Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2555
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 
 
8 กุมภาพันธ์ 2555
 
All Blogs
 

ดอกไม้จากกามเทพ ตอนที่ 2

ในยามที่ดวงอาทิตย์ยังไม่พ้น เส้นขอบฟ้าอย่างเช่นเวลานี้ หากเป็นสถานที่อื่นของกรุงเทพมหานคร อาจยังถูกปกคลุมไว้ด้วยความมืดมิดแห่งราตรี และความเงียบเชียบไร้ร้างผู้คน ซึ่งตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับแหล่งขายส่งดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของ เมืองกรุงอย่างปากคลองตลาด ด้วยความสดใหม่ของดอกไม้นานาชนิดที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน หน้า และราคาอันย่อมเยากว่าแหล่งอื่นๆ เป็นสิ่งดึงดูดใจให้ผู้คนมากมายที่ต้องการซื้อดอกไม้ทั้งพันธุ์ไทยและพันธุ์ ต่างประเทศ มารวมตัวกันอย่างคึกคักตั้งแต่เที่ยงคืนเรื่อยไปจนถึงย่ำรุ่ง


อริสา สาวน้อยผู้คุ้นชินกับความชุลมุนวุ่นวายของตลาดแห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรนักที่เช้ามืดวันนี้เธอจะได้เห็น ‘ป้าน้อย’แสดงกริยาตามแบบฉบับของ ‘แม่ค้าปากตลาด’ออกมา เมื่อเกิดมีชายคนหนึ่งซุ่มซ่ามชนมาถังดอกคัตเตอร์หน้าร้านจนล้มระเนระนาด จนดอกไม้เล็กๆสีขาวหล่นกระจัดกระจาย ความเสียหายนี้เป็นเหตุให้นางหงุดหงิดจนต้องแผดเสียงส่งคำผรุสวาทออกไปชุด ใหญ่ สร้างความตระหนกให้คนทั่วไปรวมทั้งชายผู้โชคร้ายคนนั้นด้วย

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านอริสาได้แต่ขบขันอยู่คนเดียวที่มุมๆหนึ่งของร้าน และยิ่งขำหนักขึ้นเมื่อได้เห็นนางร้ายอย่างป้าน้อยกลายร่างเป็นนางฟ้าไปเสีย ดื้อๆ เมื่อหนุ่มซุ่มซ่ามคนนั้นควักกระเป๋าจ่ายกลับมาเป็นเงินก้อนงาม ป้าของเธอก็สงบปากคำตัวเองลงได้ทันทีราวกับเป็นนางพิกุลทอง


“โอ้โห วันนี้ป้าน้อยได้ลาภลอยตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ เยอะกว่าถูกหวยสามงวดติดกันอีกนะเนี่ย” หญิงสาวเสียงใสชะโงกหน้าข้ามไหล่เพื่อใช้สายตาช่วยนับธนบัตรหลายใบในมือป้า น้อย เมื่อความวุ่นวายทั้งหลายคลี่คลายกลับเข้าสู่ความสงบดังเดิมแล้ว


“อย่าเอ็ดไปน่าไอ้ตัวเล็ก เดี๋ยวตาช้างมันได้ยินเข้าล่ะเป็นเรื่อง ป้าชวดเงินหมดพอดี ลุงเอ็งน่ะเขายิ่งเป็นพ่อมหาเถรตรงอยู่ด้วย”

หญิงวัยกลางคนร่างอวบอ้วนผู้มีทุกอย่างตรงข้ามกับคำว่าน้อย ส่งเสียงกระซิบกระซาบกับลูกค้าสาว ขณะทื่มือสองข้างกำลังพยายามยัดธนบัตรหลายใบลงไปร่องเสื้อชั้นในของตัวเอง ก่อนที่สามีผู้เคยเป็นมหาและซื่อสัตย์เที่ยงตรงยิ่งกว่าไม้บรรทัดจะเข้ามา ได้ยิน และเร่งเร้าให้นำเงินนั้นไปคืนเจ้าของเสียตามนิสัยที่นางรู้จักเป็นอย่างดี

“เป็นอะไรไปน่ะยายน้อย เสียงดังเอ็ดตะโรไปถึงหลังร้าน ใครมาพังร้านแกรึยังไงหา” เสียงแหบห้าวเสียงหนึ่ง ตะโกนดังมากจากหลังร้านดอกไม้ใหญ่ แม้จะยังไม่เห็นตัวผู้พูด แต่อริสาก็รู้ได้ในทันทีว่านั่นคือ ลุงช้าง สามีของป้าน้อยเจ้าของร้านดอกไม้เจ้าประจำของเธอนี่เอง


“มีคนเมามาชนถังดอกคัตเตอร์ล้มจ้ะลุง” หญิงสาวถือวิสาสะตะโกนตอบคำถามนั้นกลับไปเสียเอง “เจอป้าน้อยสวดยับ สงสัยนายคนนั้นคงได้สร่างเมาไปอีกหลายวันแน่เลย”


อริสาหัวเราะคิกเมื่อนึกถึงหน้าตาเหลอหลาของผู้ชายผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าตาซีดเซียวเหมือนคนอดหลับอดนอนมาหลายคืน รอบคางมีไรหนวดขึ้นเขียวครึ้มเต็มไปหมด แถมยังมีกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆจากลมหายใจส่งมาถึงเมื่อตอนที่อยู่ใกล้ๆ จนเธออดแปลกใจไม่ได้ว่าคนที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนขวดเหล้าเดินได้แบบนั้น มาโผล่อยู่ในตลาดดอกไม้แห่งนี้ได้อย่างไรกันหนอ


“อ้าว ไอ้ตัวเล็กมาแล้วเหรอ”


แม้อริสาจะโตเป็นสาวสะพรั่ง จนถึงขั้นว่ากำลังจะได้รับพระราชทานปริญญาบัตรในอีกไม่กี่วัน แต่สำหรับลุงช้างและป้าน้อย คำเรียกขานแทนชื่อของเธอยังเป็น “ไอ้ตัวเล็ก” เหมือนกับที่เคยเรียกเมื่อเธอมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกค้าครั้งแรกในวัยเพียง สิบห้าปีไม่มีเปลี่ยนแปลง


ลุงช้างค่อยๆเดินหลังค่อมผ่านช่องประตูออกมา ลุงเป็นชายร่างเล็กและผอมเหมือนร่างกายมีเพียงหนังและกระดูก เสื้อกล้ามสีขาวขนาดใหญ่กว่าตัวที่ลุงสวมอยู่นั้นเผยให้เห็นหัวไหล่ปูดโปน ชัดเจน ร่างกายคล้ายไม้เสียบลูกชิ้นเช่นนี้ ไม่ต่างกับป้าน้อยผู้เป็นภรรยา ตรงที่ลุงไม่มีส่วนใดใหญ่พอจะเข้ากับชื่อช้างเลยสักอย่างเดียว


