bloggang.com mainmenu search







"มหาวิหารแกลร์มง-แฟร็อง
ด้วยแรงศรัทธาอันยิ่งใหญ่"






"ทางเดินกลางมองไปยังแท่นบูชาเอก งดงามสง่าแสน"






"จิตรกรรมฝาผนังจากสมัยกอธิคภายในมหาวิหาร งามล้ำ"





มหาวิหารแกลร์มง-แฟร็อง (Clermont-Ferrand Cathedral) หรือชื่อทางการคือ กาเตดราลนอเทรอ-ดาม-เดอ-ลาซงป์ซียง-เดอแกลร์มง-แฟร็อง (ฝรั่งเศส: Cathédrale Notre-Dame-de-l'Assomption de Clermont-Ferrand) เป็นคริสต์ศาสนสถานของนิกายโรมันคาทอลิก ที่มีฐานะเป็นมหาวิหาร

ตั้งอยู่ที่เมืองแกลร์มง-แฟร็องในจังหวัดปุย-เดอ-โดมในแคว้นโอแวร์ญ ประเทศฝรั่งเศส และเป็นที่นั่งของอัครสังฆราชแห่งแกลร์มง (สังฆราชมาจนถึง ค.ศ. 2002)

สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นแบบกอธิคที่สร้างด้วยหินภูเขาไฟสีดำทั้งหลัง ที่ทำให้เป็นเอกลักษณ์จากมหาวิหารอื่น และมองเห็นแต่ไกลจากหอสูงสองหอที่สูง 96.2 เมตรเหนือสิ่งก่อสร้างอื่นใดของตัวเมือง


ประวัติ

ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 สังฆราชนามาเชียส วางศิลาฤกษ์ของมหาวิหารแรก ที่ทำให้ประชากรผู้ถือคริสต์ศาสนาออกมาจากบริเวณกักกัน “vicus christianorum” ได้ นามาเชียส อุทิศสิ่งก่อสร้างให้แก่นักบุญไวทาลิส และนักบุญอกริโคลา ที่ได้นำวัตถุมงคลกลับมาจากโบโลญญาด้วย

ตัววัดมีความยาว 43 เมตรเป็นผังแบบบาซิลิกา ที่ได้รับการบันทึกโดยนักบุญเกรกัวร์แห่งตูร์ ตกแต่งด้วยหินอ่อนโดยมีทางเดินกลางขนาบด้วยช่องทางเดินข้าง ตัดด้วยแขนกางเขน และมีคอลัมน์ทั้งหมด 70 ต้น

วัดนี้ถูกทำลายในปี ค.ศ. 760 โดยพระเจ้าเปแปงเดอะชอร์ท ต่อมาเมื่อทรงสำนึกในการกระทำพระองค์ จึงพระราชทานทรัพย์จำนวนมากให้แก่สังฆราชฮาด์เดอแบร์ต ในการสร้างมหาวิหารใหม่ระหว่างปี ค.ศ. 764 ถึงปี ค.ศ. 768 มหาวิหารที่สองถูกทำลายโดยนอร์มันในปี ค.ศ. 915

สังฆราชสตีเฟนที่ 2 สร้างมหาวิหารที่สาม เป็นแบบโรมาเนสก์ที่ได้รับการสถาปนาในปี ค.ศ. 946 สิ่งก่อสร้างที่อาจจะเป็นแบบอย่างของสิ่งก่อสร้างโรมาเนสก์อื่น ในโอแวร์ญอีกหลายแห่ง

คริพท์ (ที่เป็นจรมุขรายด้วยคูหาสวดมนต์ที่กระจายออกไป) สร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ที่เป็นที่ตั้งของโลงหิน ที่ทำด้วยหินอ่อนสีขาวที่สร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4

ในปี ค.ศ. 1248 หลังจากที่มีโอกาสเดินทางไปชมวิหารแซ็งต์-ชาแปลในกรุงปารีสมา สังฆราชอูกเดอลาตูร์ ก็กลับมาลงมือสร้างมหาวิหารใหม่เป็นแบบสถาปัตยกรรมกอธิคตอนเหนือ ซึ่งเป็นการสร้างเสริมบารมีและอำนาจ ที่มีต่อตัวเมืองให้กลับมาอยู่ในมือของสังฆราช แทนที่จะอยู่ในมือของเคานต์แห่งโอแวร์ญ เช่นเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนหน้านั้น

ตัวสิ่งก่อสร้างหลักสร้างด้วยหินโวลวิคแบบ Trachy-andésite ที่ทำให้ตัววัดเป็นสีดำ และความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของหิน สามารถทำให้สร้างหอที่มียอดแหลมที่มีลักษณะละเอียดอ่อนได้

ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการก่อสร้างคือฌ็อง เดช็อง ผู้ก่อนหน้านั้นได้ทำการสร้างมหาวิหารนาร์บอนและมหาวิหารลีมอฌมาแล้ว เดส์ชองพ์ได้รับแรงบันดาลใจ จากมหาวิหารโบแวและมหาวิหารอาเมียง

เดส์ชองพ์ทราบดีว่าผังเดิม ไม่มีช่องหน้าต่างที่ใช้พื้นผนังทั้งหมด ระหว่างเสารับน้ำหนัก และไม่มีซุ้มโค้งที่เป็นโครงรับน้ำหนัก ที่ใช้การสอดโครงรับน้ำหนักโดยตรงบนซุ้มโค้ง

