www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

ขอสวมหน้าม้ามาอาสาเชียร์ >> Atonement << หนังดีๆที่แพรวพราวและงดงาม






...ปกติ ผมไม่หยิบ หน้าม้า มาสวมบ่อยนัก หากหนังเรื่องไหนที่ดูท่าว่าจะดีแต่มีกระแสดีแล้วก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องหยิบหน้าม้ามาสวม แต่หนังบางเรื่องเป็นหนังดีๆ ที่บ้างก็ขาดการโปรโมท บ้างก็เข้าผิดช่วงเวลา อาทิเช่น Always , The Village album หรือ The Prestige ก็อดไม่ได้ที่จะต้องสวมหัวม้าเพื่อเรียกลูกค้าเข้าโรงหนัง เพราะไม่อยากให้เพื่อนผู้อ่านต้องพลาดหนังดีๆที่ ตัวหนังสามารถเข้าถึงคนดูส่วนใหญ่ แต่ถูกจำกัดการเข้าถึงคนดู เพราะเหตุผลเช่นที่กล่าวมา ซึ่งก็เหมือนกับหนังเรื่องนี้ที่ดันเลือกฉายพร้อมยักษ์ใหญ่หลายเรื่อง

...ผมเข้าใจดีว่า อาทิตย์นี้มีน้องจีจ้ารอตีลังกาเตะคนดู มีโจวซิงฉือพร้อมเต็มที่จะเรียกเสียงฮา มิหนำซ้ำยังมี L ที่นั่งยองๆรอท่าเราอยู่ แต่ผมก็ไม่อยากให้พลาด Atonement

...Atonement แนบเครดิตเจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากลูกโลกทองคำและดนตรีประกอบยอดเยี่ยม พร้อมเข้าชิงออสการ์อีกหลายสาขา เรียกคะแนนชื่นชมสวยหรูจากนักวิจารณ์กับคนดู

...ผมมอง Atonement ว่าเป็น หนังรัก เพียงแต่เป็น ความรักที่แหวกว่ายท่ามกลางคลื่นของความผิดบาปและความโกรธเกลียด

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆของความมืดหม่นในใจมนุษย์ ที่ความริษยาบังตา กับ อารมณ์ชั่ววูบ ความรู้เท่าไม่ถึงการ ใช้มันตัดสินพิพากษาชีวิตคน ก่อให้เกิด ชะตากรรม อันเลวร้ายที่ไม่อาจเรียกคืน






…ความรักของคนสามคน และ ความทุกข์ของคนสามคน นำไปสู่ ความพยายามมีชีวิตอยู่ ด้วยเหตุผลแตกต่างกัน

คนหนึ่ง มีชีวิตอยู่ เพื่อหวังจะได้ คนรักกลับคืนมา หลังจากมีโอกาสเพียงเสี้ยวนาทีที่ได้เผยความปรารถนาแล้วก็ถูกพรากไปตลอดกาล

คนหนึ่ง พยายามมีชีวิตอยู่ เพื่อรอคอยที่จะได้ไถ่บาปและได้รับโอกาสกลับมาเป็นครอบครัว

คนหนึ่ง พยายามมีชีวิตอยู่ เพื่อกลับไปหาคนรักและรอล้างมลทิน




... อาจมีกลิ่นอายของความเป็น The English Patient ผ่านเนื้อหารักระหว่างรบและความอ่อนโยนของมัน แต่ก็แค่ กลิ่นจางๆ เพราะ Atonement มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความคลาสสิคแบบร่วมสมัย และมีจุดเด่นตรงการเล่าเรื่องที่แพรวพราวด้วยเทคนิกมากมาย

....ถ้าผมเป็นคณะกรรมการออสการ์ ผมไม่ลังเลใจที่จะส่งมอบตุ๊กตาคุณลุงสีทองให้กับสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , บท และ ผู้กำกับให้ทันที ถึงแม้ว่าตัวเองจะยังดูเรื่องอื่นๆยังไม่ครบก็ตาม และ ถ้าหากว่าดูเรื่องอื่นตามมา แล้วดีกว่า ผมก็พร้อมจะกลับบ้านไปปั้นตุ๊กตาออสการ์มามอบให้ต่างหาก แต่ยังไงเรื่องนี้ก็ต้องได้รางวัลจากผม (โชคร้ายที่ ตัวบท ไปเข้าชิงในฝั่งบทดัดแปลง ซึ่งปีนี้คู่แข่ง เขี้ยวลากดิน ทั้งนั้น)

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ใช่ว่าจะดีแค่ ภาพยนตร์ , บท หรือ ผู้กำกับ แต่ ดนตรีประกอบ , การถ่ายภาพ , การลำดับภาพ , การใช้แสง , การเล่นกับสี ล้วนอยู่ในขั้นยอดเยี่ยมและเพิ่มความงามให้กับหนังมากขึ้นไปอีกขั้น

ข้ามนักแสดงไปก็ไม่ได้ เรื่องนี้ยืนยันแล้วว่า คีร่า ไนท์ลี่ย์ ดูดีเสมอในหนังของ โจ ไรท์ และ เชื่อว่า หลังจากผลงานชิ้นนี้ เขาจะกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้กำกับที่นักแสดงเฝ้ารอที่จะได้ร่วมงานด้วย เพราะ เขาสามารถดึงศักยภาพนักแสดงได้เต็มเปี่ยม เจมส์ แมคอะวอย เล่นได้ดีมาก แทบจะดีที่สุดในผลงานที่ผ่านๆมา

ที่ประทับใจคือ สามนักแสดงที่รับบท ไบรโอนี่ สาวหน้าม้า ต่างวัย วัยเด็กดูร้ายๆเกินไปหน่อย ผมปลื้ม โรโมลา การาย ที่รับบทหน้าม้าช่วงวัยรุ่น กับ คุณป้าหน้าม้า วาเนสซ่า เรดเกรฟ





