Life is short, so live it!
ฮานอย2 - อาหารข้างถนน / เดินเที่ยวชมเมือง



เรื่องเกี่ยวกับฮานอย ที่เหนือความคาดหมายของเรา ก็คือเสียงแตรรถมอเตอร์ไซค์ที่ดังสนั่นลั่นทุ่ง และมีให้ได้ยินต่อเนื่องกันตลอดวัน กระทั่งลามเข้าไปในความฝันของเรา...คิดดู

จริงๆเจ้าบูเตือนเราก่อนหน้าเดินทางมา ด้วยความที่เฮียแกมาทำงานที่ฮานอยหลายครั้ง แต่เราไม่คิดเลยจริงๆว่ามันจะดัง ดัง และดัง เสมือนหนึ่งว่า ถ้าใครไม่กดแตรล่ะก็ ตำรวจเวียดจะลากคอพวกเค้าไปนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าลงโทษ ในฐานะที่ไม่ยอมใช้ในสิ่งที่เค้าติดรถมอเตอร์ไซค์มา

ถ้าจะข้ามถนนในฮานอย ขอให้ลืมเรื่องระบบการจราจรไปได้เลย บ้านเราว่ามั่วเละแล้ว ที่ฮานอยเสมือนหนึ่งไม่มีกฎหมายจราจร เฮียๆเจ๊ๆแกจะวิ่งปาดโน่น แซงนี่จนบางทีรอจะข้ามถนนแค่ไม่กี่เมตรยังไม่มีใครคิดจะชะลอให้ และหลังจากเดินเที่ยวเล่นไปครึ่งวัน เรากะเจ้าบูก็ค้นพบว่า ถ้าอยากข้ามถนนก็ขอให้เดินฉับๆไปโดยไม่ต้องเสียเวลาหันไปมองถนนให้เมื่อยคอ เพราะมอเตอร์ไซค์พวกนั้นเค้าจะหาทางหลบเราเอาเอง...เริ่ดมะ

วันที่สองของฮานอย เราตั้งใจว่าจะไปกินอาหารเช้าแบบชาวเวียดทั่วๆไปกินกัน อ่านจากไกด๊บุ๊คบอกว่าตรงถนน Bat Dan มีร้านอาหารเฝอแบบริมถนนสุดฮิตตั้งอยู่ ไม่รอช้าจ้ะ...รีบไปกันเลย

แต่พอได้เห็นสภาพร้านแล้วอิ๋วมากเลยขอบอก ถนนที่สกปรกจากคราบอาหารซึ่งสั่งสมกันมาช้านานหลายศตวรรษยังไม่พอ ตอกย้ำด้วยเศษทิชชู่ใช้แล้วหล่นเกลื่อนกลาดขาวโพลนอยู่บนพื้น ซึ่งแน่นอนร้านนี้เค้ามีเก้าอี้แบบคนฮานอยตั้งไว้ให้นั่งกิน คะนี้คิดดูดิว่าเราจะต้องอยู่ใกล้กะไอ้เจ้าเศษทิชชู่พวกนั้นมากแค่ไหน...โอยแค่นึกถึงมันยังหยองเลยว่า นี่เราไปนั่งกินได้ไงฟระ


พอเราหม่ำเสร็จแล้วถึงเพิ่งกวาดอ่ะเจ๊

เอาวะ...มาแล้วก็ต้องกิน เราพยายามหลับหูหลับตาทรุดตัวนั่งลงไป สั่ง Pho Ga ซึ่งเป็นเฝอเนื้อไก่ชามนึง กะ Pho Bo เฝอเนื้อวัวอีกชามนึง พร้อมปลาท่องโก๋อีกถ้วยนึงมาแกล้ม (บังเอิญเห็นเจ๊เก้าอี้ข้างๆแกกิน เลยอยากกินมั่ง)