“แกไปด่าใครเขาล่ะ ยายน้อย ฉันบอกกี่หนไม่ยักฟังนะว่าด่าคนอื่นมันไม่ดี มันผิดศีล” ลุงช้างอดีตมหาผู้ถือว่าการรักษาศีลเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตเริ่มเทศน์กัณฑ์ ที่หนึ่ง


“แหม๊ จะไม่ให้ด่ายังไงไหวล่ะตาช้าง ก็ไอ้คนเมานั่นน่ะ มันมัวแต่มองไอ้ตัวเล็กของฉันซะน้ำลายหยดน้ำลายย้อย ขามันก็เลยไปขวิดถังเข้าน่ะซี่ ด่ามันให้สร่างซะหน่อย ฉันค่อยโล่ง” ป้าน้อยส่งเสียงดังทั้งที่ยังยืนเท้าสะเอวจังก้าอยู่หน้าร้าน เหมือนกับกลัวใครจะกลับมาทลายร้านของนางเข้าให้อีกรอบ


“เอ๊ะ เขามองอริซด้วยเหรอจ๊ะป้า” อริสาเอียงคอ แปลกใจว่าทำไมจึงไม่รู้ตัวเมื่อถูกมองขนาดนั้น สงสัยว่าตัวเองคงมัวคุยกับป้าน้อยเพลินจนไม่ทันได้สังเกตแน่ๆ เวลาที่ได้‘เม้าท์’กับป้าน้อย เธอจะสนุกจนลืมตัวแบบนี้ทุกที


“บ๊ะ มองสิwa มันมองเอ็งจนแทบจะเข้ามาอุ้ม ป้าเห็นแล้วหมั่นไส้ ก็เลยด่าแถมไปชุดหนึ่ง เห็นหลานข้าเป็นอะไรwa มามองยังกับดอกไม้ริมทาง” เสียงป้าน้อยเริ่มดังขึ้นอีกระดับหนึ่ง จนลุงช้างต้องรีบเข้ามาติดเบรก


“เอาเถอะน่า หลานเรามันสวยวันสวยคืน ผู้ชายก็สนใจเป็นธรรมดา แกไปโกรธเขา มันเป็นการก่อกรรม ฉันเคยบอกแกแล้วใช่ไหม” ลุงช้างเริ่มเทศน์กัณฑ์ที่สอง คราวนี้ป้าน้อยชักอยู่ไม่สุข เพราะถ้าลุงช้างเทศน์มากกว่านี้ล่ะก็ งานอาจจะเข้ามาถึงเงินก้อนงามที่เบียดกันแน่นอยู่ใต้หน้าอกก็เป็นได้ นางจึงรีบทำทีคล้อยตามสามีโดยเร็ว


“เออ จริงของแกนะ เห็นทโมนยังกับลูกลิงอยู่ไม่กี่วัน เผลอแผล็บเดียวโตเป็นสาวซะแล้ว สวยขนาดหลานป้า อีกหน่อยก็คงมีหนุ่มมาตอมเป็นโขยง ขี้คร้านจะเลือกไม่ถูกละเอ็งเอ๊ย” ป้าน้อยพูดพลางมองหน้าหลานสาวคนสวยอย่างภาคภูมิใจ


“โธ่ป้าจ๋า ไม่ขอเลือกใครทั้งนั้นล่ะ อยู่โสดๆกับแม่แบบนี้น่ะดีที่สุดแล้ว ยังไม่อยากมีแฟนหรอกจ้ะป้า เพราะแค่ทำงานวันๆหนึ่งนะ อริซก็หัวปั่นจะแย่แล้ว” สาวน้อยเริ่มออกความเห็น ในชีวิตของเธอมีเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ทำมากมาย จนไม่เคยมีเวลาคิดเรื่องความรักสักที


“คอยดูเถอะว้า ไอ้พวกว่าไม่อยากๆเนี่ย ป้าเห็นมาแยะแล้ว ความรักมันไม่เหมือนอย่างอื่นหรอกนะ ป้าจะบอกไว้ก่อน บทจะมาก็มาไม่ให้รู้ตัว ดูอย่างป้าสิ อยากได้ตามหาเถรตรงนี่ซะที่ไหน รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ป้ายังไม่รู้เลย”

ป้าน้อยส่งเสียงหัวเราะดัง สนั่น ส่วนลุงช้างได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลุงคงไม่รู้จะเอากัณฑ์ไหนมาเทศน์แล้ว เลยหันมาถามหลานสาวคนสวย เพราะเบื่อยายน้อยเต็มทน “เลือกดอกไม้หรือยังล่ะลูก ให้ลุงช่วยไหม”


“เลือกไว้แล้วล่ะจ้ะ วันนี้ซื้อเข้าร้านมากหน่อย เมื่อวานวันวาเลนไทน์ใช้หมดไปเยอะเลย” อริสาตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มละไม เธอชี้ไปยังดอกไม้หลายช่อที่วางกองรวมกันอยู่ข้างตัว ก่อนจะเรียกป้าน้อยให้คำนวณราคา แต่ป้าน้อยกลับส่งเสียงแหลมสูงกว่าปกติหลายระดับ


“อะไร๊ จ่ายเงินให้ป้าแล้วนี่ เอ๊งลืมไปแล้วเรอะ” นางพูดพลางขยิบตาปริบๆเหมือนมีผงอะไรค้างอยู่ในนั้น


อริสารู้ว่านั่นหมายถึงอะไร ป้าน้อยคงเห็นว่าเงินที่ซ่อนอยู่ตามซอกของเสื้อชั้นในนั้นมากเกินพอแล้ว ค่าดอกไม้ของเธอจึงไม่จำเป็น เธออมยิ้มในความเป็นคนปากร้ายแต่ใจดีของป้าน้อย ก่อนจะนึกขึ้นใดว่าในกระเป๋าผ้าข้างกายมีของบางอย่างที่ควรให้เป็นสิ่งตอบ แทนความใจดีเช่นนี้อยู่


“เพิ่งพิมพ์เสร็จเมื่อวานจ้ะป้า สดๆร้อนๆจากโรงพิมพ์เลยนะ” อริสายื่นนิตยสารฉบับบางให้แก่เจ้าของร้านผู้อารี หน้าปกมีตัวหนังสือสีเหลืองพาดอยู่ด้านบนของใบหน้าของดาราผู้กำลังเป็นที่ นิยมในขณะนั้นว่า ‘ศรีสยาม‘


“โอ๊ย ตาเถรยายชี ออกแล้วเหรอ” ป้าน้อยร้องเสียงหลงเมื่อยื่นมือรับนิตยสารนั้น นางแสดงอาการดีใจออกนอกหน้าจนลุงช้างได้แต่ส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา


