Life is short, so live it!
ภูผาน้ำรีสอร์ต - จ.เลย





ที่คิดอยากจะไป เลย เพราะอยากไปเที่ยวแนวภูเขา เลยคิดว่าจังหวัดเลยนี่ล่ะฟระ ท่าทางจะเวิร์กดี ระยะทางก็ประมาณห้าร้อยกว่าโล ใช้เวลาขับประมาณ 5 ชม.

เราเลือกเส้นทางที่ขับไปทางอ.ด่านซ้าย ไม่ผ่านอ.เมือง ซึ่งเป็นเส้นที่ขับยากกว่า แต่มีภูเขาเลากาป่าไม้ให้ดูระหว่างทางมากมาย ขณะที่เส้นที่ผ่านอ.เมืองจะเป็นเส้นที่ขับสะดวกสบายใจเฉิบ แต่อาจจะได้วิวที่ไม่สวยสักเท่าไหร่ คนที่มาที่ไปก็เลยจะขับไปทางหนึ่ง แต่ขับกลับทางหนึ่ง เพื่อให้ได้ทั้งสองฟีล

เป้าหมายที่พักของเราก็คือ ภูผาน้ำรีสอร์ท ซึ่งอ่านมาจากคนใน bloggang นี้แหละว่าหะแหร่ม แจ่มจริง ที่สำคัญพอเข้าไปในเว็บไซต์ของเค้าแล้วพบว่า มีออนเซ็นริมผาให้บริการกับแขกที่พักด้วย แต่จะเปิดปิดเป็นเวลา เนื่องจากมันต้องใช้ไฟฟ้าในการทำความร้อน เพราะฉะนั้นถ้าเปิดตลอด ค่าไฟอาจนำไปสร้างภูเขาได้อีกสามลูก

เราขับรถจากรังสิต ไปลพบุรี ตั้งใจจะหาของกินกันตามทาง แต่ด้วยความที่ไม่เคยขับรถมาทางเส้นนี้มาก่อน เลยไม่รู้จะแวะร้านไหนดี จะให้แวะร้านที่ขับผ่านก็ยากนะ เพราะรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูงๆ จะให้มาชะลอก็ดูเป็นอันตรายอยู่ เพราะฉะนั้นอาหารมื้อแรกของ road trip ครั้งนี้ของเราช่างไม่น่าจดจำทั้งในสมองและภาพในกล้องอย่างสิ้นเชิง เพราะมันคือ ม่าม่าต้มยำคัพ และ อกไก่อบชานอ้อยของไก่ย่างห้าดาว

แต่พอมองอีกแง่นึงก็สนุกดีเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้กินมาม่ามานานมาก ยิ่งอกไก่อบชานอ้อยนี่ตั้งแต่สมัยประถม กินไปลมเย็นๆเหมือนฝนใกล้ตกก็พัดปะทะหน้า เล่นเอาเส้นมาม่าเกือบตวัดโดนคางเลยทีเดียว ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำมานานแสนนานก็เวิร์กนะ และตลอดทริปนี้ยังมีอะไรอีกมากมายตามมาด้วยล่ะ

สรุปคือเรามองหาไม่เจอของกิน มีแต่ไร่ปลูกข้าวโพด และไม่ใช่ข้าวโพดเอาไว้ต้มกินด้วยนะ แต่เป็นข้าวโพดสำหรับส่งโรงงานที่เบทาโกรและซีพีเต๊มมมมมไปหมด สุดลูกหูลูกตา พอรถแล่นเข้ามาในเขตเพชรบูรณ์แล้วค่อยสังเกตถึงความแตกต่างหน่อย (ปล.แต่คุณตุ๊กตุ๊กโคราชบอกว่า ในเมืองมีก๋วยเตี๋ยวเนื้ออร่อย ตาม review ด้านล่างนะจ๊ะ)

ขณะที่เพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่ยาวมาก ขับไปเหอะ กว่าจะผ่านแต่ละอำเภอนี่เรากำแผนที่จนแทบละลายคามือ ตอนผ่านอ.วิเชียรบุรี เราเจอร้านขายไก่ย่างเรียงรายเป็นตับ ตับ ตับ (ยาวมากไง) เห็นแล้วก็อึ๋มเอาการ นึกเสียใจว่าทำไมไม่อดใจอีกแค่ครึ่งชม.ก็ถึงแล้ว (ถ้านับจากกรุงเทพฯก็สองชม.ครึ่ง) เจ้าบูหันมาถามว่าอยากแวะลองชิมไหม แต่เราไม่อยากให้วนรถกลับไปกลับมา ออนเซ็นโบกมือรอท่าอยู่ที่ปลายทางเสียด้วย

