"Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them."
Group Blog
 
All Blogs
 

วิสุทธิ 7

วิสุทธิ 7 (ความหมดจด, ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ, ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดมุ่งหมายคือนิพพาน — purity; stages of purity; gradual purification)


       1. สีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล คือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ — purity of morality) วิสุทธิมรรคว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล 4 


       2. จิตตวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งจิต คือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา — purity of mind) วิสุทธิมรรคว่า ได้แก่ สมาบัติ 8 พร้อมทั้งอุปจาร


       3. ทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ คือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะเป็นจริง เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความหลงผิด — purity of view; purity of understanding) จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจ


       4. กังขาวิตรณวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย, ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง 3 — purity of transcending doubts) ข้อนี้ ตรงกับ ธรรมฐิติญาณ หรือ ยถาภูตญาณ หรือ สัมมาทัสสนะ จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจ


       5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่าอุทยัพยานุปัสสนา เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมีวิปัสสนูปกิเลส เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง 10 แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ วิปัสสนาญาณนั้นต่อไป — purity of the knowledge and vision regarding path and not-path) ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจ


       6. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน คือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึงสัจจานุโลมิกญาณหรืออนุโลมญาณ อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิดโคตรภูญาณ คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่งความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ วิปัสสนาญาณ 9 — purity of the knowledge and vision of the way of progress)


       7. ญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ คือ ความรู้ในอริยมรรค 4 หรือ มรรคญาณ อันเกิดถัดจากโคตรภูญาณเป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจากมรรคญาณนั้นๆ ความเป็นอริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น — purity of knowledge and vision)


       วิสุทธิ 7 เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไปเพื่อบรรลุนิพพาน ดุจรถ 7 ผลัดส่งต่อกันให้บุคคลถึงที่หมาย โดยนัยดังแสดงแล้ว

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

 

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

 

 




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2555 14:55:17 น.
Counter : 583 Pageviews.  

กถาวัตถุ 10

กถาวัตถุ 10

(เรื่องที่ควรพูด, เรื่องที่ควรนำมาสนทนากันในหมู่ภิกษุ — Subjects for talk among the monks)

 

       1. อัปปิจฉกถา (เรื่องความมักน้อย, ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย ไม่มักมากอยากเด่น — talk about or favorable to contentment)
       2. สันตุฏฐิกถา (เรื่องความสันโดษ, ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสันโดษ ไม่ชอบฟุ้งเฟ้อหรือปรนปรือ — talk about or favorable to contentment)
       3. ปวิเวกกถา (เรื่องความสงัด, ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสงัดกายใจ — talk about or favorable to seclusion)
       4. อสังสัคคกถา (เรื่องความไม่คลุกคลี, ถ้อยคำที่ชักนำให้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ — talk about or favorable to not mingling together)
       5. วิริยารัมภกถา (เรื่องการปรารภความเพียร, ถ้อยคำที่ชักนำให้มุ่งมั่นทำความเพียร — talk about or favorable to strenuousness)
       6. สีลกถา (เรื่องศีล, ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล — talk about or favorable to virtue or good conduct)
       7. สมาธิกถา (เรื่องสมาธิ, ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำจิตมั่น — talk about or favorable to concentration)
       8. ปัญญากถา (เรื่องปัญญา, ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา — talk about or favorable to deliverance)
       9. วิมุตติกถา (เรื่องวิมุตติ, ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลสและความทุกข์ — talk about or favorable to deliverance)
       10. วิมุตติญาณทัสสนกถา (เรื่องความรู้ความเห็นในวิมุตติ, ถ้อยคำที่ชักนำให้สนใจและเข้าใจเรื่องความรู้ความเห็นในภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ — talk about or favorable to the knowledge and vision of deliverance)

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

 

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

 

 




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2555 14:55:35 น.
Counter : 239 Pageviews.  

ประวัติ พระปุณณมันตานีบุตรเถระ เอตทัคคะในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก

     พระปุณณมันตานีบุตรเถระ
         เอตทัคคะ : ธรรมกถึก


            ภาคชีวประวัติและการศึกษา
            เดิมมีชื่อว่า “ปุณณะ” มารดาชื่อว่า “นางมันตานี” เกิดในวรรณะพราหมณ์ เป็นบุตรของน้องสาวของพระอัญญาโกณฑัญญะ หมู่บ้านโทณวัตถุ ซึ่งไม่ไกลจากเมืองกบิลพัสดุ์นัก
            ท่านได้รับการศึกษาและออกบวชเมื่อคราวที่พระอัญญาโกณฑัญญะเดินทางกลับมาบ้านเกิด หลังจากการจำพรรษาแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แล้วจึงกลับไปประกาศพระศาสนาที่บ้านเกิด จึงทำให้ท่านปุณณะมันตานีบุตรสังเกตเห็นกิริยาอาการ
ของหลวงลุงอยู่ตลอดเวลาว่ามีความเลื่อมใสศรัทธามาก จึงขอบวช พระอัญญาโกณฑัญญะ(หลวงลุง)จึงได้บวชให้ตามความประสงค์ทุกประการ

            ภาคการปฏิบัติ
            ครั้นบวชแล้ว ท่านก็มีความขยันหมั่นเพียรพยายามปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาตามที่หลวงลุงอบรมสั่งสอนไม่นาน ก็ได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์


 
          ภาคการประกาศพระศาสนา
            หลังจากที่ท่านได้บรรลุอรหันต์แล้ว ท่านได้เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระพุทธศาสนาอย่างมาก เช่นท่านได้สอนเรื่องกถาวัตถุ ๑๐ ประการ ให้พระอานนท์ฟัง เมื่อคราวที่ท่านพระอานนท์บวชใหม่ๆ จนทำให้พระอานนท์บรรลุพระโสดาบัน
พระอสีติมหาสาวก
พระปุณณเถระ

