www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

เรื่องรักของน้องหล้า ใน Eclipse และ 11 ประการที่อยากพูดถึง Twilight 3



... จากที่เคย ถอดใจกับเวอร์ชั่นหนังสือไปตั้งแต่เล่มแรก เริ่มถอดใจกับเวอร์ชั่นหนังตอน New Moon แต่ก็ยังคิดว่าจะดูต่อไป ประมาณว่า ตามกระแสหนังฟอร์มใหญ่ ไม่ดูกลัวเด๋วตกจะเทรนด์ (ไม่รู้จะกลัวไปทำไม) บวกกับ ดูมาแล้วก็ดูต่อไปเรื่อยๆ

แต่ก็เกรงว่า บทความชิ้นนี้อาจกระทบกระเทือนจิตใจ แฟนคลับทไวไลท์บางท่านเหมือนเมื่อคราวก่อนที่บล็อกนี้

2 ข้อที่ว่าด้วย 'ปรากฎการณ์ ทไวไลท์ – อะไรกันนักหนา ?' + 8 ข้อที่อยากพูดถึง New Moon
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=23-11-2009&group=14&gblog=184

จึงจำเป็นต้องติดเรตล่วงหน้าว่า

11 ข้อต่อไปนี้ เรต ม.ท. ( = ไม่เหมาะสำหรับแฟนคลับไวไลท์ที่รักเกินจะให้ใครมาแตะต้อง )




1. ก่อนจะดูหนังก็คาดไว้ว่า ตัวเองน่าจะชอบภาคนี้มากที่สุด เพราะชื่อผู้กำกับ David Slade

ที่เคยชอบผลงานสองชิ้นก่อนเรื่อง 30 Days of Night หนังแวมไพร์เลือดสาดฉบับโหดจริงอะไรจริง นำเสนอเรื่องราวในเมืองอันหนาวเหน็บที่พระอาทิตย์ไม่ขึ้นสามสิบวัน แล้วดันทะลึ่งมีแวมไพร์มาอยู่ในเมือง กับ หนังจิตวิทยาระทึกขวัญแฝงตลกร้ายที่ดูแล้วชอบใจเรื่อง Hard Candy

เมื่อเทียบชื่อ David Slade กับรายชื่อผู้กำกับภาคอื่น ที่ภาคแรกผู้กำกับสตรีก็ออกอารมณ์ญิ๊งหญิง ภาคสองผู้กำกับก็ออกแนวหนังเด๊กเด็ก ส่วนผู้กำกับภาคสี่ Bill Condon ก็ออกแนวหนังเพลง(Dreamgirls) ก็เลยคาดว่า ภาคนี้น่าจะ แมนสุด และ น่าจะทำออกมาได้ มันส์สุด

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะ ภาคนี้เป็นภาคที่ ผมสนุกกับ Twilight มากสุดเช่นกัน

David Slade กำกับฉากแอคชั่นออกมาได้เข้มโหดโดยที่ยังอยู่คงอยู่ในเรตหนังรักวัยรุ่น ฉากชายหนุ่มถูกทำร้ายในที่มืดตอนเปิดเรื่อง เหมือน 30 Days of Night เวอร์ชั่นซอฟต์คอร์ คือ เลือดไม่สาดแต่ก็ได้อารมณ์โหด

หาก ภาคสอง คือ ภาคที่ทำให้หนังดูเป็นหนังที่ดำเนินเรื่องตามอารมณ์เบลล่า หาเหตุผลไม่ค่อยจะมี อารมณ์ชวนฝันคละคลุ้งเลื่อนลอย ภาคนี้ก็ดูมีน้ำมีเนื้อ มีเหตุมีผล มีประเด็นอะไรมากกว่า 'สองชั่วโมงของการอยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน'



2. สาเหตุประการสองที่อยากดู Eclipse ล่วงหน้า คือมี Bryce Dallas Howard ที่เคยหลงรักเธอมาตั้งแต่ The Village แต่ไม่เข้าใจว่าทำไม งานที่เลือกหลังจากนั้น ถึงไม่เคยผลักเธอให้ดังจริงจังซักที ทั้งที่แต่ละเรื่องก็ฟอร์มยักษ์ชนิด Spider-Man 3 หรือ Terminator Salvation