เฝอเนื้อ - ไก่ - และปาท่องโก๋น้ำมันดึกดำบรรพ์

หลังจากชิมน้ำซุปแล้วปรากฏว่ากลมกล่อมหอมหวานดีทีเดียว สังเกตดูคนฮานอยชอบกินอาหารประเภทเส้น พวกข้าวแกงก็มีให้เห็นบ้าง แต่อาหารแบบเส้นดูจะแยะกว่า เค้ามักจะโรยด้วยพริกชี้ฟ้าแดง และปรุงรสด้วยส้มจี๊ดลูกจ้อย ไม่มีถ้วยพริกป่นและพริกน้ำส้มเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเราปรากฏให้เห็นแม้แต่ร้านเดียว

แต่ปลาท่องโก๋นี่สิ...โหย ดูสภาพแล้วก็รู้ว่าน้ำมันเก่าสุดริด มีเศษน้ำมันค้างปีเกาะเป็นจุดๆให้เห็น กินแล้วกลัวมะเร็งถามหาเอามากๆ ปกติเราจะไม่ซื้อ ไม่กินอะไรทั้งนั้น แต่วินาทีนั้นไม่รู้อะไรดลใจ หยิบโยนใส่ชามเฝอและกินหน้าตาเฉย...อืมม์ เป็นอะไรที่เข้ากันมากๆ เส้นเฝอเค้านุ๊มนุ่ม โดยเฉพาะคำที่เคี้ยวชิ้นพริกสีแดงเข้าไปจะเผ็ดหน่อยๆ รสชาติแบบนี้เอาไปเต็มร้อย แต่บรรยากาศเอาไปติดเต็มลบ

เราออกจากร้านมาโดยไม่กินน้ำที่เค้าเตรียมไว้ให้ ไม่ใช่อะไร...กลัวท้องร่วงน่ะ เจ้าบูบอกว่าตอนมาทำงาน คนที่ทำงานด้วยเตือนว่าคนต่างชาติอย่าพยายามกินอาหารข้างถนน เพราะมีคนท้องร่วง ท้องบิดให้เห็นแล้วมากมาย...ฟังแล้วก็ไม่สงสัยเท่าไหร่ เพราะดูสภาพแต่ละร้านก็น่ากลัวเอาการอยู่


วิหาร St.Joseph

เราตั้งใจเดินหาร้านกาแฟกินกันอีกแล้ว วันนี้จะไปถนน Pho Nha Tho ซึ่งอยู่ติดกับวิหาร St.Joseph ให้ตายเถอะถ่ายรูปที่นี่แล้วเหมือนอยู่ในยุโรปไม่มีผิด เป้าหมายคือร้านกาแฟ Cafe MOCA ในไกด๊บุ๊คบอกว่าเค้าคั่วกาแฟเอง แต่ไม่มีเมนูกาแฟแปลกหรือพิสดารแต่อย่างใด เราสั่งคาปูชิโน่ร้อน ส่วนบูสั่งกาแฟดำเอสเพรสโซ ซึ่งก็บอกว่าขมเข้ม หอมกรุ่นได้ใจจริงๆ



คาปูร้อน กะ เอสเพรสโซ่

บรรยากาศในร้านค่อนข้างโมเดิร์น มีอาหารเช้าแบบฝรั่งเสิร์ฟ มีโต๊ะ-เก้าอี้แบบสากลโลกทั่วไปให้นั่ง มีห้องน้ำสะอาดสะอ้าน หน้าต่างด้านหน้าร้านเป็นแบบบานใหญ่เปิดกว้าง ทำให้คนที่นั่งในร้านมองเห็นบรรยากาศบนถนนด้านนอกได้ชัดเจน จะส่องสาวก็ได้ จะมองบ่าวก็ได้ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้มีฝรั่งมากมายเข้ามาเปิดสภากาแฟในร้านนี้

