www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

The Social Network - 10 ความในใจที่อยากเขียนถึงหนังของ น้องมาร์คช่างซัก(เกอร์เบิก)



1.เชื่อว่า คนที่ไม่ได้เล่น Facebook อาจจะมีคำถามในใจว่า “ฉันจะดูรู้เรื่องไหม มันน่าสนใจตรงไหน”

ตอบได้ทันทีว่า ถึงคุณจะไม่ใช่ขาประจำ facebook คุณก็สามารถดูรู้เรื่อง เพียงคุณรู้จักคำว่า ‘เพื่อน’ และ ‘การทำธุรกิจ’ เพราะ ถึงจุดขายว่า หนังเป็นเรื่องของคนคิด facebook แต่มันไม่ใช่ในเชิงชีวประวัติแบบน่าเบื่อของคนๆเดียว และก็ไม่ได้เน้นไปที่ กลไกหรือตัว facebook

ใจความหลักของหนัง พูดถึง ความสัมพันธ์ของคนยุคปัจจุบันที่กำลังใช้ชีวิตในยุคของเครือข่ายสังคม(social network service) จาก โลกไซเบอร์ เช่น twitter , fb , hi5 ฯลฯ หลอมรวมไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต , ความหมายของคำว่า’เพื่อน’ ที่คนรุ่นใหม่ต้องเริ่มขบคิด เมื่อ เพื่อนในโลกเสมือน กับ เพื่อนในโลกความเป็นจริง เริ่มเข้าใกล้กันจนบางครั้งเราเองก็เริ่มแยกตัวเองออกจากโลกเสมือนไม่ออก

และ นำเสนอบทเรียนสอนใจในการทำธุรกิจ ที่นอกจากต้องแข่งขันกับคู่แข่ง ยังต้องรับมือกับ กิเลสในใจตัวเองกับคนใกล้ชิด เช่น ว่าด้วย ความริษยาที่สามารถฆ่าความเป็นเพื่อน หรือ ความผิดพลาดพื้นฐานของการทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนหรือคนสนิท ฯลฯ

ส่วนตัวแล้วชอบหนังเรื่องนี้ตรง ถึงจะเป็นหนังสไตล์พูดมากพูดพล่าม แต่ก็ยังสนุกชวนติดตามตลอดเวลา หนังผสม ความช่างคิด(intellectual) กับส่วน ความรู้สึก(emotional) ได้อย่างกลมกล่อม เป็นหนังที่ฉลาดแต่ไม่ทำตัวเหนือคนดูให้ต้องยากในการเข้าถึง นอกจากนี้ ในความโดดเดี่ยวหรือเจ็บปวดก็มีอารมณ์ขันแสบๆแนบมาเป็นระยะ



2. ขอชมคนเขียนบทเก่งมาก เพราะหลังจากอ่านหนังสือ the accidental billionaires เกินกว่าครึ่งเล่ม(มีฉบับแปลไทยโดย มติชน แล้วจ้า) รู้สึกว่า น่าเบื่อเป็นส่วนใหญ่ตามสไตล์หนังสือธุรกิจประมาณ ‘กว่าจะถึงวันนี้ของ ...’

ส่วนตัวหนังดำเนินตามเรื่องราวในหนังสือชนิดใจความหลักไม่ต่างกันมากนัก (แต่แต่งเติมความดราม่า เช่น อกหักจากรักหญิงจนไปด่าใน blog มีจริงในหนังสือ แต่ไม่ได้หวือหวาหรือใช้บทสนทนาเมพๆแบบในหนัง)

ที่ ชมว่าเก่งมาก คือ สามารถดัดแปลง ความเรื่อยๆให้ออกมา หนุกหนานมีชั้นเชิง เพราะ ถ้าว่าตามเรื่องราวจริงๆ คดี facebook ที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ไม่ได้เข้มข้นประเภท คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง หรือ คดียิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่ดุเดือด แต่หนังเพิ่มระดับความน่าสนใจให้มากขึ้นด้วยบทหนังที่เล่าสลับกันไปมาอย่างมีชั้นเชิง อัดแน่นด้วยบทสนทนาเก๋ๆไม่หยุดหย่อน ตัดต่อร้อยเรียงได้ลื่นไหล