แต่ พอได้ดูก็พบว่า การมาเล่นเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจที่คิดผิด เพราะความสามารถของเธอก็ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์มากนัก คงไม่ได้ช่วยให้ กลับมาอยู่แถวหน้า แถม จะมีเสน่ห์มากก็คงไม่ได้ ในเมื่อนี่มันหนังของ ‘เราสามคน’

Bryce Dallas Howard จึงเป็นได้แค่ส่วนเกินดูดี ที่ช่วยให้หนังมีประเด็นเพิ่มเติมขึ้นบ้าง

(อย่างน้อยก็ยังดีกว่า แม่ของน้องหล้า ออกมาแทบจะเป็นติ่งชนิดที่ตัดทิ้ง คนดู ก็ไม่รู้สึกอะไร)



3. เมื่อเทียบกับบรรดา’เราสามคน’ ในขณะที่สองหนุ่ม ดูมีแววพัฒนาฝีมือการแสดงมากขึ้น Taylor Lautner ดูไม่ทื่อมากๆเหมือนภาคแรก ส่วน Robert Pattinson ก็ดูไปได้ไกลกว่าเพื่อนจากบทวัยรุ่นมีปัญหาในหนัง Remember Me

แต่ Kristen Stewart กลับดูไม่เห็นแววเลยว่า ถ้าพ้นบท เบลล่า เธอจะเล่นบทอื่นสไตล์อื่นได้อีกหรือไม่ เพราะ ดูจากสามภาคที่ผ่านมา แล้วไปลองเทียบกับหนังเรื่องก่อนๆที่เธอเล่น เวลาดูแยกเป็นเรื่องๆไม่ใช่ว่าเล่นแย่ แต่ พอดูไล่มาเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปซักเท่าไหร่เช่นกัน เทคนิกทางการแสดงเธอคล้ายๆกันทุกเรื่องไปเสียหมด แถมบทหลายๆเรื่องที่รับเล่นยังมีบุคลิกคล้ายกันอีกต่างหาก

คลิปนี้ดูจะจงใจไปหน่อย แต่ก็จริงนะ นอกจากส่วนใหญ่จะตีสีหน้าท้องผูก แอคติ้งของน้องก็ถอดกันมารูปแบบเดียวกันหมดเลย

https://www.youtube.com/watch?v=uAPDS1RCVQU




4. เนื่องด้วยตัวเองเคยเลี่ยน บรึ๋ยๆ กับ New Moon มาจนสามารถสร้างภูมิกับฉากน้ำเน่าจึ๋ยๆทั้งหลายแหล่ พอมาภาคนี้ก็ต้องยอมรับว่า คนเขียน เก่งจริง(ชมจริงมิได้ประชด) ในการสร้างฉากเซอร์วิส ที่เรียกอารมณ์น้ำเน่า คือ คนอินก็จะวี๊ๆๆๆๆๆๆ ส่วน คนหมั่นไส้ก็จะ อี๊ๆๆๆๆๆๆ แบบไม่มีกั๊ก

ที่ชมว่าเก่งจริง คือ สามารถเขียนบท โดยที่ แต่ละสถานการณ์มีเหตุผลมารองรับ

เช่น ถึงหนุ่มๆจะฮื้อเฮ้อ กับ ภาวะซิกส์แพ็คท่วมจอใน New Moon เพียงใด ก็ต้องยอมรับว่า การตั้งเงื่อนไขความร้อนในตัวหมาป่า ที่นำไปสู่เหตุผลในการโชว์ซิกส์แพ็กก็ดูมีเหตุมีผลอยู่

หรือ มาภาคนี้ พอเห็น แผนการในการกลบกลิ่น เบลล่า ก็ต้องชมอีกครั้งว่า แหม่ สะเด็ดจริง แค่แผนสู้กับเหล่าร้าย ยังหาทางใส่ฉากเซอร์วิส โชว์ซิกส์แพ็ก กอดสาวแนบเนื้อ สร้างความตาร้อนให้อีกฝ่ายไปพร้อมๆกัน แบบ มีเหตุมีผลได้ด้วย

และที่ สะมานาโฮ่ โซเดมาคอม สุดๆคือ ฉากในเต๊นท์กลางขุนเขา ที่นอกจากจะเข้าใจสร้างฉากอารมณ์ วี๊ๆๆๆๆ ด้วยเงื่อนไข ‘หนาวเนื้อห่มเนื้อให้หายหนาว’ คนเขียน เข้าใจหาเรื่องให้พายุเข้าแล้วไม่มีผ้าห่มแถมบังเอิ๊ญแวมไพร์ก็ตัวเย็นส่วนหมาป่าก็ตัวอุ่น