... นอกจากคนรักหนังห้ามพลาด หนังเรื่องนี้ยังเป็นหนังที่คนทำหนังต้องดู โดยเฉพาะคนทำหนังที่รู้ตัวเองว่าเป็นประเภท ชอบโชว์ เพราะนี่คือหนังที่ เน้นโชว์ แต่เป็นการโชว์แบบคนทำหนังเป็นและเล่นแบบรู้จักพอดี

จากเดิมที่เคยดู Pride and Prejuidice งานชิ้นก่อนของโจ ไรท์ ผมทึ่งกับฉากงานเต้นรำซึ่งถ่ายทำได้อย่างอัศจรรย์ แต่ในหนังเรื่องนี้ มีการโชว์ของที่ทำให้ทึ่งมากกว่าหนึ่ง และ เป็นการโชว์ของแบบไม่โดดเด้งเกินตัวหนัง กลมกลืนไปด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของผู้กำกับ ซึ่ง ลูกเล่นที่ผมชอบ เช่น

- วิธีเล่าเหตุการณ์ซ้ำสอง แบบไม่เตือนไม่อะไรแต่เล่าต่อๆกันเลย เพื่อเล่นสนุกกับ Perception ของคนดูกับตัวละคร ชนิดดูจบแล้วมานั่งคิดย้อนหลังก็ยังสนุกอยู่

- ฉากลองเทคริมหาด ที่ไม่รู้ตัวมาล่วงหน้า พอตัวละครเดินไปเรื่อยๆ โอ้ สุดยอด ฉากนี้สร้างมาเพื่อโชว์โดยแท้และก็เป็นลองเทคที่น่าทึ่งยิ่งนัก สำหรับการคุมคนจำนวนมากในลานกว้างๆแบบนี้

- การเล่าเรื่องกระโดดข้ามช่วงเวลาไปมาชนิดใจกล้าข้ามแบบไม่เกรงใจคนดู แต่ก็ทำออกมารู้เรื่องดี

- การเล่นสี ที่ค่อยๆสดขึ้นเรื่อยๆ จาก สีสันชวนฝันในครึ่งแรกไปสู่สีแดงที่สดมากขึ้นจนแดงฉานทั้งผ้าม่านและองค์ประกอบรอบๆ

- เสียงพิมพ์ดีด

-จังหวะเล่าเรื่องแบบมีทิ้งช่วง มีเร่งกระชั้น สลับไปมาเหมือนนักดนตรีที่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาเวลาเล่นดนตรี และ ผู้กำกับสามารถเอาหนังตัวเองได้อยู่หมัด

ฯลฯ




... เหนือกว่าสิ่งใด ผมรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ งดงามเหลือเกิน เฉกเช่นเดียวกับ ความรู้สึกที่ได้ดูหนังอย่าง Finding neverland หรือปีก่อนก็เป็น The Fountain กับ The Lives of others

หนังเหล่านี้ไม่ได้งดงามจากการถ่ายภาพหรือวิวทิวทัศน์ แต่เป็น ความรู้สึกที่เบ่งบานในหัวใจคนดู ถึงแม้จะมีความเศร้าแต่เราก็ยังรู้สึกถึงความสวยงามผ่านเรื่องราวของตัวละคร ผ่านภาพที่เห็น และ ผ่านเสียงที่ได้ยิน

... ถ้าเทียบกับปีผ่านมา หากไม่นับ The Lives of others แล้ว Atonement เป็นหนังที่ผมชอบมากกว่าทุกๆเรื่องที่ได้ดูของปีก่อน

เชียร์มาขนาดนี้ก็คงเห็นได้ชัดว่า ไม่เป็นกลาง เพราะรักในหนังเรื่องนี้มากๆและอยากให้ไปดูกัน จึงอาสามาเป็นหน้าม้าเพื่อเชียร์ ส่วนตัวเองนั้นความจริงเขียน ประเด็นและแง่มุมในหนังไว้มากกว่านี้ แต่ขออนุญาตนำไปลงคอลัมน์ตัวเองใน Filmax ฉบับอีกสองสามเดือนข้างหน้านะครับ


สรุป ... ไม่อยากให้เพื่อนผู้อ่านทุกท่านต้องพลาดด้วยประการทั้งปวง จะชอบมากชอบน้อยก็คงต่างกันไป แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่มีใครต้องรู้สึกเสียดายตังค์ค่าตั๋ว เพราะ หนังเรื่องนี้มีความดีและความงดงามเกินค่ามาตรฐานอย่างแน่นอน



Link บทความที่อ้างอิงถึงจากใน blog

Always: Sunset on Third Street , บางสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ

The Village Album , ถ่ายภาพด้วยหัวใจแล้วบันทึกใส่ความทรงจำ

The Prestige , คุณตั้งใจดูอย่างใกล้ชิดแล้วจริงๆหรือ ?

The Fountain , เรารู้จักความตายมากมายแค่ไหนกัน (ศาสนา+จิตวิทยา+วิทยาศาสตร์)

The Lives of Others , อ๊ะ นี่มัน Infernal affairs เวอร์ชั่นกำแพงเบอร์ลิน




แจ้งข่าวจ้า : องศาที่ 361 คลอดอย่างเป็นทางการแล้ววววว




อ่านเบื้องหลัง ที่มาที่ไป ไขเบื้องหลังของหนังสือ คลิกได้ที่นี่เลยครับ

เบื้องหลัง 'องศาที่ 361' - พ็อกเก็ตบุ้คเล่มที่ 2 ของ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ”

อ่านจบเมื่อใด ขอเชิญชวนมาพูดคุยแสดงความเห็นเกี่ยวกับหนังสือ คลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยครับ

อ่านแล้วมาคุยกัน ... "องศาที่ 361


ขอฝาก"หนังสือรัก" พ็อกเก็ตบุ้คที่ไม่ใช่ หนังสือวิจารณ์หนัง แต่เป็นการหยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ "หนังสือรัก"เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php ส่วน องศาที่ 361 สั่งได้จากเว็บของซีเอ็ดครับผม






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2551 1:08:36 น. 34 comments
Counter : 3669 Pageviews.

