<<
กันยายน 2558
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
20 กันยายน 2558

จุดอ่อนของอุตสาหกรรมไทย

สนับสนุนเนื้อหาโดย






       อุตสาหกรรมเป็นภาคที่มีความสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในโลก และ มีบทบาทสําคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยมาโดยตลอด ในทศวรรษที่ 2550 พบว่า สัดส่วนมูลค่าผลผลิต อุตสาหกรรมต่อ GDP อยู่ที่ประมาณร้อยละ 40 หรือคิดเป็นจํานวนเงินประมาณ 3.09 ล้านล้านบาท


อุตสาหกรรมแบบพึ่งพาซัพพลาย
     อย่างก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการ ส่งออกของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ โดยสินค้าที่เป็นสินค้าหลักในการส่งออกนั้น กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่รายการ และมักเป็นการรับจ้า่งผลิตจากประเทศใหญ่ๆเช่น ญี่ปุ่น ไตหวั๋น เกาหลีใต้ เป้ฯต้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับกลางและสูง พึ่งพาการนําเข้าชิ้นส่วน เครื่องจักร เทคโนโลยีและทุน จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ประกอบกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกมีความรวดเร็ว และซับซ้อนมากขึ้น เช่นการเกิดขึ้นของประเทศอุตสาหกรรมที่ค้นทุนถูกกว่าอย่างจีนและเวียดนาม  ส่งผลให้ SME ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง และอุปสรรค ต่างๆ จึงมีความจําเป็นอย่างมากในการกําหนดทิศทางการพัฒนา ระบบสนับสนุน รวมถึงนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อ การพัฒนาอุตสาหกรรม รวมไปถึงคุณภาพของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม



เป็นเพียงอุตสาหกรรมฝีมือ แต่ไม่สามารถสร้างแบรนด์
     การพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย เป็นไปในลักษณะของการเพิ่มมูลค่า (Value Added)ใน กระบวนการผลิตมากกว่าการสร้างคุณค่า (Value Creation) หรือการสร้างแบรนด์ของตัวเอง (Branding) ความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศไทยเพื่อนําไปสู่การสร้างคุณค่ายังมีน้อยมาก เนื่องจากขาดการสั่งสมองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพ ภายในให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้มา (Endogenous Efforts) ขาดการยกระดับห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) รวมถึงขาดการประสานความร่วมมือกัน (Synergy) ด้วยนวัตกรรม องค์ความรู้และเทคโนโลยี ดังนั้น ประเทศไทยจึงจําเป็นต้องมีการปรับตัว จากการแข่งขันที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือค่าแรงต่ําและทุนเป็นหลัก เป็นการสร้าง คุณค่า ด้วยนวัตกรรม องค์ความรู้และเทคโนโลยี

คลัสเตอร์




          การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอดีต เป็นการมุ่งพัฒนาไปที่คลัสเตอร์ (Cluster)  อุตสาหกรรมเชิงเศรษฐกิจ คือ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต  เพื่อให้เกิดความมั่งคั่งในเชิงเศรษฐกิจ ที่ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ โดยคลัสเตอร์** หมายถึงกลุ่มหรือชุมชนที่ทำในสิ่งๆเดียวกัน เช่น คลัสเตอร์ฮอลิวู้ด ก็มีชุมชนของภาพยนตร์ ดนตรี อยู่ใกล้ชิดกัน หรือซิลิคอน วัลเลย์ ก็มีกลุ่ม IT อยู่ใหล้ๆกัน สำหรับของไทยก็ก็ได้แก่นิคมอุตสาหรรมต่างๆ , แต่ทั้งนี้คลัสเตอร์ที่ดีที่สุดนั้นจะต้องรวมคงามเป็นบ้าน ความเป็ฯชุมชนไว้ในคลัสเตรอ์นั้นๆด้วย เช่นในอิสราเอล ผู้คนที่ทำงานในสาย IT จะเกิดและโตในคลัสเตอร์ไอที  โดยคนที่เติบโตที่นี่จะซึมซับวัฒนธรรมทางด้าน IT ตั้งแต่เด็ก มีเพื่อนที่คุยเรื่องเดียวกัน ส่งผลในการพัฒนาอยู่ในสายเลือก



  อย่างไรก็ตาม พบว่าสังคมไทยยังคงเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ปัญหาความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ  (ภาคการเกษตรมีผลิตภาพ 10 % ของ GDP ทั้งหมด แต่ต้องใช้แรงงานถึง 40% ในการได้ผลผลิต) ปัญหาสิ่งแวดล้อม การศึกษาที่ล้าหลัง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงขาดการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาประเทศอย่างไม่สมดุล อาจกล่าวได้ว่า การมุ่งเน้นการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในเชิงเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ไม่สามารถก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น โดยเร่งพัฒนาและยกระดับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมในมิติอื่นๆ ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยเริ่มตั้งแต่วิถีชีวิต การศึกษา และสื่อสารมวลชน โดยการมองอุตสาหกรรมในมุมมองที่ครอบคลุมมากกว่าการผลิต แต่ต้องรวมไปถึงปรัชญาการใช่ชีวิต สวิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนในทุกมิติ


โดยมุมมองของอุตสาหกรรมนั้นต้องประกอบไปด้วย อุตสาหกรรมในมิติเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมในมิติเชิงพัฒนาสังคม และอุตสาหกรรมในมิติเชิงพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศ และเนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งสี่ส่วนนี้ มีความเชื่อมโยง และเกื้อหนุนกัน ดังนั้นการพัฒนาจำเป็นที่จะต้องบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม โดยจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมในมิติต่างๆ ที่นอกเหนือจากคลัสเตอร์อุตสาหกรรมในมิติเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศที่มีความสมดุลเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมทั้ง 4 มิติ และเชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาในมิติอื่นๆ ของประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นจะต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลในด้านต่างๆ




