กันยายน 2553

 
 
 
1
2
3
4
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
5 กันยายน 2553
ตอบแทน
Short Story : ตอบแทน

           ฉันมองหาป้ายบอกราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อเตรียมแลกเหรียญตามจำนวนสำหรับหยอดตู้ซื้อบัตรเพื่อเดินทาง จากสถานีอโศก ไป สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

           ที่ตู้หยอดเหรียญมีคนเข้าคิวรออยู่ไม่น้อย ฉันเดินหลบเพื่อหลีกทางให้คนอื่นๆ ทันทีที่เห็นอัตราค่าโดยสารตามระยะทางที่ต้องเดินทางและเข้าแถวต่อคิวยาวเหยียดเพื่อแลกเงินเหรียญ

           ฉันกำเงินเหรียญจำนวน 30 บาทไว้แน่นและไปต่ออีกคิวเพื่อหยอดตู้ซื้อบัตร แต่ทันทีที่ฉันกำลังจะกดหมายเลขสถานีปลายทางที่ต้องการนั้น ก็มีมือหนึ่งมาสะกิดเรียกอย่างรีบเร่ง

           “จะขึ้นรถไฟฟ้าใช่ไหมคะ”

           หญิงสาวคนหนึ่งพูดกับฉันอย่างไพเราะราวกับพนักงานผู้ให้บริการดีเด่น เธอยิ้มให้กับฉันอย่างเป็นมิตรพร้อมกับยัดเยียดบัตร 1 ใบใส่มือฉัน

           “นี่ One Day pass ค่ะ ใช้ได้ทั้งวันเลย ไปสถานีไหนก็ได้”

           ฉันรับบัตรมาและกล่าวขอบคุณเธออย่างงงๆ พร้อมๆ กับที่เธอรีบผละตัวจากไปอย่างรวดเร็วก่อนจะหายปะปนไปกับฝูงชนหนาแน่นในช่วงเวลาเลิกงาน ที่ทุกคนต่างก็รีบร้อนเพื่อเดินทางสู่เคหาสถานของตน

           “โอ้ โชคดีจริงๆ นะเรา”

           ฉันคิดอย่างยินดีพร้อมกำเหรียญในมือไว้แน่นก่อนจะสอดบัตรเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าไปสู่จุดหมายปลายทาง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

           บนรถไฟฟ้า ฉัน ก็ไม่ได้นั่งอีกตามเคย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะการเดินทางด้วยรถไฟฟ้านั้น ลืมเวลาไปเพียงนิดเดียวก็ถึงที่หมายแบบไม่ต้องลุ้นอะไรมากมายกับชีวิต ต่างกับการจราจรบนท้องถนนยามนี้ที่คงจะเต็มไปด้วยรถยนต์สารพัดยี่ห้อทั้งเก่าทั้งใหม่จอดเรียงคิวยาวเหยียดอวดโฉมเคียงคู่กับป้ายแสดงเส้นทางจราจรที่แดงทั้งแผง

           แขนข้างหนึ่งของฉันเกาะเกี่ยวไว้กับเสาโลหะเย็นยะเยือบด้วยแรงแอร์เย็นฉ่ำที่ช่วยให้จิตใจอันรีบเร่งได้ผ่อนคลายความตึงเครียดลง ในมือมีกระเป๋าถือใบเล็กสีดำเป็นเงาสำหรับที่ใส่ข้าวของส่วนตัวไปทำงานซึ่งถูกปิดล็อคด้วยกระดุมเม็ดใหญ่ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งมีบัตรรถไฟฟ้าพร้อมเหรียญ 10 บาท อีก สามเหรียญ

           ประตูเปิดออกเมื่อรถไฟฟ้าเข้าเทียบสถานี ผู้คนบนรถไฟฟ้าจำนวนมากทยอยออกจากรถไฟฟ้าพอๆ กับกลุ่มคนอีกกลุ่มด้านนอกที่กลับเข้ามาแทนที่ ไม่ยอมปล่อยให้รถไฟฟ้าต้องวิ่งไปอย่างเดียวดายไร้ผู้คน