“ป้ากำลังรออยู่เลย คราวที่แล้วนางเอกเพิ่งโดนนางร้ายตบ แหม ป้านะลุ้นให้มันตบคืนสักสองสามฉาด หมั่นไส้” หญิงวัยกลางคนร่างอ้วนท้วนตรงหน้าอริสา พร่ำถึงตัวละครในนิยายเรื่องหนึ่งที่ตีพิมพ์อยู่ในนิตยสารฉบับนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าป้าน้อยติดนิยายขนาดไหน


“แกเฝ้าหน้าร้านนะตาช้าง เดี๋ยวชั้นมา” ป้าน้อยหันไปพูดกับสามีก่อนจะพุ่งตัวฉิวผ่านกรอบประตูไปพร้อมกับนิตยสารเล่ม โปรดในมือทั้งที่ยังไม่ได้ยินคำตอบใดๆ ผู้เป็นสามีจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมาอีกรอบ คราวนี้มีรอยยิ้มจางๆผุดขึ้นที่ริมฝีปากด้วย


“ใกล้สว่างแล้ว อริซกลับบ้านดีกว่า ไปแล้วนะจ้ะลุง” อริสาหันไปเอ่ยคำร่ำลากับลุงช้างก่อนจะหันหน้าไปสู่ถนนเบื้องหน้าที่มีรถรา แล่นกันขวักไขว่ เตรียมพร้อมจะเรียกรถตุ๊กตุ๊กเพื่อขนดอกไม้มากมายกลับร้านของตัวเองเสียที


“มา เดี๋ยวลุงช่วยขน” ลุงช้างเสนอตัวช่วยเหลือ แต่อริสากลับรีบปฏิเสธความเอื้ออาทร “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แค่นี้อริซขนคนเดียวได้สบายมาก” สาวน้อยตอบเช่นนั้นเพราะตอนนี้หน้าร้านเหลือลุงเฝ้าเพียงลำพังแล้ว แถมยังมีลูกค้าเข้ามาเลือกดอกไม้อีกหลายคน อริสาไม่อยากให้ลุงเสียรายได้ไปเพราะเธอ

“ เอ้า ถ้ายังงั้นก็ไปดีมาดีนะลูกนะ ถ้าหนูขนไปคนเดียวไม่ไหวก็ตามมาเรียกลุง ยายน้อยนี่ไม่ไหว แทนที่จะช่วยหลานขนของ กลับหายไปอ่านนิยายซะได้ “ ลุงบ่นไปเรื่อยตามประสา ลืมไปเสียสนิทว่านิยายที่ป้าน้อยแอบไปอ่านอยู่นั้น เป็นนิยายที่หลานสาวคนนี้นำมาให้เองกับมือ


อริสายกมือขึ้นไหว้ลุงช้างเป็นการบอกลา และหันไปโบกรถตุ๊กตุ๊กที่ผ่านมาพอดี เมื่อคนขับรถเห็นว่าผู้โบกนั้นเป็นสาวน้อยหน้าตาน่ารัก จึงรีบกุรีกุจอลงมาช่วยขนดอกไม้ขึ้นรถพร้อมทำตาหวานเชื่อมส่งมาให้ การแสดงออกว่าสนใจในรูปร่างหน้าตาของเธอเช่นนี้ทำให้อริสารู้สึกรำคาญอยู่ใน ใจ เธอเบือนหน้าออกไปข้างทางแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เพราะเช้านี้อากาศดีเกินไป ยังไม่อยากมีเรื่องวิวาทกับใครให้เสียอารมณ์


เส้นทางระหว่างปากคลองตลาดมาจนถึงบ้านไม่ไกลกันนัก แต่ต้องผ่านซอกเล็กๆหลายรอบสักหน่อย เพราะร้านดอกไม้ที่เธอและแม่ใช้เป็นทั้งที่ทำมาหากินและที่อยู่อาศัยนั้น เป็นตึกแถวสองชั้นขนาดหนึ่งคูหาซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจนถึงท้ายซอย ตึกแถวนี้อาจมีทำเลไม่เหมาะกับการเปิดร้านดอกไม้นักแต่ด้วยราคาค่าเช่าต่อ เดือนที่ไม่แพงจนเกินไป อริสาและแม่จึงเลือกที่นี่เป็นที่พักพิงมากว่าสิบปี

รถตุ๊กตุ๊กพาหญิงสาวและดอกไม้หอบใหญ่วิ่งเลาะเลี้ยวตามเส้นทางแคบๆ เรื่อยไปจนถึงหน้าร้านที่มีป้ายไม้สลักชื่อ ‘ช่อผกาฟลาวเวอร์‘ห้อยอยู่เหนือประตูทางเข้า ชื่อ 'ช่อผกา' นี้ตั้งตามชื่อของแม่


“แหม บ้านน้องสาวอยู่ลึกขนาดนี้ ลำบากแย่เลย เดี๋ยวพี่ให้เบอร์ไว้ วันหลังจะได้เรียกให้พี่มาส่ง ส่งฟรีเลยนะ สำหรับน้องคนสวย พี่ไม่คิดเงินหรอกจ๊ะ”


‘เอาแล้วไง’


อริสานึกในใจ หันมามองชายวัยเลยกลางคนไปไกลจนเกือบจะเป็นพ่อของเธอได้ ท่าทีกะลิ้มกะเหลี่ยแบบนี้ มันชวนให้มีเรื่องน้อยเสียเมื่อไหร่เล่า อริสาก้มหน้าก้มตายกดอกไม้ลงจากรถต่อไป ทำท่าไม่สนใจอย่างเดิมและเอาแต่ท่องบ่นคนเดียวในใจว่า ‘เย็นไว้อริซ เย็นไว้’


“อะ อย่าจ้ะ อย่ายกเองเลย มือจะด้านเอาเปล่าๆ เดี๋ยวพี่ช่วยขนเข้าไปในให้บ้านนะ” ชายคนขับรถยังคงออกอาการเจ้าชู้ไก่แจ้ไม่เลิก เขาก้าวมาด้านหลังหวังจะหาเศษหาเลย อริสากรอกตาอย่างรู้ทัน เธอหายใจเข้าลึกๆหนึ่งครั้ง ก่อนจะยกขาและรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีกระทืบลงไปบนเท้าของผู้ชายคนนั้นสุดตัว หญิงสาวหันหน้ากลับไปเมื่อได้ยินเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดจากเจ้าของ เท้าที่เพิ่งถูกเธอบดขยี้ไปหมาดๆ


“อุ๊ย ! ตายแล้ว ขอโทษนะคะ คุณลุง”

