cool&cool
 
 

‘Thai crisis shows perils of military constitution’

‘Thai crisis shows perils of military constitution’

* Suu Kyi’s party criticises election plans
* New govt unable to handle crises, says Nyan Win

YANGON: Thailand’s political crisis shows that a constitution drawn up by the military can never deliver stability, Myanmar opposition leader Aung San Suu Kyi said Saturday, according to her party.

Myanmar’s military junta, which has ruled for nearly half a century, produced a new constitution as part of a “road map to democracy” which includes elections due to be held later this year.

The election plans have been widely criticised and subject to a boycott by Suu Kyi’s party, the National League for Democracy (NLD), which would have had to expel its leader if it wanted to take part.

NLD spokesman Nyan Win said that in a meeting Saturday with Suu Kyi, she discussed the situation in Thailand, which has been wracked by crises since a 2006 coup ejected Prime Minister Thaksin Shinawatra.

New Gov: “A new government coming to power under a constitution drawn up by the military will never be stable,” he cited her as saying.

“We do not need to see very far. We just see Thailand,” she said. “Thaksin was an elected person. The military seized the power from an elected person. The constitution was drawn up by the military,” she said.

“After that, what happened with the first (government)? It was not stable,” she said of the short-lived administration that followed the coup. “This was a result of the constitution being written by the military.” Nyan Win said Suu Kyi was not giving an opinion on the rights and wrongs of the conflict in Thailand, where red-shirted campaigners largely loyal to Thaksin are calling for the ouster of Prime Minister Abhisit Vejjajiva.

Abhisit’s army-backed administration was appointed in a parliamentary vote after a court ruling ousted Thaksin’s allies.

The Reds are also calling for the restoration of a 1997 pro-democracy constitution which preceded the rise to power of Thaksin, who is now living in exile to avoid a jail sentence for corruption. afp

//www.dailytimes.com.pk/default.asp?page=20100425story_25-4-2010_pg20_4

อองซาน ซูจี ชี้ไทยคือตัวอย่างวิกฤตเสถียรภาพรัฐบาลที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญโดยทหาร

Sun, 2010-04-25 00:20

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ของ สิงคโปร์รายงานโดยอ้างการนำเสนอของ AFP ว่าวานนี้ (24 เม.ย.) นางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของพม่า วิพากษ์วิกฤตการเมืองไทยเป็นสิ่งสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนโดยทหารทำ ให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ พร้อมวิจารณ์การรัฐประหารปี 2549 ว่าเป็นการยึดอำนาจจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้ง

ย่างกุ้ง-วิกฤตการเมืองไทยได้แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้โดยทหารนั้นไม่สามารถนำมาซึ่งเสถียรภาพได้ นางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่ากล่าวกับสมาชิกพรรคเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

รัฐบาลทหารพม่า ซึ่งปกครองประเทศมาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ได้สร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโรดแมปประชาธิปไตย ซึ่งรวมถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีนี้

ทั้งนี้ แผนการเลือกตั้งในพม่าถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางและมีถูกบอยคอตจาก พรรคของเอ็นแอลดี ซึ่งนำโดยนางซูจี (ซึ่งจะต้องขับหัวหน้าพรรคออกหากอยากเข้าร่วมในการเลือกตั้ง)

นาย ยัน วิน โฆษกพรรคเอ็นแอลดีแถลงในการพบปะกับนางซูจีในการประชุมพรรคเมื่อวันเสาร์ที่ ผ่านมาว่า นางซูจีได้ถกถึงสถานการณ์ในประเทศไทยซึงประสบกับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง จากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ซึ่งโค่นอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรลง

"รัฐบาลใหม่เข้าสู่อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยทหารไม่มีวันที่ จะมีเสถียรภาพ" ยัน วิน อ้างคำกล่าวของนางซูจี

"เราไม่ต้องไปมองอื่นไกล แค่มองประเทศไทยก็พอ" นางซูจีกล่าวและว่า

"ทักษิณคือผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้ง ทหารยึดอำนาจจากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญถูกเขียนขึ้นโดยทหาร แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลคณะแรก? มันจะไม่มีเสถียรภาพ นี่เป็นผลจากการที่รัฐธรรมนูญถูกเขียนขึ้นโดยทหาร" นางซูจีกล่าว

ยัน วิน ระบุว่า นางซูจีไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นว่า เป็นเรื่องถูกหรือผิดที่ฝ่ายคนเสื้อแดงซึ่งเป็นผู้นิยมทักษิณชุมนุมขับไล่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ




 

Create Date : 25 เมษายน 2553   
Last Update : 25 เมษายน 2553 11:33:35 น.   
Counter : 212 Pageviews.  