แต่พอนั่งไปสักพักถึงนึกออกว่า ไก่ย่างวิเชียรบุรีคือไก่สุดอึ๋มที่โด่งดังไปทั่วประเทศนี่ฝ่า ทำไมเจ้าบูไม่อธิบายให้ฟังตั้งแต่เมื่อกี๊ง่า...

ตัดภาพเรากะเจ้าบูฟอดแฟดกันครู่หนึ่ง ก่อนได้ข้อสรุปว่า ขากลับเราจะแวะกินกลางวันกันที่นี่เป็นอันปิดประเด็น road trip to Loei กลับสู่ภาวะสงบปกติ

เราขับกันไปเรื่อยๆ ฟังเพลงเพราะๆกันไปเรื่อยๆ ตูดเจ้าบูก็แฟบลงเรื่อยๆ พอถึงตัวอ.เมืองเพชรบูรณ์ เจ้าบูยกมือขอพัก เปลี่ยนไปเดินให้ตูดที่แฟบพองฟูขึ้นมาสักหน่อยก่อน ค่อยเดินทางกันต่อ เราเลยหักขวาเข้าตัวเมือง จอดใกล้ๆกับ ตลาดเทศบาล2 แล้วลงจากรถออกไปทอดน่องชมตลาดให้สำราญใจ


ขนมวง

ในตลาดมีพ่อค้าแม่ค้าเอาผักหญ้าแบบแปลกๆมาขายเต็มไปหมด มีดอกแคที่เจ้าบูชอบกินในแกงโฮะ เราแวะแผงขนม ซื้อขนมมัน ขนมต้ม และ ขนมวง ซึ่งอันสุดท้ายเป็นขนมอันแปลกประหลาด เหมือนแป้งกลมๆทอด แล้วราดด้วยน้ำเชื่อมเจ้มจ้น พอเคี้ยวลงไปตรงเนื้อขนมจะให้ความรู้สึกหนึบนอกนุ่มใน ไอ้ตัวน้ำเชื่อมเจ้มจ้นจนแข็งที่เกาะอยู่ด้านบนเคี้ยวได้กรุบกรับ หวานหอม ขอให้คะแนนขนมวง 8 เต็ม 10 ขนมต้มรสชาติทั่วไป แต่ขนมมันนี่หนึบแน่นมากจนแทบเคี้ยวไม่ลง (หรือเราแก่แล้วก็ไม่รุ)

ความอัศจรรย์ของมันคือราคาที่ถูกแสนถูก เพราะขนมนั้นราคาชิ้นละ 1 บาท เค้าแบ่งขายห่อเล็กสุดคือ 5 บาท เราซื้อ3 อย่าง สะระตะก็แค่ 20 บาท โอย…รอดไปจนถึงด่านซ้ายแล้วตรู

จากที่เจ้าบูเหยียบคันเร่งแบบลืมคิดถึงราคาน้ำมันมาจนถึงอ.เมืองเพชรบูรณ์ เส้นทางหลังจากนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างถนนใหม่ จาก 2 เป็น 4 เลน ความเร็วที่ทำไว้จึงหดหายลงอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่าคลานต้วมเตี้ยมเลยก็ว่าได้ จุดนี้เจ้าบูเลยบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง บอกว่าขับรถถนนแบบนี้แล้วเครียดเหลือเกิ๊น เราก็เลยต้องจิ้มขนมวงให้กินเป็นระยะ (อีกนัยหนึ่งคือ กินซะจะได้ไม่ต้องบ่นนาตะเอง)

แต่พอพ้นช่วงทำถนน เข้าสู่ถนนหมายเลข 203 แล้ว ทิวทัศน์รอบตัวก็ค่อยๆเปลี่ยนไป พี่ภูเขาเริ่มโผล่หน้ามาทักทาย บางจุดมีเมฆหมอกสีขาวสวยเกาะตัวอยู่ทั้งตีนเขาและยอดเขาสูง จนไม่แน่ใจว่า เอ...นี่มันหมอกหรือเมฆหรืออะไรกันหว่า