            พระปุณณเถระ เป็นบุตรนางมันตานีพราหมณี ในปัญหากรรมของท่านนั้นมีอยู่ว่า ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลอยู่ในหงสาวดีนคร ก่อนแต่กาลอันเป็นที่บังเกิดแห่งพระผู้มีพระภาค พระนามว่า ปทุมุตตระ มารดาให้นามท่านว่า โคตมกุมาร ครั้นเจริญวัยก็ศึกษาไตรเพท ๓ ประการ เห็นว่ามิได้เป็นโมกขธรรมที่จะนำตนให้พ้นจากภพได้ จึงมารำพึงว่าชื่อว่า ประชุมสามแห่งไตรเพทางคศาสตร์นี้ มีสภาวะหาแก่นสารมิได้ การที่เรามาถือเอาไตรเพทอันหาแก่นสานมิได้ มีอาการประหนึ่งถือเอากัททลีชาติต้นกล้วย อันเกลี้ยงกลมในภายนอก แต่ภายในนั้นหาแก่นสารมิได้  ไตรเพทนี้เปรียบดังโภชนาหารจนเจือปนด้วยแกลบ และข้างลีบ มิได้สำเร็จเป็นอาหารได้ ประโยชน์อะไรด้วยศิลปศาสตร์อันหาแก่นสารมิได้  เหตุดังนั้น จำเราจะบรรพชาเป็นดาบส แล้วจะยังพรหมวิหารทั้งสี่ประการ ให้บังเกิดแล้วจะมิให้ฌานนั้นเสื่อม เราก็จะมีพรหมโลกเป็นคติดำเนินไปเบื้องหน้า
            ครั้นจินตนานึกดังนี้แล้ว  ก็สละเคหสถานศฤงคารบริวารยศ ไปอยู่เชิงเขาพร้อมด้วยมานพที่เป็นบริวารจำนวนมาก บรรพชาเป็นดาบสเจริญพรหมวิหารสี่อยู่ ณ เชิงเขาแห่งนั้น โคตมดาบสมีหมู่ชฎิลทั้งหลายเป็นบริวารจำนวนมาก ครั้นตั้งอยู่ในโอวาทของดาบสผู้เป็นอาจารย์แล้ว ก็ได้สำเร็จอภิญญาและสมาบัติทั้งสิ้น
            ครั้นกาลอันเนิ่นนานล่วงไปแล้ว โคตมดาบสชราภาพลงแล้ว พระปทุมุตตระก็ได้สำเร็จพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว และตรัสเทศนาพระธรรมจักกัปปวัฒนสูตร ตามพุทธประเพณีเสร็จแล้ว และมีพระมหาขีนาสพสงฆ์แสนหนึ่งเป็นบริวาร เสด็จจำพระวัสสา อาศัยนครหงสาวดีเป็นที่โคจรสถาน อยู่มาวันหนึ่ง พระปมุตตรพุทธเจ้า เมื่อเวลาปัจจุสมัยจะใกล้รุ่ง พระองค์จึงส่องพระพุทธญาณไป พิจารณาดูสรรพเวไนยสัตว์โลกทั้งปวง จึงทรงเห็นเหตุสองประการคือ เห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของชฎิล ผู้เป็นบริษัทของโคตมดาบสนั้น ประการหนึ่ง เห็นความปรารถนาแห่งโคตมดาบสอันจะได้ตั้งไว้ว่า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายธรรมกถึก ในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าอันจะมาตรัส ในอนาคตกาลอีกประการหนึ่ง ครั้นเวลาเช้าในกาลเมื่อ อันเตวาสิกทั้งปวงของโคตมดาบสพากันเข้าไปสู่ราวป่า เพื่อจะแสวงหามูลผลาหารแล้ว  พระองค์ได้เสด็จไปประดิษฐานอยู่แทบประตูบรรณศาลาของโคตมดาบส ด้วยเพศที่บุคคลไม่รู้จัก
            ส่วนโคตมดาบส มิได้ทันรู้ว่าพระพุทธเจ้าบังเกิดในโลกแล้ว เมื่อได้เห็นพระผู้มีพระภาคแต่ในที่ไกล แล้วก็มาสำคัญเข้าใจโดยอัตตโนมัติว่า บุรุษผู้นี้น่าจะเป็นผู้ที่พ้นแล้วจากโลก และบุรุษผู้ประกอบพร้อมด้วยจักกลักษณะโดยอันควรแก่สำเร็จในสรีระ เมื่อท่านอยู่ ณ ท่ามกลางฆราวาสฐานครองเรือน ก็จะได้เป็นบรมจักรพรรดิราช มีอาชญาแผ่ไปในจตุรทวีปใหญ่ ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร ประการหนึ่งบุรุษนี้เมื่อออกบรรพชาเป็นบรรพชิตเพศก็จะได้เป็นองค์พระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีหลังคาคือราคาทิกิเลส อันเป็นเครื่องมุงบังนั้น เปิดเผยเสียได้แล้ว
            เมื่อโคตมดาบสสันนิษฐานกำหนดในใจฉะนี้แล้ว จึงถวายอภิวันทิยประณตน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคด้วยประถมทัศนะ จึงกราบทูลอาราธนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระสิริโสภาค ขออาราธนาเสด็จมาในฐานที่นี้เถิด แล้วจัดแจงแต่งตั้งปูลาดอาสนะถวายให้ทรงนั่ง พระผู้มีพระภาค ทรงนั่งเหนือบรมพุทธาอาสน์ เพื่อจะแสดงพระธรรมเทศนาแก่โคตมดาบส เหล่าชฎิลบริวารทั้งปวงเมื่อแสวงหามูลผลาผลแล้วพากันกลับมา ก็ได้เห็นพระศาสดาทรงสถิตนั่งเหนืออาสนะอันสูง เห็นอาจารย์ของตนนั่งอยู่บนอาสนะอันต่ำ จึงให้มีดำริว่าเราทั้งหลายสำคัญว่าผู้อื่นในโลกจะดีพิเศษไปกว่าอาจารย์ของเรานี้ไม่มีอีกแล้ว บุรุษผู้นี้น่าจะเป็นผู้ประเสริฐเลิศแท้ ส่วนโคตมดาบสก็มีความสะดุ้งกลัวว่า ชฎิลทั้งปวงนี้จะพึงไหว้เราในสำนักแห่งพระผู้มีพระภาค ดูไม่สมควร จึงมีวาจาแก่ชฎิลทั้งปวงนั้นเสียก่อนว่า ท่านทั้งปวงอย่าได้ไหว้นบเราเลย บุรุษผู้เป็นเอกอัครบุคคลควรที่จะพึงไหว้นบนมัสการในโลกนี้ กับทั้งเทวโลกมานั่งอยู่ ณ ที่นี้ ชฎิลทั้งปวง จึงต่างพากันถวายนมัสการพระบาทยุคล พระผู้มีพระภาค ฝ่ายโคตมดาบสก็เลือกเอาผลาผลอันปราณีตใส่ลงในบาตรพระผู้มีพระภาค
            ภายหลังพระผุ้มีพระภาคกระทำภัตตกิจสำเร็จแล้ว จึงทรงมีพระพุทธดำริว่า พระอรรคสาวกทั้งสอง จงพาภิกษุแสนหนึ่งมาในฐานที่นี้เถิด ขณะนั้นพระมหาวิมลเถระ ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา จึงพาพระภิกษุสงฆ์แสนหนึ่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาค ถวายนมัสการแล้วสถิตอยู่ ณ ที่อันสมควร โคตมดาบสจึงมีวาจากับอันเตวาสิกทั้งปวงว่า เครื่องสักการะอื่น ๆ ของเราหามีไม่ พระภิกษุทั้งปวงอยู่ด้วยความลำบากนัก เราทั้งหลายจะตกแต่งอาสนะด้วยดอกไม้ ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานเถิด บรรดาอันเตวาสิกทั้งปวงก็พากันเก็บบุปผาชาติทั้งหลายอันบริบูรณ์ด้วยสี และกลิ่นมาตกแต่งเป็นอาสนะดอกไม้ ดุจนัยดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องราวของพระสารีบุตรเถระนั้น