 
เห็นตรงกันทุกประการครับ

เป็นผมก็กล้าโหวตให้เรื่องนี้ได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมทันทีเลยเหมือนกัน เพราะเทียบแล้วปลื้มกว่าผู้ชนะของปีก่อนๆ หลายเรื่องทีเดียว

แปลกใจที่ Keira ผอมจนไม่เห็นหน้าอก แต่เธอดูดีมากในชุดสีเขียว
แปลกใจที่ James McAVOY ไม่ได้เข้าชิงออสการ์
แปลกใจที่สุดที่ Joe Wright ไม่ได้ชิงผู้กำกับ

พอแค่นี้ก่อน แต่จริงๆ ผมสามารถสรรเสริญหนังเรื่องนี้ได้อีกเป็นหน้าเลย
ปล. จะรออ่านใน Filmmax นะครับ ว่าแต่ทำไมคิวช้าจัง เดี๋ยวหนังออกโรงแล้วคนอ่านตามไปดูไม่ทัน


โดย: ayres IP: 58.64.102.174 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:1:27:47 น.  

 
งึมงำ งึมงำ อ่าน อ่าน ข้าม ข้าม ... ช่วงนี้ว่าง เดี๋ยวหาเวลาไปดูแน่แน่ค่ะ

องศาที่ 361 อ่าน 'ละมุน' ไปหลายรอบแล้ว ยังไม่ได้มาเขียนความเห็นเลยอ่ะค่ะ

มีหยอดมุข มะนาวต่างดุษย์ ด้วย แอบขำอ่ะ อิอิ

ให้เป็นของขวัญ ก็มีแต่คำชื่นชม ปลื้มซะ อย่างกับเขียนเองแน่ะค่ะ



โดย: บัวจ้า ^____^ IP: 202.47.238.161 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:2:59:40 น.  

 
แปลกใจเหมือนกันที่ Joe Wright หลุดในสาขาผู้กำกับ และมี Jason Reitman จาก Juno ที่แทบไม่ถูกเอ่ยถึงในเวทีอื่นๆ มาติดแทน - แต่ก็ยังไม่ได้ดูเลยตัดสินอะไรไม่ได้มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ผมว่าผลงานของเขายังเหนือกว่าการคุมหนังของ Tony Gilroy

โดยรวมเป็นหนังที่ดีมากๆแล้ว แต่เสียดายเหลือเกินที่บางช่วงอารมณ์หนังดูดร็อปๆไปหน่อย (โดยเฉพาะช่วงไบรโอนี่วัยรุ่นของ Romola Garai ที่เธอดูจะไร้พลังเมื่อเทียบกับคนอื่นในจอ ทั้งที่เธอก็ไม่ได้ทำอะไรผิด -- ถ้าเกิด Abby Cornish ไม่ติดถ่ายอลิซาเบธวัยทอง ผมว่าภาพรวมของหนังจะดูกลมกล่อมมากขึ้น)
เพราะไม่งั้นแล้ว ผมว่าหนังเรื่องนี้สามารถขึ้นหิ้งเป็นหนึ่งในตำนานได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะฉากลองเทค และฉากจบที่แสนคลาสสิค

และที่สำคัญ Joe Wright คือคนที่กำกับนักแสดงให้ดูดีได้อย่างมากจริงๆ แม้ Keira จะผอมมากขนาดนั้นก็ตาม แต่เธอกลับดูสง่าได้ขนาดนี้ (อานุภาพของกล้องถ่ายหนัง กับกล้องของปาปาราซซี่ ช่างต่างกันเหลือแสน)

อนึ่ง ไม่ค่อยชอบการที่ให้ไบรโอนี่กลายเป็น "สาวหน้าม้า" เท่าไหร่


โดย: nanoguy IP: 125.24.77.137 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:6:22:40 น.  

 
ayres ... ปกติในคอลัมน์ ผมจะเขียนหนังแผ่นครับ แต่งวดนี้ดันลืมไปเพราะอินมากรีบกลับมาปั่นต้นฉบับ และ พอดีในเล่มมีคนเขียนถึงแล้วครับ ดังนั้นเพื่อที่เนื้อหาจะได้ไม่ซ้ำๆกันเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค เลยว่าอาจจะยกยอดไปลงอีกทีตอนแผ่นออกครับ เล่มหน้า อ่านเรื่อง คนบ้าซีรี่ส์ ของผมไปก่อนนะครับ

บัวจ้า ^____^ ... ขอบคุณครับ เป็นปลื้ม

nanoguy ... ผมชอบหน้าม้านะ ตลกดี เดาว่า ผกก.คงคิดแล้วคิดอีกว่าจะกระโดดข้ามช่วงวัยยังไงดีว้า ให้คนไม่สับสน ถ้าเล่นไม่เชื่อมโยงกันอีกยิ่งลำบาก เอา หน้าม้า นี่แหละ จำง่ายดีว่าเป็นคนเดิม (เวลาเปลี่ยน ทรงผมไม่เปลี่ยน)


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:05:35 น.  

 
Joe Wrightจงใจให้ไบรโอนี่ไว้ผมทรงเดิมค่ะ ให้ใส่ชุดโทนสีเดิมๆ ด้วย นอกจากจะทำให้จำตัวละครได้แล้ว ยังเป็นเพราะเธอติดอยู่กับอดีตตลอดเวลา ไม่สามารถหลุดพ้นจากวัยเด็กมาได้ เหมือนเธอไม่ได้เติบโตขึ้นเลยนับจากคืนนั้น หรือจะบอกว่าเธอเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำ คือ พออะไรเวิร์ค เธอก็จะไม่เปลี่ยนแปลงมันเลย เพราะเธอเป็นพวกControl Freak (อันนี้น้องหนูไบรโอนี่เป็นคนพูดเองนะ) เธอเลยไม่สามารถเป็นผู้กำกับละครเวทีได้ เพราะละครเวทีจำเป็นต้องพึ่งคนแสดง อะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เธอจะเกลียดเอามากๆ


โดย: zoe IP: 203.156.32.237 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:40:42 น.  