แม้คำพูดจะเหมือนว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่หน้าตาและน้ำเสียงกลับแสดงออกชัดเจนว่าทั้งหมดเกิดจากความตั้งใจล้วนๆ ถือเป็นของสมนาคุณพิเศษจากสาวน้อยหน้าตาน่ารักให้กับคุณลุงหัวงูโดยเฉพาะ อริสายิ้มเยาะก่อนจะยื่นค่าโดยสารให้ คนขับรถตุ๊กตุ๊กรับเงินด้วยหน้าตาบิดเบี้ยว คงนึกโกรธอยู่ในใจ แต่เมื่อเห็นเด็กสาวคราวลูกยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างเอาเรื่อง เขาจึงรีบกระโดดขึ้นรถและบิดเครื่องยนต์เสียงสนั่นจากไป ทิ้งให้สาวน้อยผู้ ‘เย็น‘ไม่ไหวชะเง้อคอหัวเราะไล่หลังอยู่คนเดียว

อริสาขนดอกไม้เข้ามาในร้านที่ แม้ภายนอกอาจดูเก่าและคับแคบไปสักนิด แต่ภายในที่สะอาดสะอ้าน และตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสีขาวนวลเพ้นต์ลายดอกไม้เล็กๆบวกกับผ้าม้านฉลุลาย ประดับตรงหน้าต่าง ร้านเล็กๆแห่งนี้ก็ถือเป็นร้านดอกไม้ที่ให้บรรยากาศอบอุ่นและน่ารักมากที เดียว


“อริซเหรอลูก” เสียงแม่ของหญิงสาวดังออกมาจากครัวด้านหลัง เมื่อเธอได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากหน้าร้าน กลิ่นแป้งอบหอมๆที่ลอยตลบอยู่นี้ทำให้อริสารู้ว่า แม่ของเธอคงกำลังง่วนอยู่กับการอบขนมเตรียมส่งขายตามออร์เดอร์ของร้านประจำ ในตลาดอยู่แน่ๆ


“อริซเองจ้ะแม่” อริสาตอบกลับขณะกำลังขนดอกไม้เก็บเข้าตู้แช่ดอกไม้สด ในจำนวนนั้นมีใบตองหอบใหญ่ที่ซื้อมาเตรียมไว้สำหรับทำบายศรี ผู้ที่ติดต่อมาบอกว่าต้องการใช้ในเช้าวันพรุ่งนี้


ร้านของเธอและแม่มีชื่อเรียกเล่นๆของคนทั่วไปว่า ‘ร้านรับสารพัด‘เพราะสองแม่ลูกเจ้าของร้านรับจ้างทำทุกอย่างที่พวกเธอทำได้ นั่นเอง


“แม่อบขนมถึงไหนแล้ว ให้หนูช่วยไหมจ๊ะ” อริสาโผล่หน้าผ่านทางกรอบประตูครัวเมื่อตัวเองจัดการขนดอกไม้เก็บเข้าตู้แช่ ไปทั้งหมดแล้ว เห็นแม่กำลังก้มๆเงยๆยกถาดขนมปังก้อนกลมไส้ต่างๆออกจากเตา แม้อายุจะล่วงเลยมาจนถึงวัยปลายสี่สิบปี แต่เค้าความงดงามกระจ่างตายังมีให้เห็นอยู่บนใบหน้าของแม่ อริสาพอเดาได้ว่าในยามที่แม่อายุเท่ากับเธอนั้น แม่คงสวยกว่านี้หลายเท่า


“อบเสร็จแล้วล่ะ เหลือแค่แพคห่อเท่านั้นเอง หนูไปอาบน้ำเถอะลูก เกือบเช้าแล้ว เดี๋ยวไปทำงานสายนะ” แม่ของเธอตอบกลับมาอย่างใจดี รอยยิ้มของแม่หวานและอบอุ่นเสมอสำหรับลูกสาวคนเดียวอย่างเธอ


“อะ แย่แล้ว” อริสาอุทานออกมาทันทีเมื่อเงยหน้ามองนาฬิกาแบบแขวนแล้วเห็นว่าเหลืออีกเพียง สิบห้านาทีจะเป็นเวลาหกโมงเช้า “ถ้าไปสายโดนคุณศรีสมรดุแน่เลย” สาวน้อยเอ่ยถึงชื่อเจ้านายสุดเฮี้ยบผู้เต็มไปด้วยกฎระเบียบและไม่ชื่นชอบให้ ลูกน้องคนใดมาทำงานไม่ตรงเวลา


อริสารีบสาวเท้าขึ้นไปบนชั้นสองของตัวตึกซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เธอใช้เวลาในห้องน้ำไม่นานนัก ยิ่งเวลาแต่งตัวยิ่งเร็วจัดเพราะเธอแค่หยิบเสื้อผ้าจากตู้ที่เตรียมไว้แล้ว มาสวมทับร่างกาย ไม่ต้องเลือกมากนักเพราะเสื้อผ้าของเธอเป็นแบบเรียบๆคล้ายกันหมด ใส่อย่างไรก็เข้าชุด


หญิงสาวหวีผมให้คลายความยุ่งเหยิงและรวบเป็นหางม้าไว้ข้างหลัง ทาครีมบำรุงพอเป็นพิธี ทาแป้งฝุ่นบางๆตามลงไป และปิดท้ายด้วยลิปสติกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับริมฝีปาก เท่านั้นเป็นอันเสร็จกระบวนการแต่งตัว ชีวิตที่ต้องต่อสู้กับความยากลำบากทำให้เธอไม่มีเวลาทำตัวประดิดประดอยอย่าง สาวคนอื่นๆในวัยเดียวกัน

สาวน้อยวิ่งตัวปลิวลงมาชั้น ล่าง คว้ากระเป๋าและสวมรองเท้าอย่างรวดเร็ว ไม่ลืมยิ้มหวานให้แม่ที่เดินออกมาจากครัวหลังร้านพอดี “ไปทำงานแล้วนะแม่จ๋า” เธอพูดเสียงอ้อนก่อนจะก้มลงหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่


อริสามักจะแสดงความรักต่อแม่อย่างนี้เสมอโดยไม่สนว่าใครจะเห็นเธอทำตัว เหมือนเด็กไม่รู้จักโต เพราะหลังจากที่พ่อเสียไปเมื่อเธออายุแค่เพียงสิบขวบ แม่ก็เปรียบเสมือนทุกอย่างในชีวิต หากสิ่งใดที่ทำให้แม่มีความสุขได้ อริสาไม่เคยปฏิเสธที่จะทำสิ่งนั้นเลยสักครั้ง


