แอน..แอ่น..แอ๊นนนนนนน
 
 

ฮ่องกงไก่กา..ครั้งที่ 2 ในรอบปี (ตอนที่ 4) ชอปจนหยดสุดท้าย

วันที่ 4 เก็บแผนที่ปิดตาเดิน

วันนี้มีแพลนไปเดิน Harbour City และบ่ายๆ จะไปนั่งรถรางชมเมืองฝั่งฮ่องกง เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย เราก็ไปหาไรกินกันที่ Food Republic ชั้นล่างของห้าง Silver cord centre ลงไปปุ๊บ เจอตู้ไข่เรียงเป็นตับ เลยเข้าไปขอไขหน่อย แต่ละตู้จะมีของข้างในต่างกัน ราคาก็ต่างกันด้วย ใครชอบอันไหนก็กดปุ่ม แล้วเอาบัตรออกโทพุส ไปแปะตรงเครื่องหมายทาบบัตร แล้วก็บิดไข่ออกมา บิดกันคนละ 4 – 5 อัน พอหอมปากหอมคอ ก็เข้าไปหาไรกินข้างใน ที่นี่มีร้านอาหารมากมายให้เลือก จะเป็นหน้าตาคล้ายฟู้ดคอร์ดตามห้างบ้านเรา มีอาหารให้เลือกมากมาย ทั้งบะหมี่ ข้าวหน้าต่างๆ อาหารญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะขายเป็นชุดๆ เช่นมีข้าว มีผัก มีซุป เมื่อเลือกอาหารได้ดั่งใจ ก็หาโต๊ะนั่ง อาหารที่นี่ปริมาณยิ่งใหญ่มาก เยอะจนคนที่คิดว่ากินเก่งแล้วยังต้องขอยอมแพ้ ราคาก็ 40 เหรียญขึ้นไป (ใหญ่จริงใหญ่จังอ่ะ)


ดิสเพลสีเจ็บปวดกับชุดสีแสบทรวง


ตู้ไข่ เหมาะกับคนน่ารัก กุ๊กกิ๊ก อย่่างพวกเรา (หมดไปคนละหลายร้อย)



(ได้ยางลบมา -*- ไ่ม่เคยมีดวงด้านนี้เลย)



กินข้าวกันที่นี่จ้า





ได้มาแล้ว อาหารเช้า

กินจนจุกก็ออกไปเดิน Harbour City ซึ่งอยู่ตรงฝั่งตรงข้าม ซึ่งเดินโฉบมา 3 วันละ ไม่มีโอกาสได้เข้าซักที เพราะโดนสิ่งยั่วยุรอบๆ ฉกตัวไปซะหมดเวลาตลอด ไม่ว่าจะเป็น H&M ESPRIT OUTLET ห้างเล็กห้างน้อย

วันนี้แผนที่เน่าๆ ขอบเปื่อยๆ ของเราไม่ได้ทำหน้าที่ของมัน เพราะทางแถบนี้เดินจนแทบปิดตาเดินได้ ย่ำซ้ำไปซ้ำมาหลายวัน วันละหลายรอบ เข้าห้างไปได้เท่านั้นหางตาเหลือบไปเห็น ZARA ทุกคนพุ่งถลาเข้า ZARA กับแบบมิได้นัดหมาย (คนข้างในเยอะยังกะแจกข้าวสารฟรี) ทั้งเลือก ทั้งรื้อ ทั้งทึ้ง ค้น ตบตีแย่งชิง เราก็ได้เสื้อมา 4 ตัว ยืนรอพวกพี่ๆ อยู่ อยู่ดีๆ ก็มีอาม่าเดินมาดูเสื้อในมือเรา แล้วแกทำท่าเหมือนอยากจะได้อันที่เราถืออยู่ เราก็เป็นคนใจดีอยู่หรอกน่ะ แต่...รวบทั้งหมดเดินหนีอาม่าอย่างไว (หนูอุตส่าห์ไปบุกป่าฝ่าคนมาน่ะอาม่า)

จ่ายตังค์ออกจากร้าน ก็เข้าร้านนู้น เข้าร้านนี้ แวะร้านนั้นตลอดทาง ของก็มีให้เลือกเยอะมาก ด้วยปณิธานอันแรงกล้า ยังไงช้านจะไป MUJI ให้จงได้ เดินไปถึง MUJI ไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบตะกร้าคนละใบ แล้วแต่ละคนก็หายเข้าไปโลกแห่งมูจิ นานๆ โผล่หน้ามาดูกันทีว่ายังอยู่ดีรึเปล่า MUJI ที่นี่ใหญ่โตมาก มีครบทุกสิ่ง ตั้งแต่เครื่องเขียน สมุด ปากกา กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว ของตกแต่งบ้าน ขนมหน้าตาดีมากมาย ชนิดที่เพลิดเพลินกันเลยทีเดียว อะไรๆ ก็น่าหยอกน่าจับไปซะหมด (หยิบมาเยอะสุดก็ไม่พ้นของกินนี่แหละ) เผลอแป๊บเดียว เกือบเย็นกันอีกแล้ว (ชอปปิ้งลืมเวลาอีกแล้ว) เป็นอันว่าโครงการนั่งรถรางตกไป



ขนมจากมูจิ



อันนี้ได้ข่าวว่ารสชาติเหมือนน้ำตาลกรวดบ้านเรา หะหะ แต่หน้าตาน่าเอ็นดู๊



อันนี้เอาไปฝากเพื่อน มันบอกว่าเหมือนขนมไข่คลุกน้ำตาล



หลังจากเอาของที่ช็อปปิ้ง Part 1 ไปเก็บที่พัก เรา 3 นางตัดสินใจเดินสำรวจร้านรวงแถบๆ นั้นตามซอกซอยที่ยังไม่ได้เดิน การชอปปิ้ง Part 2 ก็เริ่มขึ้น เดินถนนเส้น Cameron Road ไปเจอห้างๆ นึงโดยบังเอิญ ชื่อห้าง DNA (อยู่แถวเกือยบสุดซอยที่จะทะลุถนน Chatam Road) ภายนอกรวมถึงทางเข้าของห้างไม่ได้บ่งบอกอะไรเลยว่าเป็นห้าง มีแต่ป้ายเขียนไว้ว่าขายเสื้อผ้า เครื่องประดับ อะไรประมาณนี้ (แปลจากภาษาอังกฤษหน้าห้างแบบกะโหลกกะลาของเรา) แล้วมองเข้าไปจะเห็นบันไดเลื่อนมืดๆ ลึกเข้าไป มองหน้ากัน เอาว่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ลองเข้าไปดูซิ สรุปเหมือนเจอขุมทรัพย์โดยบังเอิญ ของในห้างนี้จะเป็นของน่ารักกระจุกกระจิก ทั้งของจากญี่ปุ่น เกาหลี เสื้อผ้า รองเท้า ของใช้ จะออกแนวๆ วัยรุ่นๆ ทุกชั้นทุกร้านจะแต่งร้านเป็น THEME ของตัวเอง น่ารักมาก 3 หญิงแกร่งก็หลงใหลได้ปลื้ม เข้าร้านโน้น ออกร้านนี้ อย่างเมามันส์ แล้วก็ได้ของฝากเก๋ๆ ส่วนใหญ่จากที่นี่ด้วย เมื่อมารู้ตัวอีกที 3 ทุ่มกว่าละ (รู้ตัวตอนเดินจนครบทุกร้าน ทุกชั้น) ก่อนออกก็กะจะหาห้องน้ำเข้ากัน ก็ถามจากพนักงาน เค้าก็ใจดีบอกพิกัดให้ แล้วยังบอกอีกว่า ต้องกดรหัส 4 หลักเข้าห้องน้ำ -*- งึมๆ แต่โชคดีที่เค้าบอกรหัสเรามาด้วย ไม่งั้นฉี่หน้าห้องน้ำจริงๆ ด้วย




ดิสเพลสวยๆ ตาลายๆ ทางเข้าห้าง



ของฝากน่ารักๆ จากห้าง DNA เป็นที่รองแก้วสังกะสีเพ้นท์ลายน่ารัก เอามาฝากน้องๆ ที่ทำงาน