'ไทยปะทะไทย' ผลคือ 'แพ้ทั้งประเทศ'


//www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=23&contentID=61601


มาถึงวันนี้การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณแยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง มีเหตุการณ์-มีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร-หรือไม่ ?? ก็ดังที่ทราบ ๆ กัน อย่างไรก็ตาม ย้อนไปในช่วง 3-4 วันก่อนหน้านี้ ในช่วงที่เริ่มมีกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่ “เห็นต่าง” จากกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาชุมนุมต่อต้านและกระทบกระทั่งกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซ้ำยังมีแกนนำกลุ่มคนเสื้อเหลืองออกมาฮึ่มฮั่มด้วย สภาพการณ์นี้ถือว่า “ล่อแหลม !!”

มีการหวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุ “ม็อบชนม็อบ”

ทั้งนี้ กับการหวั่นเกรงว่าจะเกิดม็อบชนม็อบ เกิด “สงครามต่างสีเสื้อ” หรือบางคนอาจเรียกว่า “สงครามประชาชน” นั้น ก็เนื่องเพราะหากเหตุการณ์รุนแรงลักษณะนี้เกิดขึ้นในยุคนี้ ผลร้ายต่อประชาชนคนไทย-ต่อประเทศไทยโดยรวม อาจหนักหนาสาหัสยิ่งกว่า “เหตุการณ์วิปโยค” ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ??

“เมื่อมีการปะทะกันระหว่างประชาชน ผลเสียย่อมเกิดกับประเทศชาติโดยส่วนรวมอย่างแน่นอน ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และภาพลักษณ์ของประเทศ” ...ที่ปรึกษาอธิการบดีมหา วิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ผศ.สุขุม เฉลยทรัพย์ ระบุผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” พร้อมทั้งบอกอีกว่า.....

ผลกระทบด้านสังคม ขนาดยังไม่มีม็อบชนม็อบก็อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงอยู่แล้ว เพราะคนในสังคมอยู่ในความระแวง ไม่รู้ว่าใครอยู่ฝ่ายไหนหรือสีไหน เวลาคุยกันจึงมีการซ่อนเร้น ไม่เปิดเผยจริงใจเหมือนเมื่อก่อน

สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาก็ถือว่าหนักอยู่แล้ว การขัดแย้ง ตีกัน มีระเบิด กระทบต่อเศรษฐกิจ หลายประเทศห้ามไม่ให้คนของเขามาเที่ยวประเทศไทย หุ้นตก ค่าเงินบาทอ่อนตัว ความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศถูกลดลำดับลง การลงทุนระยะยาวต้องชะงักงัน ทำให้สูญเสียโอกาสอย่างน่าเสียดาย

“ส่วนผลกระทบด้านการเมือง ก็ค่อนข้างรุนแรง ภาพลักษณ์นักการเมืองในภาพรวมจะถูกมองเป็นจำเลย อันเกิดจากนักการเมืองด้วยกันเอง ทำให้คนเบื่อนักการเมือง และมองนักการเมืองในแง่ลบ” ...ผศ.สุขุมระบุ ซึ่งก็แน่นอนว่าหากเกิด “สงครามต่างสีเสื้อ” ผลกระทบเหล่านี้จะยิ่งหนัก !!

ด้าน ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็สะท้อนผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... หากเทียบความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้น ระหว่างสถานการณ์ 2 สถานการณ์คือ หนึ่ง...กรณี “เจ้าหน้าที่รัฐปะทะมวลชน” และสอง...กรณี “ประชาชนปะทะประชาชน” หรือ “ม็อบชนม็อบ” กรณีหลัง ประชาชนปะทะประชาชน จะส่งผลเสียและก่อให้เกิดผลกระทบได้มากกว่ากรณีแรก !!