เสาที่สูงขึ้นไปในบริเวณร้องเพลงสวดทรงรี ทำให้แสงสามารถสาดส่องจากหน้าต่างของมุขด้านตะวันออกเข้ามาในบริเวณพิธี ซึ่งภายนอกรับน้ำหนักด้วยครีบยันแบบปีกที่กางออกไป

เดส์ชองพ์ใช้เวลาสร้างบริเวณร้องเพลงสวด ระหว่างปี ค.ศ. 1248 – ค.ศ. 1287 ที่เป็นสถานที่ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 เสด็จมาร่วมในพิธีเสกสมรสของพระราชโอรส ผู้ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฟิลิปที่ 3 กับอิซาเบลลาแห่งอารากอน

พระเจ้าหลุยส์ทรงบริจาคทรัพย์ ในการสร้างหน้าต่างประดับกระจกสีที่ดูเหมือนจะเป็นหน้าต่างที่สร้างโดยผู้เดียวกัน กับที่สร้างหน้าต่างสำหรับวิหารแซ็งต์-ชาแปล บริเวณร้องเพลงสวด แขนกางเขน และบางส่วนของทางเดินกลางสร้างเสร็จราวปี ค.ศ. 1295

จากนั้นปิแยร์ เดส์ชองพ์ก็ทำงานต่อจากบิดามาจนถึงปี ค.ศ. 1325 ระหว่างปี ค.ศ. 1325 – ค.ศ. 1340 สถาปนิกไม่ทราบนาม ก็ทำการสร้างหอบนแขนกางเขน หอที่สูงกว่าชื่อหอบาแย็ต ที่ตั้งตามชื่อการใช้งานว่าเป็นหอที่ใช้ในการสังเกตการณ์

ระหว่างปี ค.ศ. 1340 – ค.ศ. 1355 ปิแยร์ เดอ เซบาซาต์ที่รู้จักกันว่าเป็นผู้สร้างแอบบีที่ลาเชส-ดิว ก็สร้างทางเดินกลางเสร็จไปสามตอน ไปเชื่อมกับหอโรมาเนสก์ของวัดที่สังฆราชสตีเฟนที่ 2 สร้างไว้

แต่การขัดจังหวะของสงครามร้อยปี ทำให้เซบาซาต์ไม่อาจจะทำงานเสร็จได้ แต่ในช่วงปีต่อๆ มาทางมหาวิหารมีความพอใจต่อผลงานโดยสั่งให้เซบาซาต์ สลักขอบประตูด้านข้าง (Door jamb) ใหม่สำหรับประตูสำหรับสังฆทรัพยคูหา (sacristy)

หน้าต่าประดับกระจกสี สีน้ำเงินหลักเหนือประตูทางด้านเหนือและสีส้มเหนือประตูทางด้านใต้สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ทั้งสองหน้าต่างบรรจุอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมที่กว้าง 8.50 เมตร

ระหว่างปี ค.ศ. 1444 – ค.ศ. 1474 ก็ได้มีการสร้าง “clocher du retour” ที่เป็นมณฑปบนหลังคา เหนือบริเวณร้องเพลงสวดแต่มาถูกรื้อทิ้งหลังปี ค.ศ. 1741

ระหว่างปี ค.ศ. 1507 – ค.ศ. 1512 ก็ได้มีการยกหลังคาให้สูงขึ้นและปูด้วยตะกั่วแทนหลังคาเดิม แต่ทางมหาวิหารไม่ตกลงเรื่องการสร้างด้านหน้ามหาวิหารเป็นแบบกอธิควิจิตร เพราะราคาค่าก่อสร้างสูง

ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส นักปฏิวัติต้องการที่จะรื้อมหาวิหารทิ้งแต่นักบวชเบ็นนาดิคตินแวร์เดียร์-ลาทูร์หว่านล้อมไม่ให้ทำการรื้อทิ้งได้สำเร็จ โดยกล่าวว่า มหาวิหารจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการใช้ประชุมผู้คนจำนวนมาก สิ่งที่ถูกทำลายไปก็ได้แก่ ฉากกางเขน, ที่นั่งของบริเวณร้องเพลงสวด, แท่นบูชา และเฟอร์นิเจอร์

ยกเว้นแต่โคมระย้าที่สร้างโดยฟิลิปเป คาฟฟิเอรี แต่หอบนแขนกางเขนถูกเผา ด้านหน้ามหาวิหารแบบโรมาเนสก์จากสมัยการก่อสร้างของสังฆราชสตีเฟนที่ 2 ถูกทำลายโดยการระดมยิงด้วยปืนในปี ค.ศ. 1851

มหาวิหารมิได้สร้างเสร็จจนกระทั่งปี ค.ศ. 1866 ตามผังที่วางไว้โดยเออแชน วียอเลต์-เลอ-ดุค และสร้างโดยลูกศิษย์อนาโทล เดอ โบโดต์ ในปี ค.ศ. 1884 ด้านหน้าด้านตะวันตกพร้อมด้วยหอยอดแหลม และ ทางเดินกลางช่วงสุดท้ายก็สร้างเสร็จ ตามแบบฉบับของการก่อสร้างแบบยุคกลาง

มหาวิหารแกลร์มง-แฟร็องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


สิริสวัสดิ์จันทรวาร มานอวลบุษปคันธาลดาทิพย์นะคะ
Create Date :04 ตุลาคม 2553 Last Update :4 ตุลาคม 2553 7:54:35 น. Counter : Pageviews. Comments :0