            พระผู้มีพระภาคกับทั้งพระภิกษุสงฆ์เข้าสู่นิโรธสมาบัติอยู่เจ็ดวัน ครั้นครบกำหนดแล้ว พระผู้มีพระภาคก็เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติทอดพระเนตรเห็นดาบสทั้งปวง แวดล้อมพร้อมเพรียงกันอยู่ พระองค์จึงมีพระพุทธฎีกาดำรัสเรียกพระสาวกองค์หนึ่งผู้ถึงที่เอตทัคคะฐานเลิศในภาวะเป็นธรรมถึกแล้ว มีพระพุทธบัญชาสั่งว่า หมู่ฤาษีเหล่านี้กระทำมหาสักการะบูชาอันยิ่งใหญ่ ท่านจงทำบุปผาสมานุโมทนา แก่หมู่ฤาษีเหล่านี้เถิด พระธรรมถึกมหาเถระนั้น จึงพิจารณาเลือกสรรค์พระไตรปิฎกทั้งสาม แล้วก็แสดงบุปผาสมุโมทนา เมื่อจบแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงทรงเปล่งพระสุรเสียง สำเนียงดุจเสียงท้าวมหาพรหมทรงแสดงพระธรรมเทศนา ครั้นจบพระสัทธรรมเทศนาแล้ว ชฎิลทั้งหมื่นแปดพัน ก็ได้บรรลุพระอรหันต์สิ้น ยกเสียแต่โคตมดาบสผู้เดียว
            โคตมดาบส เมื่อไม่อาจทำปฏิเวธธรรมคือ ความตรัสรู้มรรคและผลด้วยอัตตภาพชาตินั้นได้แล้ว จึงกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้ทรงสวัสดิภาค ภิกษุองค์ใดที่ได้แสดงธรรมเทศนาในประถมทีแรกนั้น เป็นที่อะไรในพระพุทธศาสนาแห่งพระองค์นี้ พระผุ้มีพระภาคจึงมีพุทธฎีกาตรัสว่า ภิกษุรูปนี้ได้เป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายธรรมถึก ในพระศาสนาของตถาคต
            โคตมดาบส จึงหมอบลงแทบบาทมูลแห่งพระผู้มีพระภาค แล้วตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาคอันงาม ด้วยผลแห่งอธิการบูชาอันใหญ่ ที่ข้าพระบาทได้กระทำสิ้นเจ็ดวันนี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายธรรมถึกในพระพุทธศาสนา แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ซึ่งจะได้มาตรัสในอนาคตกาล ดังพระภิกษุองค์นี้เถิด
            พระผู้มีพระภาค จึงทรงพิจารณาสอดส่องดูกาลในอนาคต ก็ทรงทราบว่าความปรารถนาของดาบสนั้น จะสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ดูกร โคตมดาบส สืบไปในอนาคตในที่สุดแสนกัปนับแต่นี้ไป พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพระโคดม จะได้มาอุบัติในโลกนี้ ตัวท่านจะได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายธรรมถึกในศาสนาพระโคดมพุทธเจ้านั้น จากนั้นจึงมีพุทธฎีกาดำรัสเรียกชฎิลทั้งปวง บรรดาที่บรรลุพระอรหันนั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จะประพฤติพรหมจรรย์ ในพระธรรมวินัยนี้เถิด ชฎิลทั้งปวงก็มีผลและหนวดเคราอันตรธานหาย แล้วก็ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันแล้วด้วยฤทธิ์ ปานประหนึ่งว่า พระมหาเถระอันมีพระวัสสาได้ร้อยหนึ่งฉะนั้น พระผู้มีพระภาคก็ทรงพาภิกษุสงฆ์ทั้งปวงกลับมาสู่มหาวิหารอันเป็นบรมพุทธาวาส
            ฝ่ายโคตมดาบส ก็อุตสาห์บำเรอพระบรมโลกนาถ และอุตส่าห์บำเพ็ญกองการกุศลตามสมควรแก่สติกำลังอยู่ตราบเท่าชีวิตของตน ครั้นท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษย์โลกช้านาน ประมาณได้แสนกัปเป็นกำหนด
            ครั้นมาในพระพุทธศาสนาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรานี้ ท่านก็ได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในบ้านโทณะวัตกพราหมณคามใกล้นครกบิลพัสดุ์ มารดาบิดาให้ชื่อว่า ปุณณมานพ เมื่อพระศาสนาแห่งเราได้บรรลุพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว เสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตรัสเทศนาพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ และเสด็จโดยอนุกรมลำดับจนมาถึงกรุงราชคฤห์ เสด็จจำพระวัสสาอาศัยกรุงราชคฤห์เป็นที่โคจรสถาน พระอัญญาโกณฑัญญะเถระ จึงกลับมาสู่กรุงกบิลพัสดุ์ ยังปุณณมานพผู้เป็นหลานชายให้บรรพชาในพระพุทธศาสนา แล้วท่านจึงกลับไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาค ถวายนมัสการอำลาพระองค์ไปสู่ฉัทพันตสระอันมีในป่าหิมพานต์ เพื่อจะสำเร็จนิพาวิหารอยู่สบายกลางวัน
            ฝ่ายพระปุณณเถระได้จะไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระอัญญาโกณฑญญะ ผู้เป็นลุงนั้นหามิได้ ด้วยมาดำริว่า เรายังบรรพชิตกิจให้สำเร็จ แล้วจึงจะค่อยไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคในภายหลัง ท่านจึงไปอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อบำเพ็ญพระวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัต พร้อมด้วยพระปฏิสัมภิทาญาณทั้งสี่ กุลบุตรทั้งหลายที่ได้บรรพชาในสำนักของท่านประมาณ ๕๐๐ รูป ฝ่ายพระปุณณเถระท่านได้ตรัสรู้กถาวัตถุ ๑๐ ประการ แล้วสั่งสอนกุลบุตร บรรพชิตทั้ง ๕๐๐ นั้น ด้วยกถาวัตถุ ๑๐ ประการ กุลบุตรบรรพชิตเหล่านั้น ครั้นดำรงอยู่ในโอวาทของท่านแล้วก็ได้สำเร็จพระอรหัตทั้ง ๕๐๐ องค์