สาวน้อยโบกมือร่ำลาแม่ก่อนจะผลักประตูร้านออกมาสู่ถนน ระยะทางจากก้นซอยนี้ใช้เวลาเดินเท้าเกือบสิบนาทีกว่าจะถึงถนนใหญ่ อริสาเร่งฝีเท้าของตัวเองให้เร็วขึ้นเมื่อเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ หากมัวแต่โอ้เอ้อยู่ละก็ เธอจะต้องโดนเรียกเข้าห้องเย็นของคุณศรีสมรแน่ๆ หญิงสาวมีโชคดีอยู่อย่างที่พ่อของเธอนั้นถ่ายทอดช่วงขายาวๆเอาไว้ให้ ซึ่งมีประโยชน์เหลือเกินในเวลาเร่งรีบเช่นนี้ การเดินทางเพื่อไปทำงานต้องอาศัยรถประจำทางเพื่อไปต่อรถไฟฟ้าและเมื่อลงจาก รถไฟฟ้าก็ถึงเวลากระโดดขึ้นนั่งบนเบาะของมอร์เตอร์ไซด์รับจ้างอีกทอดหนึ่ง


รถมอร์เตอร์ไซด์วิ่งฉวัดเฉวียนพาเธอลัดเลาะหนีรถติดเป็นทางยาว เข้ามาถึงสำนักงานที่มีป้ายปูนด้านหน้าเขียนว่าสำนักพิมพ์ศรีสยาม สำนักพิมพ์แห่งนี้ผลิตนิตยสารรายปักษ์ชื่อเดียวกันว่า 'ศรีสยาม' ซึ่งออกจำหน่ายมานานกว่าอายุของหญิงสาวเองเสียอีก อริสาได้มาทำงานที่นี่ตามคำแนะนำของรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งบอกว่า


“งานดีน้องอริซ เหมาะกับคนชอบแปลหนังสือแบบหนูเลยจ๊ะ” รุ่นพี่คนนั้นพูดเมื่อตอนหว่านล้อมชักชวนเธอเข้ามาทำงาน แต่เมื่อเธอและเหม่ยเจินตกลงมาทำงานที่นี่ รุ่นพี่กลับยื่นใบลาออกหนีหายไปเสียเฉยๆ อริสาไม่แปลกใจกับการตัดสินใจของรุ่นพี่คนนั้น เพราะเมื่อได้มาทำงานจึงรู้ว่าสำนักพิมพ์แห่งนี้ห่างไกลความทันสมัยไปหลายปี แสง แถมเจ้านายยังมีระเบียบมากมายจนพนักงานรุ่นใหม่ๆหลายคนทนทำงานกันไม่ไหว แต่ด้วยความเกรงใจไม่กล้าลาออกทันที รุ่นพี่จึงไปชักชวนเธอมาให้ทำงานแทนนั่นเอง

สำหรับอริสา การทำงานที่ศรีสยามนี้ไม่ได้แย่นัก จริงๆแล้วเธอไม่ได้ทำงานที่นี้เพียงที่เดียว แต่หญิงสาวก็ยังมีงานสอนพิเศษตามบ้านที่ทำมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยเป็นอีก งานหนึ่ง เมื่อเธอไม่ใช่เด็กสาวที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด การทำงานคือหนทางสร้างรายได้จุนเจือครอบครัว ยิ่งเมื่อครอบครัวของเธอขาดเสาหลักอย่างพ่อไปด้วยแล้ว ความลำบากจึงมีมากกว่าคนอื่นเท่าตัว


ในตอนที่ครอบครัวของเธอเพิ่งเริ่มสร้างฐานะ พ่อขายที่ดินมรดกของตัวเองและแม่จนหมด และกู้เงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อลงทุนทำธุรกิจ แต่อุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้น ทำให้พ่อจากไปอย่างกะทันหัน แถมยังทิ้งหนี้สินไว้เบื้องหลัง อริสาจึงชินกับการทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ ใครที่เคยรู้จักพ่อเมื่อได้พบเธอจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า


‘ขยันสมกับเป็นลูกอรรณพเลยนะ’


พ่อในความทรงจำของอริสาเป็นคนเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็ง และพ่อก็สอนให้เธอเป็นแบบเดียวกัน พ่อไม่เคยโอ๋ลูก มีครั้งหนึ่งที่สาวน้อยจำได้ไม่มีวันลืม คือวันที่พ่อหัดให้เธอขี่จักรยาน ข้อมือน้อยๆของเด็กหญิงอ่อนเกินกว่าจะบังคับแฮนด์รถสองล้อได้ เธอจึงพารถคันนั้นกลิ้งล้มไม่เป็นท่า เด็กหญิงอริสาร้องลั่นเมื่อเนื้อตัวถูกับพื้นจนถลอกปอกเปิก เลือดแดงๆไหลซิบมาตามแผล พ่อเดินเข้ามาหาแต่ไม่มีคำปลอบโยน


“อย่าร้องอริซ หนูอย่าใช้น้ำตาแก้ปัญหาแบบนี้สิลูก” น้ำเสียงของพ่อไม่ดุดัน แต่จริงจัง เด็กหญิงตัวน้อยๆยังสะอื้นฮัก แผลแดงนั้นแสบเกินจะทนไหว


“ถ้าหนูเป็นลูกพ่อ หนูต้องเข้มแข็ง จำไว้นะลูก อย่ายอมให้ใครเห็นน้ำตา อย่ายอมให้ใครเห็นว่าหนูเป็นคนอ่อนแอ” เด็กน้อยได้ยินคำว่า ‘ถ้าหนูเป็นลูกพ่อ’ ถึงกับกลั้นสะอื้น เพราะในสายตาของเธอ พ่อคือฮีโร่ อริซอยากเป็นลูกของพ่อ อริซไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ


ตั้งแต่วันนั้น มีเพียงครั้งเดียวที่เธอยอมให้น้ำตาของตัวเองไหลต่อหน้าคนอื่น นั่นคือวันที่เธอและแม่เสียพ่อไปตลอดกาล



*********

อริสาก้าวเท้ายาวๆขึ้นบันได ของอาคารไปถึงสองชั้น หยุดพักหายใจที่หน้าประตูไม้บานใหญ่สีหม่นๆ เธอค่อยๆเปิดบานประตูนั้นเข้าไปด้านใน ห้องภายหลังบานประตูมีความกว้างขนาดบรรจุโต๊ะได้หลายสิบตัว ซึ่งล้วนแต่มีพิมพ์ดีดขนาดใหญ่กับกองหนังสือตั้งเรียงกันอยู่ โต๊ะเกือบทั้งหมดมีผู้ครอบครองเป็นผู้สูงวัยทั้งชายและหญิง ผู้สูงวัยเหล่านี้ต่างนั่งประจำที่โต๊ะของตัวเอง พูดคุยกันด้วยภาษาอย่างที่คนสมัยก่อนใช้กัน และมีเสียงเพลงสุนทราภรณ์คลอเบาๆเข้าบรรยากาศ


ในห้องที่ดูคล้ายกับย้อนสมัยไปหลายสิบปีก่อน ยังมีคนหนึ่งที่ต่างออกไป อยู่ที่โต๊ะซึ่งอยู่ด้านในสุด เธอเป็นหญิงสาวในวัยเดียวกับอริสา สาวร่างเล็กกะทัดรัดผู้มีผมดัดฟูเป็นลอนสีน้ำตาลตามแฟชั่น แต่งกายด้วยชุดลูกไม้สีอ่อนอย่างเดียวกับนางแบบนิตยสารญี่ปุ่น อริสายิ้มทักทายเพื่อนร่วมงานต่างวัยคนอื่นๆก่อนจะเดินตรงไปหาเธอ


