bloggang.com mainmenu search






รายละเอียดหน้าปกหนังสือ
คริสต์ศตวรรษที่ 11 ไม่ใช่ศิลปะคาโรแล็งเชียง





“พระวรสารลอร์สช”
หน้าปกทำด้วยงาช้าง ฉากจากปลายยุคโบราณ
ที่แปลงมาใช้กับหัวข้อเรื่องของคริสต์ศาสนา





หนังสืออันวิจิตรของสมัยคาโรแล็งเชียงเป็นหนังสือที่สร้างขึ้นให้มีหน้าปกที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ที่สร้างด้วยโลหะมีค่าฝังอัญมณีรอบแผ่นงาช้างแกะสลักตอนกลางของหน้าปก

หน้าปกของหนังสือบางฉบับเป็นหน้าปกที่ได้รับการอุทิศ ให้สร้างขึ้นภายหลังที่ตัวหนังสือเองสร้างเสร็จแล้ว มีเพียงหน้าปกที่ไม่ได้รับความเสียหายเพียงไม่กี่ชิ้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่

แต่ส่วนที่เป็นงาช้างที่แยกออกมาจากตัวปกนั้นยังคงมีเหลืออยู่หลายชิ้น เพราะอาจจะมาจากเมื่อมีการทำลายหน้าปกเพื่อเอาโลหะมีค่าและอัญมณี

หัวข้อของหนังสือมักจะเป็นฉากบรรยาย เรื่องราวทางศาสนาแนวตั้ง ตามแบบงานเขียนและงานแกะสลักของสมัยปลายยุคโบราณ เช่นเดียวกับรูปลักษณ์ที่มาจากบานพับกงสุล หรือศิลปะของราชสำนักต่างๆ เช่นปกหน้าและหลังของ “พระวรสารลอร์สช”

จักรพรรดิชาร์เลอมาญทรงฟื้นฟูการหล่อสัมริดขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อทรงก่อตั้งโรงหล่อขึ้นที่อาเคิน ที่ทรงใช้ในการหล่อประตูของชาเปลพาเลไทน์ในอาเคิน ที่เป็นประตูที่เลียนแบบลวดลายออกแบบของโรมัน

แต่กางเขนที่มีรูปลักษณ์ของพระเยซู ที่ทำด้วยทองขนาดเท่าคนจริงที่เคยมีอยู่ในชาเปลนั้นหายไป งานชิ้นนี้เป็นแบบอย่างชิ้นแรกของงานลักษณะนี้ ที่ต่อมามามีความสำคัญต่อศิลปะคริสต์ศาสนาของยุคกลาง รูปพระเยซูอาจจะแกะจากไม้แล้วหุ้มทอง เช่นเดียวกับพระแม่มารีทองแห่งเอสเซิน

งานชิ้นที่งามที่สุดของฝีมือช่างทองของคาโรแล็งเชียง ได้แก่แท่นบูชาทอง (ค.ศ. 824–ค.ศ. 859) (ภาพ:แท่นบูชา) หรือที่เรียกว่า “Paliotto” ที่เป็นของบาซิลิกาซานอัมโบรโจที่มิลาน แท่นบูชาสี่ด้านตกแต่งด้วยรูปลักษณ์ที่ทำด้วยทองและเงิน โดยวิธีที่เรียกว่าการดุนลาย ล้อมรอบด้วยกรอบที่เป็นทองถัก หินมีค่า และ เครื่องเคลือบ

งานโมเสกและจิตรกรรมฝาผนัง

ราว ค.ศ. 806 หัวข้อดูเหมือนจะมาจากหนังสือวิจิตรพระคัมภีร์ไบเบิลของศาสนายูดาย และเกี่ยวข้องกับ “กฎบัตรพระเจ้าชาร์ลส์” ที่อาจจะเขียนโดยทีโอดุลฟ

งานโมเสกภายในชาเปลพาเลไทน์ในอาเคิน เป็นภาพพระเยซูบนบัลลังก์พร้อมด้วยสัญลักษณ์สักการะของประกาศกทั้งสี่ และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนจากพระธรรมวิวรณ์ งานโมเสกชิ้นนี้ไม่มีเหลืออยู่แล้ว