ตัวปั๊ม A-Z เป็นไม้ ราคาถูกกว่าบ้านเราเยอะอยู่



ประตูห้องน้ำในห้างอย่างงาม แต่ต้องมีพาสเวิร์สน่ะ ถึงจะมีบุญได้เข้า -*-


ออกจากห้างได้ก็ตกลงกันว่าจะกลับไปล้างแค้นติ่มซำอีกซักรอบก่อนกลับ เพราะวันนี้วันสุดท้ายละ เลยมุ่งหน้าไปยังร้าน Linkee อีกรอบ แต่ก็ไม่วายวอกแวกระหว่างเส้นทาง (แหม่ ก็ของมันเยอะหนิ)

อันนี้อยากเล่า ระหว่างทาง มีตี๋คนนึงเดินสวนมากับเพื่อน ด้วยความที่เราไม่สูงมาก (สูงเมตรครึ่ง -*-) หัวเราก็ประมาณไหล่เค้า พอพี่แกสวนมาระยะประชิด พี่แกได้ทำการเรอเสียงดังมาก ระดับปากแกก็ระดับหน้าเราพอดี เรอเต็มหน้าเลยจ้า เต็มๆ แสรดดดดด เรอเสร็จเดินผ่านหน้าตาเฉยไม่มีไรเกิดขึ้น เราเลยเลยพูดเสียงดัง กลับมาอ๊วกใส่หัวเลยดีกว่ามั๊ย (กี๊ดดดดดด แอนรับ บ่ ได้) ปวดใจ ฮากันไป

กว่าจะพาร่างไปถึงร้านได้ 4 ทุ่มกว่าละ สั่งพนักงานด้วยความมั่นใจ 3 ที่ จะกินติ่มซำ พนักงานมองหน้าแล้วบอกว่า ติ่มซำพรุ่งนี้น่ะ แป่ววววว......... ตอนนี้มีแต่ฮอตพอตลื้อจากิงกันมั๊ย เอาว่ะ ฮอตพอตก็ฮอตพอต จัดไป ทิ้งทวน ก่อนเริ่มกระบวนการ บริกรหน้าตี๋ใส่แว่นเข้ามาบรรยายถึงราคาว่าเป็นแบบบุฟเฟ่ต์นะ ราคา 140 เหรียญ กว่าๆ ต่อคน มีน้ำชาฟรี เลือกซุปได้ รวมเบ็ดเสร็จ xxx เหรียญ เราก็ฟังๆ พยักหน้าหงึกๆ เข้าใจ 50% (ก็ภาษาอังกิก สำเนียงจีง พูกเร็วๆ อั๊วฟางไม่ทัง) ก็น่ะ เอาไรก็เอามาเต๊อะ พี่แกหายไปซักพัก อาซิ่มอีกคนก็เอาเมนูมาให้ เซอร์ไพรซ์สุดๆ เมนูเป็นภาษาจีน แต่มีภาษาไทยกำกับข้างหลัง ดีใจมว๊าก อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสี่ยงสั่งอะไรประหลาดๆ มาต้ม

อย่างแรกที่เราต้องทำคือเลือกซุป เราขอเลือกซุป 2 อย่าง หม้อแบ่งครึ่ง ได้ซุปเอ็นหอย กับซุปหมูกวางโจว (มั้ง) มาลงบนเตา หน้าตาดีทีเดียว กระดูกหมูชิ้นโต๊โตอยู่ฝั่งซุปหมู ข้ามมาสำรวจฝั่งซุปหอย คว้านๆ ไป ในซุปจะมีปลาหมึกแห้งด้วย ช่วยให้ซุปกลมกล่อม มีข้าวโพด ฟัก ลอยตุ๊ปป่องๆ รสชาติซุปจะเข้มข้นมาก เหมือนกินแกงจืดกระดูกหมูก้นหม้อเลย

ส่วนน้ำจิ้ม จะมีขวดวางไว้บนโต๊ะ รสชาติคล้ายซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊ว ไรเทือกๆ นั้น มีพริกสดบด แล้วก็กระเทียม ให้ปรุง



อาวุธยุโทปกรณ์



มาแล้ว ซุปๆๆๆ


กระดูกหมูชิ้นโต



เห็ด อร่อยยย



ปลาสดๆ

แล้วเราก็เริ่มสั่ง สั่ง สั่ง สั่ง แล้วก็สั่ง ที่นี่มีเมนูให้เลือกเยอะมาก เรื่องปริมาณไม่ต้องพูดถึง มายิ่งใหญ่ จัดเต็มตลอดเวลา อยากกินหัวปลา สั่งไปรอบแรก ได้ลูกชิ้นปลาหมึกมา สั่งรอบ 2 ได้หนังปลาทอดกรอบมา สั่งรอบที่ 3 โดยพยายามเจรจา จิ้มให้เจ๊ดูว่าจะเอาอันเนี๊ยะ “ /@!#%^&$%^$ หัวปลา” เจ๊แกก็อ๋อ หัวปลาหมด แล้วแกก็จิ้มๆ ที่หัวแก กลัวเราจะไม่เข้าใจ 55555 เราก็ฮากันไป ผักที่สั่งมา มาเป็นตะกร้าจ้า ไม่ได้มากรุบกริบสวยงามน่ะ ตะกร้าพอๆ กะตะกร้าที่อยู่ตามร้านหมูกระทะบ้านเรา สั่งรอบเดียวก็กินได้ทั้งงาน กินกันอย่างขะมักเขม้น จนหลังๆ เริ่มเกี่ยงกัน ตักให้กันลวกให้กันบ้าง จนสุดท้ายสละเรือ ไม่ไหวจริงๆ

กว่าจะเสร็จภารกิจก็เที่ยงคืนกว่า (กินตั้งกะ 4 ทุ่ม) ขากลับออกจากร้านถึงขั้นอยากจะกลิ้งแทนการเดิน เราเลือกเดินกลับอีกซอย ซึ่งแอบเห็นรำไรว่ายังมีบางร้านที่ยังไม่ปิด สองข้างทางก็มีร้านที่ยังเปิดประปราย ไอ่เรากลัวเสียศักดิ์ศรีนักช๊อปแข้งเหล็ก เดินมันทุกร้าน ข้ามถนนซิกแซกเป็นฟันปลา ร้านไหนยังเปิดอย่าคิดว่าจะรอดเงื้อมมือ หึหึ

กลับถึงห้องพัก ล่วงไปเกือบตี 2 และวันนี้เราต้องแพคสมบัติลงกระเป๋า เพราะตอนเช้าต้องออกไวหน่อย ไปเดินทิ้งทวน เช็คเอ้าท์ก่อนเที่ยง แต่ก็ฝากกระเป๋าไว้ที่เกสเฮ้าท์ได้

ตอนขามา พี่ทั้ง 2 บอกว่า ของแค่ ¼ ของกระเป๋าเอง เอากระเป๋าใบใหญ่เกินไปมารึเปล่าน๊า??? แต่ขากลับนี่ เดชะบุญ ดีแล้วที่ลากใบใหญ่มา เพราะว่าแทบขึ้นไปนั่งทับเพื่อรูดซิป จัดหนัก จัดเต็มกันทั้งนั้น กว่าจะเรียงสมบัติลงกระเป๋าหมด ก็ตี 3 กว่า หลับเป็นตายอีกรอบ