ติดๆกับ Cafe MOCA มีร้านขายของที่ระลึกน่ารักมากๆชื่อว่า Nagu เจ้าบูไปคุยกะแคชเชียร์มาบอกว่าเจ้าของร้านเป็นคนฝรั่งเศส แต่เราเข้าไปดูในเว็บไซต์ไหงเป็นภาษาญี่ปุ่นเพียบ ในร้านขายงานประเภทหนัง ผ้าไหมลายสวย และผ้าฝ้ายลายน่ารักกระจุกกระจิก ของใช้ในบ้านที่มีดีไซน์ ดูไปก็กรี๊ดกร๊าดไป เราได้รองเท้าแตะใส่ในบ้านแบบสวมมาคู่หนึ่ง ได้ซองใส่บัตรด้านนอกเป็นหนังด้านในบุด้วยผ้าฝ้ายลายดอกสีน้ำตาล ได้ของฝากเพื่อนเป็นผ้าคลุมกล่องทิชชู่เก๋ๆ และถุงปากรูดผ้าฝ้ายปักลายน่ารักมากๆมาใช้เองและฝากเพื่อน นี่ถ้าไม่เกรงใจสตางค์ในกระเป๋า ก็จะช้อปกันให้แหลกไปข้าง ส่วนราคานั้นค่อนข้างแพงกว่าของทั่วไปเล็กน้อย (ให้เค้าเหอะ ของน่ารักเจงๆ)

จากร้าน Cafe MOCA เราเดินตามถนนที่มีต้นไม้ใหญ่ปลูกให้ร่มเงาร่มรื่นสองข้างทาง มุ่งหน้าไปยัง สุสานลุงโฮ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องแวะไปกระโดดโลดเต้นบนสนามหญ้าสีเขียวสดด้านหน้าให้ได้



ป้ายจราจรฮานอย รูปเล็กกระติ๊ดน่ารักดีเนาะ


เดินไปเดินมา เจอคนนั่งทำเล็บกันหน้าบ้านเฉยเลยวุ้ย


ระหว่างทางที่ไป (ค่อนข้างไกลเหมือนกัน) เราต้องเผชิญกับมลภาวะไอเสีย เพราะถนนแถวนั้น เข้าใจว่าเป็นแถวในเมือง คนเลยพากันมาออกันอยู่แยะ บางทีรถติดยาวเสียจนมอเตอร์ไซค์แล่นปรู้ด ปีนขึ้นมาแย่งทางเท้าคนเดินเสียอย่างนั้น เดินๆอยู่บนฟุตบาธนี่ต้องระวังมอเตอร์ไซค์จะพุ่งมาทั้งทางด้านหน้าและด้านหลังกันเลยทีเดียว...สวัสดิภาพและความปลอดภัยของคนเดินเท้าอยู่ไหนเนี่ยวุ้ย



วุ่นวายไหมเนี่ย...นี่มันทางเท้านะคุณพี่


น่าเสียดายที่ตอนไป สุสานลุงโฮ เหมือนเค้ากำลังก่อสร้างอะไรสักอย่างเลยเข้าไปไม่ได้ เราถ่ายรูปและเดินไปทางด้านหลัง ซึ่งเป็นสวน botanics แต่ก็ไม่มีอะไรมากมาย นั่งพัก ถ่ายรูป และเดินต่อไปที่ Temple of Literature


Temple of Literature เป็น
โรงเรียนของขงจื๊อหรือนักปราชญ์ ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 1076 เป็นโรงเรียนมหาหิน เพราะกว่าจะจบออกมาได้ก็ต้องสอบกันแล้วกันเล่า ภายในเป็นสวนสวย มีทางให้เดินมุ่งหน้าเข้าไปที่วัดแบบจีนสีแดง ซึ่งมีลานหินกว้างขวางด้านหน้า แต่เราสองคนไม่ได้ซาบซึ้งอะไรกับประวัติความเป็นมาของมันมากนัก ตอนนั้นหิวน้ำมาก เพราะหลังออกจากร้าน Cafe MOCA ก็ไม่มีน้ำลงท้องเลยแม้แต่หยดเดียว จึงรีบพุ่งไปซื้อโค้กดับกระหาย ส่วนเจ้าบูซื้อกาแฟแบบกระป๋องเ แต่พอพิสูจน์รสชาติแล้วเจ้าบูบอกเหมือนเอาลูกอมรสกาแฟไปละลายน้ำ...มิน่าล่ะ กระป๋องใหญ๊ใหญ่ แต่ถูกเชียว