ภาพไร่ข้าวโพดเปลี่ยนเป็นนาแบบขั้นบันได ต้นไม้ใหญ่ครึ้มสองข้างทาง ถนนคดเคี้ยวขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ฝนตกปรอยๆเล็กน้อย เจ้าบูถึงกับหลุดปากพูดออกมาว่า โรแมนติกดีจัง ถึงถนนจะขับยากหน่อยก็เหอะ

อันนี้ได้ยินแล้วเดี๊ยนถึงกับหันขวับ ต๊ายตาย เจ้าบูของเรามีความคิดอะไรแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย ไม่เคยเลยนะที่จะแย้มพรายให้ได้รู้ แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไร แอบดีใจกิ๊กกั๊กอยู่เงียบๆ ปล่อยให้พี่ Jamie Cullum ร้องเพลงของแกไปเรื่อยๆ

สุดท้ายเราถึงที่พักกันตอนหกโมงสิบห้า หาไม่ยากเลยเพราะติดถนนใหญ่ ปริ๊นแผนที่จากเว็บไซต์ไปก็สบายแล้ว ใกล้ๆเค้ามีป้ายบอกไว้ด้วย

พอเปิดประตูรถออกมานี่อากาศเย็นยะเยือกเข้ามาปะทะเลยทีเดียวเชียว รีบสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะกระเตงขนข้าวของไปที่สำนักงาน


ในห้อง


นี่ก็ในห้อง

พนักงานของ ภูผาน้ำ น่ารักกันดี มีน้ำมะตูมอุ่นๆเตรียมไว้ต้อนรับเสียด้วย จิบแล้วก็เฮ้อออ...สบายจัง ห้องที่เราพักเป็นแบบ Deluxe อิงผา เข้าไปในห้องแล้วเย้ๆกับความสะอาดสะอ้าน มีเตาน้ำมันหอมกลิ่นมินต์เตรียมเอาไว้ในห้องให้ด้วย เราแค่จุดทีไลท์ที่เค้าเตรียมไว้ให้ ไม่นานทั้งห้องก็กรุ่นกำจายหอมมินต์ สูดเข้าปอดแล้วโล่งจมูกชะมัด

จากที่พัก เราต้องเดินลงเขาไปด้วยบันไดอันแสนวกวน ที่ซ่อนตัวอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ เพื่อไปยังส่วนฟิตเนสและสปาของภูผาน้ำ ซึ่งอยู่ต่ำลงไป


ตอนมองไปก็นึกในใจ เอ...มันจะไปสปาได้จริงไหม(ฟระ)

ปกติแล้วเค้าจะแยกห้องชายหญิง เราก็ตูบๆ เพราะไม่อยากนั่งแช่น้ำคนเดียว เหงาปากแย่เลย แต่พอดี๊พอดี ระบบจากุชชี่ของห้องนึงมันเจ๊ง ประจวบกับไม่มีคนมาใช้บริการ (เราไปถึงก็เกือบทุ่มแล้ว) เค้าก็เลยอนุญาตให้เจ้าสองตัวนี้ไปใช้บริการในห้องเดียวกันได้ กรี๊ดกรี๊ดกรี๊ด


ออนเซ็น


นี่ก็ออนเซ็น

ในห้องมีอุปกรณ์ให้ครบมือ ทั้งผ้าเช็ดตัวแห้งสะอาด มีไดร์เป่าผม หวี ที่ปั่นหู สำลี และอื่นๆอีกมากมาย เราเปลี่ยนเป็นชุดว่ายน้ำกันเรียบร้อย ก็เข้าไปในห้องน้ำร้อน ซึ่งเค้าจัดให้มีส่วนทำความสะอาดตัวอยู่ฟากหนึ่ง เราก็ใช้ขันไม้ตวงน้ำราดตัว ก่อนจะกระย่องกระแย่งลงน้ำร้อนไป