 
ดูมาแล้วครับ

ออกมาจากโรงด้วยหัวใจอิ่มเอิบ..


โดย: กายแก้ว วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:17:28:11 น.  

 
อ่านแล้วอยากดู
แถวเชียงใหม่มันไม่เข้านะสิครับ


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:21:28:26 น.  

 
ประทับใจเหมือนกันครับ

เริ่มตะหงิดๆว่าหนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดาตั้งแต่การเล่าเรื่องในมุมมองสองมุมช่วงต้น กับฉากที่ถ่ายภาพได้สุดยอดมาก lora and Marshall ที่มอบช็อคโกแลตให้กินแล้วพูดว่า"bite it " ดูแววตาของทั้งสองคนฉากนั้นกับแสงที่ขับออกมาจากฉากแล้วรู้สึกขนลุกครับว่ามันต้องมีอะไรต่อไปแน่ๆ

แล้วก็เป็นประสบการณ์อีกแบบอย่างที่พี่บอกครับ เหมือน The English patient ที่เอาเรื่องราวแจ่มๆมาโชว์เหนือในการสร้าง ผมชอบฉากลองเทคริมชายหาดกับเสียงดนตรีพิมพ์ดีดทุกๆฉากของไบรโอนี่มากๆครับ


โดย: jonykeano IP: 124.120.224.93 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:22:50:04 น.  

 
ผิดหวังอย่างแรงครับ คิดว่าจะได้ดูดราม่าอังกฤษดีดี แบบthe queen /remain of the day/godford park
เริ่มต้น30 นาทีแรกน่าลุ้น จากนั้นเห็นมาเยอะและ บทสรุป ก้อไม่ทำให้อินกับหนังเลย ฉากโชว์สนามรบ ก้อห้นมาเกลื่อน ยิ่งฉากทหารร้องเพลงแล้ว..เห่อๆๆ ตั้งใสให้บีบตอด แต่นั่นคือการแสดง ไม่อินกับความรักที่รอคอยของพระเอก ชีวิตมันมีอย่างเดียวเรอะครับอายุผ่านเรื่องมามากขึ้นแล้ว แบบ ข้าคิดอยู่อย่างเดียว จะกลับไปหาแฟนข้าให้ได้ยังเดียว
pride and prejude ยังซึ้ง อินกับความรัก ดูแบบหลายรอบได้
มีดีที่ดนตรีประกอบที่วางไว้กลับฉากพิมพ์ดีด การถ่ายภาพ
ฉากตอน นางเอกเปนสาวกะผู้ป่วยก้อ พยายามบีบรัดอารมณ์ให้ร้องแบบละครช่องเจ็ดแต่ มันจงใจไปมั้ง
ผิดหวังอย่างแรง อาจคาดหวังดราม่าอังกฤษ กะผู้กำกับไว้มาก เลยไม่แปลกใจที่นักวิจารณ์ ไม่ได้ให้ดีเลิศเปนเอกฉันท์เช่น เดียวกะ สี่เรื่องที่เหลือที่ชิงอออสการ์
นี่เปนครั้งแรกที่เห้นต่างจากผู้เขียนครับ


โดย: tan812@hotmail.com IP: 58.9.80.228 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:0:24:19 น.  

 
+ การใช้สกอร์เป็นเสียงรัวพิมพ์ดีดนี่เข้าใจคิดดีอ่ะครับ ... นอกจากเน้นถึงความ 'อยาก' เป็นนักเขียนของไบรโอนี่แล้ว ยังช่วยเร้าอารมณ์คนดูให้เข้าถึง 'ไฟ' ในใจของเธอ ที่กลายมาเป็นเครื่องไถ่บาปในบั้นปลายชีวิตอีกด้วย
+ ที่เจ๋งอีกอย่าง ก็การเล่าเรื่องแบบเหตุการณ์และเวลาเดียวกัน จากคนละมุมมองเนี่ยแหละครับ ... จริงๆ ก็อ่านเจอก่อนดูแล้วนะ แต่ตอนดูเจอครั้งแรก ฉากแจกันนั่นก็เกือบต่อไม่ติดไปแป๊บนึง แต่พอปรับสมองได้แล้ว ก็เก็ทและรู้สึกได้ถึงวิธีการเล่าเรื่องอันสุดจ๊าบ ของ ผกก. และคนเขียนบทอ่ะครับ
+ ส่วนอื่นๆ คุณ จขบ. ก็เขียนชื่นชมไว้หมดแล้น ก็ค่อนข้างเห็นด้วยอ่ะครับผม

+ ค่าย Apex ไปเอา There will be blood เข้ามาฉายจนได้ จะฉายสัปดาห์เดียวกับ No country for old men ด้วยจิครับ อยากดูๆ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:11:37:58 น.  

 
จะหาเวลาไปดูให้ได้ค่ะ


โดย: ลิปดา-พิลิปดา (ไม่ได้ล็อคอิน) IP: 58.9.4.86 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:20:56 น.  

 
เพิ่งดู pride and prejudice จบแล้วชอบมากๆๆๆๆเลยค่ะ พอมาอ่านเรื่องนี้แล้วก็น่าดูมากกกกกกกกอีก ไม่พลาดแน่ๆค่ะ


โดย: vv IP: 58.9.146.152 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:21:04:50 น.  

 
เรื่องนี้คิดว่าจะไม่พลาดค่ะ


โดย: BoOKend วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:17:15:42 น.  