กรณีแรกแม้จะมีความรุนแรง แต่การปะทะระหว่างรัฐและประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานก็ต้องดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่มีระบุไว้ ความเสียหายก็จะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ประชาคมโลกก็ยังพอเข้าใจ

“ถ้าเป็นการปะทะกันระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วยกัน โอกาสที่ความเสียหายจะลุกลามจะมีมากกว่า เพราะต่างฝ่ายต่างปฏิเสธกฎหมาย และไม่มีกฎเกณฑ์ในการดำเนินการ ซึ่งจะส่งผลร้ายมากกว่า เพราะถ้าสถานการณ์ไปถึงขั้นนั้นก็จะมีสภาพไม่ต่างจากสงครามกลางเมือง”

สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้ชี้ว่า... ผลกระทบด้านสังคมที่ชัดเจนคือ “ความแตกแยกในสังคมไทยจะยิ่งลงลึก” ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มแต่ละกลุ่มที่ขัดแย้งกันต่างก็มีชุดความเข้าใจ มีชุดความรู้ที่ได้รับสารมา คนละชุดกัน และต่างก็ได้รับสารมาเป็นระยะเวลานาน ต่างฝ่ายจึงต่างยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเองคิดและเชื่ออยู่ จึงทำให้บรรยากาศในการที่จะประสานรอยร้าวกระทำได้ยาก

ทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องผลกระทบคงไม่ต้องอธิบายมาก เพราะในช่วงที่ยังไม่เกิดความรุนแรงเมื่อ 10 เม.ย. บรรยากาศด้านเศรษฐกิจไทยก็ชะลอตัวอยู่แล้ว พอเกิดเหตุรุนแรงขึ้น ผลกระทบ ก็ยิ่งลุกลามขยายวงกว้าง

“หากเกิดการปะทะระหว่างประชาชนกับประชาชน ก็จะ ยิ่งส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจประเทศไทยในระยะยาว โดยที่ไม่รู้ว่า จะสามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับคืนมาได้ขนาดไหน และเมื่อไหร่”

ศ.ดร.ไชยวัฒน์ชี้ต่อไปว่า... เมื่อเกิดผลกระทบทั้ง 2 มิติดังกล่าวแล้ว ที่สุดก็จะผนวกรวมเข้าเป็นความ “เสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” เพราะประชาคมโลกจะมองว่ารัฐบาลประเทศไทยไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ ไม่สามารถบริหารอำนาจได้ และอาจมองว่า “ล้มเหลว” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสในหลาย ๆ ด้าน

“มีคำกล่าวถึงนักลงทุนว่าเปรียบเสมือนนก ต้นไม้ที่มีสภาพทรุดโทรม ไม่มั่นคง นกคงไม่เลือกเกาะ ไม่คุ้มกับการสร้างรัง ประเทศไทยก็เช่นกัน ถ้าไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ถ้าสถานการณ์ลุกลามบานปลายจนนำสู่การปะทะกันระหว่างประชาชน จะทำให้ภาพลักษณ์ประเทศตกต่ำ และจะสร้างแรงตกกระทบอย่างหนักหน่วงกับประเทศไทยโดยรวมแน่นอน” ...ศ.ดร.ไชยวัฒน์ระบุ

“ม็อบชนม็อบ” ผลลัพธ์-ผลร้ายนั้น “น่ากลัวมาก”

กับเมืองไทย-คนไทย...ขออย่าให้เกิดขึ้นเลย !!!!!.




 

Create Date : 24 เมษายน 2553   
Last Update : 24 เมษายน 2553 0:19:11 น.   
Counter : 183 Pageviews.  