วันที่ 5 กลับสู่แผ่นดินแม่

ตื่นเช้ากว่าวันอื่นๆ นิดหน่อย เพราะกะจะไปเดินเล่นในซุปเปอร์มาเก็ตแถวที่พัก หาขนมมาฝากพี่ๆ น้องๆ ผองเพื่อน ญาติสนิมมิตรสหาย ของกินดูเป็นอะไรที่เบสิคสุดแล้ว พอเดินไปซักระยะ รู้สึกได้ว่าปวดเอ็นร้อยหวายมาก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอาการเลย ยิ่งเดินยิ่งปวด (ร่างกายเริ่มทรยศ) หลังจากเอาของที่ซื้อมาจากซุปเปอร์มาเก็ตลงกระเป๋าเรียบร้อย เรา 3 ชีวิตก็เช็คเอ้าท์ก่อนเวลา แล้วขอฝากกระเป๋าไว้ที่เกสเฮ้าท์ แล้วจะกลับไปเอาตอนบ่าย 3 แวะซื้อทาร์ตไข่แสนอร่อย แล้วก็ต้องแวะร้านขายยา หาซื้อพลาสเตอร์ตราเสือ (ติดเพื่อบรรเทา) เราทำการรองท้อง (เหรอ) กันที่ Food Republic อีกรอบ เนื่องจากใกล้และหลากหลาย คราวนี้จัดผัดเปรี้ยวหวานหมู (แหม่ มาถึงนี่แล้วต้องกินให้ได้ซักมื้อ) ตามด้วยทาร์ตไข่ กะอิ่มถึงมื้อเย็น



รวมๆ



ทาร์ตไข่แสนอร่อย



ไก่เปรี้ยวหวาน เค้าจะเอาไก่ไปชุปแป้งทอดกรอบๆ ก่อน แล้วจึงเอามาผัดกะซอสเปรี้ยวหวาน


เมื่อกินอิ่ม ประเมินสถานการณ์ดูท่าแล้วข้อเท้าติดพลาสเตอร์อย่างเดียวยังรู้สึกว่ามันไม่ค่อยดีขึ้น และหนทางของเราอีกยาวไกล เลยหาซื้ออิลาสติกที่รัดขา (แบบที่นักกีฬาเค้าพันเวลาแพลงอะไรประมาณนั้น) ตอนบอกพนักงานก็นึกไม่ออกว่าเรียกอะไร ก็ชี้ไปที่ข้อเท้า เดินกะเผลกโชว์ แล้วก็ทำท่าพันๆ สุดท้ายได้ได้อิลาสติกมาสมใจ ทำการปฐมพยาบาลตัวเองเบื้องต้นเรียบร้อย ดีขึ้นเย๊อะ ก็เดินได้อีกไกล เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อย ก็เริ่มทำการชอปปิ้งทิ้งทวน เดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ เดินกันจนบ่าย 2 กว่า เลยกลับไปเอากระเป๋า แล้วก็ลากมารอสาย A21 ที่นั่งมาตอนขามา โดยยึดหลักขึ้นฝั่งตรงข้ามกับฝั่งที่ลง ทุลักทุเลกันอยู่ตรงหน้าประตูรถเล็กน้อย ด้วยสัมภาระที่หนักขึ้น แล้วก็มีเจ๊ 2 คนที่ขึ้นก่อนหน้าเรา กระเป๋า 2 คน 3-4 ใบ บวกกับสัมภาระของเราอีกคนละใบ ก็แน่นอออยู่กันตรงหน้าประตู แล้วพอรถออกตัว กระเป๋าเจ๊แกก็พยายามจะวิ่ง จะไหลตลอดเวลา ถ้าคนในรถมองมาจะเห็นผู้หญิงต่างด้าว 5 คนโซเซทุลักทุเลกันอยู่ตรงประตูรถบัส

เมื่อจัดการกับกระเป๋าได้ และรอดพ้นมาจาก 2 เจ๊เจ้าปัญหา เราก็เลือกที่นั่งเหมาะๆ ตอนนั้นคนบนรถก็ยังไม่เยอะมากเลยเลือกได้อย่างสบายๆ พอนั่งได้ที่ มีเสียงเพลงประหนึ่งว่าแด๊นซ์อยู่ในผับดังมา หันไปทางต้นเสียง เป็นอาบังวัยหนุ่ม 2 คนเปิดเพลงจากโทรศัพท์ เปิดดังแบบไม่เกรงใจคนในรถ เราก็หันไปมอง 2-3 รอบ (เกือบจะบังคับตัวเองไม่ให้ลุกไปเต้นรูดเสารถเมล์แทบไม่ได้) รำคาญมากเลยคว้าหูฟังกล่อมตัวเองด้วยเพลงพี่บอยโกสิยะพงศ์ หลับทิ้งร่างจากไป

ถึงสนามบินเช็คอินเรียบร้อย สลัดสัมภาระออกจากตัวได้ ผ่าน ตม. เข้าไปในเกทได้ก็ยังพยายามจะกะเผลกดูของในดิวตี้ฟรี (จนหยดสุดท้ายจริงๆ) แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเลย ส่วนอีก 2 คน เฮือกสุดท้าย จ่ายจนเหลือแต่เหรียญ ชนิดที่กลับมาไม่ต้องเดือดร้อนหาที่แลกเงินกันเลยทีเดียว ขึ้นเครื่องได้แต่ละคนหลับ ตื่นมากิน แล้วก็หลับ ถึงแผ่นดินแม่อย่างกะเผลกโดยสวัสดิภาพ



ขึ้นรถเมล์กลับสนามบิน



รอขึ้นเครื่องกลับบ้าน



สภาพเท้าหลังผ่านศึกสังเวียนมาอย่างทรหดและอดทน


การท่องเที่ยวครั้งนี้สอนให้รู้ว่า

- การมีถุงชอปปิ้งไปด้วยเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะบางที่ไม่มีถุงให้ (ขอบคุณถุงผ้าจากร้านแสนน่ารัก ที่แค่ซื้อของก็ได้ถุงผ้าฟรีที่เราสามารถใช้ได้ตลอดงาน)

- ไปช่วงลดทั้งเกาะ ไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีเสมอไป เคยไปตอนช่วงธรรมดา เที่ยวสบายกว่ากันเยอะ ถึงแม้จะลดไม่มาก ของราคาก็ไม่ได้แพงเว่อร์อยู่แล้ว

- รองเท้าเน้นคู่ที่ใส่สบาย ลุยได้ไม่ยั้ง พกร่มไปด้วย ฝนตกแน่นอน

- ภาษาอังกฤษแค่คำง่ายๆ พูดไปเถอะ เค้าก็พอเดาแล้วเข้าใจได้ อย่าได้อาย อย่าได้แคร์

- ไปถึงต่างเมือง เรื่องไดเอทเก็บกลับมาทำที่ไทยเถอะ เดี๋ยวจะพลาดกินอะไรดีๆ ^^ ของอร่อยเยอะเว่อร์ นี่ถ้ามี 4 กระเพาะ คงกินเยอะกว่านี้อ่ะ

- ห้องน้ำหายากเว่อร์ บางที่ก็สกปรก มีทิชชู่ กับทิชชู่เปียกไปจะดีมากกก

- เรื่องการเดินทาง หรือสายรถเมล์หาข้อมูลไปแต่เนิ่นๆ ก็ดีค่ะ จะสะดวกยิ่งขึ้นกับการเดินทางของเรา

ปล.บล็อกแอนจะเน้นเขียนเล่าประสบการณ์และสิ่งเล็กน้อยที่พบเจอระหว่างเดินทาง ไม่เน้นรีวิวนะคะ อ่านเอาขำไปละกัน แต่ถ้ามีอะไรสงสัย ถามได้ค่ะ อันไหนแอนบอกได้ก็จะบอกค่ะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและแบ่งปันประสบกาารณ์กัน




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2554   
Last Update : 30 กรกฎาคม 2554 15:39:46 น.   
Counter : 1237 Pageviews.  