            บรรดาพระภิกษุทั้งหลายที่ได้บรรพชาในสำนักของพระปุณณเถระ ครั้นรู้ว่าบรรพชิตกิจของตนสำเร็จแล้ว จึงพากันไปสู่สำนักพระปุณณเถระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์  กล่าวว่า บรรพชิตกิจของข้าพเจ้าทั้งหลายทั้งปวงได้สำเร็จแล้ว ในสมัยอันข้าพเจ้าทั้งหลายได้ซึ่งกถาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้แล้ว และปรารถนา เพื่อจะเห็นพระทศพลญาณเจ้าในกาลบัดนี้
            ฝ่ายพระปุณณเถระจึงดำริว่า  พระผู้มีพระภาคก็ทรงทราบซึ่งกิริยาที่เราจะได้สำเร็จกถาวัตถุ ๑๐ ประการ เมื่อเราจะแสดงธรรมเทศนาก็มิได้เสียซึ่งวัตถุ ๑๐ ประการนั้น  ครั้นเมื่อเราจะไปและภิกษุเหล่านั้นก็จะพากันแวดล้อมเราไปด้วย  และพบเห็นพระผู้มีพระภาคจะได้สมควรแก่เราหามิได้  ภิกษุเหล่านี้จงพากันไปก่อนเถิด ดำริแล้วจึงว่าแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  ท่านทั้งปวงจงพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคก่อนเราเถิด และท่านทั้งหลายจงถวายนมัสการ พระผู้มีพระภาคตามถ้อยคำที่เราสั่งนี้เถิด เราก็ควรจะไปโดยมรรคาที่ท่านทั้งปวงไป
            ภิกษุเหล่านั้น มีปรกติอยู่ ณ บ้านใกล้แว่นแคว้นอันเป็นชาติภูมิ ที่บังเกิดของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ล้วนเป็นพระขีณาสพสิ้นอาสวกิเลสแล้ว และมีปกติได้กถาวัตถุ ๑๐ ประการ ได้อำลาพระปุณณเถระ ล่วงมรรคาได้ ๖๐ โยชน์โดยลำดับ ก็บรรลุถึงพระเวฬุวันมหาวิหาร ถวายนมัสการแล้วนั่งอยู่ ณ ที่อันควร
            แท้จริงกิริยาที่กระทำสัมโมทนียกถา ปราศรัยกล่าวถ้อยคำอันเป็นที่ชื่นชมตอบกับภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะทั้งหลายนั้น สั่งสมอยู่ในสันดานแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสปฎิสันถารปราศัยด้วยวาจาอันไพเราะ อ่อนหวานกับภิกษุทั้งหลายโดยนัยเป็นอาทิว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ยนต์คือ สรีรกาย อันเประกอบด้วยจักร คือ อิริยาบททั้งสี่มีทวารเก้า ท่านทั้งหลายยังอดกลั้นได้หรือประการใด แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ท่านมาแต่ประเทศดังฤา  เมื่อภิกษุทั้งปวงกราบทูลว่า มาแต่ชาติภูมิ และมีปกติอยู่ ณ ชาติภูมินั้น ๆ ภิกษุรูปใดเล่าที่เป็นบุคคลมีสันดานอันอบรมอยู่ด้วย วัตถุ ๑๐ ประการ และเป็นผู้มักน้อยด้วยตนอย่างนี้แล้ว และกระทำอัปปิจกถา กล่าวซึ่งความมักน้อยแก่ภิกษุทั้งหลายอื่นนั้น ยังจะมีอยู่บ้างหรือเปล่า ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า พระภิกษุผู้กล่าวอัปปิจฉกถา คือ กล่าวซึ่งความมักน้อยสันโดษนั้น มีนามว่า ปุณณเถระ ผู้เป็นบุตรนางมันตานีพราหมณี
            ฝ่ายพระสารีบุตร ได้สดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น ท่านก็มีความปรารถนาเพื่อจะใคร่พบเห็นพระปุณณเถระ
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ไปสู่นครสาวัตถี พระปุณณเถระได้ทราบความก็คิดว่า จำเราจะไปให้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าในนครสาวัตถีเถิด คิดแล้วท่านก็ไปสู่นครสาวัตถี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ภายในคันธกุฎี พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสแสดงพระสัทธรรมเทศนาแก่พระปุณณเถระ เมื่อท่านได้สดับพระสัทธรรมเทศนาแล้ว จึงถวายนมัสการลาพระผู้มีพระภาคเจ้าไปสู่ ป่าอันธวัน เพื่อจะยับยั้งอาศัยเร้นอยู่ตามผาสุก
            พระสารีบุตรเถระ ได้ฟังข่าวว่า พระปุณณเถระไปอยู่ ณ ที่นั้น ครั้นกำหนดโอกาสแล้ว ก็ไปยังรุกขมูลนั้น กระทำสัมโมทนียกถาปราศัยกับพระปุณณเถระแล้ว  จึงไต่ถามซึ่ง วิสุทธิเจ็ดประการ พระปุณณเถระก็กล่าวแก้ซึ่งวิสุทธิทั้งเจ็ด ครั้นแล้วก็ปรารถนาซึ่งจิตด้วยข้ออุปมาประดุจบุคคลนำไปซึ่งรถนั้น  ทั้งสองท่านต่างองค์ต่างก็มีความชื่นชมโสมนัสต่อสุภาษิตวาจาแห่งกันและกัน
            ครั้นอยู่มา ณ สมัยเบื้องหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถิต ณ ท่ามกลางสาวกทั้งปวงแล้ว จึงทรงตั้งพระปุณณเถระไว้ในเอคทัตคฐานที่เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างธรรมกถึกด้วยพระพุทธฎีกาว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุองค์ใดที่เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างธรรมกถึก ภิกษุองค์นั้นคือ ปุณณภิกษุ บุตรนางมันตานีพราหมณ์
            ส่วนพระปุณณเถระ เมื่อดำรงชนมายุสังขารอยู่ครบจำนวนถ้วนบริเฉทแล้ว ท่านก็ผันพักตร์ประเวศเข้าสู่ศิวโมกขมาร วิมุติบวรสถาน คือ อมตมหานิพพาน เป็น เอกันตบรมสุข ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ เป็น อนุปปัตตินิโรธดับสิ้นเชิงหาเชื้อมิได้ คือ ตัณหา และอุปาทาน ที่จะก่อให้เกิดในภพใหม่ไม่มีแล้ว