ดวงเมืองหลังวันที่26เมษา53ร้ายหรือดี

ดวงเมืองหลังวันที่26เมษา53ร้ายหรือดี
โดย : ฟองสนาน จามรจันทร์

บทความนี้ เป็นการทำนายตามหลักโหราศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับกรมประชาสัมพันธ์ที่ผู้เขียนสังกัดอยู่

ผู้เขียนย้อนกลับไปดูดวงชะตาเมืองบางกอกที่สถาปนา เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54 น. ลัคนาราศีเมษ ธาตุไฟ โดยจับเหตุการณ์ไปเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่เกิดเหตุสูญเสียชีวิตบาดเจ็บของคนเสื้อแดงและทหารอย่างไม่คาดฝันนั้น ดูแล้วขนลุกเพราะมีดาวทำมุมสมาสัปต์ควั่นเป็นเกลียวเชือกกันถึง 7 คู่ บ่งบอกว่าทั้งเรื่องร้ายและดี อันเกิดจากดวงดาวและภพต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน


แต่อาจเป็นเพราะพฤหัสบดี (๕) ดาวแห่งสติปัญญาเทพเทวาทรงคุณกับดวงเมืองจรอยู่ในภพลาภะผล คือ แม้จะถูกเหตุการณ์ (ดาว) ร้ายกระหน่ำอย่างหนัก ประเทศชาติจึงผ่านพ้นสถานการณ์มาได้ด้วยความมีสติของทั้งแกนนำ นปช.และรัฐบาล ที่เมื่อเกิดความสูญเสียเพราะคนเสื้อดำแฝงเร้นมาลอบทำร้าย ก็ต่างถอยออกมาตั้งหลักด้วยกันทั้งคู่


เป็นไปตามหลักโหรศาสตร์ที่ว่าแม้เพราะเคราะห์ทั้งหมดจะรุมกระหน่ำดวงชะตา แต่หากพฤหัสบดีให้คุณเพียงดวงเดียวก็สามารถคุ้มภัยได้


ในทางกลับกัน หากพฤหัสบดีให้โทษแก่ลัคนาใคร จะไม่มีดาวดวงใดมาช่วยได้เลย


ทีนี้มาเข้าประเด็นว่าพฤหัสบดีจรที่สถิตในราศีกุมภ์ภพลาภะให้คุณกับดวงเมืองมาตั้งแต่ 14 ธันวาคม 2552 จะจรเข้าสู่ราศีมีน ธาตุน้ำซึ่งเป็นบ้านเดิม (เกษตราธิบดี) แต่เป็นภพที่สิบสองหรือภพวินาสน์ของดวงเมือง ซึ่งโหรถือเป็นมุมอับในวันที่ 26 เมษายน 2553 ถึงพฤษภาคม 2554 แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองเรา


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เหตุร้ายดีย่อมเกิดขึ้นตามธรรมดาในทุกดวงชะตาไม่มีดวงชะตาใดที่ดีทั้งหมดหรือร้ายทั้งหมด ส่วนผลของพฤหัสบดีและดาวดวงอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวของประมวลไว้ตามภูมิปัญญาดังต่อไปนี้


1. ก่อนวันที่ 26 เมษายน 2553 คือ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2553 เวลา 06.54 น. เป็นต้นไป-21 เมษายน 2554 เวลา 06.54 น. ทักษาของดวงเมืองเปลี่ยน ส่งผลให้พระอาทิตย์ (๑) เปลี่ยนจากกาลกิณีจรมาเป็นมนตรีจร ผลคือโดยพื้นฐานผู้นำรัฐบาล รวมทั้งผู้นำในองค์กรต่างๆ จะเข้มแข็งขึ้น ยกเว้นช่วงที่พระอาทิตย์จรเข้าภพอริ มรณะ และวินาสน์ของดวงเมืองในแต่ละปี


และปัญหาจากสีแดง คือ สีของพระอาทิตย์จะลดน้อยไป แต่ปัญหาจากสีเหลืองคือพระจันทร์ (๒) ที่เปลี่ยนมาเป็นกาลกิณีจรจะมาแทน


ส่วนทักษาจรที่ตกภูมิอังคาร (๓) นั้น ตามตำราทายว่า จะเป็นโรค ได้ลาภ คือ ลูกเมีย (ซึ่งก็ไม่รู้จะแปลอย่างไร อาจจะหมายถึงทหาร ตำรวจ คนในเครื่องแบบ ฯลฯ จะให้ลาภกับดวงเมืองหรือไม่ก็ไม่ทราบซึ่งต้องรอดู) และศัตรูของดวงเมือง คือ ชายโสดสูงสองสี รวมทั้งหญิงพิการ อีกทั้งอย่าให้ใครกู้เงิน (จากท้องพระคลัง) เพราะจะเปลี่ยนจากลูกหนี้มาเป็นศัตรูภายหลัง