           ฉันเดินลัดเลาะจากสถานีรถไฟฟ้าเบียดเสียดกับผู้คนมหาศาลในยามนี้จนเม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นบนใบหน้า ไอร้อนจากเครื่องยนต์รถที่ติดเครื่องหยุดนิ่งอยู่เบื้องล่างก็ยิ่งทำให้ความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จนเมื่อรู้สึกตัวอีกทีมือที่กำเหรียญของฉันก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

           ที่ใต้สะพานลอยชายตาบอดคนหนึ่ง สวมแว่นตาดำ ในมือของเขามีไม้เท้าสีเงินที่พับได้หลายตอนค้ำตัวเองไว้ และ ในมือข้างหนึ่งก็มีเมาท์ออแกนที่ถือจรดริมฝีปากเกิดเป็นเสียงดนตรีนุ่มหู ท่ามกลางความจอแจของเมืองกรุง

           ฉันตัดสินใจวางเหรียญสิบทั้งสามเหรียญลงบนผืนผ้าสีขาวเบื้องล่าง ที่มีเหรียญอีกสองสามเหรียญวางไว้ก่อนหน้า

           “ไหนๆ ก็ขึ้นรถฟรีมาแล้ว ทำทานเสียหน่อยก็แล้วกัน”

           ฉันคิดเพียงเท่านี้ มากกว่าตั้งใจอยากจะให้เพราะเกิดจากความซาบซึ้งในท่วงทำนองของดนตรีที่นุ่มหู นั่น

           ฉันแวะซื้อน้ำดื่มที่ 7 eleven และ อ้อยอิ่งอยู่ในนั้นเป็นนานเพื่อให้คลายความร้อน ก่อนที่จะเดินออกมาเพื่อกลับหอพักเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่มิดชิดภายใต้ทิวตึกสูงลิบกลางเมืองกรุง

           ฉับพลันสายตาของฉันต้องสะดุดเมื่อเห็นแม่เฒ่าวัยชรามีผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ นุ่งซิ่นยาวกรอมเท้าสวมเสื้อแขนยาวลายละเอียดสีมอซอที่เก่าคร่ำคร่า นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเตี้ยแค่คืบ เบื้องหน้ามีสาแหรกที่ใส่ขนมไว้เต็ม สีทองอร่ามของขนมตาลและเส้นสีขาวละเอียดของมะพร้าวอ่อนที่โรยอยู่บนหน้าเรียกให้ฉันสืบเท้าเข้าไปหาอย่างไม่รู้ตัว

           แม่เฒ่ายิ้มให้ฉันอย่างเป็นมิตรทันทีที่ฉันย่อตัวลงนั่งหน้าสาแหรกที่บรรจุขนมไว้เต็มนั้น นางยื่นขนมตาลให้ฉันเหมือนกับรู้ความคิดภายในใจ

           “กินได้ทุกอย่างนะหนู ยายทำเอง”

           ฉันยิ้มอย่างยินดีรับขนมนั้นมาชิมอย่างง่ายดาย และ ก็ไม่ผิดหวัง มันเป็นขนมตาลที่อร่อยมากที่สุดที่ฉันเคยกินมาในชีวิต อร่อยกว่าขนมตาลป้าไข่ดอนหวายที่ฉันชอบกินเสียหลายเท่าตัว

           “อร่อยจังค่ะยาย ยายเพิ่งมาขายแถวนี้หรือคะ หนูไม่เคยเห็นยายเลย”

           ฉันถามพร้อมกับยังรับขนมที่ยายยื่นให้อีกมากินอย่างว่าง่าย ฉันสังเกตว่าในหาบของยายนอกจากขนมตาลแล้วยังมีขนมอีกหลายอย่างที่ฉันไม่เคยเห็น ล้วนแล้วแต่ดูหน้าตาน่ากินและมีคุณค่าอย่างประหลาด

           “นี่จ่ามงกุฎ นี่ขนมลืมกลืน ส่วนที่สีเขียวนี่ขนมหยกมณี ”

