พฤษภาคม 2553
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
12 พฤษภาคม 2553
 

ไปเวียดนามแบบโง่ๆ : บทที่ 4 ซาเล้งเวียดนาม

“One round one hour for fifty thousand”…
“Two people for fifty thousand”…

เสียงตะโกนจากลุงเหี่ยวๆ บนรถถีบสามล้อที่ขนานนามกันว่า ซิโคล่ (Cyclo) ถูกจงใจให้ลอยมากระแทกหูผม ผมซึ่งอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าตัน ตื้อและไม่ไว้ใจใคร จึงเปลี่ยนหูให้เรียบเป็นกระดานแล้วสะท้อนเสียงกลับไป

แต่ยิ่งสะท้อนเสียงกลับไปมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าเขาจะยิ่งเดินเข้ามาใกล้มากเท่านั้น กระทั่งมาหยุดที่ข้างๆ แล้วยื่นข้อเสนอ ข้างๆหู

ทีนี้ต่อให้เปลี่ยนหูเป็นกระจกก็คงจะไม่ช่วยอะไร

ข้อเสนอคือจะพาเที่ยวรอบๆ หนึ่งชั่วโมง ในราคาห้าหมื่นดอง ความไม่ไว้ใจทำให้หูทวนลม ผมจึงได้แต่บอกปัด

“No, we are searching for a bus to Dalat” แต่ราวกับว่าคำบอกปัด ยิ่งปัดให้ฝุ่นให้นั้นคลุ้งกระจาย เรียกง่ายๆคือตกหลุมโง่ กลายเป็นว่าเขาจะพาไปหาซื้อตั๋วไปดาหลัตก่อนที่จะพาไปวนรอบๆ

เมื่อข้อเสนอเปลี่ยนแปลง หูที่แปลงเป็นกระจกก็กลับมาเป็นหูเหมือนเดิม
“Two for fifty?”
“Yes”

แล้วสุดท้ายผมก็สำลักฝุ่นเอง


การหัดเดินในที่ไม่คุ้นเคย อะไรๆมันก็ดูน่ากลัวไปหมด ผมไม่ได้ไว้ใจลุงเหี่ยวๆคนนี้ เพียงแต่ว่าผมไม่มีเข็มทิศ ไม่มีแผนที่ ที่จะคอยบอกว่าทางไหนเป็นทางไหน

ทางนี้ผมมีเจ้าถิ่นพาไปหาทัวร์ดาหลัต ทางนี้ผมมีเจ้าถิ่นพาวนไปแหล่งที่น่าสนใจ ในขณะที่ผมไม่รู้อะไรสักอย่าง ทางนี้ดูจะมีครบในราคาหนึ่งร้อยบาท ในขณะที่ทางอื่นผมอาจจะไม่ได้อะไรเลย

เมื่อถึงเวลาที่สับสนไม่รู้ทาง เราต่างเลือกทางที่ง่ายที่สุดก่อนเสมอ


Cyclo อ่านว่า ซิโคล่ ไม่ใช่ไซโคลอย่างที่ผมเคยเถียง มันคือจักรยานพ่วงที่ถูกดัดแปลงให้มีล้อเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง เพื่อรองรับน้ำหนักที่ต้องแบกด้านหน้า หรือง่ายๆตามที่เราเรียกกันมันก็คือ ‘สามล้อถีบ’ แต่ผมว่าไม่ใช่

‘ซาเล้ง’ น่าจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมมากกว่า เพียงแต่ว่ามันมีขนาดที่เล็กลงและขนคนก็เท่านั้น

“ขึ้นมาเลย!”
แต่เล็กลงที่ผมบอก มันหมายความว่าเล็กลง ถึงสี่เท่า

“ขึ้นมาบนรถเลย!!”
และเล็กลงถึงสี่เท่า มันหมายความว่า รับผมได้คนเดียว

“ขึ้นมาบนรถตอนนี้เลย!!”
แล้วกูจะขึ้นไปยังไง!! รถเมิงคันแค่นี้ กูมีกันอยู่สองคน เมิงจะให้กูสองคนขึ้นไปบนรถคันเดียวเนี่ยนะ