2. พฤหัสบดีจรเข้าบ้านตัวเอง คือ ราศีมีน ถือว่าได้มาตรฐานเกษตราธิบดีมั่นคง อีกทั้งยังเป็นศรีสิริมงคลจรตามระบบทักษา อ่านว่า


2.1 ทั้งเกษตรและศรีจรคุ้มความวินาสน์ และจะให้โชคอย่างไม่คาดฝันในเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ราศีมีนในดวงเดิมของดวงเมืองมีพระศุกร์ (๖) และพระพุธ (๔) รออยู่ก่อนแล้ว เมื่อพฤหัสบดีจรมาเติมเต็ม ถ้าจำไม่ผิดโหรแฉ้ม เลี่ยมเพชรรัตน์ บอกว่าเป็นดวงสี่โหวลัก หรือดวงเศรษฐีจึงคาดว่าประเทศชาติจะร่ำรวยจากเรื่องน้ำๆ ในระยะหนึ่งปีนี้


2.2 พฤหัสดีศรีและเกษตรจรทับพระราหูในดวงเดิมที่สถิตอยู่ที่ราศีมีน อ่านว่าด้วงมอดหรือศัตรูปัญหาอุปสรรคที่กัดเซาะดวงเมืองจะถูกจักร์ขว้างตัดขาดเป็นสองท่อนลดอิทธิฤทธิ์ลงครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ตายจะรอวันฟื้นขึ้นมาอีกเมื่อดวงดาวจรส่งผลให้


2.3 พฤหัสบดีจร อันหมายถึง กฎหมาย ผู้รู้ รัฐสภา ฯลฯ จะไม่คุ้มภัยดวงเมืองโดยตรง แต่จะไปในลักษณะหนุนหลัง และจะให้คุณกับประชาชนอันหมายถึงพระจันทร์ (๒) ในดวงเดิมที่สถิตที่ราศีกรกฎ ธาตุน้ำ โดยประชาชนส่วนใหญ่จะได้สติ ศัตรูของประชาชนจะแพ้ภัย อันเป็นคุณจากพฤหัสบดีจรตามโฉลก

ครุ (พฤหัสบดี) ต้องศศิ (พระจันทร์) โชค จะลุโยคยุวภา
ผิวหญิงจะลุสา มีเหมือนดุจปอง
ปรปักษ์จะปรา ชยโชคจะสนอง
ภริยาจะประลอง ปะเหลาะชู้ประโลมชาย


3. อย่างไรก็ตาม คู่สมาสัปต์ระหว่างพระราหูจรทับพฤหัสบดีในดวงเดิมที่ราศีธนูอยู่ก่อนแล้ว และพอวันที่ 26 เมษายน 2553 พฤหัสบดีจรมาทับพระราหูในดวงเดิมซ้ำอีก บ่งบอกว่าเค้าลางการยุบสภา จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2553 เป็นต้นไปชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจจะยุบจริงๆ ตอนปลายปี และอาจจะหมายถึง การได้รัฐสภาใหม่ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย


อีกทั้งน่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นอย่างน้อย หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล (ซึ่งแน่นอนต้องมีขึ้นเมื่อยุบสภา) เพราะพระราหูจรตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงทับพระเสาร์ (๗) ตัวแทนรัฐบาลที่สถิตในราศีธนูด้วย


4. ตั้งแต่ 26 เมษายน 2553 เป็นต้นไป มุมของดวงดาวที่พฤหัสบดีจรในราศีมีนภพวินาสน์ดวงเมืองถึงในกรณีนี้ คือ เล็งกับพระเสาร์จรในราศีกันย์ภพอริดวงเมือง นั้นโหรใหญ่หลายท่านเช่นอาจารย์บัศรินทร์ ปัทมาคม ที่เขียนไว้ในศาสตร์แห่งโหร 2553 ของสำนักพิมพ์มติชน รวมทั้งความเห็นของอาจารย์ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ เกรงว่าจะเกิดการยึดอำนาจ ปฏิวัติ รัฐประหาร หรือกบฏเกิดเช่นคราวกบฏแมนฮัตตัน ฯลฯ