ในส่วนเคมีของ เอ็ดเวิร์ด กับ จาค๊อบ ในเต๊นท์ ก็ให้กลิ่นอายอารมณ์ Brokeback ดีแท้ ชนิดที่ตอนเอ๊ดเวิร์ดพูดว่า “ นี่ถ้าเราไม่มาขัดแย้งกับเรื่องเบลล่า ชั้นว่า นายกับชั้นก็น่าจะ ... " ไม่อยากจะคิดต่อ แต่ มัน กึ๋ยๆ ดีนะ ดูจะเข้าท่าอยู่เหมือนกัน ถ้าตัดเบลล่าทิ้งให้สิ้นเรื่องสิ้นราว



5. สำหรับเธอ น้องหล้า ถ้าเธอจะเกลียดใครซักคน จงเกลียดคนเขียนบท ที่สร้างให้เธอเป็นนางเอกนิยาย/หนัง ที่หาคนดูรักได้น้อยกว่าค่าเฉลี่ยนางเอกหนังทั่วไป เพราะ สาวๆก็คงหมั่นไส้อิจฉา ส่วน หนุ่มๆคนดูก็ดูจะ อะไรว้า หรือบ้างก็ รำคาญ กับเธอ

ฉายา วันทอง ที่มีคนตั้งไว้ ดูจะใจร้ายกับเธอมากไป เพราะ พรหล้า ยังไม่ถึงขนาดสองใจ แต่ ก็เหมือนวัยรุ่นเริ่มรักที่ยังไม่รู้จักหัวใจตัวเองชัดเจน แถมก็ดั๊น มีสองหนุ่มที่พร้อมจะปกป้องเธอพร้อมกันชนิดเลือกยากเพราะ ดีก็ดีทั้งคู่ แถม คนหนึ่งก็ฟิตเฟิร์มเกินมนุษย์มนา อีกคน ก็แนวผู้ดีเก่าเศรษฐีมีชาติตระกูล

การไหวไปเอนมายังพอเข้าใจได้ จะหลงรักสองคน ก็พอให้อภัย เพราะบางครั้งหัวใจมันก็เข้าใจยาก อาจมีเผลอมีพลั้งรู้สึกไป แต่ปัญหาที่คนเขาหมั่นไส้ทั่วบ้านทั่วเมือง คือ ถ้าเธอจะรู้จักรักษาน้ำใจคนที่เธอรัก(แฟน , เพื่อน , พ่อ)กันบ้างก็ดี

ตัวอย่างจาก พฤติกรรมต่อไปนี้ ที่ คนเขียนบทและคนเขียนนิยาย ช่างปั้น พรหล้า ให้เป็น นางเอกในหนังที่ชวนให้โดนด่า และ ส่งเธอให้เป็นตัวแทนไว้สอนเยาวชนรุ่นใหม่ สำหรับ ตัวอย่างของคนที่ไม่ค่อยคิดรักษาน้ำใจคนอื่น ไม่ว่าจะ หมายเลข 1 หรือ 2 ที่ต่างก็รักเธอ แต่พอ...

ทะเลาะกับ หมายเลข 1 สะบัดก้นไปซ้อนท้าย หมายเลข 2 ต่อหน้าต่อตา , , จูบ หมายเลข 1 ทำหวาน ต่อหน้า หมายเลข 2 , เจอหมายเลข 2 กอดแนบแน่นต่อหน้า หมายเลข 1, ไม่ใส่แหวนหมายเลข 1 แต่ทะลึ่งไปใส่สร้อยหมายเลข 2

ไม่ถูกเสือกไสไล่ส่งในหนัง หรือ ถูกเปลือกทุเรียนฟาดก็โชคดีแค่ไหนแล้ว




6.ในด้านหนึ่งถ้ามองอย่างเข้าใจ พฤติกรรมของน้องหล้า ก็ทำให้เราเห็นและเข้าใจ ธรรมชาติวัยรุ่น ได้มากขึ้น เพราะ ในอดีตเราทุกคนก็ย่อมมีจุดหนึ่งที่ ทำอะไรด้วยอารมณ์ ความรัก ความชอบ ความหลง ทุ่มให้กับ คน หรือ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง มากเสียจนไม่ได้มองเหตุผลที่คนรอบข้างพยายามเตือน

