ศึกลูกกวาด




ในอดีตย้อนไปไม่ไกลนัก ณ ทวีปแห่งหนึ่งเคยมีประเทศอันสวยงาม เต็มไปด้วยบ้านเรือน และต้นไม้ใบหญ้า สีสันหลากตา มีทั้งสีชมพู สีรุ้ง สีแดง สีส้ม สีเหลือง สุดจะพรรณนา ไม่ว่าแขกคนใดมาเยือนแทบไม่อยากจากไปไหนเลย ประเทศแห่งนี้มีชื่อว่า ‘เมืองลูกกวาด’


สิ่งวิเศษของเมืองลูกกวาด นอกจากชาวเมืองที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับลูกกวาด เจลลี่หนึบๆ แสนน่ารักแล้ว เมืองลูกกวาดยังมีทุ่งนาที่แสนวิเศษ เมื่อทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงไปแล้ว ไม่ช้าต้นข้าวก็จะออกรวงที่เต็มไปด้วยลูกกวาดสีสด รสหวาน อร่อยอย่างไม่มีสิ่งใดเทียบได้ 


ทุ่งนาที่ให้ผลเป็นลูกกวาดแสนอร่อยนี้ มีเพียงผืนเดียวในโลก ไม่ว่าประเทศใดๆ ก็ไม่สามารถปลูกได้ แม้จะมาขอพันธุ์ต้นข้าวชนิดนี้ไปก็ตาม ภายในเมืองลูกกวาดเองก็ปลูกได้เฉพาะแค่นาผืนนี้ผืนเดียวเท่านั้น 


พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวของทุกปี พระราชาแห่งเมืองลูกกวาดก็จะสั่งให้ทหารเก็บเอาลูกกวาดแสนอร่อยเหล่านี้ไว้ในพระคลัง จากนั้นทุกๆ เดือนก็จะแบ่งปันให้เมืองต่างๆ ได้ลิ้มรส เมืองลูกกวาดจึงเป็นที่รักของประเทศเพื่อนบ้านอย่างยิ่ง เพราะมีใจโอบอ้อมอารี รู้จักแบ่งปัน เมื่อถึงคราวที่ชาวเมืองลูกกวาดประสบภัย หรือปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ประเทศเพื่อนบ้านก็พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกครั้ง 


กระทั่งได้มีเมืองแห่งใหม่เกิดขึ้น เมืองแห่งนี้สมาชิกทั้งหมดเป็นเด็ก มีทั้งเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย ท่าทางแก่น และซน เด็กเหล่านี้หนีพ่อแม่มาจาก ‘เมืองพ่อแม่’ ซึ่งอยู่อีกทวีปหนึ่ง เพื่อตั้งเมืองใหม่ของตน เนื่องจากอยู่กับพ่อแม่แล้ว ไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจ พ่อแม่ชอบบ่น ชอบบังคับให้กินผัก พวกเขาจึงตัดสินใจรวมตัวกันหนีออกมา เดินทางมาเรื่อยจนกระทั่งพบพื้นที่ว่างในทวีปที่เมืองลูกกวาดตั้งอยู่ เมืองใหม่นี้ชื่อว่า ‘เมืองเด็ก’


เพื่อเป็นการสร้างไมตรีที่ดีต่อกัน พระราชาแห่งเมืองลูกกวาด ได้มอบลูกกวาดจากทุ่งนาให้แก่ผู้นำของเมืองเด็ก เมื่อเด็กๆ ได้กินแล้วก็ติดใจ อยากกินอีก พระราชาเมืองเด็กกับทหารจึงเดินทางไปขอลูกกวาดแสนอร่อยทั้งหมดนั้นกับพระราชาลูกกวาด 


พระราชาลูกกวาดปฏิเสธ บอกไปว่า “ไม่ได้หรอกท่าน ลูกกวาดเหล่านี้เป็นสำหรับทุกคนในทวีปแห่งนี้ ให้พวกท่านไปหมดแล้วเมืองอื่นๆ ละ”


พระราชาเด็กกับทหารกลับเมืองด้วยความผิดหวัง รู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างมาก พระราชาเด็กรู้สึกว่าของอร่อยอย่างนี้ ต้องเป็นของพวกเขาเท่านั้น และแล้วพระราชาเมืองเด็กก็ตัดสินใจลอบส่งทหารไปขโมยลูกกวาดอย่างต่อเนื่อง


พระราชาเมืองลูกกวาดแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไมลูกกวาดในท้องพระคลังจึงค่อยๆ หายไป สืบสาวเอาความก็ไม่มีใครรู้ จึงเรียกพระราชาของเมืองทั้งหมดในทวีปมาประชุมกัน ด้วยความที่ก่อนหน้านั้นทุกเมืองอยู่กันอย่างสันติสุข ไม่มีเหตุการณ์ลักเล็กขโมยน้อยเกิดขึ้นเลย พระราชาเมืองเด็กจึงกลายเป็นผู้ต้องสงสัย พระราชาแห่งเมืองเด็กถูกสอบถาม แต่พระองค์ก็ไม่ยอมรับ อย่างไรเสียทุกเมืองก็ลงมติตรงกันว่าต้องเป็นเมืองเด็กแน่ๆ 


พระราชาเมืองเด็กโกรธมาก ลุกขึ้นชี้หน้าด่าพระราชาทุกเมือง พร้อมกับขู่ว่า “คอยดูนะพรุ่งนี้เราจะยกทัพมาตีเมือลูกกวาด และยึดเอาทุ่งนาลูกกวาดเป็นของเรา” แล้วพระองค์จึงเสด็จกลับเมืองไปพร้อมกับทหาร 