“ใช่ ขึ้นมาทั้งสองคนเลย!”
“ฉิบหาย...” คำสบถพลันถูกพ่นออกมาจากปากน้องชาย แต่เมื่อมันเป็นภาษาไทย ด่าไปแล้วไม่เข้าใจ สุดท้ายเราก็ต้องขึ้น

สภาพจึงกลายเป็นเหมือนปลาที่เพิ่งถูกตบออกมาจากกระป๋อง นั่งตัวลีบกันอยู่บนซาเล้ง ซาเล้งที่อุส่ามีเบาะและเปลี่ยนจากขนขยะเป็นขนคนแล้ว แต่ทำไมตอนนี้

ผมกลับยังรู้สึกว่าเขากำลังขนขยะ...


มีคนสองคน มีกระเป๋าใบใหญ่อีกสี่ใบ อัดกันอยู่บนซาเล้งคันน้อย ผมกำที่ยึดไว้แน่น เล็บพลันจิกลงไปในเบาะอย่างไม่รู้ตัว สายตาขวักไขว่ทำอะไรไม่ถูก
ไม่ได้กลัวตาย แต่กูอายมากกว่า...

ซาเล้งวิ่งออกถนนใหญ่ หลับตาจินตนาการผมคิดว่ามีคนยืนมองนับร้อย แต่พอลืมตา กลับเห็นแต่รถนับพันวุ่นวายกลางถนนข้างหน้า และทันทีภาพมดที่วิ่งฉวัดเฉวียนเป็นปลวกได้รับปีกให้บินเป็นแมงเม่า มันก็ย้อนกลับเข้ามา

ความกลัวว่าจะอาย พลันเป็นเป็นกลัวตายมากกว่าขึ้นมาทันที

“ฉิบเป๋ง” เปลี่ยนเป็นผมที่พ่นสบถ เมื่อข้างหน้าที่มดนับพันวิ่งอยู่นั้น มันคือแยก แล้วเป็นแยกที่ดูเหมือนว่าจะไม่มี “ไฟแดง”

คิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาคงหยุด แล้วเลาะตามทางไป

แต่ความจริงแล้ว... ไม่

ไม่เบรก ไม่มอง แม่งฝ่าออกไปเลย เหมือนมันคิดว่ากำลังวิ่งอยู่บนถนนปกติ ผมไม่ได้กลัวว่าเขาจะหลบไม่ได้หรอกนะ แต่ฉิบหาย...

กูอยู่ข้างหน้า!! กูนั่งขาสั่น นิ้วจิกเบาะจนแทบจะขาด ไหนจะพวกกูที่นั่งอัดเป็นปลากระป๋องอีก

นี่ถ้าเกิดว่าขยะมันมีชีวิต ตอนนี้ผมก็เข้าใจแล้ว ว่ามันเสียวยังไง...


รถมอเตอร์ไซด์นับร้อยวิ่งเฉียดหน้าเฉียดหลัง หลบซิกแซกราวกับมีมันมีขากระโดดไปมาได้ ในขณะที่ซาเล้งคันนี้ ปั่นแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว วิ่งกลางถนนอย่างปกติ

มันเป็นภาพที่ผมจะไม่มีวันได้เห็นในประเทศไทย...