ฉากที่ดีมากฉากหนึ่งในหนังคือ ฉากที่ Rosalie เผยความในใจของเธอออกมา เล่าถึง ทางเลือก ในชีวิตคน ข้อคิดเธอสามารถให้สติเตือนวัยรุ่นให้รู้ว่า แม้เธอจะไม่มีโอกาสสร้างทางเลือกให้กับตัวเองในวัยรุ่นเพราะถูกคนอื่นบีบบังคับให้เป็นในสิ่งที่เธอไม่ได้ต้องการ แต่ อย่าง เบลล่าหรือวัยรุ่นอีกจำนวนมาก ยังมีทางเลือกในมือที่จะตัดสินใจว่าจะโตไปเป็นผู้ใหญ่หรือใช้ชีวิตอย่างไร

ถ้ารีบใช้อารมณ์นำหน้า เราอาจเห็น ‘ทางเลือก’ ในชีวิตอยู่ทางเดียวซึ่งเมื่อล้มเหลวก็มักจะมาโกรธหรือโทษตัวเองในภายหลัง แต่ การใช้ เหตุผล มาประกอบ อารมณ์ ในการเลือก จะช่วยให้เราพบ ทางเลือกมากขึ้น และช่วยให้พบ ทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

(เสียดาย อุทธาหรณ์ของ Rosalie ก็เป็นแค่ลมปากที่พัดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา น้องหล้า)


7.แต่ถึงคนดูจะ อะไรว้า กับเบลล่า ซักเพียงใด คำพูดของเธอในฉากปิดท้ายก็เป็นอีกหนึ่งประโยคที่ดีที่ผมชอบ และคิดว่าคนเขียนบท ลดความตื้นเขินของเบลล่าลงได้ ทำให้เธอดูดีมีความคิด ที่ว่า การตัดสินใจเลือกของเธอไม่ใช่เลือกใครคนใดคนหนึ่งดีกว่าใคร แต่คือ การเลือกระหว่างตัวตนในอดีตกับปัจจุบัน

ความจริงแล้ว จุดอ่อนเดียวในการสร้างคาแรคเตอร์ เบลล่า คือ บทหนังไม่ทำให้เห็นว่า ชีวิตเธอก่อนเจอเอ๊ดเวิร์ด มันทรมานพิกลพิการแค่ไหน ถึงทุ่มชีวิตชนิดทิ้งทุกอย่างให้ผู้ชายคนนี้

เพราะแค่ที่ว่า พ่อแม่แยกทางกัน มันก็เหมือนรูปแบบชีวิตของคนอีกจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ได้ออกมา ติดหนุ่ม มากเช่นเธอ

การขาดความลึกในบทนี้เป็นจุดอ่อนเล็กๆที่มีผลมหาศาล เพราะทำให้ ตัวละครตัวนี้ ดูตื้นเขินติดผู้ชายหรือลดความอยากเอาใจช่วยไปเยอะ




8. ทัศนคติ เลิฟเลิฟ ในหนังเรื่องนี้แหล่มมาก มันช่าง ไม่ไหวจะเคลียร์ อ่อนเพลียเกินกว่าจะตามทัน เช่น

ตะขบ ยอมทุกอย่างอ้อนวอนให้ พรหล้า หันมารักหนุ่มชนบทอย่างเขา ตื๊อจะเอาทั้งที่สาวก็มีแฟนแล้ว ถึงขนาดบอกว่า เธอรักฉันกับรักเขาพร้อมกันสองคนก็ได้หนิ (สงสารตะขบมาก อยากไปตบไหล่แล้วบอกว่า ขนาดพ่อ หล้ามันยังไม่เลือกเล้ยยย แล้วจะนับประสาอะไรกับเอ็ง)

พรหล้า สาวรุ่นใหม่ ที่ เรื่องแต่ง(งาน)เรื่องเล็ก เรื่อง xxx เรื่องใหญ่ แหล่มมากเพิ่งเห็นหนังฝรั่งที่ วัยรุ่นชายบอกไม่เอ๊าไม่เอา ขอแต่งก่อนโซเดมาคม แต่ วัยรุ่นสาวบอกว่า ฉันไม่อยากแต่งแต่ฉันขอโซเดมาคม

( แถมการตัดต่อ ก็ส่งเสริมความน่าหมั่นไส้ให้น้องหล้ามาก อยู่บ้านประกาศชัดเรื่อง virgin ให้พ่อสบายใจหมาดๆ ตัดฉับ ฉากถัดมาก็ขอบอกลาสถานภาพนี้ทันที)