เมื่อพระราชากลับถึงเมืองเด็ก และได้แจ้งข่าวให้พลเมืองทราบ ต่างก็โห่ร้องดีใจ เพราะได้ข้ออ้างที่จะยึดเอาทุ่งนาลูกกวาดแล้ว ต่างกระตือรือร้นจะให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ


และแล้วรุ่งเช้าของวันใหม่ก็มาถึง


ทางฝ่ายของเมืองลูกกวาดและเมืองอื่นๆ ต่างยกทหารมาคอยสกัดทัพของเมืองเด็กอยู่แล้ว จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นกลางลานกว้างก่อนถึงเมืองลูกกวาดนั่นเอง เหล่ากองทัพเมืองลูกกวาดและเมืองต่างๆ ที่ยกมาช่วย สู้กำลังของกองทัพเมืองเด็กไม่ได้ จึงถอยร่นไปตั้งหลักยังกำแพงเมืองลูกกวาด กองทัพเมืองเด็กก็เหนื่อยเช่นกันจึงพักก่อน ไม่ได้ตามไป


ฝ่ายพระราชาเมืองลูกกวาดได้เรียกประชุมพระราชาเมืองต่างๆ เพื่อขอคำปรึกษา พระราชาแห่งเมืองจุลินทรีย์ได้เสนอว่า “ขืนเราสู้ก็ไม่มีทางชนะกำลังของทหารแห่งเมืองเด็กได้ เพราะพวกเขาทั้งก้าวร้าว และโหดเหี้ยม ข้าฯ ขอเสนอแผน โดยข้าฯ จะให้พวกทหารถ่มน้ำลายลงไปในลูกกวาด น้ำลายของพวกข้าฯ เหล่าจุลินทรีย์เมื่อรวมกับของหวานแล้วจะส่งผลให้ฟันพวกเด็กๆ ผุ และเมื่อนั้นพวกเขาก็จะแพ้แก่เราเอง” 


เมื่อทุกฝ่ายตกลงตามพระราชาจุลินทรีย์แล้ว ก็ส่งตัวแทนไปยอมแพ้แก่พระราชาแห่งเมืองเด็ก พร้อมทั้งมอบลูกกวาดทั้งหมดให้ พระราชาเมืองเด็กดีใจมาก รีบสั่งทหารให้นำลูกกวาดกลับเมือง พร้อมทั้งแจกจ่ายและกินมันอย่างมูมมาม พวกเขาไม่กินอะไรเลยนอกจากลูกกวาด เนื่องจากในลูกกวาดมีน้ำลายของทหารจุลินทรีย์ จึงทำให้ฟันของเหล่าเด็กๆ ค่อยๆ ผุ ค่อยๆ ผุทีละนิด ทีละนิด เมื่อผุมากขึ้นก็เริ่มปวดฟัน กินอาหารอย่างอื่นไม่ได้ เด็กๆ ก็เลยผอมแห้ง แล้วเหงือกก็เริ่มเป็นหนอง เกิดเชื้อโรคขึ้น เชื้อโรคลามไปยังตา ทำให้ตาบอด แล้วลามต่อไปยังสมองจนกระทั่งตายไป ประชากรเมืองเด็ก ค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ เพราะอาการฟันผุรุนแรงขึ้น แม้กระทั่งพระราชาเองก็เริ่มป่วยหนัก ในที่สุดเมื่อพระองค์ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรแล้ว จึงทรงเขียนจดหมายกลับไปยังเมืองพ่อแม่ เพื่อขอความช่วยเหลือ


เมื่อพระราชาแห่งเมืองพ่อแม่ได้อ่านแล้วนึกสงสารทันที พูดกับทหารว่า “เรารู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ลูกๆ ของเราคิดถึงเราเมื่อมีปัญหา คนที่รักพวกเขามากที่สุดก็คือเรานี่แหละ ไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้นอกจากเราอีกแล้ว”


พูดจบพระราชาจึงเรียกทหารยาสีฟัน กับทหารแปลงสีฟันมาทันที แล้วสั่งให้รีบเดินทางไปช่วยเหลือพลเมืองแห่งเมืองเด็ก พร้อมกับพระองค์


เมื่อถึงเมืองเด็ก ทหารยาสีฟันกับทหารแปรงสีฟันก็ช่วยกันขจัดเชื้อจุลินทรีย์ที่กัดฟันออกไปจนหมดสิ้น เมื่อเด็กๆ ทุกคนที่เหลือหายฟันผุแล้ว พระราชาเมืองพ่อแม่จึงพาพระราชาเมืองเด็กไปขอขมาพระราชาแห่งเมืองลูกกวาด และคืนลูกกวาดทั้งหมดให้ แล้วพาพระราชาเด็กกับพลเมืองกลับไปยังเมืองพ่อแม่


เมื่อกลับถึงเมืองพ่อแม่ เหล่าเด็กทั้งหลายต่างก็เชื่อฟังพ่อแม่เป็นอย่างดี ไม่ดื้อเหมือนเดิม พวกเขาก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา



****จบ****

ขอบคุณภาพวาด โดย : mamia somjeed



Create Date : 16 กรกฎาคม 2556
Last Update : 16 กรกฎาคม 2556 8:31:59 น.
Counter : 380 Pageviews.

0 comment

ในห้องแคบ
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



พื้นที่เล็กๆ ในการเผยแพร่งาน ของนักอยากเขียน นาม 'อนุสรณ์ ศรีคำขวัญ'