เสียงแตรรถก็บีบกันแบบไม่เว้นระยะ ผมเข้าใจว่าคงบีบด่า จนแทบจะเอาหัวซุกเข้ากระป๋องเดิมไม่ทัน

ทีนี้ทั้งอายและกลัวตายไปด้วย

“Get another one!” เขาจอดรถ และพูดภาษาอังกฤษที่ผมเพิ่งสังเกตว่าชัดเจน บอกให้ผมลงรถและไปขึ้นซาเล้งของเพื่อนเขาอีกคัน พร้อมกับย้ำสั้นๆว่า “Two is better”

แต่เบทเทอร์กับใครล่ะ กูหรือเมิง ถ้าเกิดว่าผมไม่เสียตังเพิ่ม นั่นคือ “กู” แต่ถ้าเกิดว่าต้องเสียเป็นสองเท่า นั่น “เมิง” เต็มๆ ทั้งเหนื่อยน้อยลง ทั้งได้เงินเป็นสองเท่า ทั้งมีเพื่อนร่วมทางไปด้วย ผมจึงจำต้องถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่า “Same price?”

คำตอบกลับมาคือใช่ แต่ผมเริ่มตงิดใจกับคำที่ใช้สื่อสาร “Same price” ราคาทั้งสองเท่าเดิม หรือราคาแต่ละคันเท่ากัน


ซาเล้งปั่นวนมากระทั่งเจอบริษัททัวร์ดาหลัต คนขับก็ทำตัวดีลงไปติดต่อและซื้อตั๋วโดยสารทำหน้าที่เป็นคนแปลภาษา ได้ตั๋วต่อคนในราคาหนึ่งแสนสองหมื่นดอง ประมาณสองร้อยห้าสิบบาท เทียบกับเวลาเดินทางเจ็ดชั่วโมง ก็ถือว่าถูก

ได้ตั๋วก็โล่งใจ ปิติในราคา อะไรก็ดูสดใส เว้นแต่...

รถออกเวลาบ่ายสองสิบห้า ขณะนี้เวลาสิบเอ็ดโมง ยังพอเหลือเวลาให้ชมโฮจิมินห์แบบคร่าวๆ

แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกแปลกๆ ทั้งโล่งและอึดอัด กังวลอะไรสักอย่างแบบบอกไม่ถูก


Free TextEditor




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2553
5 comments
Last Update : 12 พฤษภาคม 2553 2:51:01 น.
Counter : 842 Pageviews.

 
 
 
 
เข้ามาอ่านค่ะ เพราะจำบรรยากาศตอนนั่งซิโคล่ได้เป็นอย่างดี ยิ่งมาเจอสภาพจราจรแบบใครดีใครได้ไปอย่างในเวียดนามแล้วด้วย เรียกว่าคนนั่งเนี่ยเป็นหน่วยกล้าตายอย่างแท้จริง
 
 

โดย: วิสกี้โซดา วันที่: 12 พฤษภาคม 2553 เวลา:4:20:40 น.  

 
 
 
สวัสดีค่ะ เข้ามาทักทายนะคะ เคยไปเวียดนามครั้งนึงค่ะไม่กล้าพาลูกๆข้ามถนนเลยค่ะ แต่ก็สนุกมากที่ได้ไปค่ะ
 
 

โดย: แม่น้องพี (แม่น้องพี ) วันที่: 12 พฤษภาคม 2553 เวลา:5:07:59 น.  

 
 
 
อรุณสวัสดิ์ต้อนรับเช้าวันใหม่ ขอให้ทำงานอย่างมีความสุขนะคะ ^__^
 
 

โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 12 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:57:38 น.  

 
 
 
อ่านไว้เป็นแรงบันดาลใจ เผื่อมีโอกาสได้ไปที่นั่นบ้างครับ

แวะมาทักทายนะครับ
 
 

โดย: boyd_ja วันที่: 30 พฤษภาคม 2553 เวลา:1:20:29 น.  

 
 
 
เขียนได้อารมณ์มากเลย บรรยายถึงความรู้สึกเดียวกันเลยที่ได้นั่งสามล้อ โครตตื่นเต้นเลย
 
 

โดย: ยงยุทธ ลิมพะสูตร IP: 116.58.249.128 วันที่: 24 ตุลาคม 2558 เวลา:9:04:27 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

phadihca
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add phadihca's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com