9.มุกตลกในหนังภาคนี้ เวิร์ค กัดได้ตลกดี ไอ้ประเภท มุก’เสื้อไม่มีจะใส่หรือไง’ สงสัย ผู้กำกับ เดวิด เสลด หงุดหงิดในใจมาตั้งแต่ new moon หรือ มุก’ hotter ‘นี่คงกะเอาแฟนๆกรี๊ดสลบให้ตายคาจอกันเลยทีเดียว


10.เบลล่า ควรจะเชื่อพ่อบ้างที่แนะนำให้ออกไปพบคนอื่นๆนอกจากขลุกอยู่กับแฟน เพราะ คนอื่นๆรอบข้างเธอในวัยเดียวกัน ดูมีหัวคิดการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ ไม่ได้หมกมุ่นอยู่แต่เรื่อง ปู้จาย อาทิเช่น Jessica ที่พูดสปีชได้ในงานเรียนจบได้ดี ที่ว่า

“ชีวิตถึงจุดหนึ่งต้องมีจุดที่เรียกว่า กล้าลอง กล้าที่จะตัดสินใจผิดบ้าง แล้วเรียนรู้เป็นประสบการณ์ชีวิต”

ซึ่ง การมีอยู่ของ Jessica สองสามนาที อย่างน้อยก็ช่วยยกระดับ Twilight จากหนังรักที่วนเวียนแค่ ‘เราสามคน’ ทำให้เห็นว่า วัยรุ่นอเมริกา ก็ดูมีอะไรอยู่ในความคิดมากกว่า ปู้จาย อย่างเดียว




11. ก็เข้าใจว่า Twilight เป็นเรื่อง ‘รักสามเรา’ แต่ความจริงแล้ว ตัวหนังภาคสาม นอกจาก ‘สามเรา’ ที่ว่า ตัวหนังยัง มีตัวละครดีๆ , มีนักแสดงดีๆ และ มีเนื้อเรื่องพล็อตรองที่ทำให้หนังเป็นมากกว่ารักวัยรุ่นฮอร์โมนพุ่ง ถ้าผู้สร้างกล้าเล่นกับเรื่องราวของตัวละครได้กว่านี้

เช่น Jessica ที่รับบท Anna Kendrick ที่เพิ่งเกิดสุดๆจาก Up in the air ที่ช่วยให้หนังสดชื่นขึ้นมาทันตาเห็น เหมือนกับทุกเวลาที่มี อลิซ ปรากฎตัว แต่ Jessica ปรากฎตัวให้คนดูได้ชื่นใจแทบจะไม่เกินห้านาที



, Jodelle Ferland ที่โดดเด่นยิ่งกว่า เรเน่ เซลวีเกอร์ ในหนัง Case 39 ซึ่งเรื่องนั้นเล่นเป็นเด็กผีออกแนว อยากให้ตายใจจะขาด แต่ คุณหนูช่างตายยากตายเย็น อุตส่าห์มาได้บทแวมไพร์เด็กที่เหมือนจะสำคัญ แต่บทของเธอก็มีน้อยพอๆกับ พวกโวลทูรี่ มีแค่นี้ ไม่ต้องใส่ก็ได้ นี่เอาน้องดาโกต้า มาถอดฮู้ดแล้วมุบมิบๆแบบกระพริบตาห้าครั้งก็หมดบทบาทในจอ



หรือในส่วน 'ความแค้นของ Victoria กับเด็กหนุ่มที่ถูกหลอกใช้' และ 'การหวังเปลี่ยนถ่ายอำนาจแวมไพร์' ที่ ถ้าให้เวลามากกว่านี้อีกหน่อย เพิ่มความเข้มข้นให้มากขึ้น ก็คงไม่ทำให้ เรื่องรักสามเรา ด้อยค่าลงไป หากแต่จะทำให้ Twilight ดูมีของดีมากกว่า หนังรักวัยรุ่นพื้นๆ

สามภาคที่ผ่านมา Twilight อยู่ในมือ ผู้กำกับที่คงพยายามรักษา ความเป็นต้นฉบับนิยายไว้ให้มากที่สุด อดนึกไม่ได้ว่า ถ้าได้ผู้กำกับกล้าๆเหมือนบางภาคใน Harry Potter ที่ไม่แคร์ต้นฉบับมากนัก ตัวอย่างอาจจะออกมา น่าสนใจมากขึ้น ได้เป็นแฟนๆกลุ่มใหม่มากขึ้นก็เป็นได้