           ยายอธิบายพร้อมหยิบขนมส่งให้ไม่หยุด เมื่อเห็นฉันมองสำรวจของในหาบของยาย

           “คนสมัยนี้ไม่รู้จักกันหรอก หลายคนเดินผ่านไป ไม่ได้สนใจเลย มีแต่หนูนี่แหละ”

           “หนูชอบกินขนมไทยๆ ค่ะ ยาย ”

           ฉันรีบบอกยายอย่างยินดี ภูมิใจที่ยังเป็นคนส่วนน้อยที่ยังนิยมของไทยๆ มากกว่าเบเกอรี่หีบห่อหรูหราราคาแพงหลากชนิดที่ขายกันเกร่อในห้างร้านทั่วกรุงซึ่งมีราคาสูงกว่าค่าข้าวทั้งมื้อของคนบางคนเสียอีก

           รู้ตัวอีกที ฉันก็ชิมขนมในหาบของยายไปไม่น้อยจนรู้สึกอิ่มไม่อาจจะกินข้าวเย็นได้อีกแล้ว ฉันบรรจงหยิบกระเป๋าเงินใบเล็กออกมาหมายจะจ่ายเงินค่าขนมให้แก่ยาย

           “ทั้งหมดเท่าไรคะยาย”

           ฉันถามพร้อมเปิดดูเงินในกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยธนบัตรใบละ100 และ ใบละ 20

           “ยายไม่เอาเงินหรอก”

           ฉันถือเงินค้างไว้ ใจหนึ่งฉันนึกดีใจที่ดูเหมือนนี่จะเป็นลาภลอยของฉันอีกอย่างในเวลาไม่ถึงชั่วโมงของวันนี้ แต่เมื่อฉันนึกถึงภาพคุณยายวัย 70 เศษ ที่เดินยังไม่ค่อยจะไหวต้องเตรียมทำขนมทั้งหมดนี้จะต้องเหนื่อยยากลำบากเพียงใด ฉันก็ไม่อาจจะทำใจยอมรับได้

           “โหย ไม่ได้นะคะยาย หนูกินของยายไปตั้งเยอะ ของซื้อของขายนะคะ”

           ฉันไม่ละความพยายามพร้อมหยิบธนบัตรใบละร้อย 2 ใบ ยัดเยียดให้กับยาย

           “…………………………”

           “ยายไม่เคยบอกว่าจะขาย...”

           แม่เฒ่าพูดเสียงเรียบ แววตาสีเทาขุ่นที่เคยอ่อนโยนเมตตานั้นเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและมีสีแดงเข้มพร้อมๆ กับบรรยากาศรอบตัวที่มืดครึ้มลง สายลมเอื่อยๆที่พัดผ่านช่องตึก กรรโชกแรงขึ้นจนผมปลิวของฉันปลิวเปะปะสยายปิดหน้าพร้อมกับหูที่อื้ออึงด้วยแรงลมและเสียงหวีดประหลาด

           “ยายขอแค่นี้”

           ความรู้สึกสุดท้าย ฉันแว่วเสียงยายแผ่วๆว่าพร้อมกับมือที่แข็งเกร็งมาฉุดข้อมือของฉันกระตุกไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยความรู้สึกเย็นวาบและชาที่ปลายนิ้วก่อนที่สติของฉันจะดับวูบลง

           …………………………….


           “เฮ้ย ฟื้นแล้วๆ”

           “เป็นงัยบ้างคุณ”

           “เอาน้ำให้จิบก่อนมั้ย”

           ฉันแว่วเสียงดังอื้ออึง ค่อยลืมตาตื่นขึ้น เห็นภาพลางๆ เป็นเพียงเงาเบลอๆ วูบไหว ก่อนที่จะค่อยแจ่มชัดขึ้น เป็นกลุ่มคนหลายคนกำลังช่วยกันพัดโบก นวดแขนขาให้กับฉัน

           “เกิดอะไรขึ้นคะ”