Temple of Literature

ถัดจากนั้นเราเริ่มมองหาอาหารกลางวันกันแล้วล่ะ เจ้าบูบอกว่าไปกินกันที่ Quan An Ngon ซึ่งในไก๊ด์บุ๊คบอกว่าเป็น mock up street food บรรยากาศในร้านค่อนข้างดี สะอาดสะอ้าน มีโต๊ะ-เก้าอี้แบบมาตรฐานสากลโลกไว้ให้นั่ง มีร้านอาหารเป็นซุ้มๆเหมือนฟู้ดคอร์ทบ้านเรา เพียงแต่ไม่ได้ติดแอร์เท่านั้น


หน้าร้าน

เราสองคนไม่รู้จะกินอะไรดี เลยเลือกแบบมั่วๆ และพบว่าจากบรรดาอาหาร 4 จานที่สั่งมานั้น มีปริมาณน้ำตาลรวมกันถึงครึ่งโลก เฮ้อออ...นี่ล่ะชื่อเมนูที่เสกสรรกันขึ้นมาเอง
1. กุ้งชุบแป้งทอด แป้งหนากว่าตัวกุ้งประมาณ 4 เท่า แอบน้ำมันเยิ้มนิดๆด้วย
2. ปอเปี๊ยะ (เหรอ?) เป็นแป้งแข็งๆห่อด้วยเส้นหมี่และหมูคล้ายแหนมเนือง กินกับถั่วลิสงและน้ำจิ้มปอเปี๊ยะ กินไปคำแรกเกือบติดคอตาย เพราะแผ่นแป้งแห้งมากกกก
3. ขนมจุ๋ยก้วยในน้ำเชื่อมกุ้ง ซึ่งเจ้าบูบอกว่ามีขนมเทียนไส้มันหมูแดงลอยอยูในนั้นด้วย อันนี้หวานสุดๆ
4. เส้นหมี่เสิร์ฟพร้อมซุปใสเนื้อ ดูท่าทางจะดี แต่พอตักน้ำซุปเข้าปาก...โอยหวานจ๋อยเลยคับพี่น้อง




อาหาร

รัฐบาลคงสนับสนุนให้คนปลูกอ้อยที่ฮานอยแน่ๆ อาหารอะไรถึงได้หวานเฉียบขนาดนี้ เรากินไปนิดหน่อย ผลกรรมทั้งหลายเลยต้องไปตกที่เจ้าบู

อิ่มอาหารก็เกิดความวิบากขึ้นแล้วคับพี่น้อง เพราะเราเดินตามถนนเส้นต่างๆใน old town กันจนเกือบหมดแล้ว ที่ๆเหลือก็คือทะเลสาป West Lake ซึ่งอยู่ไกลเชียวล่ะ ที่นั่นมีร้านกาแฟชื่อดังสุดป็อบของชาวฮานอยตั้งอยู่ ชื่อว่า High Land Coffee เอาว่ะ...ไหนๆก็มีเวลาทั้งบ่าย ค่อยๆเดินเล่นไปถ่ายรูปก็คงได้อยู่

เดินไปคราวนี้ก็มีทั้งฝุ่นและควันไปตลอดทาง รถเยอะมาก แต่เจ้าบูก็พยายามหาทางลัดเลาะเดินไปตามถนนเส้นเล็กๆ มากกว่าจะเดินตามถนนใหญ่ เดินแบบนี้ก็ดี เพราะทำให้เราได้เห็นวิธีการตากผ้าและหลังบ้านของพี่เวียดเค้าด้วยล่ะ จำได้ว่าตอนนั้นเดินอยู่นานมาก กว่าจะถึงทะเลสาป White Silk Lake ซึ่งห่างจากจุดหมายปลายทางของเรานิดเดียว แต่ขาทั้งสองของเราสองคน แทบจะหลุดออกมาจากลำตัวแล้วจ้า ล้ามากกก เดินแยะมากกก ไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยายความเหนื่อยล้าของขาทั้งสองข้างได้เลยจริงๆ