บทความใน blog ที่อ้างอิงถึง

2 ข้อที่ว่าด้วย 'ปรากฎการณ์ ทไวไลท์ – อะไรกันนักหนา ?' + 8 ข้อที่อยากพูดถึง New Moon
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=23-11-2009&group=14&gblog=184

Hard candy , อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจ"เด็ก"
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=20-12-2006&group=2&gblog=34

Spider-Man 3 , แมงมุมดำตัวนั้น ฉันเห็นมันอยู่ในใจเราทุกคน
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=06-05-2007&group=1&gblog=242

ชำแหละ The Village , หมู่บ้านนี้มีความลับ หมู่บ้านนี้มีความรัก
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=02-2006&date=13&group=4&blog=1

Terminator Salvation , คนเหล็กภาคเฉพาะกิจ กับ ภารกิจ 'พ่อตรูอยู่ไหน + ฉันเป็นใครเมื่อในอดีต'
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=06-2009&date=01&group=14&gblog=163




ขอฝาก หนังสือเล่ม 5 ของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" จ้า
(วางอยู่ตามร้านหนังสือทั่วไทยแล้ว)










อ่านจบแล้ว ชวนมาคุยกันที่นี่ครับ //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=18

และ

ความเห็นของ เพื่อนผู้อ่านที่อ่านจบแล้ว และสละเวลาเขียนถึง

//blogs.lumamagic.com/?p=1957



หนังสือ 4 เล่มก่อนหน้าที่ว่าด้วย 'ภาพยนตร์ - จิตวิทยา - พัฒนาตัวเอง(self - development)' ของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"








สำหรับเพื่อนๆที่เล่น FaceBook หรือ Twitter ณ.บัดนาว "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ขยายสาขาเรียบร้อยแล้วจ้า






Create Date : 05 กรกฎาคม 2553
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 15:18:34 น. 9 comments
Counter : 7831 Pageviews.

 
ชอบเรื่องนี้ทุกภาคโดยเฉพาะหนังสือ แต่ก็เห็นด้วยกับบทความนี้ค่ะ หลายๆ อย่างมันน่าปวดใจ เรื่องนี้เขียนโดยใช้เบลล่าเป็นตัวดำเนินเรื่อง มันก็ดูเข้าข้างตัวเองไปหมด หาเหตุผลได้ และเข้าใจได้

ชอบบทสรุปที่เบลล่าเลือกชีวิตตัวเองในตอนจบเหมือนกัน ดูตอบคำถามได้ดีกับชีวิตตุปัดตุเป๋ของเธอ ^^


โดย: yorky วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:7:24:22 น.  

 
นี่ๆ หมายความว่า จขบ. คือคนเขียนหนังสือนามปากกา "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" หรือคะ
Oh!~ เพิ่งจะรู้เชยจังนู๋ ^^


โดย: อรุณสวัสดิ์ที่รัก วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:06:18 น.  

 
เห็นด้วยเป็นส่วนมากครับ หนังมันจะอะไรกันนักกันหนากับ"เราสามคน"ขนาดนั้น แทนที่จะกลวงๆอย่างนี้ ถ้าผู้กำกับ "กล้า" อย่างที่คุณว่า คงจะสนุกกว่านี้ครับ

ดูไปชักเริ่มเสียดายตังค์เรื่อยๆ ไม่ติดที่ว่าโดนบังคับให้ไปดูก้คงไม่ดูหรอกครับ - -"

กำลังดูอยู่ว่าภาคจบคงไม่ดู หรือไม่ก็รอเช่าหรือซื้อซีดีลดราคาแทน เหอะๆๆ


โดย: buddhi IP: 124.157.186.253 วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:24:01 น.  

 
อ่านทั้งหนังสือดูทั้งหนัง ชอบค่ะ เพราะเป็นหนังที่ทำให้ได้รู้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง ที่ถูกใจจริง ๆ


โดย: Love Rob วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:15:26:16 น.  

 
ผมดันชอบอารมณ์ new moon ถึงมันจะไม่มีเหตุผล ไม่มีเอี๊ยอะไรเลย แต่ผมชอบสไตล์อารมณ์ของผกก.ภาคนั้น มันดูดซึมได้ง่ายดี แล้วก็อร่อยด้วย o_O"


โดย: Ghoeby IP: 112.142.105.192 วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:21:40:14 น.  