 

//84000.org//84000.org

พระปุณณมันตานีบุตรเถระ
เอตทัคคะในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก

พระปุณณมันตานี เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในหมู่บ้านพราหมณ์โทณวัตถุ อัน
ไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์มากนัก เดิมท่านมีชื่อว่า “ปุณณะ” แต่เนื่องจากมารดาของท่านชื่อ
นางมันตานี คนทั่วไปจึงมักเรียกท่านว่า “ปุณณมันตานีบุตร” และโดยสายเลือดนับว่าท่านเป็น
หลานของพระอัญญาโกณฑัญญะ
พระปุณณมันตานี ได้เข้ามาบวชในพุทธศาสนา โดยการชักนำของ
พระอัญญาโกณฑัญญเถระ ผู้เป็นลุง ในสมัยเมื่อพระพุทธองค์หลังจากทรงจำพรรษาแรกที่ป่า
อิสิปตนมฤคทายวัน พอออกพรรษาแล้วทรงส่งสาวกจำนวน ๖๐ รูป ออกประกาศพระศาสนา
นับว่าเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก พระอัญญาโกณฑัญญะ ก็เป็นอีกรูปหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย ท่าน
ได้กลับไปที่บ้านของท่านแสดงธรรมโปรดญาติพี่น้อง ขณะนั้น ปุณณมันตานี บุตรหลานชาย
ของท่านเกิดศรัทธาเลื่อมใสขอบวชในพุทธศาสนา ซึ่งท่านให้บรรพชาเป็นสามเณรไว้ก่อน แล้ว
พาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่กรุงราชคฤห์ พระพุทธองค์ประทานการอุปสมบทให้ เมื่อบวช
แล้วไม่นานอุตสาห์บำเพ็ญเพียร เจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

  • ปฏิบัติอย่างไรสอนอย่างนั้น
    เมื่อท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว มีปฏิปทาตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรม ๑๐ ประการ คือ:-
    ๑ อัปปิจฉตา เรื่องความปรารถนาน้อย
    ๒ สันตุฏฐิตา เรื่องความสันโดษ
    ๓ ปวิเวกตา เรื่องความสงัด
    ๔ อสังสัคคตา เรื่องความไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
    ๕ วิริยารัมภะ เรื่องความเพียร
    ๖ สีลตา เรื่องศีล
    ๗ สมาธิ เรื่องสมาธิ
    ๘ ปัญญา เรื่องปัญญา
    ๙ วิมุตติ เรื่องความหลุดพ้น
    ๑๐ วิมุตติญาณทัสนะ เรื่องความรู้ความเห็นว่าหลุดพ้น

คุณธรรม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้กล่าวสั้น ๆ ก็คือ มักน้อย
สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารภความเพียร บริบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ
ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเถระ จะสั่งสอนบริษัทบริวารของท่านด้วยคุณธรรม ๑๐ ประการนี้ จากท่านจนได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ด้วยเหตุนี้ ภิกษุผู้เป็นศิษย์ของท่านไม่ว่าจะไปสู่ที่ใด ๆ ก็จะพากันกล่าวยกย่องพรรณนาคุณของพระปุณณมันตานีบุตรเถระ ผู้
เป็นพระอุปัชฌาย์ของตน ให้ปรากฏแก่พุทธบริษัทในที่นั้น ๆ เสมอ แม้พระสารีบุตรเถระ ได้ทราบข่าวคุณธรรมของท่านแล้ว ก็มีความปรารถนาจะได้สนทนาธรรมกับท่าน

