www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

ถ้าออสการ์อยู่ในมือคุณ คุณจะยกให้ใคร ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม



Blog นี้ไม่ใช่ blogทายผลออสการ์ ดังนั้นจาก 5 เรื่องที่เข้าชิง คณะกรรมการตัวจริงจะว่าอย่างไร เราไม่รู้

แต่

...ถ้าคุณถือออสการ์ไว้ในอ้อมกอด และจำต้องยกให้หนังเพียงเรื่องเดียวในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนี้

คุณจะเลือกใคร พร้อมขอเหตุผลที่คุณตัดสินใจเลือกด้วยครับ




สำหรับผมฯ


ตัวเองจำต้องตัด Juno ทิ้งเป็นเรื่องแรก เพราะหนังดันไม่เข้าโรง แถมแผ่นปี๋ที่หามาก็ดันเจ๊งเสียก่อน ก็เลยต้องตกรอบไปก่อนโดยไม่เกี่ยวกับคุณภาพใดๆ



จากสี่เรื่องที่ได้ดู พบว่า Atonement , Michael Clayton , There will be blood และ No Country for Old Men ต่างมีความน่าสนใจตรงที่ ทั้งสี่เรื่องเล่นกันตรงประเด็น ความชั่วร้ายในก้นบึ้งหัวใจมนุษย์ ที่ถูกขุดออกมาประจาน ผ่านลูกเล่นลีลาที่แตกต่างกัน




Michael Clayton เป็นหนังที่ตัวเองมองว่า ด้อยที่สุด ไม่ใช่ว่า’หนังไม่ดี’ แต่’ยังไม่ดีพอ’ที่จะขึ้นเวทีต่อกรกับคู่แข่งของปีนี้ ที่แต่ละเรื่องล้วนเขี้ยวลากดิน

ถึงหนังทนายความของผู้กำกับ โทนี่ กิลรอย อดีตมือเขียนบทระดับพระกาฬจากbourne ทั้งสามภาคที่ขยับมากำกับหนังเองเรื่องแรก ยังคงเจ๋งตรงการลำดับเรื่องราวสลับไปมาน่าทึ่ง และ ตรึงคนดูไว้ด้วยการแสดงสุดเจ๋งของ ทอม วิลกินสัน , ทิลดา สวินตัน และ จอร์จ คลูนี่ย์ แต่ สารที่หนังนำเสนอมันไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่ และ ถ้าวัดในด้านคุณภาพมาชนกัน เรื่องที่เหลือก็หาได้ด้อยกว่า แต่ มีลูกเล่นในการนำเสนอที่ละลานตากว่า



...สามเรื่องถัดมานี้ ผมคิดว่า ทั้งสามเรื่องคู่ควรเป็นเจ้าของรางวัลได้ทั้งสิ้น หากไปโผล่ประกวดในปีอื่นๆ อาจจะคว้าลุงออสการ์ไปคนละตัวเรียบร้อย




Atonement หนังพีเรียดราม่าเนื้อหา ‘รักในรอยบาป’ ก็ใช่ว่าจะมีอะไรแปลกใหม่ไปกว่า ทนายภารโรง แต่เป็นที่ลูกเล่นในการนำเสนอซึ่งช่างแพรวพราวเหลือเกิน

ลูกโชว์ของผู้กำกับโจ ไรท์ ทั้งการเล่นกับเสียงพิมพ์ดีดที่แฝงความหมาย , การเล่าเรื่องซ้ำซ้อนต่างมุมมอง , การกระโจนเนื้อหาข้ามเวลไปมา , การเล่นสี , ฉากลองเทคริมหาด , การแสดงของไบรโอนี่สามช่วงวัย , การรีดฝีมือนักแสดงนำ , ดนตรีประกอบ ฯลฯ เรียกได้ว่าองค์ประกอบทั้งหลายแหล่ล้วน ทำให้หนังเรื่องนี้ งดงามจับจิต