ในทัศนะของผู้เขียนเห็นด้วย เพียงแต่ขอเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัวว่าในขณะที่พระเสาร์ตัวแทนรัฐบาลจรเป็นเดชในทางทักษา และสถิตในภพอริให้คุณเข้มแข็งตามตำราจักทีปนี และพฤหัสบดีตัวแทนรัฐสภาจรที่ขึ้นมาเล็งได้มาตรฐานเกษตราธิบดีและเป็นศรีจร คาดว่าการใช้กำลังยึดอำนาจจะไม่สำเร็จหรือเป็นกบฏ หรือไม่คนที่คิดหรือวางแผนกระทำอย่างซ่อนเร้นตามความหมายของภพวินาสน์ที่พฤหัสบดีจรสถิตอยู่ต้องใช้สติคิดอย่างหนัก


ดีไม่ดีคนคิดจะทำมีโอกาสถูกหักหลัง เป็นกบฏ อาจถูกจองจำ หรือเนรเทศไปต่างประเทศตามอีกความหมายหนึ่งของภพวินาศน์ก็ได้


5. เตือนสติของคนไทยว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปอีกระยะหนึ่ง ประเทศชาติจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกวงการและพื้นฐานของสังคม หากใครปรับใจไม่ได้จะเป็นทุกข์


แต่ในทัศนะของผู้เขียนในเมื่อพื้นฐานดวงเมืองเดิมที่วางไว้ในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเข้มแข็ง ดังนั้น เมื่อเราผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงไปได้ ประเทศชาติจะเข้าสู่ยุคใหม่เป็นชาวศิวิไลซ์อย่างแน่นอน


Tags : ฟองสนาน จามรจันทร์




 

Create Date : 22 เมษายน 2553   
Last Update : 22 เมษายน 2553 19:24:25 น.   
Counter : 176 Pageviews.  


ไพร่-อำมาตย์-เสรีชน

Monday, 29 March 2010
ไพร่-อำมาตย์-เสรีชน
« เส้นทางความมั่งคั่งของ บัฟเฟตต์ | Main
ในขณะที่วาทกรรมเรื่อง ไพร่-อำมาตย์ กำลังร้อนอยู่ในขณะนี้ ผมลองมาคิดดูถึงตัวเองในฐานะนักลงทุนอาชีพแบบ Value Investor ว่าเราน่าจะเป็นใคร ไพร่ หรือ อำมาตย์ หรือ อย่างอื่น



ก่อนที่จะพูดว่าเป็นไพร่หรืออำมาตย์ ผมคงต้องกำหนดนิยามเสียก่อนว่าไพร่และอำมาตย์ในความหมายของผมนั้น ไม่ได้เป็นคำนิยามตามพจนานุกรมที่อาจจะบอกว่าไพร่คือข้าทาสหรืออำมาตย์คือข้าราชการในสังคมไทยสมัยก่อน ไพร่ในความหมายของผมและดูเหมือนว่าจะเป็นความหมายของคนในสังคมจำนวนมากเห็นได้จากการใช้คำ ๆ นี้ในภาพยนต์และละครหลังข่าวกันเป็นประจำก็คือ เป็น “ชาวบ้าน” ที่ไม่มี “ตระกูล” ยากจน เป็นคน “ชั้นต่ำ” ของสังคมที่ไม่มีอภิสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น ว่าที่จริงไพร่นั้นเป็นคนที่ “ถูกกดขี่” และเป็นคนที่เสียเปรียบทุกด้านในสังคม



ส่วนคำว่าอำมาตย์นั้น ว่าไปแล้ว เราก็แทบจะไม่ได้ใช้เลยในชีวิตประจำวันสมัยใหม่ แต่ถ้าตีความตามที่มีการใช้กันเป็นวาทกรรมในขณะนี้ ก็น่าจะหมายถึงคนที่เป็นคน “ชั้นสูง” ของสังคม เป็นคนที่มีสถานะทางตำแหน่งงานในราชการหรือองค์กรธุรกิจ เป็นคนที่มีอภิสิทธิ์ เป็น “ผู้กดขี่” เป็น “นาย” และเป็นผู้ที่ได้เปรียบทุกอย่างในสังคม ซึ่งในสมัยปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นข้าราชการเลย