แต่ชิ้นที่ได้รับการปฏิสังขรณ์จนเกินขนาด ยังคงเหลืออยู่ในมุขโค้งด้านสกัดที่โอราทรีที่แชร์มิญญี-เดส์-เพรส์ (ค.ศ. 806) ที่เป็นภาพหีบพันธสัญญาชื่นชมโดยเทวดา งานชิ้นนี้พบเมื่อปี ค.ศ. 1820 ภายใต้ชั้นปูนพลาสเตอร์

คฤหาสน์ติดกับโอราทรีเป็นของสังฆราชทีโอดุลฟแห่งออร์เลอองส์ ผู้ใกล้ชิดคนสำคัญของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ คฤหาสน์ถูกทำลายในปลายคริสต์ศตวรรษ ที่มีจิตรกรรมฝาผนังในรูปของ สัปตศิลปศาสตร์, สี่ฤดูกาล และ แผนที่โลกยุคกลาง (Mappa mundi)

เราทราบจากหลักฐานทางลายลักษณ์อักษร เกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังอื่นๆ ในคริสต์ศาสนสถานและวังที่ส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว พระราชวังอาเคินของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ มีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับศิลปศาสตร์ และฉากเรื่องราวจากการรณรงค์ทางทหารของพระองค์ในสเปน

วังของหลุยส์เดอะไพอัสที่อิงเกิลไฮม์ มีภาพประวัติศาสตร์จากยุคโบราณ มาจนถึงรัชสมัยของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ และชาเปลของพระราชวังเป็นภาพเขียนของฉาก จากทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่เคียงข้างกัน

ชิ้นส่วนของภาพเขียนที่ยังคงมีเหลืออยู่บ้างก็มีอยู่ที่Auxerre, โคเบลนซ์, ลอร์สช, โคโลญ, ฟุลดา, คอร์วีย์, ทริเออร์, มึสแตร์, มาลส, นาเทิร์นส, ชิวาดาเล, เบรสเชีย และ มิลาน

การนำวัสดุโบราณมาใช้ใหม่

“Spolia” หรือ “การนำวัสดุโบราณมาใช้ใหม่” เป็นภาษาละตินที่เป็นคำเดียวกับคำว่า “spoils” ที่หมายถึงสิ่งที่ริบมา เป็นคำที่ใช้สำหรับการนำอนุสรณ์สถานโบราณ หรืองานศิลปะอื่นมาใช้ใหม่ หรือ ย้ายไปยังสถานที่่ใหม่

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าในช่วงนี้ได้มีการขนหินอ่อนและคอลัมน์จากกรุงโรมขึ้นมาใช้ทางตอนเหนือของยุโรป

วัสดุโบราณชิ้นสำคัญที่ถูกนำมาใช้ใหม่ในสมัยคาโรแล็งเชียง ได้แก่ตำนานเกี่ยวกับอนุสาวรีย์คนขี่ม้า เมื่อประทับอยู่ที่กรุงโรมจักรพรรดิชาร์เลอมาญทอดพระเนตรเห็นอนุสาวรีย์มาร์คัส ออเรลิอัสขี่ม้าที่วังแลเตอร์รัน

งานประติมากรรมชิ้นนี้เป็นงานชิ้นเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ ของจักรพรรดิโรมันก่อนสมัยคริสเตียน เดิมเชื่อกันว่าเป็นพระรูปของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ฉนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอันมาก

จักรพรรดิชาร์เลอมาญจึงทรงนำมาจากราเวนนามายังอาเคิน เพราะทรงเชื่อว่าเป็นพระรูปของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราช เพื่อจะได้คู่กับพระรูปของจักรพรรดิคอนสแตนตินในกรุงโรม


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


สวัสดิ์สิริศนิวาร สิริมานเปรมกมลค่ะ
Create Date :30 มิถุนายน 2553 Last Update :31 กรกฎาคม 2553 15:22:07 น. Counter : Pageviews. Comments :0