ดูแล้วคิดถึงอารมณ์ สู้คดีและฟังความแบบ rashomon ประมาณ A few good men งานเก่าของคนเขียนบทคนนี้ เพียงแต่เป็นเวอร์ชั่นที่ ฮิปกว่า เก๋กว่า และ เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้มากกว่า

[จุดอ่อนของเนื้อหาที่ดีหมดแทบทุกอย่าง คือ การวางบท Eduardo Saverin ให้ออกมาเป็น คนดีและดูดี กว่าใครเพื่อน เช่นเดียวกับ ตัว Sean Parker ก็ดูเลวร้ายเสียเหลือเกิน ความต่างเป็นคนละขั้วแบบ ขาว กับ ดำ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะต้นฉบับหนังสือที่ คนเขียน เก็บข้อมูล จากบทสัมภาษณ์ผ่านมุมมองส่วนใหญ่ของ Eduardo Saverin ]



3. เป็นความบังเอิญที่หนังเรื่องนี้ มีสองดาวรุ่งเตรียมพุ่งขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์อยู่ร่วมจอกัน จึงอย่าได้พลาดผลงานของ รายแรก Andrew Garfield อุ่นเครื่องรอเป็น สไปเดอร์แมนคนใหม่ สอบผ่านในมาดดูดีมีชาติตระกูล แต่ยังนึกภาพไม่ค่อยออกว่าถ้าเป็นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ หรือ ไอ้แมงมุมจะเข้ากันได้ซักแค่ไหน (ใครติดใจพ่อหนุ่มรายนี้ แนะนำให้หาเรื่อง BoyA มาดู)


ส่วนอีกราย Rooney Mara แฟนสาวของมาร์ก จับตาดูเธอให้ดี อย่างเรื่องนี้ออกมาไม่กี่ฉากก็เล่นสะกดคนดูได้ทุกฉาก ที่น่าจับตา เพราะ งานเรื่องหน้า ก็เธอนี่แหละ จะมาแท็คทีมกับผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์อีกครั้งในหนังรีเมค The Girl with the Dragon Tattoo ในบท หญิงสาวรอยสักมังกร ที่อยาเห็นเร็วๆว่าภาพและบทของเธอจะ แรว๊งงงง ได้เท่าต้นฉบับหรือเปล่า


4 .ขอซูฮกให้ การลำดับภาพและตัดต่อ เพราะให้ความรู้สึกน่าทึ่ง เหมือนๆกับตอนดู Slumdog millinaire ที่ร้อยเรียงเรื่องราว หลายเหตุการณ์ หลายช่วงเวลา แต่ เล่ากลับไปกลับมา ต่อเนื่องสุดเนียนได้อย่างอัศจรรย์ และ ทำให้หนังดูง่ายเข้าใจง่ายจนอาจไม่ทันสังเกตว่า ต้องใช้ความสามารถขนาดไหนจึงจะเล่าเรื่องราวที่ยอกย้อนให้ออกมาเนียนขนาดนี้ (ตอนต้นไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่า ตอนคุยเรื่องคดี ไม่ใช่การคุยกันคดีเดียว แต่เป็น สองคดี สองเหตุการณ์ )





5. ตอนเห็นหน้า Jesse Eisenberg มารับบท น้องมาร์คช่างซัก(เกอร์เบิร์ก) ก็รู้สึกเอียนหน้าอยู่ เพราะพ่อหนุ่มรายนี้ เล่นหนังกี่เรื่องต่อกี่เรื่องก็เหมาบทที่สุดแสนสเตอริโอไทป์ นั่น คือ ภาพของ เด็กnerd เด็กเรียน ดู loser ดูแปลกแยก ( The Squid and the Whale , Adventureland , Zombieland ) แต่ในเรื่องนี้ เขาสามารถโชว์ของให้ต่างจากงานชิ้นก่อนๆ สร้างความลึกได้มากขึ้น