ฮ่องกงไก่กา..ครั้งที่ 2 ในรอบปี (ตอนที่ 3) ช๊อปสู้ชีวิต แต่ติดที่ส้วม

วันที่ 3

เนื่องจากวันนี้เรามีภารกิจสำคัญต้องไปทำแต่เช้า (ออกแนวต้องทำงานบ้าง) แล้วก็บ่ายๆ มีแพลนจะไปนั่งรถรางชมเมืองแถบ Central เลยตื่นแต่เช้า แต่งตัวกันสวยงาม ออกไปถ่ายรูปกัน เดินออกมาฝนตกพรำๆ ลมนี่แรงได้อีก
ร่มปลิ้นเลยทีเดียว เดินถ่ายกันไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ (สู้!!!) เริ่มจากหากาแฟกินก่อน (กองทัพต้องเดินด้วยคาเฟอีน) ได้สตาร์บัคมาคนละแก้ว สบายใจ
เดินไล่ไปตั้งแต่ตึก Hong Kong Heritage Discovery Center ลอดอุโมงค์ไปฝั่งหอนาฬิกา เดินเล่นชิวๆ ชมวิวตึกต่างๆ











(เดินเล่น ถ่ายรูป อุโมงลอดใหญ่มาก)






เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Avenue Of The Star คนเยอะมากกกกก เยอะได้อีก ลมก็มา ฝนก็ตก ร่มชาวบ้านก็จะจิ้มตา ขาก็พาลจะไปเหยียบคนที่พยายามจะทาบมือกะรอยมือดาราดัง อาตี๋วัยใกล้จะหนุ่มก็พยายามจะมายืนบังหน้ากล้องตลอดเวลา เลิกๆๆ เลยเลิกถ่ายรูป




เดินพ้นบริเวณนั้นมาได้ ท้องเริ่มครางโหยหาอาหารอีกครั้ง เลยรวบมื้อเช้าและมื้อเที่ยงรวมกันซะเลย วันนี้ตั้งใจพาลูกทัวร์ 2 สาวไปกินบะหมี่เจ้าอร่อยที่เคยกิน (แหม่ ของดีต้องพรีเซ้นท์) ทีแรกมองหาร้านไม่เจอ เพราะจำได้ว่าร้านอยู่แถวๆ แยก แต่วันนี้ทำไมไม่มี หันไปบอกพี่เค้าว่า ได้กลิ่นแล้ว ลองเดินตามกลิ่นไปซิ พี่อีกคนเดินมาสะกิด นี่ไงร้าน (เดินผ่านมาแบบไม่แยแสประมาณ 5 ก้าวเห็นจะได้ ถึงว่ากลิ่นมันอยู่แถวๆ นี้) กลับหลังหัน เข้าร้าน หาที่นั่ง จิ้มโลด ของขึ้นชื่อ ทอดมันปลาฉลาม ลูกชิ้นปลาหมึกทอด กวางตุ้งน้ำมันหอย สั่ง 3 อย่างเป็นจานกลาง ส่วนตัวสั่งแกงกะหรี่เนื้อ+ข้าวเปล่าไป (มาชามใหญ่อย่างเยอะจ้า) พี่อีก 2 คนก็สั่งบะหมี่แห้งกะเกาเหลาลูกชิ้นปลาหมึกมากิน จริงๆ เกาเหลาไม่ได้ตั้งใจจะสั่งหรอกน่ะ แต่ว่า แค่อยากรู้ว่า จานที่สั่งมันใช่บะหมี่น้ำรึเปล่า เลยถามเค้าด้วยภาษาอังกฤษ D+ เจ้าของร้านก็คงได้เกรดไม่มากไปกว่ากัน ดันเข้าใจว่าเราไม่เอาเส้น พอเอามาเสิร์ฟ ทุกคนมองแบบอึ้งๆ มีลูกชิ้นลอยมาในน้ำ ผลุบๆ โผล่ ไม่มีวี่แววของเส้น เออว่ะ ที่ฮ่องกงมีเกาเหลาด้วย หะหะ กินจนเกลี้ยง กวาดกันเรียบ อร่อยสมใจ จ่ายตังค์กันเทหน้าตักทุกมื้อ ไม่เคยเกี่ยงเรื่องกิน เอาให้อิ่ม (แทบอ๊วก) สบายท้อง (อืดๆ ) เป็นพอ








ออกจากร้านบะหมี่ปุ๊บ เลี้ยวขวับเข้าร้านกาแฟทันที (แอบเห็นตอนเดินผ่าน หน้าตาดูน่านั่งดีทีเดียว) ทุกคนไม่มีใครห้ามใคร ไปยืนหน้ากระดานเรียง 1 หน้าเคาเตอร์ เข้าไปในร้านโหววว น้ำลายแทบหยด ตู้แช่เรียงหลายๆ ตู้
ตู้แรก เค้กหน้าตาดี (มาก) เรียงรายสวยงาม ตู้ถัดไป เป็นอาหารเบาๆ ชนิดแซนวิช ขนมปัง ส่วนตู้สุดท้ายช็อคโกแลตล้วนๆ กี๊ซซซซ แต่เอาน่าเพิ่งกินข้าวมา ขอแค่กาแฟเบาๆ เป็นการลองเชิง เราได้ลาเต้มากิน อีกคนคาปูชิโน แล้วตามด้วยเอสเปรสโซ่ นั่งชมบรรยากาศร้าน ร้านน่านั่งมาก ชอบเป็นที่สุด พยายามไม่หันไปสบตากับเค้กหน้าตาดี แต่ลูกทีมก็ชี้ชวนคุณชม ดูสตรอเบอร์รี่สิ น่ากินเนาะ ดูชิ้นนั้นสิ เอิ่มมม ไหนๆ ก็ไหนๆ เอาว่ะ ไปยืนเคลิ้มอยู่หน้าตู้ จิ้มมาได้ 2 ชิ้น (ราคาชิ้นละ 100 นิดๆ กว่าบาทไทย ราคาพอกับเค้กในห้างผู้ดีบ้านเราเลย)

เมื่อทำการฉายภาพเป็นที่ระลึกเรียบร้อย ก็ลงมือชิม คำแรก ตาวิ้งเลย ดอกไม้บานในปาก...ชีสสสส อร่อยจัง (ไม่ได้โม้)



ได้กาแฟมาแก้วนึง



เห็นแบบนี้แล้วใครจะทนไหว



บรรยากาศในร้าน





จิ้มมา 2 ชิ้น




เมื่อกำจัดทั้งขนม กาแฟเรียบร้อย ก็ถึงเวลาต้องไปลงพื้นที่ห้าง K11 ซักหน่อย ห้างนี้เหมือนเพิ่งเปิดใหม่ไม่นาน สวยเลยทีเดียว ออกแนวอาร์ต แต่ไม่ได้เดินสำรวจร้านรวงในห้างเท่าไหร่ เรา 3 หน่อ ตกลงเดินเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่แรกกะหาแค่น้ำ ขนมแปลกๆ ไว้กิน สรุปหันไปอีกที 2 เจ๊หยิบใหญ่จ้า ล้นรถเข็ญเลย ต้องไปเอารถเข็ญเป็นของตัวเองคนละคัน ส่วนใหญ่เน้นขนมเอากลับไปฝากซะมากกว่า





ด้านนอกห้าง




งานประติมากรรมในห้าง K11




เก้าอี้ที่ตั้งโชว์ในห้าง (แต่ห้ามนั่งน่ะ)



ร้านขนมปังในห้าง




ร้านขายลูกกวาด หลากรส หลายสี หลายแนว ทำโชว์กันเห็นๆ


เมื่อทำการหยิบกันจนหนำใจ ก็พากันขนสมบัติกลับที่พักเอาของไปเก็บ แล้วก็จะไปเริงร่าต่อกันที่ Causway Bay

แล้วก็อีกครั้ง ที่พอหัวพ้นขึ้นมาพื้นโลกได้ ลมแทบจับ เมืองมดอีกแล้วครับท่าน มองไปทางไหนก็ประชาชนล้นหลาม เราปลีกตัวไปเดินห้าง Island Beverly Center เป็นห้างขายเสื้อผ้าวัยรุ่น ทั้งจากญี่ปุ่น เกาหลี และแบรนด์ของฮ่องกงเอง ร้านเล็กๆ ของเก๋ๆ