 
ผมเขียนถึงเรื่องนี้เหมือนกัน แวะมาอ่านนะครับ


โดย: beerled IP: 203.154.187.189 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:55:25 น.  

 
ยังตัดสินใจกับเรื่องนี้ไม่ได้เลย
เพราะตอนดูหนังตัวอย่าง
ดูแล้ว งง ๆ ยังไงไม่รู้อ่ะ
เด๋วรอดูกระแสอีกสักพักละกัน
เหอ เหอ เหอ


โดย: หัวใจสีชมพู วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:17:00:37 น.  

 
ไปดูมาแล้ววันนี้ ชอบเวลาเสียงพิมพ์ดีดขึ้น และฉากที่ชอบ เป็นฉากที่นางเอกกุมมือพระเอกที่ร้านอาหารขณะพระเอกกำลังคนช้อน มันกระแทกใจได้อารมณ์ แบบว่า ร้าก รัก อะไรประมาณนั้นเลย แต่โดยรวมชอบมากมาก ดีเยี่ยมเลยทีเดียว


โดย: ลิซ่า IP: 202.28.183.9 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:23:30:01 น.  

 
หนึ่งเรื่องในดวงใจแห่งปี และปีต่อๆไป*-*


โดย: LeOnCE วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:2:21:12 น.  

 
ฟังคุณหมอและแฟนๆพูดถึงหนังเรื่องนี้
แล้วน่าดูมากๆๆ เลยค่ะ
ไว้จะหา DVD มาดู


โดย: alizm IP: 202.28.27.4 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:47:07 น.  

 
เราชอบหนังเรื่องนี้
เราชอบหนังเรื่อง Pride & Prejudice พอเรารู้ว่าทีมงานเดียวดันก็เลยไปดู
เราชอบตอนจบมากๆ
เราเองก็วิจารณ์หนังไม่เป็น+ไม่รู้เทคนิคไรมากมาย
รู้แต่ว่าไปดูมาแล้วชอบ ...


โดย: MoMolita IP: 58.9.114.91 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:17:11:41 น.  

 
เพิ่งไปดูเมื่อคืนนี้ ขอบอกว่า ดีได้ใจไปเลย ถึงพระเอกกะนางเอกจะมีอะไรกันเพียงครั้งเดียวแต่ก็ ทำให้เข้ารักและโหยหาที่จะกลับมาเจอกันและอยู่ด้วยกันให้ได้ บางทีการที่คนเรามีไรกันบ่อยมันอาจไม่ทำให้รู้สึก ประทับใจ จดจำ อะไรเท่ากะการมีอะไรกันเพียงครั้งเดียวก็ได้ เหมือน ไททานิค นะ ได้อ่านบางความคิดเห็นว่า ชีวิตมีเรื่องให้ทำตั้งเยอะทำไมคิดแต่เรื่องรักนั้นเรื่องเดียว ก็หนังหนะนะ เข้าจะเอาเรื่องชีวิตประจำวันพื้น ๆ มาฉาย ธรรมดาจะมีคนดูมะ แต่ชอบหง่ะ


โดย: Gget IP: 61.47.23.147 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:51:22 น.  

 
ไปดูมาแล้ว ชอบมาก ทั้ง 3 ตัวเดินเรื่อง ชื่นชม ผกก. ที่ทำหนังออกมาได้เยี่ยม


โดย: Bestkop IP: 203.146.116.24 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:11:14:25 น.  

 
พึ่งไปดูมาครับ ชอบเหมือนกันนะ
แต่งงว่า เรื่องต้องการสอนว่าอะไรอะครับ
ความผิดความจริง คนชั่วลอยนวล?


โดย: Dorathesis IP: 58.8.124.254 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:12:55 น.  

 
หนังมีความเศร้า ล่องลอยอย่างอ้อยอิ่ง และจับต้องได้ด้วยความรู้สึกมากมายครับ นั่งตรึงผมได้อยู่หมัดตลอด 2 ชม. ที่นั่งดูเลยทีเดียว

ที่แน่ๆ เห็นด้วยกับ จขบ. มากๆ ครับ ว่า ฉากลองเทค สุดยอดมากๆ แบบว่า โห คาดไม่ถึงเลย ว่าจะเล่นแบบนี้ ส่วนเทคนิคการย้ำฉาก ช่วยได้เยอะเลยในเรื่องของเนื้อเรื่อง ว่าแต่ละตัวละคร ทำไปเพราะอะไรและทำไม

น้องหน้าม้าในวัยเด็ก ร้ายได้ใจผมมากๆ เลยครับ แต่ผมชอบการแสดงผ่านแววตาของน้องเขานะครับ ที่สื่อออกมาได้หมดจดจริงๆ ว่า ทั้งรัก ทั้งอิจฉา ทั้งเกลียด ต้องการเรียกร้องความสนใจ ทำและพยายามจะทำให้อีกฝ่ายไม่มีความสุข ถ้าตัวเองไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ปนความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดเหตุการณ์ตามท้องเรื่องขึ้น ส่งผลต่ออารมณ์และการกระทำวัยสาว และวัยชราในบั้นปลาย ซึ่งถือว่า มีพัฒนาการมากมายเลย ซึ่งทำให้ผมรู้สึกทั้งเกลียด และทั้งสงสารในเวลาเดียวกัน

ส่วนตัวละครอื่นๆ ผมยกนิ้วให้เคียร่า กับจอห์นเลยครับ กับการสื่ออารมณ์ถึงความโหยหา ความต้องการที่จะกลับมาอยู่ด้วยกัน ชอบมากมายกับที่เคียร่าพูดว่า "Come Back ... Come Back to me" มันเศร้ามาก ถึงมากที่สุดจริงๆ และแฟนเซอร์วิส ของเธอกับฉากเปียกน้ำแนบเนื้อ อันนี้แบบว่า ตาผมโตเท่าไข่ไก่เลยครับ (แม้อะไรมันจะดูเป็นไม้ฝาเชอร์ร่าก็ตามที)

องค์ประกอบอื่น จขบ. บอกหมดแล้ว ว่ายอดเยี่ยมยังไง ถ้าใครยังไม่ได้ดู ผมว่ารีบนะครับ เดี๋ยวจะหายแว้บไปจากโรงเสียก่อนนะครับ


โดย: เข็มขัดสั้น IP: 202.183.190.14 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:26:25 น.  