ถึงจะเป็นเด็กเนิร์ดเด็ก geek แต่ก็ไม่ใช่ประเภท ไก่อ่อนไม่มั่นใจ แต่พลิกมาในสไตล์ มั่นใจในตัวสูง ยโส พูดจาแต่ละหนก็ออกแนว “หนูไมรู้ กูไม่ผิด” แต่ก็แอบซ่อนสำนึกผิดซึ่งเป็นส่วนอารมณ์ซ่อนเร้นที่ Jesse Eisenberg เล่นได้ดีมาก เช่น เราจะเห็น ความเป็นเด็กที่มีแววความรู้สึกผิด ในฉากร้านอาหารที่พยายามง้อให้อดีตคนรักมาคุยด้วย หรือ ตอนเห็นอารมณ์โกรธของเพื่อนที่ว่าเขาทรยศ

(บุคลิกที่ มีปัญหาในด้านสังคม ไม่ค่อยรับรู้หรือสนใจอารมณ์คนรอบข้าง หมกมุ่นทำหรือพูดแต่สิ่งที่ตัวเองสนใจซ้ำๆ นอกจากจะเลยความเป็น nerd ยังชวนให้คิดถึง ลักษณะของ Autistic spectrum หรือ Asperger’s syndrome )



6. ชอบฉากจบ ที่ไม่โหมโรงหรือบิวต์ให้แบบกระหึ่มประมาณว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่หรือเสียงโห่ร้องในชั้นศาล แต่เป็นการจบนิ่งๆให้อารมณ์ แสบและเศร้า

แสบหนึ่งคือ สุดท้ายคนที่เกลียดกันราวกับจะไม่เผาผีก็ไม่อาจต้านทานเสน่ห์ในตัวผลงานของอีกคน คือถึงจะเกลียดคนแต่ก็อดรักงานของเขาไม่ได้ ซึ่งมุมหนึ่งมันก็น่าภูมิใจ แต่ แสบและเศร้าคือ เจ้าของ FB ที่คนเป็นหมื่นเป็นแสนอยากให้เขารับเป็นเพื่อน ทั้งที่ไม่รู้จักนิสัยใจคอในชีวิตจริง แต่ เจ้าตัว กลับสูญเสียเพื่อนที่มีในชีวิตจริงไปจนหมด แถม เมื่ออยากจะขอเป็นเพื่อนกับใครซักคน ก็ไม่รู้ว่าเขาจะตอบรับหรือไม่


ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การที่มีเพื่อนมากมายใน FB แต่ ถ้าชักชวนพวกเขาก้าวออกมาอยู่ในโลกความเป็นจริงด้วยกัน จะมีคนเหลือเป็นเพื่อนกับเราจริงๆได้ซักกี่คน เพราะถึงโลกไซเบอร์เช่น FB จะสร้างให้ออกมาใกล้เคียงโลกความจริงมากเพียงใด แต่ การใช้ชีวิตจริง ก็มีองค์ประกอบมากมายที่ fb หรือ twitter ไม่สามารถให้คำตอบได้ทั้งหมด




7. คอหนังที่ชอบดูหนังดี หนังรางวัล อย่ารอจนถึงช่วงประกาศผลรางวัลที่หนังออกจากโรงไปแล้ว เพราะ รับประกันฟันธงว่า กรรมการออสการ์จะกด Like ให้หนังเรื่องนี้ เข้าชิง ออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม อย่างแน่นอน แถมยังเป็น ตัวเต็งลำดับต้นๆอีกต่างหาก พิจารณาจาก การกวาด Best picture จากสองสถาบันที่ประกาศผลไปเรียบร้อยแล้ว(National Board of Review และ Washington DC Film Critics) + คะแนนนักวิจารณ์ในเว็บ metacritic ที่เกินกว่าครึ่งให้ 100 คะแนนเต็ม แถมคนให้ต่ำสุดยังให้ถึง 60 คะแนน