เดินจนครบทุกชั้นทุกแผนก เกิดอาการปวดฉี่กัน เดินหาห้องน้ำกันอีก การเดินหาห้องน้ำว่ายากแล้ว การได้เข้าห้องน้ำยิ่งยากกว่า หลังจากผ่านการผลักประตู เดินลง 2 ชั้น ผลักประตูแล้วผลักประตูอีก ถึงห้องน้ำซะที ประตูล็อกจ้า ต้องมีกุญแจ ...ป่อย ทั้ง 3 คน ลงแข่งกรีฑาประเภทเดินเร็ว 100 เมตรหญิงมุ่งหน้าไปห้างดัง SOGO ทันที แต่แค่เดินเข้าประตูห้างเท่านั้นก็ไหลไปกับฝูงคน "ออกกันเต๊อะชาวคณะ" ยังกะมาเดินจตุจักรตอนสิ้นเดือน เดินแถไปอีกห้างซึ่งอยู่ข้างๆ กัน เจอห้องน้ำแล้วแต่ คนต่อแถวยาววว มาก ตัดสินใจเดินไปชั้น 2 หาห้องน้ำเจอดีใจสุดๆ เห็นมีคนเดินสวนออกมา เราก็ชะล่าใจ พอประตูปิดเท่านั้นแหละ ล็อกอีกแล้วจ้า....แง๊ (ปวดจนขนลุกขึ้นหน้าแล้วเนี่ย) พอดีมีคนข้างในออกมาอีกครั้ง คราวนี้รีบเอาส้งติงขวางประตูไว้ เบียดร่างเข้าไปต่อแถวได้สำเร็จ แต่ก็อีกแหละ มีตั้งหลายห้อง แต่ดั้นเปิดให้ใช้แค่ 2 ห้อง รอกันไปเถ๊อะ บิดแล้วบิดอีก กว่าจะพ้นสมรภูมิไปได้ ฉี่แทบราด อยากจะถอดกางเกงฉี่ประชดซะหน้าห้องน้ำให้รู้แล้วรู้รอด (เฮ้อ...ฮ่องกงเมืองหวงส้วม)

เมื่อทุกคนเบาตัว พยาธิก็เริ่มประท้วงบ้าง เลยออกไปหาของกินกัน ร้านข้างทางท่าทางน่ากินแต่คงจะมีปัญหากับการสั่งเพราะไม่มีเมนู -*- ไม่มีรูปให้ชี้ เลยตัดใจเดินไปอีกซักระยะ มาเจอร้านขายลูกชิ้น เลยแถเข้าไป ด้านในมีโต๊ะให้นั่ง แล้วมีบะหมี่ขายด้วย มีรูปบะหมี่ชามโตติดที่ฝาผนังร้าน แล้วก็คำบรรยายเป็นภาษาจีน เอิ่ม.......(อ่านไม่ออก) เอาว่ะ สั่งละ พออ้าปากถาม ด้วยภาษาอังกฤษ D+ จึงรู้และเข้าใจว่า พี่แกคงติด F ชัวร์ ต่อมภาษาอังกฤษไม่กระดิกเลย เรียกพ่อครัวที่ลวกหมี่มาก็แล้ว เจ๊หน้าร้านก็แล้ว เลยทำใจ เอาเห๊อะ จิ้มๆ กันไปซักคนละเมนูละกัน มันจะเป็นอะไรก็ช่างเหอะ ตอนนี้ขออะไรลงท้องก่อนละกัน

ระหว่างรอ ได้ยินอาหมวยโต๊ะข้างหลังซดน้ำซุป และเคี้ยวดังไปถึง 4 แยกหน้าร้าน เดาได้ว่าคงอร่อยแบบเหาะได้ พอทุกอย่างมาลงโต๊ะ ซดซุปคำแรก ทุกคนเงยมามองหน้ากัน แล้วต่างคนต่างกินชามของตัวเองกันไปเงียบๆ สังเกตได้ว่าทุกคนกินเหลือ เหลือไม่ธรรมดา แต่เหลือเกือบเต็มชาม ซึ่งผิดวิสัยพวกเรายิ่งนัก เช็กบิลออกจากร้านเงียบๆ



จีนล้วนๆ ใครดูออกช่วยบอกที ว่าเรากินอะไรกันไป -*-

หลังจากรองท้องพออิ่ม ก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ไล่ตั้งแต่ Bossini, G2000, Giordano, Bonjour, SASA เราทั้ง 3 ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เก็บเรียบหมดย่าน แล้วลงใต้ดินกลับมายังจิมซาจุ่ย แต่หาย่อท้อไม่ เราทั้ง 3 ก็ทำการชอปปิ้งต่อไปอย่างไม่ลดละ จนร้านค้าปิดหมด จึงตัดใจกลับที่พัก พร้อมกับลูกชิ้นอีกเบาๆ พี่คนที่ไม่ค่อยได้เดินบ่อยนักถึงขั้นร่างแหลกไปเรียบร้อย ชนิดเห็นเตียงปุ๊บ แถขึ้นไปปั๊บ ไม่สามารถขยับร่างได้อีก ส่วนอิชั้นกะพี่อีกคนผ่านสังเวียนมาเยอะ เลยยังลัลล้าชื่นชมสมบัติที่ขนกันมาหน้าชื่นตาบาน แล้วก็ต่อแถวอาบน้ำ เอาแผ่นแปะเท้า (เดินหาซื้อมาจาก Bonjour) เป็นผู้ช่วยคลายในการช็อปร่างแหลกของเรา แล้วทุกคนก็หลับแบบทิ้งร่างกันเลยทีเดียว



มีทั้งซื้อฝากและฝากซื้อ (พี่ ตม. ยอมให้เราเข้าประเทศป่าวแว๊)



แผ่นแปะเท้า ได้ผลรึเปล่าไม่รู้ รู้แค่ว่ามันมีคุณค่าทางจิตใจ



ของที่ขนซื้อกันมาวันนี้



คนนึงร่าเริง อีกคนร่างแหลก



ของกินเล่น (เหรอ??? แลดูจริงจัง)






 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2554   
Last Update : 30 กรกฎาคม 2554 14:29:56 น.   
Counter : 812 Pageviews.  


ฮ่องกงไก่กา..ครั้งที่ 2 ในรอบปี (ตอนที่ 2) กินสู้ฟัด

วันที่ 2 ในฮ่องกง

ตื่น อาบน้ำ แต่งตัว (วันนี้แอบตื่นสาย เพราะคืนก่อนมาไม่ได้นอนกัน) เตรียมพร้อม และตามคำเรียกร้อง ติ่มซำ จัดเต็ม จัดหนัก ร้านนี้เคยไปกินมาตอนไปครั้งแรก ติ่มซำอร่อย ราคาโอเค เลยพาทัวร์ลูกเป็ด 3 ชีวิตไปถล่มกันซักหน่อย ร้านนี้ชื่อร้าน Linkee (จำชื่อเต็มไม่ได้ อิอิ) เป็นร้านที่อยู่ในซอยตัน ติดถนน CHATHAM Road (แนบแผนที่จากคู่มือเที่ยวมาให้ด้วยค่ะ) ร้านนี้ไม่มีในคู่มือ แต่จัดว่าโอเค รสชาติเยี่ยม ราคาไม่สูงมาก จากประสบการณ์ครั้งแรกได้เรียนรู้ว่า ควรสั่งแค่เบาๆ เริ่มที่ ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้ง ฮะเก๋ากุ้ง ขนมจีบหมู ขนมจีบกุ้ง ตรีนไก่นึ่งเต้าซี่ (กลัวพิมพ์ว่าตีนแล้วไม่สุภาพ) ผัดผัก กวางตุ้งน้ำมันหอย เป็ดครึ่งตัว เกี๊ยวผักนึ่ง (เอิ่ม...นี่ขนาดเข็ดตั้งกะรอบแรกน่ะเนี่ย ก็สั่งซ๊า) พนักงานแลดูงุนงงและเป็นห่วงพวกเรา ประมาณว่าสั่งขนาดนี้ มาแค่ 3 จะกินไหวมั๊ยพอทุกอย่างมาลง แม่จ้าว...ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย กินกันพุงปลิ้น







**ขอพรีเซ้นท์เป็ด อร่อยมากกกก ตัวอย่างใหญ่ หนังกรอบสุดๆ



แถมแผนที่ เผื่อใครสนใจจะตามไปถล่มบ้าง ^^


นั่งกินไปย่อยไป เงินจ่ายเท่าไหร่ไม่เกี่ยง แต่กินเหลือนี่ไม่ได้เลย แลดูเสียศักดิ์ศรี และแล้ว 3 หญิงไทยในต่างแดนได้ประกาศศักดาไว้ ณ ร้านติ่มซำเป็นที่เรียบร้อย หึหึ ทุกอย่างเรียบ ราบคาบ เป็นหน้ากลอง (คิดดู กินมื้อเดียว เดินได้ถึงเย็นอ่ะ) หายอยากจ้า