 
ตอนแรกแอบกลัวว่าจะเป็นหนังดูยากหรือเนิบเกินไปหรือเปล่า แต่เอาเข้าจริงแล้ว เป็นหนังที่ดูสนุก และเราเพลิดเพลินไปกับหนังมากทีเดียวค่ะ

ชอบการถ่ายภาพของเรื่องนี้มากเลยค่ะ ชอบภาพที่พระเอกยืนอยู่หน้าจอหนังที่เป็นคนกำลังจูบกัน ดูเจ๋งดีค่ะ และก็ชอบฉากริมสระบัว 2 shot นั้นด้วย อีกอย่างคือเสียงพิมพ์ดีดนี่เท่ใช้ได้เลยค่ะ

ต่อจากนี้ spoil นะคะ





ตอนจบนี่ทำให้อึ้งได้จริงๆค่ะ แล้วก็พาลให้เราสงสัยไปเลยว่า ตกลงไบรโอนี่รู้อยู่แล้วรึเปล่าว่าไม่ใช่ร็อบบี้(เพราะมีฉากที่ฉายไฟฉายไปเห็นหน้ามาร์แชลชัดๆอยู่แล้ว) แต่ด้วยความริษยาหรืออาจจะเป็น subconscious ก็เลยทำให้พูดออกไปแบบนั้น (เพราะเราว่า 13 นี่มันไม่ค่อยเด็กแล้วนา) พี่คิดว่าไงคะ

สรุปว่าชอบทีเดียวค่ะ แต่ก็ไม่ได้โดนมากเท่าไหร่ เราไม่รู้สึกว่าความรักในเรื่องนี้ซึ้งแม้แต่นิดเดียวเลยแฮะ แต่ไปติดใจประเด็น จินตนาการ=การหลอกตัวเองมากกว่าค่ะ


โดย: azzurrini IP: 202.28.181.7 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:23:24:14 น.  

 
**มี spoiled **

-ชอบครึ่งเรื่องแรก - มันมีลูกเล่นเยอะมากๆ (เล่าเหตุการณ์ซ้ำ แต่ต่างตัวละคร // ดนตรีประกอบพร้อมเสียงพิมพ์ดีด)
-ไม่อินกับความรักของคู่รักในเรื่อง
-ไม่อินกับการสำนึกผิด+การไถ่บาปของไบรโอนี (แต่ชอบการเขียนนิยายเพื่อไถ่บาป)แต่ไม่รุ้สึกสำนึกผิดไปด้วย
-long take ผมว่าดีนะ แต่ไม่ถึงกับชอบ เพราะไม่ได้แสดงกึ๋นอะไรมาก และไม่ได้ส่งให้รู้สึกไปกับพระเอกเลย(แอบมีลูกเล่นนิดนึง ตอนโชว์คนโหนชิงช้าสวรรค์-ใน background)
-เพื่อนพระเอกในท้ายเรื่อง นึกว่าจะมีประเด็น homo มาเกี่ยวข้องให้เรื่องราวมันหนักขึ้นเสียอีก


โดย: mayhem IP: 202.91.18.205 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:1:01:01 น.  

 
หลังดูจบไป ไม่รู้สิครับ ผมอาจจะคาดหวังกับมันมากไป

ผมว่าความงดงาม ซาบซึ้ง ตราตรึงใจ มันได้ไม่ถึงครึ่งของThe English Patient

ประการแรก ผมไม่รู้สึกผูกพันกับ รอบบี้ และ ซิซิเลีย เหมือนที่รู้สึกกับ คิพ และฮานา ติดจะหมั่นไส้เพราะฉากในห้องสมุด ที่ทั้งคู่เดินเชิดผ่านไบรโอนี่ไปโดนไม่คิดจะอธิบายอะไรเลย เลยพาลให้รู้สึก "สะใจ" กับการกระทำของไบรโอนี่(ใจร้ายเนอะ แต่ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ รู้สึกว่าทั้งคู่น่าจะหันมาอธิบายอะไรให้ไบรโอนี่ฟังหน่อยก็ยังดี)

ประการที่สอง มันเป็นหนังโรแมนติกที่ไม่มีฉากที่ทำให้ "จี๊ด" เอาซะเลย แต่ฉากที่ จูเลียต บินอช โรยตัวในโบสถ์ จากTELPยังคงติดตา และเป็นหนึ่งในฉากโรแมนติกที่สุดที่ผมเคยดูมา


โดย: Atticus Finch IP: 61.7.175.250 วันที่: 2 มีนาคม 2551 เวลา:2:21:30 น.  

 
ดูแล้วภาพสวยมาก และก็อิงตามประวัติศาสตร์จริงด้วย รู้สึกชอบครับ โดยเฉพาะตอนจบ ที่ทั้งสองมาเดินบนชายหาด และก็การหักมุมตอนหลัง ภาพสวยมากจริงๆ


โดย: Thales of Miletus IP: 125.26.51.36 วันที่: 2 มีนาคม 2551 เวลา:15:01:47 น.  