อุณหภูมิน้ำจะร้อนจัดในตอนแรก เราเองก็ไม่เคยไปออนซงออนเซ็นที่ไหนหรอก แต่เจ้าบูบอกว่าอุณหภูมิน่าจะร้อนกว่านี้อีกหน่อย (แว้ก...แค่นี้ก็เกือบสุกแล้วจ้า) ที่เราชอบที่สุดคือบรรยากาศ เพราะห้องนี้สร้างขึ้นริมหน้าผา ด้วยความที่ไม่ใช่น้ำแร่จริง ทำให้ไม่มีกลิ่นฉุนกั๊กขึ้นจมูก มองออกไปนอกกระจกหน้าต่างก็จะเห็นต้นไม้ใหญ่เขียวขจี บรรยากาศสลัวๆหน่อย ชิวจริงแฮ

นั่งแช่ไปสักสิบนาที เจ้าบูก็บอกว่าไปแช่น้ำเย็นที่อยู่ด้านนอกแบบ outdoor กัน คิดดูเอาเถอะว่าการลุกจากบ่อน้ำร้อนจัดไปแช่น้ำเย็นๆน่ะ มันทำให้ความเย็นพุ่งพรวดเพิ่มมามากขึ้นอีกกี่เท่า เราล่ะร้องกรี๊ด๊ดออกมาจริงๆเลย แต่ก็สะใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่น่าเชื่อว่าความซาดิสต์ในตัวพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว...

แช่น้ำร้อนจัดสลับเย็น ชิวกิ้วกันได้เกือบชั่วโมง เราก็พากันเดินตัวปลิวไปห้องอาหาร
เมื่ออ่านในเมนูแล้วพบว่า มีแต่เมนูอาหารประเภทเห็ดหอมและผักกูดมากมายเต็มไปหมด เรื่องเห็ดหอมนั้นไม่มีปัญหา เราชอบกินกันอยู่แล้ว แต่จะสั่งเมนูที่ไม่เคยกิน นั่นก็คือเมนูเห็ดหอมย่าง ซึ่งเป็นเห็ดหอมคลุกเกลือ ย่างจนมีกลิ่นไหม้น้อยๆพอหอม สามารถใช้เคี้ยวเป็นกับแกล้มได้เลยนะเนี่ย


เห็ดหอมย่าง หน้าตาไม่อึ๋มเท่าไหร่ แต่อึ๋มใช้ได้นะ


ยำผักกูด

ส่วนเมนูผักกูดเราเลือกยำผักกูด เป็นผักกูดลวก โปะด้วยไข่ดาวราดด้วยน้ำยำ อันนี้ก็เวิร์ก อร่อยกรุบกรับดี

อีกอันนึงเราเลือกเมนูต้มยำปลาคัง ซึ่งเป็นปลาฮิตฮอตของที่นี่ พอตักซดนะโหย...น้ำซุปอร่อยมากเรยครับพ่อแม่พี่น้อง เปรี้ยวนิด เค็มหน่อย เผ็ดจัด รสต้มยำล้ำสุดๆ เราซดน้ำกันจนเหือดแห้งเลยก็ว่าได้ ตบท้ายด้วยไข่เจียวภูผาน้ำ ซึ่งเป็นไข่เจียวใส่สารพัดอย่าง ทั้งใบโหระพา หมูสับ วุ้นเส้น และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถระบุสัญชาติ พอพนักงานเอามาวางที่โต๊ะก็ โอ้โห...จะกินกันหมดไหมเนี่ย ไข่เจียวอะไรฟระ บะเฮิ่มเทิ่มเลยพี่เทพ

กินกันจนพุงกาง แล้วก็พากันไปนอนเอาแรง พรุ่งนี้มีเรื่องอยากเที่ยวอีกแยะ
เป็นการจบวันที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางวันแรก ได้แฮปปี้จิงๆ “เลย” อย่างที่จั่วหัวเอาไว้ไม่ผิดเพี้ยน

วันถัดมาเรา "นวดริมผากัน"



ที่ภูผาน้ำรีสอร์ต มีบริการ นวดริมผา ที่ไม่น่าพลาด เราจัดการจองเวลาพี่ๆหมอนวดไว้ตั้งแต่ตอนไปออนเซ็นตอนค่ำ ว่าขอเป็นเจ็ดโมงครึ่งวันพรุ่งนี้ เพราะจะได้ไม่เบียดเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่น