  • สนทนาธรรมกับพระสารีบุตร
    สมัยหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเสด็จมายังเมืองสาวัตถี ณ ที่นั้นพระสารีบุตรกับพระ
    ปุณณมันตานีบุตร ได้มีโอกาสพบกัน พระสารีบุตรได้สนทนาไต่ถามท่านเกี่ยวกับวิสุทธิ
    ๗ ประการ
    อันได้แก่:-
    ๑ ลีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล
    ๒ จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิต
    ๓ ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ
    ๔ กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย
    ๕ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่า หรือมิใช่ทาง
    ๖ ปฏิปาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ
    ๗ ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะกล่าวคือมรรคญาณ


พระปุณณมันตานีบุตร ได้ถวายคำอธิบายว่า วิสุทธิ ๗ นี้ ย่อมเป็นปัจจัยอาศัยส่งต่อกัน
ไปจนถึงพระนิพพาน ท่านเปรียบเหมือน ๗ คัน ที่ส่งต่อ ๆ พลัดกันไปโดยลำดับ
เมื่อการสนทนาไต่ถามกันและกันจบลง พระเถระทั้งสองต่างก็กล่าวอนุโมทนาคุณกถา
ของกันและกัน และแยกกันกลับสู่ที่พักของตน

เพราะความที่พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ท่านดำรงต้นตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมเช่นไร ก็
สั่งสอนบรรดาศิษย์และพุทธบริษัทอื่น ๆ ให้ดำรงอยู่ในคุณธรรมนั้นด้วย
พระผู้มีพระภาค จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ใน
ทาง ผู้เป็นพระธรรมกถึก


พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระศาสนาพอสมควรแก่กาล
เวลาแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

 

//www.dhammathai.org

  พระปุณณมันตานีบุตรเถระ

    ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์ ชื่อว่า โทณวัตถุ ไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ "ปุณณ" เรียกนามตามที่เป็นของนางมันตานีพราหมณี ว่า ปุณณมันตานีบุตร ปุณณมาณพเป็นหลายของท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ เพราะนางมันตานีพราหมณีผู้เป็นมารดาเป็นน้องสาวของท่าน การที่ปุณณมาณพจะได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็เพราะอาศัยพระอัญญาโกณฑัญญะผู้เป็นลุง เป็นผู้ชักนำมาให้บวชในเมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ท่านได้ไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ให้ปุณณมาณพผู้เป็นหลายชายบวชในพระพุทธศาสนา ครั้นพระปุณณะบวชแล้วไปอยู่ในประเทศชื่อ ชาติภูมิ บำเพ็ญเพียรไม่นามนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

ท่านพระปุณณะตั้งอยู่ในธรรม ๑๐ อย่าง คือ
๑. มักน้อย ๒. สันโดษ ๓. ชอบสงัด ๔. ไม่ชอบเกี่ยวข้องด้วยหมู่ ๕. ปรารภความเพียร ๖. บริบูรณ์ด้วยศีล ๗. สมาธิ ๘. ปัญญา ๙. วิมุตติ ๑๐. ความรู้เห็นในวิมุตติ

แม้เมื่อมีบริษัท ท่านก็สั่งสอนให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมสิบประการ ครั้นต่อมาภิกษุที่เป็นบริษัทของท่านลาไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลพรรณนาคุณพระอุปัชฌาย์ของตนว่าตั้งอยู่ในคุณธรรมสิบประการนั้น และสั่งสอนให้บริษัท ตั้งอยู่ในคุณธรรมสิบประกานนั้นด้วย ในเวลานั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ได้ยินภิกษุเหล่านั้นทูลพรรณนาคุณของพระปุณณะ มีความประสงค์อยากจะรู้จักและสนทนาด้วย เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาเมืองสาวัตถีแล้ว ท่านพระปุณณะมาเฝ้า พอหลีกไปจากที่เฝ้าแล้ว พระสารีบุตรทราบข่าว จึงเข้าไปหาสนทนาปราศรัยกันแล้ว ไต่ถามถึงวิสุทธิ ๗ ประการ ท่านพระปุณณะก็วิสัชนาชักอุปมาอุปมัยเปรียบด้วยรถ ๗ ผลัด ในที่สุดแห่งการปุจฉาวิสัชนาวิสุทธิ ๗ ประการนั้น พระเถระทั้งสองก็อนุโมทนาภาษิตของกันและกัน

ท่านพระปุณณมันตานีบุตรนั้น อาศัยความที่ตนตั้งอยู่ในคุณธรรมเช่นใดแล้ว สอนผู้อื่นให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมเช่นนั้นด้วย พระบรมศาสดาจึงยกย่องสรรเสริญว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก ท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่สมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

 

//www.gongtham.net

ประวัติ พระปุณณมันตานีบุตรเถระ

๑. สถานะเดิม

       พระปุณณมันตานีเถระ
ชื่อเดิม ปุณณะ เป็นชื่อที่ญาติทั้งหลายตั้งให้ แต่เพราะเป็นบุตรของนางมันตานี คนทั้งหลายจึงเรียกว่า ปุณณมันตานีบุตร
       บิดา ไม่ปรากฎชื่อ มารดาชื่อนางมันตานี เป็นน้องสาวพระอัญญาโกณฑัญญะ ทั้งสองเป็นคน วรรณะพราหมณ์
       เกิดที่บ้านพราหมณ์ ชื่อโทณวัตถุ อยู่ไม่ไกลจากนครกบิลพัสดุ์

๒. ชีวิตก่อนบวชในพระพุทธศาสนา


       ก่อนบวชในพระพุทธศาสนา ปุณณมาณพได้ศึกษาศิลปวิทยาต่าง ๆ และช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพที่เป็นของตระกูล และเป็นที่นิยมของวรรณะนั้น ๆ