และ มีแนวโน้มว่า จะเข้าชิงในจำนวนสาขาที่มากเป็นอันดับต้นๆ เพราะ ตัวหนัง ถึงพร้อมในแทบทุกองค์ประกอบ คือ อาจไม่ได้ A+++ ในทุกด้าน แต่ ในแต่ละด้านไม่ว่าจะ การแสดง , การกำกับ , บท , ดนตรีประกอบ ฯลฯ ไม่มีส่วนไหนที่ drop จนเห็นได้ชัด ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยดีในระดับ A แทบทั้งสิ้น



8. ดูเรื่องนี้แล้วก็ดีใจ ที่ เดวิด ฟินเชอร์ ไม่ได้กลายเป็นเจ้าพ่อหนังชวนฝันหลังจากความสำเร็จ Benjamin button เพราะจุดเด่นในหนังทุกเรื่องของ ฟินเชอร์ คือ การนำเสนอความ dark ในจิตใจมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น Se7en , the game , alien 3, zodiac

แต่พอเจอ Benjamin button ถึงจะเป็นหนังดี แต่ตัวเองรู้สึกผิดหวัง หนังน่าเบื่อ และคิดว่า เดวิด ฟินเชอร์ มีของมากกว่านี้ หนังอย่าง Benjamin button คนเก่งๆในฮอลลีวู๊ดหลายคนก็น่าจะทำได้ใกล้เคียง แต่ คนทำหนังอย่าง Se7en , the game , zodiac ให้ออกมาดี ไม่ได้หาง่ายๆในวงการ

พอได้ดู The Social network ค่อยรู้สึกว่า ต้องแบบนี้ซิ ที่พิสูจน์ว่า เดวิด ฟินเชอร์ ไม่ใช่เก่งแค่แนวฆาตกร/มืดหม่นหักมุม แต่สามารถทำแนวอื่นๆ ให้ออกมามีกึ๋นมีลายเซ็นแล้วแฝงความ dark โดยไม่ต้องรุนแรง ได้ในระดับมาสเตอร์พีซเหมือนกัน ไม่ใช่ดีสุดได้แค่ Benjamin button



9. ชอบหนังตัวอย่างในระดับสุดๆ เป็น หนังตัวอย่างที่คิดว่าดีที่สุดของปีนี้ และทำให้ creep เวอร์ชั่นนี้เป็นเพลงโปรดที่โหลดแล้วฟังวนไปวนมาเกือบทุกวัน ใครยังไม่เคยดูคลิกไปได้เลยที่ https://www.youtube.com/watch?v=lB95KLmpLR4



10. ข้อนี้ส่วนตั๊วส่วนตัวเล็กน้อย ขอแจ้งข่าวกับเพื่อนผู้อ่านถึงความคืบหน้าในการเขียนหนังสือเล่มใหม่

เหตุที่ ชอบเรื่องนี้มากที่สุดตรง ตัวหนังสามารถสะท้อน รูปแบบชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต ที่ไปเกี่ยวพันกับ สื่อและโลกไซเบอร์ เหมือนคลื่นที่กำลังพัดมากระทบสังคม แล้วเราก็ไม่สามารถหลีกหนีคลื่นลูกนี้พ้น ซึ่งก็ตรงคอนเซ็ปท์หนังสือที่กำลังเขียนอยู่ ถือโอกาสโฆษณาล่วงหน้าเป็นเดือนๆ หนังสือเล่มหน้าของข้าพเจ้าที่กำลังเริ่มเขียนจะมีเรื่องของหนัง The Social network และเรื่องราวรอบตัวตามกระแสโลกยุคปัจจุบัน

เพียงแค่ยังต้องลุ้นอยู่ว่า บก.จะกด like ให้ตีพิมพ์หรือไม่ ช่วงนี้จึงอาจห่างจากการเขียนบทความยาวๆไปพักใหญ่ๆ เพื่อ หมกมุ่นให้กับต้นฉบับหนังสือ(ที่หวังว่าจะได้ออกมาเป็นรูปเล่มในปีหน้า)