 
ชอบ review นี้มาก ๆ ค่ะ ^^ เขียนได้ตรงใจและฮาสุด ๆ ... ยกนิ้วให้เลยค่ะ
แต่ขอแสดงความเห็นนิดนึงเรื่องแม่ของนางเอก เราว่าฉากที่คุณแม่โผล่ออกมาไม่ได้ไร้คุณค่าซะขนาดนั้นนะคะ ... เพราะมันทำให้หนังดูมีมุมที่อบอุ่นขึ้นเยอะเลย และช่วยเพิ่มมุมมองในแง่ของประเด็นที่ Bella ควรต้องคิดให้หนัก ๆ ก่อนจะตัดสินใจเป็นแวมไพร์ด้วย เพราะต้องทิ้งครอบครัวที่รักเธอไป ... ฉากที่แม่ให้ของขวัญ Bella ... เราในฐานะลูกสาวดูแล้วคิดถึงแม่เลยอ่ะ ^^


โดย: P.S.T. IP: 124.121.19.152 วันที่: 6 กรกฎาคม 2553 เวลา:20:37:01 น.  

 
พอดีอ่านหนังสือทั้ง 4 ภาคฮ่ะ ก็เลยอยากจะมาบอกนิดนึงว่าที่หมาป่าต้องถอดเสื้อโชว์ซิกส์แพ็กตลอดเว ไม่ใช่เหตุผลเรื่องความร้อนฮ่ะ แต่เป็นเพราะนางกลัวเปลืองเสื้อ เวลาแปลงร่างเสื้อจะขาดฮ่ะ (คนเขียนเค้าว่างั้นจริงๆ )


โดย: อิฮั้น IP: 58.8.69.5 วันที่: 28 กรกฎาคม 2553 เวลา:18:56:35 น.  

 
เขียนได้โดนใจจริงๆ ครับ รำคาญนิสัยนางเอกจริงๆ 555


โดย: lkunl IP: 58.8.6.100 วันที่: 5 สิงหาคม 2553 เวลา:19:46:45 น.  

 
ไม่คิดว่าจะได้อ่านรีวิวภาคอีคลิปส์จากบล็อกนี้ เพราะเท่าที่อ่านรีวิวภาคที่แล้วคิดว่าคุณผมอยู่ข้างหลังคุณคงจะไม่ตีตั๋วดูเรื่องนี้อีกเป็นอันขาด...
ยังไงขอบคุณสำหรับรีวิวนะคะ
อ่านไปก็ขำไปค่ะ เห็นด้วยในหลายประเด็นมาก

ส่วนตัวชอบภาคแรกมากที่สุด (ฉากสวย เพลงเพราะ)แต่ก็คิดว่าภาคนี้ดีกว่าในหลายๆ ความหมาย ส่วนนิวมูนที่ได้แผ่นมาดูเป็นรอบสุดท้ายนี่เหลือจะรับจริงๆ ขนาดรู้สึกชื่นชมเบลล่าในภาคแรกยังอดหมั่นไส้จนอยากหาเปลือกทุเรียนมาตบไม่ได้เลย...

คิดว่าทไวไลท์เป็นหนังและหนังสือที่แสดงให้เห็นความคิดความต้องการบางอย่างของคนโดยเฉพาะผู้หญิงบางกลุ่มได้ดี อย่างในเรื่องอยากเจอรักแท้อมตะนิรันดร์กาล อยากมีผู้ชายหล่อๆ เท่ๆ ดีๆ มาสนใจและปฏิบัติเหมือนเราเป็นเจ้าหญิง ชอบดูเซอร์วิสแบบ brokeback ฯลฯ

แต่ถ้ามามองในเรื่องพล็อตเรื่องหรืออะไรก็คงไม่พ้นได้วิจารณ์สับแหลกเพราะมันไม่มีจริงๆ แหละค่ะ ถึงส่วนตัวชอบดูทไวไลท์ก็ต้องยอมรับประเด็นนี้ อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่เริ่มคนเขียนก็เขียนโดยยึดอารมณ์กับความฝันเป็นหลักอยู่แล้วก็ได้ล่ะมั้งคะ...^^;


โดย: apelox IP: 124.120.231.17 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:16:11:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
5 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.