ถนนเส้นเล็กๆที่เราเดินผ่านเข้าไป

เราน่ะร่ำๆจะแวะเข้าร้านกาแฟที่นี่เสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่เจ้าบูก็เชียร์อัพ บอกว่าอีกนิดเดียวๆ ก็เลยกัดฟันเดินกันต่อไป แต่จำได้ว่าตอนอีก 100 เมตรจะถึงร้านนะ โหย....ขาแข้งมันปวดแปลบจนแทบจะคลานไปน่ะ


นี่ไง...High Land Coffee

จะเรียกว่า High Land Coffee เป็นเรือกาแฟก็คงได้ เพราะมันคือเรือจริงๆที่ลอยอยู่บนทะเลสาป เราสั่งเครื่องดื่มและขึ้นไปจับจองที่นั่งบนดาดฟ้าชั้นสอง เพื่อรอชมวิวพระอาทิตย์ตก อากาศเย๊นเย็น มีคู่รักหนุ่มสาวมานั่งกันเพียบ บางคนก็แสดงฉากรักให้ตูดูอีกและ แต่คุ้มมากๆที่ยอมเหนื่อย เดินมานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ (ความรู้สึกเหมือนเดินไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหล่มสัก บนภูกระดึงไงงั้น ไกลแค่ไหนตูก็ต้องไป)



ดาดฟ้าเรือยามสลัวโพล้เพล้


มุมนึงของ High Land Coffee มองเห็นเจดีย์แดงได้ด้วย

ขากลับเรายืนยัน และนั่งยันว่าขอนั่งรถสามล้อถีบกลับเหอะ ซึ่งการนั่งสามล้อก็ทำให้เราได้มุมมองอะไรที่ต่างจากการเดินไปอีกแบบ เหมือนโลกหมุนช้าลงอีกหน่อย เพราะรอบตัวรถคันแล้วคันเล่าพากันแซงเราไป แต่ลุงคนขับก็ยังค่อยๆปั่นไปเรื่อยๆไม่รีบร้อน

บรรยากาศตอน 6 โมงเย็นมืดสนิทราวกับสองทุ่ม อากาศเย็นจัดสบายดี เราเอาผ้าพันคอมาปิดจมูกเอาไว้ เสียงแตรรถที่เคยสร้างอาการจี๊ดในสมองหายไปจากหัว เราชินกับมันไปเสียแล้ว....

มื้อเย็นเราแวะไปกินแถววิหาร St.Joseph เพราะเมื่อเช้าเล็งเอาไว้แล้วว่า จะมากินอาหารอิตาลีตรงข้ามร้าน Cafe MOCA นั่นแหละ เราลืมชื่อร้านไปซะและ แต่แถวนั้นมีอยู่สองร้าน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง เราสั่งพิซซ่าไซส์ S ซึ่งมีขนาดพอๆกับไซส์ใหญ่ที่บ้านเรา รสชาติอร่อยมาก เราง่ำไปถึง 4 ชิ้นเลย (ถ้าถามว่าทำไมกินเยอะก็ลองดูปริมาณการเดินในวันนี้เสียก่อน) และนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้หม่ำ Risotto ข้าวผสมเห็ดแบบอิตาลี หอม นุ่ม อร่อยมาก

หลังจากกลับมา พอได้คุยกับเพื่อนๆแล้วมักจะเชียร์ให้พวกเค้าไปฮานอยกันเสมอ เพราะเป็นเมืองที่เหมาะจะไปเดินเล่นมากๆ แค่หาซื้อไกด๊บุ๊คดีๆสักเล่ม กำหนดเส้นทางเดินเท้า เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย ค่าครองชีพไม่สูงมาก ถ้าเดินแล้วเหนื่อยจะเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งรถสามล้อถีบ หรือแท็กซี่ก็ได้ แม้คนฮานอยจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่เค้าใจดี เราจดชื่อสถานที่ลงกระดาษแล้วเอาให้ดู เค้าจะรู้และจะจูงแขนเราไปถึงที่เลยทีเดียว


สิ่งที่กร๊อบจากการมาที่นี่มีเพียงอย่างเดียว คือการเดินตามหาร้านอาหารสุดฮิตที่ชื่อ Emperor ซึ่งในไกด๊บุ๊คเขียนเอาไว้ว่า เป็นที่ป็อปมากในหมู่คนท้องถิ่น เราก็เชื่อฮ่ะ เพราะคิดว่าคนท้องถิ่นยังชอบ มันก็ต้องเจ๋งล่ะวะ