           ฉันถามออกไป อย่างมึนงง

           “น้องช็อคน่ะ ตัวเขียวไปแล้วนี่ ดีนะ มีคนเห็นเรียกคนมาช่วย เป็นโรคส่วนตัวอะไรหรือเปล่า พกยามามั้ย”

           ชายวัยกลางคนร่างท้วมแต่งกายเหมือนพนักงานบริษัทคนหนึ่ง พูดขึ้นอย่างเร็ว

           ฉันทำได้เพียงแค่ส่ายหน้า เพราะ ไม่เคยเป็นโรคประจำตัวอะไร และฉุกคิดถึงนาทีสุดท้ายได้เลือนราง

           “ยายค่ะยาย ฉันกินขนมยาย ยายหาบขนมมาขาย”

           ฉันระล่ำระลั่กบอกพลางชี้ไปที่มุมตึกที่ตอนนี้ว่างเปล่า มีเพียงขวดน้ำของฉันเองที่วางอยู่

           “ไม่มีนะครับ ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย ซอยนี้มันตันนะครับ ไม่มีใครขายของหรอกคุณ”

           ฉันสังเกตเห็นที่ปลายนิ้วของฉัน มีรอยแดงเป็นจ้ำรูปฟันเหมือนโดนกัด ไม่ ฉันไม่ได้ตาฝาดแน่นอน

           “เออ คนที่ไปเรียกเรามา ไปไหนแล้วอ่ะ เขาเห็นใครขายขนมหรือเปล่า ไปโรงพยาบาลมั้ยคุณ เผื่อว่าอาหารเป็นพิษ”

           ชายคนนั้นถามหาคนที่พบฉันคนแรกพร้อมพยายามสันนิษฐานไปต่างๆ นา นา ฉันรู้สึกเย็นวาบเมื่อนึกถึงคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินก่อนสิ้นสติ

           “ยายขอแค่นี้”

           ภาพในมโนแจ่มชัดขึ้น เป็นภาพของคุณยายดึงมือของฉันไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับขนมแสนอร่อยนั่น ฉันคงโดนผีหลอกเข้าให้แล้ว เดชะบุญอะไรกันที่ทำให้ฉันรอดมาได้

           ฉันสะบัดหน้าไปมาสองสามครั้งเพื่อเรียกสติกลับคืนพร้อมดึงมือทั้งสองข้างที่เย็นเฉียบมาทาบกับใบหน้าและเป่าลมอุ่นจากปากเพื่อขับไล่ความเย็นยะเยือบ

           ฉันมองเหม่อข้ามกลุ่มคนที่ห้อมล้อม ถัดไปราว 20 เมตร จนสบกับสายตาคู่หนึ่งที่แอบตัวอยู่หลังเสาไฟฟ้า รู้สึกคุ้นตาเหมือนกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เพียงวูบเดียวชายคนนั้นก็หันหลังแล้วเดินจากไป

เห็นเพียงไม้เท้าสีเงินพับได้เหน็บอยู่ที่เข็มขัดสะท้อนกับแสงไฟวาววับ




Create Date : 05 กันยายน 2553
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2558 21:52:43 น.
Counter : 355 Pageviews.

3 comments
  
เขียนได้น่าติดตามครับ

เพียงแต่ตอนจบไม่ได้เฉลยว่า ยายที่ขายขนม
กับชายขอทานตาบอดเกี่ยวข้องกันอย่างไรเท่านั้นครับ
โดย: เจียวต้าย วันที่: 5 กันยายน 2553 เวลา:19:30:54 น.
  
ขอบคุณคุณเจียวต้ายที่กรุณาแวะมาคอมเมนท์ค่ะ ^^
คือว่ากำลังหัดเขียนน่ะค่ะ ยังไม่เก่ง ต้องฝึกต่อไป แหะๆ
โดย: สายเอก วันที่: 6 กันยายน 2553 เวลา:3:17:32 น.
  
ตอนแรกคิดว่าเรื่องจริง *-*
โดย: Es (time3957 ) วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:20:38:46 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

modfire
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกท่าน :D