เธอคนนี้คือเหม่ยเจิน เพื่อนสนิทที่สุดของอริสาเพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่มัธยมต้นจนถึง มหาวิทยาลัย แม้เพื่อนจะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี แต่กลับถูกยื่นคำขาดว่าให้เธอทำงานหารายได้ด้วยตัวเอง พ่อแม่จะไม่ยอมส่งเสียอีกแล้วเมื่อเรียนจนจบมหาวิทยาลัย วันที่พ่อโยนเธอออกจากบ้าน พ่อของเธอบอกว่า


“อั้วให้คอนโดลื้ออยู่ ให้รถลื้อขับ แต่อั้วจะให้ลื้อแค่นี้แหล่ะ อย่ามาแบมือขอเงินปาป๊ากับม่าม้าใช้ ถ้าไม่อยากอดตาย ลื้อก็ไปทำงานหาเงินกินเอาเอง”


พ่อของเหม่ยเจินเป็นคนดุและเด็ดขาด ถ้าลองพ่อพูดคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้น ไม่มีใครในบ้านบิดพริ้วคำสั่งของพ่อได้ อย่างตอนที่เพื่อนคนนี้ของอริสาเคยร้องไห้ขอเปลี่ยนชื่อ เพราะชื่อเหม่ยเจินของเธอโดนคนเอาไปล้อเลียนเป็นวรรคเป็นเวร คำตอบที่ได้กลับมาคือ


“อั้วก็ใช้ชื่อจีน อาม่าม๊าของลื้อก็ใช้ชื่อจีน พี่น้องทุกคนของลื้อก็ใช้ชื่อจีน ต้นตระกูลโค-ตร-เหง้าลื้อก็ใช้ชื่อจีนกันหมด ลื้อเห็นมีใครตายเพราะชื่อจีนสักคนไหม แล้วถ้าลื้อไม่ได้เปลี่ยนเป็นชื่อไทย ลื้อจะถึงกับตายหรือยังไงวะ”


เหม่ยเจินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำงานหาเงินเลี้ยงชีพตามคำบัญชาของปา ป๊า ไม่อย่างงั้นก็คงต้องอดตายอย่างที่ปาป๊าของเธอว่าจริงๆ ดังนั้น ทั้งเธอและเพื่อนรักจึงจับมือกันสู้กับงานนี้แบบไม่มีวันถอย เว้นเสียแต่ว่าวันใดเกิดได้งานอื่นที่ดีกว่าก็อาจจะจับมือเลิกสู้ไปได้ เหมือนกัน

“เจิน ฉันมาทันหรือเปล่า” อริสากระซิบถามเหม่ยเจิน ผู้กำลังคร่ำเคร่งกับการแต่งหน้าแต่งตาของตัวเอง คงเพราะรีบมาทำงานเหมือนๆกัน จึงต้องหอบเครื่องสำอางมาแต่งหน้าที่ทำงานอย่างนี้ ผิวขาวจัดและดวงตาเล็กหยีก่อนแต่งหน้าของเพื่อนเป็นเครื่องหมายแสดงว่าเธอ คือสาวไทยเชื้อสายจีนขนานแท้


“เรียกฉันว่าเจินอีกแล้วนะ บอกให้เรียกว่าเจนนี่ไง ลืมตลอดเลยแกนี่” สาวร่างเล็กค้อนให้ครั้งหนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “โชคยังดีจ๊ะเพื่อนรัก คุณศรีสมรยังไม่มา” เหม่ยเจินส่งเสียงกระซิบตอบพร้อมกับพยายามติดขนตาปลอมแผงใหญ่ลงบนเปลือกตา ของตัวเอง


แต่อีกเพียงอึดใจ เมื่อเข็มสั้นของนาฬิกาชี้ที่เลขแปดและเข็มยาวชี้ที่สิบสองพอดีเป๊ะ คุณศรีสมรที่พวกเธอกำลังพูดถึงก็ก้าวผ่านประตูบานใหญ่เข้ามาในห้อง ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ทั้งคู่เข้ามาทำงานที่สำนักพิมพ์ศรีสยาม เจ้าของสำนักพิมพ์ผู้นี้ไม่เคยมาสายกว่าเวลานี้เลยแม้แต่นาทีเดียว


คุณศรีสมรเป็นหญิงวัยร่วมเจ็ดสิบปีผู้มีผมขาวเป็นสีดอกเลาตีโป่งไว้เป็นกระ บัง แต่งกายด้วยผ้าไหมมัดหมี่เรียบสีฟ้าคราม มีแว่นกรอบทองวางอยู่บนดั้งจมูก นางมองผ่านแว่นสายตานั้นไปที่พนักงานแต่ละคน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนในวัยใกล้เคียงกัน พนักงานคนอื่นๆยิ้มให้แต่ไม่ได้เอ่ยคำปราศรัยกับเจ้านายของตน เพราะรู้ว่าคุณศรีสมรไม่มีนิสัยช่างพูดช่างเจรจา แต่เป็นคนเจ้าระเบียบและจริงจังกับการทำงาน ใบหน้าของเจ้านายจึงมีความบึ้งตึงปรากฏอยู่มากกว่าจะมีรอยยิ้ม


สาวน้อยยืดตัวตรงโดยอัติโนมัติเมื่อเห็นคุณศรีสมรเดินมาทางเธอ เหตุเพราะโต๊ะทำงานของเธอและเหม่ยเจินนั้นอยู่หน้าห้องทำงานของคุณศรีสมรพอ ดี หญิงสาวยิ้มทักทายนิดหน่อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำท่าทีเหมือนกำลังขะมักเขม้น แปลหนังสือภาษาอังกฤษอันเป็นงานในหน้าที่ของตัวเอง


อริสาเหลือบไปมองเพื่อนผู้รักสวยรักงามข้างกายบ้าง ภาพที่เห็นคือหญิงสาวผมหยิกฟูที่มีดวงตากลมโตข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งยังเล็กหยีอยู่ เพราะเหม่ยเจินเพิ่งติดขนตาปลอมไปได้เพียงข้างเดียว เธอกำลังวางท่าทีเคร่งเครียดกดเครื่องพิมพ์ดีด แต่ตัวหนังสือบนกระดาษที่พิมพ์ออกมากลับอ่านไม่รู้เรื่องเลยสักนิดเดียว อริสาเกือบหลุดเสียงหัวเราะออกไปแล้ว แต่พอดีเหลือบเห็นแววตาคมกริบของคุณศรีสมรมองมาเสียก่อน เธอจึงได้แต่กลืนความตลกขบขันทั้งหมดลงไปพร้อมกับน้ำลายก้อนใหญ่ในคอ