      สำหรับประเทศไทย นับว่ามีศักยภาพทางด้านการผลิตทั้งในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการ
บริการ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานจำนวนมากให้แก่ประชาชนในประเทศ  โดยการก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมไทยเริ่มในทศวรรษที่ 1980 โดยมาจากการที่ประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประเทสอุตสาหกรรมที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกยาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 1968 -2011 ถูก IMF บีบให้ลอยตัวค่าเงินให้สูงขึ้นในสนธิสัญญาพลาซ่า (Plaza Accord) จนค่าเงินเยนพุ่งจากราวๆ 100 เยน/ดอลลาร์ US สูงเป็นราวๆ 155 เยน/ดอลลาร์ US  อันหมายถึงราคาสินค้าที่ผลิตจากญี่ปุ่นจะพุ่งสูงขึ้นราวๆ 50 %

ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว ญี่ปุ่นจึงต้องห่าวิธีลดต้นทุนในการผลิตของตนลง ดังนั้นจึงต้องหาประเทศที่ค่าแรงงานถูกและมีความพร้อมเหมาะสม และทั้งนี้ ในราวๆปี ค.ศ. 1985 ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ได้รับเลือกนั้น ดังนั้นญี่ปุ่นจึงได้ทยอยเข้ามาเปิดโรงงานผลิตในไทย โดยอุตสาหกรรมของไทยกว่า 70% เป็นกลุ่มบริษัทจากทุนญี่ปุ่น ดังนั้นประเทศไทยจึงเคยชินกับรูปแบบของอุตสาหกรรมการผลิต หรือรับจ้างผลิต



ดังนั้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน และมีแบรนด์เป็นของตนเอง จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศให้มีปริมาณ คุณภาพเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้ทัดเทียมกับต่างชาติ เพื่อให้อุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ การค้า ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศต่อไปการวางกรอบแนวคิดในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทย


นอกจากจะต้องคำนึงถึงกระแสโลกาภิวัตน์ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทั้งภูมิประชากรศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ภูมิเศรษฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในองค์รวมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรายสาขาที่สำคัญ รวมถึงข้อจำกัดและเงื่อนไขในด้านอื่นๆ ของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ภาพของโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นประเทศไทยจะต้องมีการเตรียมพร้อมในการรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยบริบทหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดทิศทางการ
พัฒนาอุตสาหกรรม ปรากฏตามรายละเอียดในหัวข้อต่อไป



ปัจจัยของอุตสาหกรรมระดับโลก
บริบทของการเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ได้แก่
การให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาค เช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC:ASEAN Economic Community) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรโลก ซึ่งส่งผลให้ประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ประชากรวัยทำงานมีจำนวนลดลง และ ปัญหาการวิกฤตพลังงานและอาหารที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบต่างๆ อาทิ รูปแบบของตลาด การแข่งขัน การสร้างความร่วมมือ ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป รูปแบบกฎระเบียบ การพัฒนาทางเทคโนโลยี และสภาวะแวดล้อมของสังคม ซึ่งรูปแบบต่างๆ สามารถจัดกลุ่มเป็น 4 ด้านคือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์

โดยปัญหาโครงสร้างของประชากรก็พบปัญหาเช่นกัน
เนื่องจากคนเลือกที่จะมีชีวิตโสด หรือไม่มีลูกมากขึ้นดังนั้นเด็กเกิดใหม่ก็จะน้อยลงๆ
ดังภาพ / ฐาน = เด็กอายุน้อยๆ ไล่ไปถึง ยอด = คนวัยชรา


ในปี 2503 = ฐานกว้าง หมายถึงมีจำนวนเด็กมหาศาล ส่วนยอดแคบหมายถึงมีคนชราจำนวนไม่มาก
ในปี 2523 = ฐานยังกว้าง แต่คนในวัยหนุ่มสาวก็มากขึ้น เป็นแรงงานพัฒนาประเทศได้มาก บริโภคมาก เศรษฐกิจก็โตมาก
ในปี 2543 = คนวัยผู้ใหญ่เริ่มมากขึ้น ในขณะที่ฐานแคบลงๆ เด็กไม่ค่อยเกิด
อนาคตในปี 2563 = ฐานแคบ เด็กเกิดใหม่น้อย แรงงานน้อยลง ในขณะที่คนชรามีสูงขึ้น
รัฐจะต้องจ่ายงบเลี้ยงคนชรามากขึ้น ไม่ว่าจะค่าสวัสดิการหรือพยาบาล ในขณะที่แรงงานเราน้อยลง
ประเทศจะจนลงๆ ไม่เติบโต คนเก่งๆหน่อยก็จะหนีไปประเทศที่กำลังโต





ภูมิเศรษฐศาสตร์ ภูมิประชากรศาสตร์ และ สภาพภูมิอากาศ
ภูมิเศรษฐศาสตร์ จะเกิดการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ เช่น ในภูมิภาคอาเซียน มีการย้าย
ศูนย์กลางการพัฒนาในกลุ่มประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน (BRICs - Brazil, Russia, India, and China) การลดลงของกำลังซื้อในกลุ่มประเทศอเมริกา และยุโรป ผลกระทบจากข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของบทบาทของภูมิภาคเอเชียมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก


สนับสนุนเนื้อหาโดย

  Specialist in compressed air products

20 ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 48 แยก 13 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250 
 โทร 0-2726-2311, E-mail sales@ultra-compressor.com



Create Date : 20 กันยายน 2558
Last Update : 20 กันยายน 2558 18:45:13 น. 0 comments
Counter : 1457 Pageviews.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สมาชิกหมายเลข 1085247
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




[Add สมาชิกหมายเลข 1085247's blog to your web]