ระหว่างเดินไป-กลับ ร้านติ่มซำ เราก็ทำการช็อปปิ้งเบี้ยใบ้รายทาง โดยเน้นชอปแบรนด์ท้องถิ่น ราคาไม่ได้หนีจากแบรนด์ที่คนไทยแห่กันไปเชยชมเลย แต่ดีไซด์จะแตกต่างออกไป สวยเก๋ ไม่ซ้ำใคร วันแรกยังดูเชิง วันที่ 2 ทุกคนเริ่มสตาร์ทออกตัวแรง เลือกซื้อเลือกช๊อปกันอย่างเมามันส์ ฝนก็พรำๆ ทั้งวัน พอให้เปียกๆ ชื้นๆ เล่น

**มีร้านนึง ซื้อของแล้วได้ถุงผ้าดิบมา น่ารักมากกก มีลายปักด้วย ทุ่มทุนสร้างจริงๆ เจ้าของร้านน่าร๊าก เค้าบอกว่าเพิ่งไปเที่ยวไทยมา แต่เสียดาย ถ่ายรูปในร้านไม่ได้ ไม่งั้นจะแนะนำให้เพื่อนๆ ไปเดินดู ^^ จากร้านนี้ได้เสื้อแนวๆ มา 2 ตัว กับแก้วกาแฟเก๋ๆ มาอีก 1 ใบ ชอบใจที่สุด







ตกบ่ายๆ เรา 3 ชีวิตนั่งใต้ดินไปโผล่แถบเลดี้มาเก็ต เอิ่ม... โผล่พ้นใต้ดินมาเท่านั้นหล่ะ คนยังกะมด มาจากไหนกันนนน เยอะมาก ถึงขั้นตาลาย เดินได้ไม่ถึงซอย วิ่งลงใต้ดินแทบไม่ทัน ลูกทัวร์ขอใช้สิทธิ์กลับไปเดินเล่นแถบจิมซาจุ่ย ไม่ไหวจริงๆ คนเยอะมากกก คนก็ไม่พลุกพล่านขนาดนี้ ยังเดินสบายใจกว่า อาจจะด้วยเพราะเป็นช่วงที่ทุกคนทุกชาติแห่กันมาเที่ยวก็เป็นได้ เลยขอบายก่อน เดินไม่ไหว

แถบรถไฟใต้ดิน จะมีขนมเค้กและเบเกอร์รี่ที่เค้าว่ากันว่าอร่อย (รอบแรกที่ไปก็ลองแล้วติดใจ) เลยชักชวนลูกทัวร์ทั้ง 2 ชิมลางซักหน่อย ทุกคนเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะชิมน่ะ ออกแนวตั้งอกตั้งใจกินกันมากว่า จิ้มไม่ยั้ง ชูครีมชิ้นใหญ่ๆ คนละ 1 ไม่พอ แถไปเกาะตู้เค้กร้านข้างๆ ได้มาอีก 3 ชิ้น (ไหนบอกเอามาชิม 555+) ชูครีมอร่อยมากๆ ชอบ ส่วนขนมเค้กก็อร่อยใช้ได้ หน้าตาดูดี อยากจะกวาดมาให้หมดตู้เลยทีเดียว เหอๆ



วิ่งไปจิ้มเลย ชอบกินมากๆ ได้มาคนละ 1 อัน



**น่ากินทู๊กอันเลยอ่า เลยตัดใจจิ้มมาแค่ 3 ชิ้น



ทาร์ตผลไม้



ทีรามิสุ ส่วนอีกอันถ่ายไม่ทัน มันแหว่งไปซะก่อน


หลังจากได้ขนมมาคนละชิ้น 2 ชิ้น ก็กลับมาพักขาพักแข้งเข้าห้องน้ำ (เพราะห้องน้ำหายากมาก เลยต้องกลับมาเข้าที่ๆ พัก) แล้วก็จัดการกับขนมเพื่อเป็นการเรียกพลัง แล้วเราก็ไปลุยกันต่อ .....ช็อปปิ้งแหลกลาญ H&M เอย...ESPEIT OUTLET เอย..SASA BONJOUR เดินจนลูกทัวร์บอกว่าขาเริ่มสั่น พยาธิเริ่มประท้วงแล้ว ต้องหาอะไรลงท้องก่อนละ เอาที่ใกล้ ไม่ไหวจะไป เลยกลับไปซ้ำบะหมี่ร้านแรกที่เรากินวันมาถึง วันนี้ทุกคนก็พยายามจะลองของใหม่ แล้วอาหารทั้งหมดก็เริ่มทยอยลงโต๊ะอย่างอลังการอีกครั้ง (มี 3 คนนี้ที่ไหน กินบรรลัยที่นั่น)




เมื่ออิ่มมากๆ เราทั้งสามก็พยายามจะชอปปิ้งต่อ แต่เดชะบุญ ร้านเริ่มปิดกันละ (แหม่...ก็มันหลายทุ่มแล้วหนิ) มีร้านนึง ฮามาก พวกเราเดินผ่านและกำลังปรึกษากันว่าจะเข้าไปดูดีรึเปล่า พนักงานรีบเข้ามาเอาเท้าเขี่ยพรมเช็ดเท้า และทำท่าปิดประตู เป็นสัญญาให้เรา 3 หน่อรู้ว่า "อั๊วจะปิกร้านแล่วว" เลยตัดใจกลับที่พัก แล้วก็ไม่ลืมจะแวะชิมลูกชิ้นใต้ที่พัก (ได้ข่าวว่าอิ่ม) ลองชี้มา 4-5 ไม้ ขำๆ



**รองท้องเบาๆ ก่อนนอน และ นมข้นในหลอดยาสีฟัน


ขึ้นที่พักได้ คุณพี่แกเกินอาการร่างร้าว (เดินเยอะจัด) แถขึ้นที่นอนทันที ไอ่เรารึ ขออนุญาตลงไปเซเว่นกะพี่อีกคน เวลานั้นเที่ยงคืนกว่าล่ะ ลงไปฝนตกหนักมากกกก ตามมุมตึกจะมีพี่มืด (คนผิวดำ ดำจริงจัง หัวโล้นๆ พุงหลามๆ) ยืนกันให้พรึ่บ มองซ้ายมองขวา นี่กรูมาฮ่องกงจริงเหรอแว๊...รีบเดินจ้ำอ้าวเข้าเซเว่น ในเซเว่นก็มีพี่แกประจำทุกซอก หลบฝนกินเบียร์กัน แอบน่ากลัว เลยรีบๆ ซื้อ รีบๆ กลับ ได้นมเปรี้ยว ชามะนาว กาแฟ แล้วก็นมข้นหวานหลอดเหมือนยาสีฟันมา (หน้าตาแปลกดีเลยซื้อติดมาด้วย) กินรอบดึก (มาก)เสร็จก็อาบน้ำพักผ่อนฟังเสียงฝนหลับสบ๊าย สบายอีกคืน




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2554   
Last Update : 26 กรกฎาคม 2554 16:57:18 น.   
Counter : 423 Pageviews.  