มาดูก่อนว่าเราเป็นคน “ชั้นสูง” หรือไม่? นี่เป็นเรื่องชัดเจนว่าเราไม่ใช่ เราไม่ได้เกิดในตระกูล “ผู้ดี” หรือตระกูล “นักธุรกิจร่ำรวย” ว่าที่จริงตระกูลอย่างตระกูลของผมนั้น เรานั้นมาจากชาวนายากจนที่อพยพหนีความอดอยากมาจากเมืองจีน ดังนั้น เรามี “คุณสมบัติไพร่” ข้อที่หนึ่ง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นไพร่ เพราะยังต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ มาประกอบด้วย



ในเรื่องของการเป็นผู้ “กดขี่” นั้น สิ่งที่ใช้วัดนั้น ผมมองว่าการเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าในแง่ของการสั่งการให้ทำอะไรต่าง ๆ ได้น่าจะเป็นตัววัดที่พอใช้ได้ นั่นคือ ถ้าเรามีคนที่เป็นลูกน้องหรือบริวารเช่นคนรับใช้มากคนมากชั้น ก็หมายความว่าเราอาจจะมีคุณสมบัติแบบอำมาตย์มาก ตรงกันข้าม ถ้าเรากลายเป็นลูกน้อง มีคนที่อยู่เหนือและสามารถสั่งการเรามาก แต่เราไม่มีลูกน้องหรือคนที่อยู่ใต้เราเลย นั่นแปลว่าเรามีคุณสมบัติของไพร่โดยแท้ มองในมุมนี้ ในฐานะของนักลงทุน ผมไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาเลย นอกจากนั้น ในชีวิตส่วนตัวผมก็ไม่เคยมีคนรับใช้ที่จะให้สั่งงานด้วย ดังนั้น ดูเหมือนว่าผมน่าจะอยู่ในข่ายไพร่ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่มี “นาย” ที่จะมาสั่งการอะไรผม ผมไม่มีคนที่ต้องไปพินอบพิเทาอะไรทั้งสิ้น ผมเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ผมจึงไม่เข้าข่ายหรือไม่มีคุณสมบัติไพร่ในประเด็นนี้



เรื่องของการมีอภิสิทธิ์ในสังคมนั้น ที่จริงมาจากคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างรวมกัน รวมถึงอุปนิสัยส่วนตัวของเจ้าตัวด้วย ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ ไพร่นั้น นอกจากจะไม่มีอภิสิทธิ์แล้ว ยังมักจะโดน “รอนสิทธิ์” ด้วย นั่นคือ เมื่อมีปัญหาอะไรก็จะถูกจัดการด้วยกฏหมาย อย่างรุนแรงเกินกว่าปกติ ส่วนอำมาตย์นั้น คือคนที่สามารถอยู่ “เหนือกฏหมาย” เช่น อาจจะมีการละเว้นไม่ดำเนินการโดยผู้รักษากฏหมาย ถ้าจะลองนึกถึงตัวอย่างดูง่าย ๆ ในเรื่องของการถูกตำรวจจับเรื่องขับรถผิดกฏ ถ้าคุณสามารถที่จะหลุดพ้นมาได้โดยตำรวจไม่ทำอะไรนั่นก็คือ คุณมีคุณสมบัติอำมาตย์ แต่ถ้าคุณต้อง “จ่าย” ค่าปรับ นั่นก็คือ คุณเป็นคนธรรมดา แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มักจะถูกตำรวจตั้งด่านจับเป็นประจำ นั่นก็คือ คุณคงมีคุณสมบัติไพร่อยู่ไม่น้อย