๓. มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา

       เมื่อพระศาสดาทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันยิ่งใหญ่ เสด็จเข้าไปอาศัยราชคฤห์ราชธานีเป็นที่ประทับ พร้อมกับพระอัญญาโกณฑัญญะ และพระมหาสาวกอีกจำนวนมาก ปุณณมาณพปรารภจะไปเยี่ยมหลวงลุง ได้มุ่งไปยังราชคฤห์มหานคร ด้วยบุญในชาติปางก่อนเตือนใจ จึงได้บรรพชาอุปสมบทตามกฎพระวินัย ได้พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นอุปัชฌาย์ บวชมาไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นอรหันต์อันเป็นคุณขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา

๔. งานประกาศพระศาสนา

       พระปุณณมันตานีเถระ ครั้นบวชแล้วได้กลับยังกบิลพัสดุ์ราชธานี อาศัยอยู่ที่ชาติภูมิอันร่มเย็น ได้บำเพ็ญเพียรทางจิต จนได้สัมฤทธิ์ผลสูงสุดในพระพุทธศาสนา แล้วได้เป็นอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรให้เป็นพุทธสาวกมิใช่น้อย นับจำนวนได้ห้าร้อยองค์ ล้วนมุ่งตรงกถาวัตถุสิบประการที่อุปัชฌาย์อาจารย์สอนสั่ง เพียรระวังเคร่งครัดปฏิบัติตามโอวาท ก็สามารถตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทประหารพ้นพันธนาการแห่งทุกข์ บรรลุสุขอย่างแท้จริง

       พระเถระเหล่านั้นครั้นบรรลุพระอรหันต์แล้ว เข้าไปหาพระอุปัชฌาย์แจ้งความประสงค์ว่า ปรารถนาจะเฝ้าพระทศพล พระเถระจึงนิมนต์ให้ล่วงหน้าไปก่อน แล้วได้บทจรตามไปในภายหลัง

       พระบรมศาสดา ทรงทราบว่า พระเหล่านั้นล้วนปฏิบัติมั่นในกถาวัตถุ ๑๐ ประการ ทรงกระทำปฏิสันถารอันไพเราะเหมาะกับวิมุตวิสัย ตรัสถามว่า พวกเธอมาจากที่ไหน ได้ทรงสดับว่ามาจากชาติภูมิประเทศ เขตสักชนบท อันเป็นสถานที่ตถาคตอุบัติ จึงได้ตรัสถามถึงพระเถระผู้เป็นพระปฏิบัติกถาวัตถุสิบประการ ว่าท่านนั้นชื่ออะไร พระทั้งหลายทูลว่า ปุณณมันตานี ท่านรูปนี้มักน้อย สันโดษ โปรดปรานการเจริญศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอุปัชฌาย์ของข้าพระองค์ทั้งหลาย

       ท่านพระสารีบุตรเถระได้ฟังคำของภิกษุเหล่านั้น มีความประสงค์จะพบพระเถระ จากนั้น พระศาสดาได้เสด็จจากเมืองราชคฤห์ไปยังเมืองสาวัตถี พระปุณณมันตานีได้ไปเฝ้าพระทศพลจนถึง

       พระคันธกุฎี พระชินสีห์ได้ทรงแสดงธรรมนำให้ให้เกิดปราโมทย์ จึงได้กราบลาพระตถาคตไปยังอันธวัน นั่งพักกลางวัน สงบกายใจ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง พระสารีบุตรเถระได้คมนาการเข้าไปหา แล้วสนทนาไต่ถามข้อความในวิสุทธิเจ็ดประการ พระเถระบรรหารวิสัชชนาอุปมาเหมือนรถเจ็ดผลัด จัดรับส่งมุ่งตรงต่อ พระนิพพาน ต่างก็เบิกบานอนุโมทนาคำภาษิตที่ดื่มด่ำฉ่ำจิตของกันและกัน

๕. เอตทัคคะ

       เพราะพระปุณณมันตานีเถระ มีวาทะในการแสดงธรรมลึกล้ำด้วยอุปมา ภายหลัง พระศาสดา ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุบริษัท จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ปุณณะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นพระธรรมถึก

๖. บุญญาธิการ

       แม้พระปุณณมันตานีเถระนี้ ก็ได้มีบุญญาธิการที่สร้างสมมายาวนานในพุทธกาลมากหลาย ล้วนแต่เป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ คือพระนิพพาน ได้ทัศนาการเห็นพระปทุมุตตรศาสดา มีพุทธบัญชาตั้งสาวกผู้ฉลาดไตรปิฎก ยกให้เป็นผู้ประเสริฐล้ำเลิศในด้านการเป็นพระธรรมกถึก จึงน้อมนึกจำนงหมายอยากได้ตำแหน่งนั้น พระศาสดาจารย์ทรงรับรองว่าต้องสมประสงค์ จึงมุ่งตรงต่อบุญกรรม ทำแต่ความดี มาชาตินี้จึงได้ฐานันดรสมดังพรที่ขอไว้

๗. ธรรมวาทะ

       บุคคลควรสมาคมกับสัตบุรุษผู้ฉลาด ชี้แจงให้ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์


       นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ประมาท เห็นแจ้งด้วยปัญญา จึงได้บรรลุประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ลึกซึ้ง ละเอียด สุขุม เห็นได้ยาก

๘. นิพพาน

       พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ก็เหมือนกับพระอสีติมหาสาวกทั่วไป ที่บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนาจนตลอดชีวิตแล้วได้นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน ไม่มีภพใหม่ อีกต่อไป.
  กถาวัตถุ คือเรื่องที่ควรพูด ๑๐ ประการ คือ
  ๑. อัปปิจฉกถา เรื่องความมักน้อย
  ๒. สันตุฏฐิกถา เรื่องความสันโดษ
  ๓. ปวิเวกกถา เรื่องความสงัด
  ๔. อสังสัคคกถา เรื่องความไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
  ๕. วิริยารัมภกถา เรื่องการปรารภความเพียร
  ๖. สีลกถา เรื่องศีล
  ๗. สมาธิกถา เรื่องสมาธิ
  ๘. ปัญญากถา เรื่องปัญญา
  ๙. วิมุตติกถา เรื่องความหลุดพ้น
  ๑๐.วิมุตติญาณทัสสนกถา  เรื่องความรู้ความเห็นว่าหลุดพ้น 