ฮ่องกงไก่กา..ครั้งที่ 2 ในรอบปี (ตอนที่ 1)

ฮ่องกงครั้งที่ 2 ในรอบปี ฮิ้ว....
เนื่องจากมีพี่ที่รู้จักและเป็นขาช็อปกระจุยด้วยกัน ซ้อมเดินชอปปิ้งมาด้วยกันก็หลายสังเวียน มีความประสงค์อยากไปลงสนามที่ฮ่องกง เอาช่วงลดทั้งเกาะ เราก็เลยตกปากรับคำด้วยความยินดีเป็นอย่างสูง เลยเกิดทัวร์ลูกเป็ดเล็กๆ ขึ้น อาศัยประสบการณ์จากครั้งแรกที่เคยไปเอ๋อๆ มึนๆ มาแล้วเป็นพื้นฐาน ทัวร์เราครั้งนี้มี 3 ชีวิต โดยมีเราเป็นไก่ผี (ไกด์ผี) เอาว่ะ ไปเป็นไก่ตาแตกกันฮ่องกงซักตั้ง

จองตั๋วล่วงหน้ากันร่วม 2 เดือน ราคาตั๋วก็สูงอยู่ หายากด้วย เพราะเป็นช่วงที่ฮอตฮิตสำหรับขาชอปทั้งหลาย ที่พัก ก็ติดต่อที่เดิมที่เคยพักครั้งแรก ด้วยราคาที่ไม่สูงมาก สะอาด ไม่แคบมาก และเจ้าของใจดี ตอนจองก็น่ะ จองด้วยภาษาอังกฤษระดับ D+ Very dangerous (อาจารย์เคยบอกไว้อย่างงั้น หะหะ) แล้วเราก็ได้ตั๋วการบินไทย และห้องพักใจกลาง จิมซาจุ่ย เป็นที่เรียบร้อย (ไปช่วงลดทั้งเกาะ ต้องจองล่วงหน้านานๆ นะคะ เดี๋ยวอด)

เมื่อวันเดินทางมาถึง ทัวร์ลูกเป็ดก็ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ ด้วยความชื่นมื่น (ไม่ได้นอนมาทั้งคืนเพราะปั่นงานจนวินาทีสุดท้ายก่อนลากกระเป๋าออกจากบ้าน) ก่อนผ่าน ตม. ไทย พี่ ตม.แกบอกว่า เขียนลายมือยังกะลูกสาวผมซึ่งอยู่ ป.1 เอิ่ม... พี่แกจะบอกว่าสวยเหมือนคัดไทยรึเปล่าน่ะ

นั่งเครื่องหลับๆ ตื่นๆ กินๆ ประมาณ 3 ชม. ก็มายืนเอ๋อ ณ ฮ่องกง (อีกครั้ง) พยายามเรียกความจำจากทริปแรก แต่...หายเกลี้ยง เดินมึนๆ อึนๆ แล้วก็ผ่านเข้าเมืองจนได้ เมื่อรับกระเป๋าเรียบร้อย เดินไปต่อคิวซื้อบัตร Octopus (เนื่องจากเป็นบัตรที่เรื่องไม่เยอะสุดล่ะ ใช้ง่ายด้วย บัตรสารพัดนึก บอกพนักงานที่เคาเตอร์ด้วยความมั่นใจ Octopus for 3 please.) ได้มา 3 ใบ ใบละ 150 เหรียญ ในนั้นเป็นค่ามัดจำบัตร 50 เหรียญ เอาบัตรไปคืนก็จะได้เงินคืน เมื่อบัตรพร้อม กระเป๋าพร้อม ก็เริ่มมองหาทางออกไปขึ้นรถเมล์ เดินมึนๆ อึนๆ งมๆ กันไป 3 คน 6 ตา ช่วยๆ กันมอง (กางแผนที่+หนังสือ) ช่วยๆ กันหา เนื่องจากที่พักมีรถเมล์สาย A21 ผ่านหน้าที่พักเลย ไม่ต้องต่อรถต่อเรือถ่อแพให้ยุ่งยาก เอากระเป๋าลากๆ แถกๆ ขึ้นรถได้ ก็ขึ้นไปนั่งชั้น 2 (ชมวิวเก๋ๆ) ตอนรอรถเมล์ต้องขึ้นให้ตรงช่องหมายเลขรถเมล์บนพื้นน่ะค่ะ ไปยืนผิดช่องไม่ได้น่ะ พี่แกไม่จอดรับแล้วก็ไม่ง้อด้วย



(ตารางป้ายรถสาย A21)


รถสายนี้ดีตรงที่จะมีป้ายตัวอักษรวิ่งตลอด ว่าตอนนี้อยู่ป้ายไหน ต่อไปเป็นป้ายที่เท่าไหร่ และบวกกับที่แอบทำการบ้านมาอย่างดีงาม เข้าเว็บรถเมล์ของที่ฮ่องกง แล้วเซฟสถานีที่รถเมล์สายนี้จอด เลยรู้ว่าเราต้องลงป้ายที่ 13 ถนนนาธาน พอป้ายบอกว่าสถานีหน้าคือเป้าหมาย เราก็กดกริ่งไปยืนรอหน้าประตู (กรุณากดล่วงหน้านะ เพราะบางทีป้ายมันใกล้กันมากๆ) เมื่อถึงป้ายก็ลากกระเป๋าเข้าที่พักอย่างราบรื่น จัดเรียงตัว เข้าห้องน้ำตามอัธยาศัย แล้วก็ลงไปเดินเล่น ซ้อมช็อป (เหรอ??)



(หน้าตาคณะทัวร์ลูกเป็ด)



ประเดิมด้วยบะหมี่ ชื่อร้านไรไม่รู้ จำไม่ได้ แต่รู้แค่ว่าหิวแล้ว และร้านนี้ก็เป็นร้านแรกที่เดินมาเจอ เลยจัดไป สั่งจานหลักมาคนละ 1 จาน แล้วจานกลางอีก 2 อิ่มแปล้ เปรมปรีย์ อาหารร้านนี้อร่อยดี ได้ใจลูกทัวร์และแม่ไก่ไปเต็มๆ แล้วเราก็เริ่มช็อปปิ้งกันอย่างซ้อมๆ ระยะเวลาตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงเกือบเที่ยงคืน เก็บได้แค่ 3 ร้าน (นี่ขนาดซ้อม) กลับถึงที่พัก ทุกคนก็เริ่มงัดสมบัติที่ได้มาเชยชม และเริ่มเดินแฟชั่นโชว์ฮ่องกงกันก่อนนอน (ส่วนตัวอิชั้น แค่เซอร์เวย์ไว้ก่อน)



(มื้อแรกในฮ่องกง)

***อ่อ กลางปีเป็นหน้ามรสุมค่ะ ฝนตกเหมือนบ้านเราเลย พกร่ม และรองเท้าที่เหมาะกับลุยน้ำไปด้วยน่ะค่ะ เพื่อความเมามันส์ในการเดินค่ะ อากาศจะทึมๆ หน่อย ไม่ร้อนมาก



(เครื่องดื่มในเซเว่น)




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2554   
Last Update : 25 กรกฎาคม 2554 16:04:01 น.   
Counter : 310 Pageviews.  


ฮ่องกง...ตามอัธยาศัยภาค 3

วันที่ 3 วันนี้เรามีแพลนไปมาเก๊ากันจ้า
แต่ก่อนจะเดินทาง ก็ต้องเตรียมท้องให้พร้อม วันนี้เราจะไปโดนติ่มซำกัน ร้านที่ไปเป็นร้านที่ค่อนข้างใหญ่ (มากกกกก) แต่คนที่มากินส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น อากงอาม่า นั่งกินติ่มซำ น้ำชา เม้าท์มอยกัน ขณะนั่งรอ ทางร้านจะเอาน้ำชามใหญ่ น้ำร้อนมาให้ 1 กา (แอบอ่านคู่มือนำเที่ยวก่อนหน้านี้บอกว่า เค้าให้เราลวกจานชามบนโต๊ะจ้า) ก็จัดการล้างชามช้อนกันอย่างจริงจัง ล้งเล้งๆ เสร็จภารกิจก็นั่งรอเค้ามารับออเดอร์ ซึ่งเป็นเมนูรูปภาพ เราเลยทำการจิ้ม และภาษาใบ้ “This (จิ้ม) Two (ชูสองนิ้วลิโพ)” สั่งมาประมาณ 12 อย่าง อย่างละ 2 กิน 6 คน




นั่งรอซักพัก อาหารก็ทยอยมาลง ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งอร่อยมากกก กุ้งแน่นเว่อร์ ตามมาด้วยทาร์ตไข่ (ทาร์ตไข่ที่นี่แอบไม่ถูกปาก) แล้วบรรดาเข่งก็ทยอยมาลง แม่จ้าวววว นี่มันขนมจีบแน่เหรอ ลูกใหญ่มากกกก แล้วที่สำคัญสั่งไป 12 อย่าง อย่างละ 2 รวมแล้ว 24 เข่ง โต๊ะเต็ม ต้องซ้อน 2-3 ชั้นแน่ะ อิตอนสั่งก็ไม่รู้ นึกว่ามันจะมาไซด์กรุบกริบน่ารักเหมือนบ้านเรา ปล่าวเลย ขนาดนี่ใหญ่กว่าบ้านเราประมาณ 3-4 เท่าตัว ทุกคนเริ่มมองหน้ากัน เอิ่ม....แล้วเราจะยัดทุกอย่างลงท้องกันยังไงเนี่ย....