****


บทความใน Blog ที่อ้างอิงถึง


50 หนังประทับใจประจำปี 2009 โดย "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" (ตอน 1) [ เขียนถึง BoyA ในอันดับที่ 26]
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=20-01-2010&group=14&gblog=192



***
***

ขอฝาก หนังสือเล่ม 5 ของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" จ้า
(วางอยู่ตามร้านหนังสือทั่วไทยแล้ว)










อ่านจบแล้ว ชวนมาคุยกันที่นี่ครับ //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=18

และ

ความเห็นของ เพื่อนผู้อ่านที่อ่านจบแล้ว และสละเวลาเขียนถึง

//blogs.lumamagic.com/?p=1957



หนังสือ 4 เล่มก่อนหน้าที่ว่าด้วย 'ภาพยนตร์ - จิตวิทยา - พัฒนาตัวเอง(self - development)' ของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"








สำหรับเพื่อนๆที่เล่น FaceBook หรือ Twitter ณ.บัดนาว "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ขยายสาขาเรียบร้อยแล้วจ้า






Create Date : 09 ธันวาคม 2553
Last Update : 9 ธันวาคม 2553 1:39:31 น. 16 comments
Counter : 7994 Pageviews.

 
กด Like ให้บทความนี้ไปแล้วนะครับ


โดย: Apple101 วันที่: 9 ธันวาคม 2553 เวลา:6:54:08 น.  

 

แวะมาโหวต Best Movie Blog ต่อค่ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 9 ธันวาคม 2553 เวลา:11:14:50 น.  

 
ดีจ้าา ยามบ่ายง่วงนอน


โดย: Junenaka1 วันที่: 9 ธันวาคม 2553 เวลา:14:32:08 น.  

 
ขอบคุณสำหรับบทวิจารณ์ครับพี่หมอ :D


โดย: HoneyBoy IP: 223.206.136.5 วันที่: 10 ธันวาคม 2553 เวลา:19:28:37 น.  

 
ไปดูมาแล้วค่ะ ชอบมากๆๆ

ป.ล. Andrew Garfield น่ารักมาก


โดย: ลิปดา - พิลิปดา IP: 58.9.11.210 วันที่: 10 ธันวาคม 2553 เวลา:21:31:20 น.  

 
แวะมาโหวต Best Movie Blog


โดย: I_sabai วันที่: 11 ธันวาคม 2553 เวลา:15:47:39 น.  

 
พี่หมอนี่เขียน blog ได้ไม่ผิดหวังเลยจริง ๆ
ละเอียด ครบทุกมุม ปลื้มพี่หมอ ราวกับ ปลื้มเดวิด ฟินเชอร์ ^__^

ตามอ่านต่อไปอย่างไม่ลดละ


โดย: Top IP: 58.9.18.43 วันที่: 13 ธันวาคม 2553 เวลา:11:15:11 น.  

 
ใช่เลย... เพราะหนังเรื่องนี้ ทำให้เปิดฟังเพลง Creep เวอร์ชั่นนี้ เป็นร้อยรอบได้.....


โดย: นานทีมาเม้น IP: 58.8.130.28 วันที่: 13 ธันวาคม 2553 เวลา:18:47:32 น.  

 
ดูหนังแล้ว... เป็นเรื่องของการพัฒนาเว็บไซต์ธรรมดา ที่เขียนบทได้เหนือธรรมดา น่าติดตาม และสนุกได้ตลอดเรื่องจริงๆ และเด็ดขาดตรงที่ เหยาะมุขขำโรยไปได้ตลอดทาง

เราชอบนักแสดงคนที่เล่นเป็นบักซัคเก้อร์ชะมัดเลย พร้อมกันนั้นกลับรู้สึกเกลียดตัวจริงของมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กขึ้นมาติดหมัด.. ว่าจะเลิกเล่นเว็บเค้าแล้ว เกลียดเจ้าของเว็บ


โดย: TulipOnLine วันที่: 21 ธันวาคม 2553 เวลา:0:13:08 น.  