อีกเรื่องหนึ่งที่พอจะนำมาวัดเรื่องสถานะของคนก็คือ เรื่องของสถานะทางสังคม เวลาที่เราบอกว่าเป็นนักลงทุนนั้น คนทั่วไปก็มักเข้าใจว่าเราไม่ได้มีอาชีพการงานหรือตำแหน่งอะไรเลย การเป็นนักลงทุนอาชีพนั้นผมคิดว่าค่อนข้างมีปัญหาพอสมควรโดยเฉพาะเวลาต้องไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนอื่น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาจะไปขอบัตรเครดิตนั้น ผมพบว่าเราไม่สามารถจะกรอกแบบฟอร์มเพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของเราได้ เพราะเราไม่มีเงินเดือน ไม่มีหน้าที่การงาน ที่จะทำให้เราดูมีเครดิตดี หรือเวลาเราไปขอวีซ่าไปต่างประเทศ เขาก็มักจะต้องขอข้อมูลคล้ายคลึงกัน ในแง่นี้ นักลงทุนดูเหมือนว่าจะมีสถานะไม่สูง



เวลาที่เรา “เติบโต” มีอายุมากขึ้นและประสบความสำเร็จในการลงทุน เปรียบเทียบไปแล้วก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าเพื่อนฝูงที่ทำราชการหรือคนที่ทำงานบริษัทเอกชนหรือเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่การยอมรับของคนในสังคมต่อนักลงทุนก็จะด้อยกว่ามาก ไม่มีใครจะเชิญนักลงทุนขึ้นไปกล่าวในงานแต่งงานหรืองานพิธี ไม่มีสถาบันการศึกษาไหนจะให้ตำแหน่งศิษย์เก่าดีเด่นกับนักลงทุนที่ไม่มีตำแหน่งอะไรเลย และสำหรับนักลงทุนอาชีพหนุ่มนั้น เวลาที่จะไปขอผู้หญิงแต่งงานก็มักจะต้องเผชิญกับคำถามจากญาติฝ่ายเจ้าสาวว่า “ทำงานอะไร” เหล่านี้ทำให้นักลงทุนนั้นมีความโน้มเอียงไปในทาง “ไพร่” มากกว่าที่จะเป็นอำมาตย์



สุดท้ายก็คือเรื่องของเงิน ความรวย ความจน นี่เป็นจุดที่อาจจะทำให้ Value Investor อาชีพนั้น มีคุณสมบัติของอำมาตย์ เพราะพวกเขาจำนวนไม่น้อยมีเงินหรือความมั่งคั่งในระดับสูง บางคนเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุไม่มาก อย่างไรก็ตาม VI หลายคนที่ร่ำรวยก็ไม่ใคร่ได้ใช้เงินหรือแสดงออกถึงความร่ำรวย คราบของความเป็นอำมาตย์ก็ไม่เกิด อย่างไรก็ตามคุณสมบัติข้อนี้ทำให้ VI จำนวนมากไม่สามารถจะถูกจัดให้เป็นไพร่ได้

โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า ชีวิตของ Value Investor อาชีพนั้น มีคุณสมบัติโน้มเอียงไปในทางที่เป็นไพร่มากกว่าอำมาตย์ อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติส่วนใหญ่กลับเป็นคุณสมบัติกลาง ๆ ระหว่างไพร่กับอำมาตย์ ดังนั้น ในความเห็นของผม VI นั้นน่าจะเป็นคนที่ผมเรียกว่า “เสรีชน” มากกว่าที่จะเป็นไพร่หรืออำมาตย์ เสรีชน ในความหมายของผมก็คือ คนที่มีชีวิตอิสระไม่ขึ้นกับใคร ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ไม่ต้องการไปกดขี่หรืออยู่เหนือคนอื่น พวกเขาชอบความเป็นธรรมและความเสมอภาคกันในสังคม เขาคิดว่า นี่คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศและเศรษฐกิจเติบโตไปได้ดีที่สุดในระยะยาวซึ่งจะส่งผลถึงการลงทุนของพวกเขาด้วย
Posted by nivate at 4:21 PM in โลกในมุมมองของ Value Investor




 

Create Date : 31 มีนาคม 2553   
Last Update : 31 มีนาคม 2553 0:19:03 น.   
Counter : 132 Pageviews.  



หนุมานมาเอง
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add หนุมานมาเอง's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com