            และ ท่านยังสอนเรื่องกถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้ แก่กุลบุตรชาวเมืองกบิลพัสดุ์อีก ๕๐๐ คน ไม่นานก็บรรลุความเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ชื่อเสียงของท่านจึงดังกระฉ่อนไปทั่วทุกสารทิศ และท่านยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในด้านการแสดง
ธรรมเทศนา(ธรรมกถึก)

 
          ข้อควรจำ
            ท่านได้เป็นหลานและเป็นลูกศิษย์ของพระอัญญาโกณฑัญญะ
            ท่านเป็นผู้กล่าวเรื่องกถาวัตถุ ๑๐ ประการ
            ท่านเป็นผู้กล่าวหลักธรรมเรื่องวิสุทธิ ๗ ประการ
            ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในการแสดงธรรม (ธรรมกถึก)




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2555 1:25:20 น.
Counter : 1237 Pageviews.  

นิทานชาดก ผลชาดก : กิงผลพฤกษ์ มะม่วงมีพิษ

เหตุที่ตรัสชาดก : ทรงปรารภอุบาสกผู้ฉลาดดูผลไม้คนหนึ่ง

ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี

มีพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งบรรทุกเกวียนห้าร้อยเล่มออกไปค้าขายยังต่างเมืองพร้อมกับลูกน้องอีกหลายร้อยคน ครั้งหนึ่งต้องเดินทางไกลผ่านป่าแห่งหนึ่ง ในขณะที่อยู่ชายป่า เขาได้บอกกับลูกน้องว่า

“เดี๋ยวเราจะต้องเดินทางเข้าป่าแล้ว ในป่ามีผลหมากรากไม้จำนวนมากที่มีพิษ หากผลไม้ต้นไหนที่พวกเจ้าไม่เคยกินหรือเห็นผิดสังเกต ให้มาถามเราก่อนนะ”

“ครับ หัวหน้า” ลูกน้องต่างก็เชื่อฟัง

 และในไม่ช้าไม่นาน ลูกน้องคนหนึ่งก็วิ่งมาหาหัวหน้าพ่อค้าเกวียน   

“หัวหน้า ตรงโน้นมีต้นมะม่วงสุกเต็มต้นเลย ท่านลองไปดูสิครับ ลูกโตน่ากินชะมัด”

เมื่อพ่อค้าเกวียนไปดูแล้วก็บอกว่า

“นี่ไม่ใช่มะม่วง มันคือต้นกิงผลพฤกษ์ เป็นผลไม้พิษ มีพิษร้ายแรง พวกเจ้าอย่ากินเข้าไปเชียวนะ”

บรรดาลูกน้องได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่มีใครแตะต้องผลไม้นั้นเลย ทุกคนกินแต่อาหารของตนที่เตรียมมา แล้วก็พากันพักผ่อน

 

รุ่งเช้า พวกชาวบ้านพากันมาดู สำคัญว่ากลุ่มพ่อค้าเกวียนกลุ่มนี้คงนอนตายแล้วเป็นแน่เพราะกินผลไม้นั้น หมายใจจะฉกฉวยเอาสินค้าไปเป็นของตน แต่ปรากฏว่า

“อ้าว! พวกท่าน ยังสบายดีกันอยู่หรือ”

“เอ๊ะ! ท่านถามอะไรแปลกๆ” เด็กหนุ่มในกลุ่มพ่อค้าเกวียนตอบ “ก็สบายดีน่ะสิ จะให้เป็นอะไรล่ะ”

“พวกท่านไม่ได้กินมะม่วงที่ต้นโน้นหรอ” ชาวบ้านถาม

“อ๋อ หัวหน้าเราบอกไม่ใช่มะม่วง มันเป็นผลไม้พิษ” เด็กหนุ่มอีกคนตอบ ก็พอดีหัวหน้าเดินมา

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่มะม่วง” ชาวบ้านหันมาถามหัวหน้าพ่อค้า

“รู้สิ ดูไม่ยาก” หัวหน้าตอบพร้อมกับยิ้มนิดๆ แล้วย้อนถาม “พวกท่านก็รู้ไม่ใช่หรือ… ต้นไม้นี้ต้นไม่โต คนขึ้นได้ไม่ยาก แล้วก็อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ถ้าเป็นผลไม้ที่กินได้ ลูกโตๆ แบบนี้ ไม่มีทางเหลือมาถึงเราหรอก”

“ดูท่าทางพวกท่านคงผิดหวังกับพวกเรามากสินะ เพราะทุกครั้งที่มีพ่อค้าผ่านมาทางนี้ แล้วกินผลไม้นี้เข้าไป สุดท้ายก็ตาย แล้วพวกท่านก็ขนข้าวของไปเป็นของตัวเอง” หัวหน้าพ่อค้าบอกต่อ อย่างมองทะลุปรุโปร่ง

“เอาละวันนี้พวกเราไปก่อน ไว้พวกท่านรอพ่อค้ากลุ่มใหม่ที่เห็นแก่กินมาก็แล้วกัน” พ่อค้ากล่าวลาแล้วนำขบวนเกวียนเดินจากไป

 

ข้อคิดจากชาดก :
อาหารที่ดูน่ากิน มีสีสันและกลิ่นหอมเย้ายวน หากปรากฏว่าไม่มีคนกิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามันไม่ปลอดภัย อย่าเพิ่งรีบด่วนกินเข้าไป อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

 

ประชุมชาดก
บริวารพ่อค้าเกวียน ได้เกิดเป็น พุทธบริษัท
พ่อค้าเกวียน ได้เกิดเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เครดิต www.nitan.happytrendy.com




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2555    
Last Update : 2 สิงหาคม 2555 0:00:32 น.
Counter : 675 Pageviews.  


Another Day on Earth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Another Day on Earth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.