เราใช้เวลาในการหาค่อนข้างนานมาก เพราะมืดแล้ว แถมตอนนั้นชักเริ่มหิว เราเลยออกอาการฟอดแฟ่ดใส่เจ้าบู แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากการเดินตามหาก็คือ เราได้เจอร้านไอติมที่เทียบได้กับร้านมนต์ของคนไทยชื่อ DAK เด็กวัยรุ่นเวียดนามไปกันแยะมาก มอเตอร์ไซค์เรียงรายจอดกันเต๊มมไปหมด ที่ร้านไม่มีโต๊ะนั่ง ซื้อปุ๊บเค้าจะเอาไอติมใส่ถุงกระดาษให้กลับมานั่งกินที่รถมอเตอร์ไซค์ หรือใครจะเดินกินก็ตามสะดวก เป็นไอติมที่อร่อยที่สุด เพราะตอนนัน้หิวจัดแล้ว


ร้านไอติม

และอีกอย่างที่ได้มาคือ เราได้ไปกินร้านอาหารที่อร่อยมากพอๆกัน ที่ชื่อว่า Cay CAU ซึ่งอยู่ชั้นหนึ่งของโรงแรม De Syloia Hotel จนติดใจเมนู Grilled beef Cay Cau style เนื้อย่างคลุกสมุนไพรเสียบไม้ รสติดจะหวานนิดๆ พอกินคู่กับ Green mustard and abanas fish broth ซุปจืดๆใส่ผักและปลาลงไปแล้ว มันเข้ากันมาก อีกเมนูที่เริ่ดก็คือ Fried stuffed eggplant with pork ซึ่งเป็นมะเขือม่วงยัดไส้หมูสับชุดแป้งทอด ไม่มันเยิ้ม หมูไม่มีกลิ่นสาป ตอนกินจิ้มกับซอสมะเชือเทศแล้วเข้ากั๊น เข้ากัน มันคืออาหารสวรรค์ของคนที่รอนแรมเหนื่อยล้าอยู่กลางทะเลทรายอย่างเราสองคนจริงๆ


เนื้ออร่อยสุดยอด

อีกอย่างบรรยากาศของร้านนี้ดี๊ดี โต๊ะเก้าอี้จะซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ มีการจุดเทียนวิบวับให้แสงสว่าง...โอยเป็นการปิดทริปฮานอยได้โรแมนติกสุดๆ



Reference :
ร้าน nagu = //www.zantoc.com/



Create Date : 29 กรกฎาคม 2551
Last Update : 5 เมษายน 2554 19:46:01 น. 3 comments
Counter : 1789 Pageviews.

 
น่าไปเที่ยวนะคะ เมืองเขาก็เหมือนบ้านเราเมื่อหลายสิบปีเนอะ ...


โดย: foodsc วันที่: 5 สิงหาคม 2551 เวลา:11:12:56 น.  

 
นึกถึง แผงขนมจียน้ำยาที่ป้ายรถเมล์แถวประตูน้ำค่ะ
เคยกินเมื่อนานนนนแล้ว


โดย: มันจะดีเหรอคะ วันที่: 19 ธันวาคม 2551 เวลา:23:31:01 น.  

 
ผมไป 10-13 กย.52 มีโอกาสจะเดินเที่ยวตามทางที่เล่า ส่วนอาหารขอร้านริมทางเดิน งบไม่พอครับ


โดย: ton torres IP: 114.128.194.15 วันที่: 23 สิงหาคม 2552 เวลา:19:06:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

adaytrip
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




อาโหลๆ สวัสดีจ้ะ!
อยากให้สิ่งที่เขียนในบล็อกนี้มีประโยชน์และเป็นแนวทางในการท่องเที่ยวของเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย แวะมาแล้วก็อย่าลืมทิ้งคอมเมนต์ไว้ให้อ่านกันน้า : )
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
29 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add adaytrip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.