และเมื่อดูหนังจบก็ใช่จะจบแล้วจบกัน พอคิดทบทวนย้อนหลังก็ยิ่งสนุกคิดและสะเทือนใจ





There will be blood อาจจะมีลีลาน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ แต่การที่เดินหน้าอย่างใจเย็นค่อยๆเปิดเปลือกความชั่วร้ายของมนุษย์ที่คนหนึ่งใช้ความโลภกับอีกคนที่ใช้ศรัทธาเป็นอาวุธเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ตัวเองต้องการโดยไม่คำนึงถึงใคร ราวกับฝนตกขี้หมูไหลที่ทำให้คนสองคนได้มาพบกัน และ เมื่อถึงที่สุดนั้น ความชั่วร้ายก็สำแดงฤทธิ์เต็มตัวจะไม่มีการหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป หนังมีผลงานการแสดงที่เข้มข้นเหลือกำลังของ แดเนี่ยล เดย์ลิวอิส และ พอล ดาโน่ (เล่น Little miss sunshineดีแล้ว เรื่องนี้ยังดียิ่งกว่า)

สามสิบนาทีแรกของความเฮี้ยนที่ไร้เสียงบรรยายหรือบทสนทนา คือการโชว์ทักษะการเล่าเรื่องขั้นอ๋องของผู้กำกับที่ใช้การถ่ายภาพ และ ดนตรีประกอบควบคู่ไปกับความเงียบตามด้วยเสียงเด็กร้อง ค่อยๆ ขับเคลื่อนตัวละครไปข้างหน้าอย่างทรงพลัง บอกได้คำเดียวว่าหนังเรื่องนี้ ไร้ที่ติ

ไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานของผู้กำกับอายุน้อยและทำหนังมาไม่กี่เรื่อง แต่มันยืนยันถึงอัจฉริยภาพของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ที่น่าติดตามต่อๆไปว่า เมื่อแก่พรรษาขึ้น หนังของเขาจะยิ่งดีไปได้ถึงขนาดไหนอีก และที่ผมชื่นชมแบบสุดๆจากหนังเรื่องนี้ คือดนตรีประกอบที่บรรยายความรู้สึกของตัวละครและเหตุการณ์ในเวลานั้นได้อย่าง สุดยอด สุดยอด และ สุดยอดดดดดด





No Country for Old Men เก๋าในการนำเสนอ ‘เรื่องราวที่เหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา’ จะดูเอาแอคชั่นไล่ล่าก็ลุ้นแทบหยุดหายใจ แต่หากจะคิดวิเคราะห์ต่อยอดไปก็จะพบ สิ่งที่หนัง ลับ ลวง พราง ไว้ตลอดเวลา หนังมีลูกเล่นมากมายไม่แพ้ Atonement เพียงแต่ลูกเล่นของหนังเรื่องนี้ไม่ได้โชว์พลิ้วแพรวพราว แต่แฝงความเก๋า หนักแน่น และ ปล่อยเข้าเป้าจังๆเหมือนมีดบินของลี้คิมฮวง

ทุกองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้ล้วนสมบูรณ์แบบ และ ติดตรึงในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็น ฉากไล่ล่าซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้กำกับคุมอารมณ์คนดูได้อยู่หมัดจนแทบจะหยุดหายใจ , การกำกับภาพที่ถ่ายทอดความรุนแรงได้ดิบแต่งดงาม , วิธีการเล่าเรื่องแบบ ‘ไม่เล่า’ ทิ้งให้จินตนาการคนดูทำงานทดแทนก็ได้ผล และ การแสดงของ Javier Bardem ก็ส่งให้บทบาท วายร้ายที่น่าสะพรึง คนนี้ขึ้นหิ้งไปอีกนานแสนนาน



สรุป : There will be blood ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อเทียบกับ No Country for Old Men แล้ว ผมยังแอบส่ง No Country for Old Men เข้าเส้นชัยมากกว่าแบบฉิวเฉียด เพราะมีอะไรให้ตีความท้าทายคนดูมากกว่านิดนึง ถึงที่ผ่านมาผมจะไม่เคยชอบหนังของพี่น้องโคเอน แต่เรื่องนี้คือข้อยกเว้น


ทั้งสองเรื่องนี้คือหนังที่ perfect แบบไร้ที่ติ และ สามารถคว้าออสการ์ได้อย่างคู่ควร แถมยังดีกว่าหนังออสการ์อีกหลายๆปีทีได้รางวัลเสียด้วยซ้ำ