 
อีหนูเอริก้า สาวในความทรงจำของมาร์คสวยดึงดูดสายตามากเลยนะ ในเรื่องใจเด็ดคู่ควรต่อการที่มาร์คจะถวิลหา... รวยให้ตายก็ช่างแก ผู้ชายอย่างแก

รอร้อรอ อีสาวสักมังกรของเดวิด ฟินเชอร์ด้วยคน.. ว่าแต่ควรดูต้นฉบับก่อนมั้ยอ่ะ


โดย: TulipOnLine วันที่: 21 ธันวาคม 2553 เวลา:0:18:55 น.  

 
ชอบครับ เรื่องนี้


โดย: คนขับช้า วันที่: 21 ธันวาคม 2553 เวลา:0:53:14 น.  

 
ชอบตอนท้ายสุดที่กด add friend ให้แฟนเก่า แล้วกด F5 เรื่อยๆ และเพลง Creep ก้อเริ่มดังขึ้น....
ช่างเป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ


โดย: ชายไทย IP: 10.0.2.64, 110.164.36.232 วันที่: 23 ธันวาคม 2553 เวลา:16:49:51 น.  

 
ดูแล้วไม่ค่อยอินครับเรื่องนี้ ตามไม่ทันในบางช่วง แฮ่ๆๆ


โดย: lkunl IP: 146.23.250.105 วันที่: 3 มกราคม 2554 เวลา:4:05:52 น.  

 
หนังมันส์มากกก


โดย: Yes IP: 223.204.123.205 วันที่: 7 มีนาคม 2554 เวลา:13:14:12 น.  

 
ชอบบทเรื่องนี้มั่กๆ แม้มันจะเร็วจนอ่านซับแทบไม่ทันก็ตาม......แต่มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ คุณเพื่อนที่น่าสงสารของ คุณมาร์กน่ะ....
อันที่จริง หนังก็ไม่ได้ให้เครดิตกับEduardo Saverin ว่าเป็นคนดีเลิศซักเท่าไร....เพราะพี่แกเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรจริงจังกับงานของเพื่อน เพียงแต่ "พ่อรวย"...และออกจะสมเพชเพื่อนตัวเองด้วยซ้ำที่ไม่ได้เข้าชมรมที่คนทั้งม.หวัง เลยตกปากรับคำช่วยเหลือเรื่องเงินไปโดยที่ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ แต่ปรากฎว่ามันรุ่ง เลยได้โอกาสยืดไปด้วย...และยังออกจะเหน็บคุณ Eduardo Saverin ว่าค่อนไปทางฉลาดในตำรา แต่ออกจะโง่ในางธุรกิจซะด้วยซ้ำ แต่ให้เครดิตในแง่ของความเป็น"เพื่อน" ซึ่งก็ไม่ได้ปรากฎให้เห็นชัดเจนว่า "แท้" เพราะท้ายที่สุดแล้ว...เรื่องของผลประโยชน์มันก็สามารถทำลายสิ้นความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนที่แสนดี.....ณ จุดนี้ อาจเป็นความตั้งใจจุดประเด็นคำถาม ท้าทายความเป็น "เพื่อน" ทั้งในโลกออนไลน์ และโลกของชีวิตจริง มันจริงแท้แค่ไหน? ต่างกันอย่างไร? ยืดยาวได้นานเท่าใด? จะไม่มีสิ่งใดกีดกั้น หรือ ทำลายได้ เหมือนนิยามที่สวยงามจริงหรือไม่?.....n_n


โดย: Indydog IP: 124.122.171.39 วันที่: 27 มีนาคม 2554 เวลา:18:03:25 น.  

 
ชอบเหมือนกัน พวกฝรั่งนี้ระดับ IQ มันขั้นเทพจริง


โดย: teayneverdie วันที่: 17 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:12:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
9 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.