 
ฉาก Juliet Binoche โรยตัวอยู่ในโสถ์จากThe English Patient สวยงาม ติดตา จริงๆค่ะ

ดูในDVDนี่ เราดูซ้ำหลายรอบเลยฉากนี้ ดูกี่รอบก็ขนลุก แสง ดนตรีประกอบ บอกได้คำเดียวว่าสุดยอด

Atonement สร้างอารมณ์ร่วมได้ไม่ถึงครึ่งของThe English Patient จริงๆค่ะ และอย่างที่หลายๆคนพูดกัน ความรักของคู่รักในเรื่อง ไม่ได้ทำให้เราเคลิบเลิ้มได้เลย และเห็นด้วยกับคุณAtticus Finchว่า ฉากให้องสมุด Robbie กับCeciliaใจร้ายจัง ใจร้ายมากกกกกจนพาลไม่ชอบขี้หน้าสองคนนี่ไปเลย แอบสมน้ำหน้าตอนRobbieโดนลากตัวไปเหมือนกัน คือ ถ้าไม่มีฉากที่สองคนนี้ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจร้าย หรือย่างน้อยก็อธิบายอะไรให้กับBrionyหน่อย เราอาจไม่เกลียดตัวละครสองตัวนี่ขนาดนี้ และอาจสงสารกับชะตากรรมของทั้งคู่ก็ได้ แต่พอมีฉากนี้ เราอยู่ข้างBrionyไปเลย แบบว่า จะทำอะไรก็ทำเลย สะใจเราเหมือนกัน แล้วก็ฉากที่Brionyไปหาสองคนนั่น ก็อยากให้เธอระเบิดออกมาจังว่า แล้วทำไมวันนั้นในห้องสมุด ไม่มีใครพยายามอธิบายอะไรให้ฉันฟังเลย

ใครเข้าใจบอกเราทีนะ เพราะเราไม่เข้าใจการตัดสินใจของตัวละครในฉากห้องสมุดนั่นจริงๆค่ะ

นะคะ ใครก็ได้ ช่วยมาวิเคาะห์ฉากนี้ให้เราที


โดย: Lady Jane IP: 118.172.96.5 วันที่: 2 มีนาคม 2551 เวลา:19:38:41 น.  

 
ตอบคุณ Lady Jane นะครับ

ในความเห็นของผม 2 คนนี้ โหยหากันมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่องแล้วนะครับ เพียงแต่ปกปิดความรู้สึกของตัวเอง พยายามทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่เห็น จนเกิดเรื่องจดหมายเท่านั้นแหละครับ 2 คนนี้ เลยใส่กันเต็มที่ ให้สมกับความโหยหามานาน ซึ่งจะบอกว่า 2 คนนี้ใจร้าย ผมว่าไม่น่าจะใช่นะครับ เขามีสิทธิ์ที่จะทำตามความโหยหา และความต้องการของเขาเท่านั้นเอง

แต่สิ่งหนึ่ง คือ ไบรโอนี่ ดันเข้ามาเห็นเอง ผมคิดว่าอธิบายไป ไบรโอนี่ก็คงไม่เปลี่ยนความคิด ชั่ววูบ เกี่ยวกับความอิจฉาซักเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่ต้นเรื่อง และตามรายทางของเรื่อง ไบรโอนี่นั้นแสดงอาการอย่างออกนอกหน้ามากเลยนะครับ ว่าชอบพระเอก เพียงแต่พระเอกทั้งเลี่ยง และปฏิเสธทางอ้อมมาพอสมควร (**อ้างอิงถึงฉากไบรโอนี่ เดินมาบอกพระเอกเรื่องแต่งนิยายเสร็จ พร้อมสายตาที่บอกอย่างชัดมากๆ และฉากพระเอกช่วยไบรโอนี่จากการโดดน้ำเรียกร้องความสนใจ**) การที่โดนปฏิเสธแบบนั้น แถมพี่สาวตัวเองเป็นผู้ที่ช่วงชิงสิ่งที่ตัวเองต้องการไป ความรู้สึกที่พร้อมทำลาย อิจฉาและริษยา แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้น ทำให้เรื่องต่างๆ มันกลายเป็นโศกนาฎกรรม ซึ่งหนังบอกถึงพัฒนาการที่ส่งผลไปถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเธอในวัยสาว และบั้นปลายอย่างมากเลยนะครับ

แบบว่า ผมเองเข้าใจความรู้สึกของ 2 คนนั้นน่ะครับ เลยมาลองวิเคราะห์ดู



โดย: เข็มขัดสั้น IP: 202.183.190.14 วันที่: 4 มีนาคม 2551 เวลา:16:55:50 น.  

 
ไม่ได้ใจร้ายที่โหยหากันค่ะ แต่ใจร้าย ที่ไม่อธิบายอะไรให้Brionyฟังเลย เชิดใส่ซะอย่างงั้น Ceciliaเห็นหน้าน้องสาวตัวเองก็หน้าจะรู้แล้วว่าเด็กช็อคขนาดไหน น่าจะมีคำอธิบาย หรือการปลอบใจอะไรกันบ้าง ไม่ใช่เดินสะบัดพรึ่ดใส่ซะอย่างนั้น

ลุ้นนิดนึงตอนที่Robbieหยุดชะงักตอนจะเดินออกจากประตู ว่าจะหันมาอธิบายอะไรหรือเปล่า แต่แล้วก็ไม่ ความรัก ความโหยหาของสองคนนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ค่ะ แต่การ "ไม่เห็นหัวคน" นี่ไม่น่าให้อภัยนะคะ

วอนคุณเข็มขัดสั้นช่วยวิเคราะห์อีกซักทีนะคะ ว่าทำไมสองคนนั่นถึงได้แล้งไร้คำอธิบายขนาดนั้น


โดย: Lady Jane IP: 61.7.175.187 วันที่: 4 มีนาคม 2551 เวลา:20:27:01 น.  