ปกติเจ็ดโมงครึ่งเป็นเวลาที่ข้าพเจ้าอุตุเป็นพะยูนอยู่บนเตียงเสมอ แต่วันนี้ถึงจะตื่นเช้ามาก เราก็สดชื่น เพราะอากาศที่จ.เลยเย็นสบาย กะเจ้าบูก็เดินด๊อกแด๊กไปที่ศาลานวดริมผากัน



แต่เราว่าการนวดไทยนี่ให้ความรู้สึกเหมือนซื้อหวยนะ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่มานวดจะเวิร์กหรือเปล่า หรือถ้าแย่กว่านั้นคือ จะทำให้เรายิ่งปวดไหล่ไปกว่าเดิมอีกไหม 

แต่วันนี้ถึงหมอนวดจะเป็น หมอนวดแบบหยุมหยิม (ประมาณว่าบีบๆนวดๆ พอให้รู้ว่าได้นวด แต่เจ้าบูบอกว่า เราชินกับน้ำหนักมืออันหนักหน่วงของพี่ๆ Dr.Feet มานาน ใครจะมานวดก็คงหยุมหยิมไปหมดแหละ) แต่เราก็แฮปปี้กับการได้ฟังเสียงนก เสียงไม้ นวดสบายๆในอากาศเย็นๆแบบไม่ติดแอร์อยู่ริมผา บางครั้งบางคราวก็มีเสียงม้า กับตัวอะไรไม่รู้ที่เขาเลี้ยงไว้ในหุบเขาข้างล่างดังขึ้นมาให้ได้ยิน เป็นเสียงที่ประหลาดมาก เหมือนหมาหาวแต่ดังกว่าอีกห้าเท่า


zoom สุดริด ได้แค่นี้เองจ้า


อาหารเช้าของหมู่เฮา

เสร็จจากนวด เรายิ้มแก้มปริไปกินข้าวเช้าที่ห้องอาหาร และได้เจอกับอะไรหนุกๆอีกแล้ว เพราะนอกจาก ABF ข้าวต้ม และอื่นๆที่มีเหมือนทั่วๆไป ที่นี่ยังมีเผือก และ ยอดชาชุบแป้งทอด เป็นอาหารเช้าเสริมให้ด้วย รสชาติยอดชาจะขมนิดๆ แต่เผือกทอดอร่อยดี แม้จะทอดนานแล้วแต่ก็ยังกรอบกรุบ แถมยังบรรยากาศยังสบ๊ายสบาย กินไปมองภูเขาข้างหน้าไป เฮ้อ….(ถอนหายใจด้วยความสุขอยู่จ้ะ)



ยอดชาชุบแป้งทอด


อาหารเช้าริมฝา เอ้ย..ผา เปลี่ยวจิงเฮา


ก่อนนวดแอบไปดูเค้าให้อาหารนกในกรงด้วย จริงๆแล้วเราจะให้เองก็ได้นะ เมนูวันนี้ของเจ้านก คือ มะเขือเทศจ้าาา











ภูผาน้ำ : //www.phuphanamresort.com/





Create Date : 13 สิงหาคม 2551
Last Update : 3 กันยายน 2556 16:53:30 น. 2 comments
Counter : 1540 Pageviews.

 
ลพบุรีมีก๋วยเตี๋ยวเนื้อ (เขา) ว่าอร่อยจำชื่อไม่ได้อยู่วงเวียนสมเด็จพระนารายณ์เลย ข้างธนาคารกสิกร ได้อาศัยธนาคารนี่แหละเป็นแลนมาร์คค่ะ คนตึม


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 14 สิงหาคม 2551 เวลา:12:50:40 น.  

 
ขอบคุณมากค่าาาาา...น่าจะรู้ก่อนไป รับรองว่าต้องแวะแน่ๆจ้า ^.^


โดย: adaytrip IP: 124.120.224.245 วันที่: 14 สิงหาคม 2551 เวลา:22:41:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

adaytrip
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




อาโหลๆ สวัสดีจ้ะ!
อยากให้สิ่งที่เขียนในบล็อกนี้มีประโยชน์และเป็นแนวทางในการท่องเที่ยวของเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย แวะมาแล้วก็อย่าลืมทิ้งคอมเมนต์ไว้ให้อ่านกันน้า : )
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
13 สิงหาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add adaytrip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.