“อริสา คุณตามเข้ามาพบฉันที่ห้อง” เจ้านายวัยร่วมเจ็ดสิบปีเอ่ยคำพูดเฉียบ แม้อริสาจะอายุอ่อนกว่าหลายสิบปี แต่คุณศรีสมรกลับใช้คำเรียกแทนตัวลูกน้องทุกคนไม่ว่าจะเป็นเธอหรือคนอื่นๆ ว่า “คุณ” อย่างนี้เสมอ คำเรียกเช่นนี้คงเป็นทั้งการให้เกียรติและการขีดเส้นแบ่งระยะห่างระหว่างลูก น้องและเจ้านายไปในตัว


“ส่วนคุณ” คุณศรีสมรหันหน้าไปทางเหม่ยเจินที่ตอนนี้นั่งตัวแข็งเหมือนก้อนหิน อริสาคิดว่าเพื่อนของเธอกำลังลืมหายใจ


“ที่นี่เริ่มงานเวลาแปดโมงตรง ฉันคิดว่าคุณน่าจะเข้าใจว่าเมื่อถึงเวลาแปดโมง นั่นคือเวลาทำงาน ไม่ใช่เวลาแต่งตัว ครั้งหน้าฉันหวังว่าคุณจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำงานมากกว่านี้ มาแต่งเนื้อแต่งตัวที่ทำงานแบบนี้ ฉันเห็นว่ามันไม่งามเลยสักนิดเดียว คุณเข้าใจที่ฉันพูดไหม”


คำตำหนิเช่นนี้มีให้ได้ยินเสมอ เมื่อมีสิ่งใดที่คุณศรีสมรเห็นว่าอยู่นอกกรอบระเบียบแบบแผนอันเหมาะสม เหม่ยเจินได้แต่พยักรับเบาๆ ไม่กล้าเอ่ยคำแก้ตัวใดๆออกไป เธอกระพริบขนตางอนงามเพียงข้างเดียวขึ้นๆลงๆอยู่อย่างนั้น อริสาสงสัยว่าคุณศรีสมรไม่นึกขำท่าทีประหลาดแบบนั้นได้อย่างไรไหว

อริสาลุกขึ้นเดินตามเข้าไปยัง ห้องทำงานของคุณศรีสมร ห้องนี้เหม่ยเจินตั้งชื่อให้ว่า ‘ห้องเย็น’ เพราะเวลาโดนเรียกตัวเข้ามาทีไร จะต้องรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอทุกที ห้องทำงานนี้ค่อนข้างกว้าง แต่อัดแน่นไปด้วยของเก่าแก่ บนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ที่คุณศรีสมรใช้เขียนหนังสือนั้น มีหนังสือและเอกสารวางซ่อนกันอยู่หลายชั้น แต่ทว่าเป็นระเบียบ มีกลิ่นหอมดอกมะลิจากหิ้งพระเหนือตู้หนังสือลอยอยู่ในอากาศ


“เชิญนั่ง” คุณศรีสมรเอ่ยคำเพื่อเชื้อเชิญให้ลูกจ้างสาวนั่งที่เก้าอี้ตัวใหญ่


“ฉันมีงานที่ต้องมอบหมายให้คุณทำ คุณทราบใช่ไหม ว่าคุณแฉล้มคงไม่ได้มาทำงานกับเราแล้ว”


“ทราบแล้วค่ะ” อริสาตอบ เธอรู้ข่าวแล้วว่าคุณแฉล้ม เพื่อนร่วมงานอาวุโสคนหนึ่งเพิ่งถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล และคงไม่มีโอกาสได้กลับมาร่วมงานกันอีก เพราะอาการโรคชราที่คุณแฉล้มเป็น ดูท่าจะหนักเอาการ


“งานสุดท้ายที่ฉันมอบให้คุณแฉล้ม คือการเขียนบทสัมภาษณ์คุณอาทิตย์ วัฒนไพฑูรณ์ คุณรู้จักใช่ไหม”


ทุกประโยคของคุณศรีสมร มักจะมีคำถามพ่วงมาด้วยแบบนี้เสมอ อริสาชั่งใจว่าจะตอบคำถามนั้นอย่างไรดี เพราะเธอไม่รู้จักคุณอาทิตย์ คนที่ว่านี้เลยสักนิดเดียว หญิงสาวก้มหน้างุดเมื่อเห็นคุณศรีสมรมองลอดแว่นมา สายตานั้นนิ่งและมีแววดุเหมือนตาเหยี่ยว อริสาได้แต่ยิ้มแหยๆ แทนคำตอบ


“อริสา คุณต้องหาความรู้รอบตัวให้มากกว่านี้ เพราะงานของเราคือการทำนิตยสาร หน้าที่ของเราคือนำเสนอความรู้ให้คนอ่าน ถ้าคนทำงานอย่างคุณไม่มีความรู้อะไรติดตัวมาเลย งานของคุณก็เป็นงานด้อยคุณภาพ นิตยสารของเราก็จะกลายเป็นนิตยสารด้อยคุณภาพไปด้วย คุณเข้าใจที่ฉันพูดไหม”


อริสาพยักหน้าน้อยๆ รับคำตำหนินั้น ห้องนี้ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบๆตรงต้นคออย่างที่เหม่ยเจินเคยว่าไว้จริงๆ


คุณศรีสมรถอนหายใจครั้งหนึ่ง ให้กับความไม่รู้เรื่องราวของลูกน้องสาว ก่อนจะตั้งต้นอธิบายความให้เธอฟัง “คุณอาทิตย์เป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นนักธุรกิจคนเดียวของไทยที่ได้รับรางวัลจากนิตยสาร..” คุณศรีสมรเอ่ยชื่อนิตยสารของต่างประเทศฉบับหนึ่ง ที่โด่งดังและมีคนอ่านอยู่ทั่วโลก อริสาพยักหน้าน้อยๆอีกครั้งเมื่อได้รับรู้ข้อมูล คุณอาทิตย์คนนี้ต้องเก่งมากแน่ๆ


“คุณแฉล้มได้ไปสัมภาษณ์คุณอาทิตย์ไว้แล้ว คุณเอาเทปนี้ไปถอด” คุณศรีสมรยื่นแฟ้มงานและเทปคลาสเซตอันหนึ่งให้อริสา ก่อนจะพูดย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกครั้ง “นิตยสารของเราเป็นเล่มเดียวที่ได้สัมภาษณ์ เพราะคุณอาทิตย์ไม่นิยมเรื่องการเป็นข่าวสังคม เพราะฉะนั้น คุณคงเข้าใจว่างานนี้คุณต้องทำอย่างระมัดระวัง ฉันขอให้คุณงดเขียนถึงเรื่องส่วนตัว เน้นแค่ประเด็นการทำงานก็พอ ฉันหวังว่าคุณจะทำได้ ใช่ไหม”