ถ้าวัดกันโดยไม่ใช่หัวใจ แต่ใช้สายตากับสมอง ผมเรียงลำดับความประทับใจดังนี้ No Country for Old Men > There will be blood > Atonement ซึ่งเฉือนกันเรียกว่าไม่เกิน 0.5 คะแนน แต่ถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่งเดียวเพื่อยกออสการ์ให้

ผมขอเลือกด้วยหัวใจ กับหนังที่เกิดความรู้สึกที่กัดกินใจได้ยาวนานกว่า ผมชอบมากกว่า ดังนั้นแน่นอนว่า ผมยกออสการ์ในมือให้



Atonement









Link บทความที่อ้างอิงถึงในblog

Michael Clayton , ชีวิตของทนายภารโรง

ขอสวมหน้าม้ามาอาสาเชียร์ >> Atonement << หนังดีๆที่แพรวพราวและงดงาม

ออสการ์ กับ หนังที่ 'หนัก แมน แรง ชั่ว' (1) , No Country for Old Men

There will be blood
(coming soon)




แจ้งข่าวจ้า : องศาที่ 361 คลอดอย่างเป็นทางการแล้ววววว




อ่านเบื้องหลัง ที่มาที่ไป ไขเบื้องหลังของหนังสือ คลิกได้ที่นี่เลยครับ

เบื้องหลัง 'องศาที่ 361' - พ็อกเก็ตบุ้คเล่มที่ 2 ของ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ”

อ่านจบเมื่อใด ขอเชิญชวนมาพูดคุยแสดงความเห็นเกี่ยวกับหนังสือ คลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยครับ

อ่านแล้วมาคุยกัน ... "องศาที่ 361


ขอฝาก"หนังสือรัก" พ็อกเก็ตบุ้คที่ไม่ใช่ หนังสือวิจารณ์หนัง แต่เป็นการหยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ "หนังสือรัก"เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php ส่วน องศาที่ 361 สั่งได้จากเว็บของซีเอ็ดครับผม






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2551 11:55:24 น. 5 comments
Counter : 1550 Pageviews.

 
ขอโหวตให้กับ atonement ค่ะ เพราะหากนึกถึงคำว่ารัก ดิฉันใช้หัวใจเลือกมากกว่าสมอง และโดยส่วนตัวชอบหนังอารมณ์ละเมียดละไม แต่เนื้อหาเต็มไปด้วยดราม่าที่หนักอึ้ง ซึ่งหนังเรื่องนี้โดนใจมากค่ะ

ปล. เมื่อวานแอบร่วมลุ้นผลการประกาศรางวัลเฉลิมไทยอวอร์ดจนจบ ถึงได้เห็นว่าจขบ.ทำหน้าที่เป็นผู้ประการรางวัลกับเค้าด้วย ยินดีด้วยนะคะที่ได้รับหน้าที่อันทรงเกียรติเช่นนี้ค่ะ


โดย: aorengja IP: 203.144.213.3 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:23:07 น.  

 
ดูมา 4 เรื่องค่ะ ขาดเรื่อง No country for old men ที่ยังไม่ได้ดูไป (พอดีโหลด Juno มาดูด้วยความอยาก)

เรื่องแรกที่ตัดก็คือ Michael Clayton เหมือนกันค่ะ ไม่ถึงกับประทับใจหนังเรื่องนี้เท่าไหร่

เรื่องที่จะให้ ขอบอกว่า ให้ด้วยใจล้วนๆ เอาแบบว่า ดูแล้วชอบ ไม่สนหน้าไหนทั้งสิ้น
ขอยกให้........"Juno"...........ค่ะ

Juno ดูจากหน้าหนังเหมือนจะเป็นหนังที่ด้อยที่สุดของออสการ์ปีนี้เลยค่ะ แต่พอได้ดู ถ้าจะพูดว่ามันคือ Little miss Sunshine ของปีนี้เลยก็ได้ ในแง่ของหนังฟอร์มเล็กๆ แต่ได้เข้าชิงออสการ์นะคะ
รู้สึกประทับใจ Juno มากๆ ด้วยที่มันเป็นหนังเล็ก เรื่องง่ายๆ ในชีวิต เข้าถึงได้อ่ะค่ะ

ป.ล. เรื่องนี้เข้าเมืองไทยเมื่อไหร่ เชียร์ให้ไปดูสุดใจขาดดิ้นเลยค่ะ


โดย: Wisther วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:19:40:18 น.  

