแบบกระฉูด ทำให้จะเป็นลมบ่อยๆ + ความดันต่ำอย่แล้ว
แบบนี้ควรทานอะไรเสริมครับ



ก็ควรทานพวกยาบำรุงเลือดแหละครับ
พวกธาตุเหล็กที่เขาชอบให้หลังบริจาคเลือดอะครับ เพื่อช่วยสร้างเลือดชดเชยที่เสียไป
ถ้าเกิดเลือดออกมากก็ควรส่งรพ.เพื่อห้ามเลือดครับ
อาจจะต้องให้น้ำเกลือให้เลือดด้วย พวกเนื้องอกในมดลูกก็สามารถทำให้เลือดประจำเดือนออกมากผิดปกติได้ครับ
จึงควรไปตรวจดูให้ชัดเจน เพื่อรักษาได้ทันท่วงที แต่ถ้าอวัยวะต่างๆไม่มีอะไรผิดปกติ
มีแค่การทำงานที่ผิดปกติ ก็สามารถจะใช้ยาจีนช่วยรักษาตรงจุดนี้ได้ครับ





สรุปกันเล็กน้อยว่าแพทย์แผนจีนสามารถรักษาอะไรเกี่ยวกับสตรีได้บ้างนะครับ
คุณอาจจะไม่เคยคิดเลยก็ได้ว่าแพทย์จีนทำได้มากมายมหาศาลขนาดนี้



อาการเกี่ยวกับประจำเดือนต่าง ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาเยอะมาน้อย ไม่มา มาไม่หยุด อาการต่างๆที่เกิดขึ้นเวลามีประจำเดือน ปวดหัว ปวดท้อง
ปวดเมื่อยเอว อารมณ์เสีย อาเจียน
ท้องเสีย อื่นๆ พวกนี้สามารถรักษาได้ผลดีมากครับ




ตกขาวเยอะ นี่ก็ได้ผลดีครับ




มีบุตรยาก,
ไข่ไม่ตก (รับทำท้องนั่นเอง อิๆ)
หรือ มีบุตรแล้วแท้งง่าย เด็กในท้องไม่โต




อาการวัยหมดประจำเดือน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ร้อนเป็นพักๆ อารมณ์เสีย นอนไม่หลับ อื่นๆ




PCOS, ซีสต์ช็อกโกแลต, เนื้องอกในมดลูก
(พวกนี้สามารถกินยาจีนควบคู่กับการกินยาแผนปัจจุบันและการผ่าตัดครับ ยาจีนพอจะช่วยชะลอการโตก็พวกเนื้องอกได้บ้าง)




เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว
คุณจะลองมารักษากับหมอจีนควบคู่ไปกับแผนปัจจุบันบ้างก็ดูเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยนะครับ





ขอปิดท้ายด้วยคำถามนี้ครับ



อ่านแล้วรู้สึกดีจังที่ดูประจำเดือนแล้ววิเคราะห์โน่นนี่ได้ ผู้ชายน่าจะมีอะไรให้วิเคราะบ้างนะครับ
ประมาณว่าเอียงซ้าย
ไข่ไม่เท่ากันเป็นคนใจเย็น เหอะๆๆ



กร๊ากกกกกกกก
เอิ่ม
No
comment
ครับ



Free TextEditor




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2551   
Last Update : 1 สิงหาคม 2551 19:35:50 น.   
Counter : 938 Pageviews.  

1  2  

aunlamun
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




[Add aunlamun's blog to your web]