“ได้ค่ะ” คราวนี้อริสาตอบได้เต็มปากเต็มคำ มีรอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นมาบนใบหน้าแล้ว เพราะมั่นใจว่างานนี้คงไม่ยากเกินไปนักสำหรับเธอ


********

“อ๋อ คุณอาทิตย์น่ะเหรอ รู้จักสิ ปาป๊าฉันพูดถึงออกบ่อย” เหม่ยเจินร้องตอบทันที เมื่ออริสาเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของงานที่เพิ่งได้รับมอบหมายให้ฟังในช่วง พักเที่ยงของวัน หญิงสาวไม่แปลกใจอะไรนักเพราะปาป๊าของเหม่ยเจินเป็นถึงผู้รับเหมาก่อสร้าง รายใหญ่ คนในวงการเดียวกันต้องรู้จักกันอยู่แล้ว


“อืม” อริสาพยักหน้ารับฟังเพื่อนก่อนจะเล่าเรื่องต่อ “คุณศรีสมรไม่ยอมให้ฉันเขียนถึงเรื่องส่วนตัวด้วยนะ สงสัยจะกลัวบ้านใหญ่บ้านเล็กทะเลาะกันแหงๆ ” อริสาเดาไปตามเรื่อง เพราะเห็นออกบ่อยไปที่คนรวยระดับนี้ จะนิยมมีบ้านกันคนละหลายๆหลัง


“ไม่มีหรอก ปาป๊าเรียกเขาว่าฤๅษีย่ะ คุณอาทิตย์น่ะ เมียตายไปตั้งหลายปีแล้ว แกไม่ยอมมีเมียใหม่สักที” เหม่ยเจินเริ่มเล่าอย่างออกรส “ที่ว่าไม่อยากให้เขียนเรื่องส่วนตัว ฉันว่าเป็นเรื่องลูกชายเขามากกว่าน่ะซี่”


“หือ ลูกชายเหรอ” สาวน้อยตาโตทวนคำอย่างสงสัย ข้องใจว่าเรื่องลูกชายของนักธุรกิจจะเป็นประเด็นสำคัญที่เอ่ยถึงไม่ได้เชียว เหรอ


“ก็ลูกชายเขาน่ะ นิสัยไม่ดี งานการไม่ทำ วันๆเอาแต่กินเหล้า ใครๆก็ว่าเสียดายกันทั้งนั้นแหล่ะ เพราะคุณอาทิตย์นะทั้งเก่ง ทั้งดี แต่มีลูกชายอยู่คนกลับไม่ได้เสี้ยวของพ่อมาสักกะนี๊ด มีดีอย่างเดียว” เหม่ยเจินส่งรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมาให้ก่อนจะบอกต่อว่า “หล่อยังกับนายแบบ เอาไว้จะหารูปมาให้ดูนะ ฉันรับรองว่าแกจะต้องกรี๊ด”


“โอ๊ย ไม่ไหวล่ะ” อริสาปฏิเสธทันควัน “ถึงจะหล่อลากดินแต่ถ้าทำตัวไม่ดีอย่างที่แกว่า ฉันไม่เอาด้วยคนนะ เกิดเป็นลูกคนรวยซะเปล่า ทำตัวไร้สาระแบบนั้น ฉันกรี๊ดไม่ลง”


ถึงจะไม่ค่อยมีเวลาสนใจเรื่องความรักอย่างคนอื่น แต่อริสาก็ยังเป็นผู้หญิงธรรมดาที่มีชายในฝันเก็บไว้บ้าง เธอวาดหวังถึงผู้ชายที่เหมือนพ่อ คือเข้มแข็ง เป็นสุภาพบุรุษ ไม่ต้องหล่อมากมาย แต่เป็นคนดีแล้วก็จริงจังเอาการเอางาน แบบนี้ต่างหากถึงจะทำให้คนอย่างเธอกรี๊ดได้ ซึ่งคนที่เหม่ยเจินกรี๊ดนักกรี๊ดหนาแบบนั้นน่ะ บอกได้คำเดียวว่า ‘ไม่ใช่สเปค’


“กรี๊ดไม่ลง เหมือนอย่างนายต้นใช่มั้ยล่ะ” เหม่ยเจินเริ่มตั้งคำถามถึงชายคนหนึ่งที่วนเวียนตามจีบเพื่อนของเธอมา ตั้งแต่เริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งๆที่นายต้นไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่ แต่เพราะเขาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ วันๆเอาแต่สังสรรค์ดื่มเหล้าเคล้านารีนี่แหล่ะ เพื่อนสาวคนสวยของเธอถึงไม่เคยสนใจเลยสักนิดเดียว


“ฮื่อ แบบนั้นแหล่ะ”

อริสานึกถึงนายต้นอย่างระอาใจ เพราะเมื่อสมัยยังเป็นนักศึกษา ไม่เคยมีวันไหนที่นายคนนี้จะไม่โผล่ไปเฝ้าตามคณะบ้าง ตามห้องสมุดบ้าง ดีหน่อยว่าเธอไม่ใช่นักกิจกรรมตัวยงจึงมีเพื่อนไม่มาก การทำตัวหลบหน้าหลบตาผู้คนและนายต้นคนนี้จึงพอทำได้ไม่ยากนัก จะว่าไปการที่นายต้นมาตามจีบเธอ ก็มีประโยชน์อยู่บ้าง คือนายคนนี้ชอบทำตัวกร่าง คอยทำตัวหวงก้าง วางกล้ามกับผู้ชายคนอื่นที่จะเขามาจีบเธอไปเสียหมด นั่นอริสาถือว่าข้อดี เพราะทำให้เธอมีเรื่องวุ่นวายในชีวิตน้อยลง


“เรียนจบมาได้ค่อยหายใจโล่งหน่อย จะได้ไม่ต้องเจอกันอีก” สาวน้อยถอนหายใจอย่างโล่งอก “เพราะถ้าเจอกันมากกว่านี้อีกวันเดียว ฉันคงอดไม่ไหว แล้วก็ชกหน้านายคนนั้นเข้าสักวันแน่ๆเลย ” อริสา สาวสวยทีทำให้หัวใจของใครหลายๆคนหวั่นไหว ทิ้งท้ายด้วยคำพูดห้าวๆขัดกับหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราของตัวเอง


**********

**อริสา+เหม่ยเจิน**







 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2555
1 comments
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2555 23:30:31 น.
Counter : 1433 Pageviews.

 

มาให้กำลังใจค่ะ

 

โดย: jam IP: 171.5.56.235 10 กุมภาพันธ์ 2555 8:13:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ก้อนหินที่มีหัวใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Google
Friends' blogs
[Add ก้อนหินที่มีหัวใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.