 
+ ผลก็ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ติดตามได้จากข่าวบันเทิงตามแหล่งต่างๆ

+ ส่วนตัวผมเอง ถ้าถามว่าใน 4 เรื่อง ชอบเรื่องไหนและเชียร์เรื่องไหนมากที่สุด ก็คงเป็น Atonement อย่างที่ผมเคยเกริ่นไว้ที่ "หน้าแรก" แล้วว่าถึงแม้ตัวดำเนินเรื่องจะเป็น 'นางร้าย' แต่อย่างน้อยก็ยังมีธีมหวานๆ (แว้บหนึ่ง)ของคู่พระนาง และความเท่หลายๆ อย่างอยู่ในเรื่อง ... ส่วน No country กับ Blood นั้น มีแต่ตัวร้าย (เกือบจะ) ล้วนๆ เวลาดูจบก็เลยรู้สึกค่อนข้างหดหู่เอาการอยู่

+ แต่ถ้าถามแบบประโยคที่คุณ จขบ. ตั้งคำถามไว้ ผมอยากยกให้ There will be blood ครับ ... คงเพราะด้วยพลังที่อัดแน่นอยู่ในหนัง รวมทั้งการแสดงอันสุดยอดนั่นแหละ อีกทั้งธีมหนังที่พูดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นสเกลใหญ่และกว้าง ที่เอามาตีความต่อได้อีก ไม่ว่าจะเป็น สังคม, เศรษฐกิจ, ธุรกิจ, การเมือง, ศาสนา, ความเชื่อ-ศรัทธา, ความโลภ-กิเลสตัณหา, ฯลฯ ... ส่วน No country ผมมีความรู้สึกว่า เป็นหนังแนวพี่น้องโคเอ็น ที่มีแนวทางเฉพาะของตัวเองพอสมควรอ่ะครับ
... ก็เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของคนๆ นึงนะครับ (ซึ่งก็ไม่ตรงกับเสียงนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ และ คกก. ออสการ์ด้วย) ท่านอื่นคิดเห็นอย่างไร เชิญแชร์กันได้ครับผม


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:13:34:33 น.  

 
สวัสดีครับ

ผมยังไม่ได้ดูหนังซักเรื่องเลยคับ

เหอะๆๆ ยุ่งตลอดเลย

แต่ก็ติดตามอ่านสปอยล์ของพี่ตลอด

สนุกมากๆๆ วันหลังจะหาหนังมาดูคับ



โดย: prezcot วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:36:35 น.  

 
ผมยังไม่ได้ดู There will be Blood สำหรับผมแล้ว หนังล่ารางวัลทั้ง 4 เรื่องดังกล่าว มันไม่ใช่แนวของผมซักเท่าไหร่

ถ้าถามว่า No Country กับ Atonement ชอบเรื่องไหนมากกว่า ผมชอบเรื่องแรกมากกว่าครับ ส่วน Atonement ก็ทำได้ดีมากๆเช่นกัน

ผมชอบการเล่าเรื่องของ No Country มากๆ หนังดำเนินเรื่องได้อย่างมีพลัง ทั้งๆที่ไม่ต้องมี Sound ประกอบเลย (ถ้าจำไม่ผิด ทั้งเรื่องไม่มี Sound เลย) ที่สำคัญการทิ้งประเด็นต่างๆให้คนดูคิดนั้น ถ้าคิดตามได้ทัน ถือว่าสุดยอดมากๆ แม้จะดูยากก็ตามที แต่ผมก็ไม่แปลกใจเลยที่เรื่องนี้ได้ ออสก้า ไป


โดย: YoiChi_KinG IP: 125.24.179.78 วันที่: 25 เมษายน 2551 เวลา:16:32:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
24 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.