 
อธิบายไปแล้วล่ะครับ ในที่ผมเขียนเลยน่ะ ตั้งแต่ประโยคที่เริ่มว่า "แต่สิ่งหนึ่ง"

งั้นมาเพิ่มเติมอีกอย่างคือ สิ่งที่ 2 คนทำไป สามารถอธิบายได้ไหมในสถานการณ์แบบนั้น ลองยกเคส โดยเอาตัวเองเป็น Robbie เลยก็ได้ครับ (เพราะหน้าตาเกือบใกล้เคียงกัน) -_-"

"ถ้าเป็นผม เจอคนที่แอบชอบ แล้วเด็กกว่า (แต่ผมไม่ได้ชอบเขา) มาเห็นผมกำลังฟัดกับพี่สาวเขา (ที่ผมชอบ) จนได้ที่ สถานการณ์มันบอกในตัวแล้วครับ ว่าจะอธิบายไงดีหว่า ไม่รู้จะอธิบายยังไง โดนเจอ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของตัว ก็แค่คนมาเห็น ก็คงต้องหยุด แล้วเลี่ยงสถานการณ์ออกไป พยายาม เออ ทำเป็นเรื่องปกติ ยิ้มแหะๆ แล้วเดินออกไปจากสถานการณ์แบบนั้น เพราะคิดว่าอธิบายไป น้องคนนั้นที่แอบชอบผมอยู่ เขาจะดีขึ้นหรือ มันเหมือนกับการแก้ตัวมากกว่า ซึ่งไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย เพราะเขารู้อยู่แก่ใจกับภาพที่เห็นแล้ว และเขารู้แล้วว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร"

ถ้ายังไม่เคลียร์ อ่ะ ยกตัวอย่างที่ 2 ให้

ด.ญ. ตุ้ม อายุ 10 ปี ดั๊นไปเห็นพ่อแม่ตัวเอง กำลังทำการบ้านซึ่งกันและกันอยู่ แล้วแม่กับพ่อดันรู้ตัว อ่ะ คุณคิดว่าสถานการณ์แบบนี้ พ่อกับแม่เขาจะอธิบายไหมครับ ว่า
1. "ขอโทษทีจ้ะ ลูกจ๋า ช่วยไปเล่นไกลๆ หน่อยนะจ้ะ พ่อกับแม่กำลังมันส์กัน" หรือ
2. "มามะ มาเรียนรู้ วิชาเพศศึกษามาลูก มาดู พ่อกับแม่จ้ำจี้มะเขือเปาะแปะกันนะจ้า เอาสิที่รัก โชว์ลูกเลยตะเอง โอ้วเย้ เอาอีก เอาอีก" ^O^

สิ่งเดียวที่พึงจะกระทำได้ในสถานการณ์แบบนี้ คถ้าไม่เป็นการเงียบ แล้วเปลี่ยนสถานการณ์ แล้วค่อยหาทางมาอธิบายตอนหลัง ก็จะเป็นการไล่ตะเพิด เตะเด็กออกจากห้อง (อันนี่จากการคาดการณ์นะ)

เพราะฉะนั้น ผมว่าเปอร์เซ็นต์การอธิบายเกิดยากกว่า เยอะนะครับ

นี่แหละครับ ที่ผมจะอธิบาย

ถ้ายังไม่เคลียร์อีก งั้นคุณ Lady Jane ลองสมมติตัวเองเป็นไบรโอนี่ดูก็ได้ครับ ว่าไปเจอ Robbie ที่ตัวเองแอบชอบ (แต่เขาบ่ได้สนใจคุณนะครับ) กำลังตุ่งๆ ตะลุ้งตุ้งแช่กับพี่สาวของคุณ คุณยังต้องการคำอธิบายอะไรอีกไหม จากสถานการณ์แบบนี้ แล้วคำอธิบายนั้นช่วยอะไรจิตใจที่ผิดหวังได้หรือเปล่า

หรือ

(เพิ่มอีกเคสซะแล้น) ลองสมมติเป็นซิซีเลียก็ได้ครับ ว่าถ้ากำลังตึ่งโป๊ะ ตึ่งตึ่ง กับ Robbie อยู่ น้องสาว (ที่แอบชอบตาร็อบ) แต่คุณไม่รู้ ดันเข้ามาเห็น คุณจะอธิบายอย่างไงล่ะครับ ในสถานการณ์ที่แสนจะมาคุ กลืนไม่เข้า คายบ่ออก ขนาดนั้น

ผมไม่แน่ใจนะครับ ว่า มันจะเข้ากับจิตวิทยาข้อไหนหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งคือ ในเรื่องมันปูทางมาแล้วน่ะครับ ว่าไบรโอนี่ นั้นชอบตา Rob อยู่แล้ว ผมว่าตา Rob ก็รู้นะครับ แต่เขาไม่สนใจ ตามมาด้วยสายตาที่มองพี่สาวตัวเองอย่างอิจฉาริษยานั้น ผมว่าตรงนี้เป็นคำตอบแล้วล่ะครับ ว่า อธิบายไปอาจไม่เกิดประโยชน์

จบข่าว ยาวซะมัดเลยตู


โดย: เข็มขัดสั้น IP: 202.183.190.14 วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:18:54:30 น.  

 


สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม
หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนัง
ได้ที่ //vreview.yarisme.com พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน


โดย: ป๋องแป๋ง IP: 124.120.0.136 วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:17:23:52 น.  

 
เพิ่งได้ดู เห็นด้วยทุกประการ
เยี่ยมมากๆครับเรื่องนี้
จี๊ดดีจริงๆ


โดย: blackholesun IP: 124.120.169.128 วันที่: 15 สิงหาคม 2551 เวลา:23:20:42 น.  

 
ดูแล้ว
ชอบโคตะระเลยล่ะ
แต่ชอบไบรโอนี่ตอนเด็กนะ น่าทึ่งดี
ชอบดนตรีประกอบที่เป็นเสียงพิมพ์ดีดด้วยเจ๋งดี
และก็ชอบตอนจบ เข้าใจนำเสนอดี

ชอบมาก


โดย: just ง่าว IP: 203.172.211.202 วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:15:15:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
10 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.