อาหารเริ่มทะยอยลงโต๊ะ สังเกตุฮะเก๋า ลูกใหญ่สุดๆ




เมื่ออาหารลงครบทุกคนเริ่มเงียบ ตั้งหน้าตั้งตากำจัดของบนโต๊ะอย่างขมักเขม้น แอบสังเกตุเห็นพี่ฮ่องโต๊ะข้างๆ สะกิดสามีดูอิต่างด้าวชาวไทยทั้ง 6 ที่หัวจมหายไปกับเข่งติ่มซำ ถ้าฟังเข้าใจ พี่แกคงบอกว่า นั่นมันกินหรือยัดหน่ะที่รัก เยอะเว่อร์


กองพะเนินเต็มโต๊ะ

กินจนจุก อิ่มมากกกกกก ทำการเช็คบิล ราคาถูกมากกกก

ร้านนี้ราคาช่วงเช้าประมาณก่อน 10 โมง ติ่มซำเข่งนึงเริ่มที่ 6 เหรียญกว่าๆ ถือว่าถูกมากกกก พอช่วงเที่ยงเที่ยงราคาจะแพงขึ้น
(เมื่อเทียบราคากับร้านอื่นแล้ว ราคาถูกกว่าเยอะ ร้านดังๆ ที่แนะนำตามหนังสือท่องเที่ยวตกเข่งละที่ 17 เหรียญขึ้น )


**ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ (ตามคำเรียกร้อง) คือถ้าเราไปรอบค่ำ ที่นี่จไม่มีติ่มซำค่ะ จะมีฮอตพอตบุฟเฟ่ต์ ตกหัวละ 140 กว่าเหรียญ แต่ขอบอกว่า อร่อยเว่อร์ ซุปนี่เทพได้อีก ถ้ายังไงเค้ามีเมนูภาษาไทยด้วยน่ะ (อันนี้ก็เพิ่งรู้แฮะ)

เมื่ออิ่มมากมาย เราก็ไปรวมตัวกันที่ท่าเรือเพื่อข้ามไปมาเก๊า ลงเรือที่สตาร์เฟอร์รี่ (ฝั่งเกาลูน) ราคาค่าเรือตกคนละ 128 เหรียญ เรือลำค่อนข้างใหญ่ แต่ห้องน้ำสกปรกมากกกกก

**ออ เราต้องผ่าน ตม. ออกนอกเมือง แล้วไปปั๊มเข้าเมืองที่ฝั่งมาเก๊าน่ะ เพราะฉะนั้น พกพาสปอร์ตติดตัวไปด้วยเน้อ ขากลับมาก็ปั๊มเข้าฮ่องกงใหม่



นั่งไปหลับไป ประมาณ 2 ชม. ก็ผ่าน ตม. ของมาเก๊ามายืนมึนๆ รู้ตัวอีกที ตาลุงคนนึงพยายามพรีเซ้นท์ขายทัวร์แบบวันเดียวท่องเที่ยวทั่วเกาะมาเก๊า ดีน่ะคณะของพวกเราได้ทำการบ้านมาบ้าง (ส่วนใหญ่ก็ฟังจากคนที่เค้าเคยไปเล่าต่อๆ กัน) ว่าไม่ต้องซื้อทัวร์หรอก เพราะที่นั่นเค้ามีรถรับ - ส่ง ฟรีของคาสิโนต่างๆ รถแอร์อย่างดี หรูหรามีระดับ เราจะไปไหนก็ขึ้นรถคาสิโนต่างๆ ไปลงจุดใกล้ๆ ที่เราจะไป เราเลยกระโดดขึ้นรถของเวเนเชี่ยนโลด นั่งแป๊บเดียวก็มายืนมึนๆ หน้าเวเนเชี่ยนแล้ว (ขอบอกว่าคาสิโนที่นี่หรูมว๊ากกกกก หรูเว่อร์) สงสัยมีคนเอาเงินมาถมที่นี่กันเยอะ

***ห้ามถ่ายภาพในส่วนที่เล่นการพนันน่ะจ๊ะ







เพลิดเพลินเดินชมความสวยงามนิดหน่อย แล้วก็ลองเข้าไปในส่วนที่เป็นบ่อน เครื่องสล็อตต่างๆ แหม่ไปถึงนั่นก็ต้องลองซักหน่อย เดินดูเครื่องต่างๆ ว่าเค้าเล่นกันยังไง งงแฮะ เล่นไม่เป็นซักอย่าง บังเอิญหันไปเจอสล็อตน้ำเต้า ปู ปลา เอาว่ะ อันนี้แหละ คุ้นหน้าสุดล่ะ ทุ่มสุดตัว 20 เหรียญ (80 บาท) หมดจ้า เลิกๆๆๆๆๆ เสียดายตังค์ เล่นเพลินแต่พองาม เดินไปชมเวเนเชี่ยน (ปลอม)กัน ถ่ายรูปบ้างอะไรบ้าง ก็สวยอยู่หรอกน่ะ แต่...ก็มันจำลองมานี่เนาะ บรรยากาศเลยเฉยๆ รอบๆ ก็แวดล้อมด้วย Shop ต่างๆ แบรนด์ดังๆ ก็แถๆ เข้าไปดู แพงใช้ได้เลยแฮะ












หลังจากชื่นชมเวเนเชี่ยนแต่พองาม ก็รีบนั่งรถของคาสิโนกลับไปที่ท่าเรือเฟอร์รี่ (ที่ลงเรือครั้งแรก) แล้วขึ้นรถบัสของคาสิโนเลอริสบัว ไปลงใกล้สถานที่ที่เค้าว่ากันว่าเป็นส่วนของประวัติศาสตร์ เป็นที่ๆ เราสามารถเดิมชมสถาปัตยกรรมต่างๆ ได้ ของขายข้างทางมากมาย แนะนำว่าถ้าเจอทาร์ตไข่ ขอให้ซื้อกิน ตอนที่ไป ราคา 3 ชิ้น 10 เหรียญ อร่อยมากๆ ชอบ

แถบนั้นก็เป็นเหมือนใจกลางเมืองของมาเก๊า เพราะเป็นแหล่งชอปปิ้ง ผู้คนเดินกันขวักไขว่มากมาย มีร้านรวงให้เลือกชอปกันอย่างกระจุยกระจาย

***ที่นี่รับเงินฮ่องกงน่ะค่ะ แต่ที่ฮ่องกงจะไม่รับเงินของมาเก๊า









ขาเดินกลับ จะเห็นร้านๆ นึงเป็นร้านคล้ายๆ เหมือนร้านลูกชิ้นทั่วไป โดยให้เราเลือกอาหารเป็นไม้ๆ มีทั้งเนื้อ ปลาหมึก ลูกชิ้นต่างๆ นานา ผัก เห็ดเข็มทอง เอาไปลวกแล้วใส่ซุปข้นๆ เค็มๆ ใส่ถ้วยโฟมมา อร่อยมาก ชอบๆ ป้าคนขายก็อัธยาศัยดี น่ารัก



กินกันอิ่มก็เดินชอปปิ้งเล็กน้อย ของและร้านก็คล้ายๆ ฝั่งฮ่องกง ราคาก็พอๆ กัน เมื่อเดินจนเมื่อยก็ขึ้นเรือกลับฮ่องกงกันด้วยความเหนื่อย

ดีใจที่ได้มีโอกาสไป ^^ ถ้าใครมีเวลาพอก็อยากจะแนะนำให้ลองไปนะคะ




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2554   
Last Update : 25 กรกฎาคม 2554 14:10:10 น.   
Counter : 412 Pageviews.  


1  2  

annandant
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add annandant's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com