bloggang.com mainmenu search





ไอคอนของนักบุญแอนโทนี แอ็บบ็อท
ผู้ก่อตั้งระบบสำนักสงฆ์ของคริสต์ศาสนา





ระบบสำนักสงฆ์ของคริสต์ศาสนา (Christian monasticism) เป็นวิถีการดำรงชีวิตทางศาสนา ที่เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยคริสเตียนยุคแรก ที่มีโครงสร้างที่จำลองมาจากปรัชญา และตัวอย่างจากบทบัญญัติของคริสต์ศาสนา ที่รวมทั้งที่ปรากฏในพันธสัญญาเดิม แต่มิได้เป็นสิ่งที่ระบุไว้อย่างเป็นทางการในคริสต์ศาสนบัญญัติ

ต่อมากฎบัตรก็ได้รับการรวบรวมกันขึ้นเป็นกฎ เช่นกฎของนักบุญนักบุญบาซิล หรือกฎของนักบุญเบ็นเนดิค และในปัจจุบันก็อาจจะเป็นกฎที่ระบุขึ้นโดยกลุ่มลัทธิต่างๆ ที่ต้องการจะดำเนินชีวิตในรูปแบบของสำนักสงฆ์

เมื่อผู้ประสงค์จะใช้ชีวิตอย่างสันโดษ เริ่มรวมตัวเข้าด้วยกันมากขึ้น ความจำเป็นในการที่จะต้องมีกฎเกณฑ์ ในชุมนุมนักบวชก็เพิ่มมากขึ้น

ราวปี ค.ศ. 318 นักบุญพาโคเมียส (Pachomius) ก็เริ่มจัดกลุ่มผู้ติดตามที่กลายมาเป็นระบบสำนักสงฆ์เชโนเบียมต่อมา ไม่นานนักก็มีการก่อตั้งระบบอื่นๆ ในลักษณะคล้ายคลึงกันทั่วไปในทะเลทราย ในอียิปต์และทางตะวันออกของจักรวรรดิโรมัน ระบบสำนักสงฆ์ในตะวันออกกลางที่เป็นที่รู้จักกันดีก็ได้แก่

สำนักสงฆ์นักบุญแอนโทนี ซึ่งเป็นระบบสำนักสงฆ์ที่เก่าแก่ที่สุดของคริสต์ศาสนาในโลก

สำนักสงฆ์ของนักบุญมาร์ ออว์จิน (Mar Awgin) ก่อตั้งบนเขาอิซลาเหนือนิซิบิสในเมโสโปเตเมีย ราว ค.ศ. 350 ที่กลายมาเป็นระบบสำนักสงฆ์เชโนเบียมที่เผยแพร่ไปยังเมโสโปเตเมีย เปอร์เชีย อาร์มีเนีย จอร์เจีย และแม้แต่อินเดียและจีน

สำนักสงฆ์ของนักบุญซับบาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ (St. Sabbas the Sanctified) ผู้ก่อตั้งกลุ่มนักบวชในทะเลทรายจูเดียน เป็นสำนักสงฆ์ไม่ไกลจากเบ็ธเลเฮ็ม (ค.ศ. 483) ที่ถือกันว่าเป็นสำนักสงฆ์แม่ของสำนักสงฆ์ของสถาบันอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์

สำนักสงฆ์นักบุญแคทเธอรินแห่งไซนาย (Saint Catherine's Monastery, Mount Sinai) ก่อตั้งระหว่าง ค.ศ. 527 ถึง ค.ศ. 565 ในทะเลทรายไซนาย ตามพระบรมราชโองการของจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1
ทางตะวันตกการวิวัฒนาการของระบบสำนักสงฆ์ ที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อกฎการใช้ชีวิตอย่างสำนักสงฆ์ ได้รับการบันทึกเป็นตัวอักษร กฎที่เชื่อกันว่าเป็นกฎแรกที่ได้รับการบันทึก คือกฎของนักบุญบาซิล แต่เวลาที่เขียนไม่เป็นที่ทราบแน่นอน

กฎของนักบุญบาซิลเชื่อกันว่า เป็นกฎที่เป็นพื้นฐานของกฎของนักบุญเบ็นเนดิค ที่เขียนโดยนักบุญเบ็นนาดิคแห่งเนอร์เซีย สำหรับสำนักสงฆ์ที่มอนเตคัสซิโนในอิตาลีราวปี ค.ศ. 529 และสำหรับลัทธิเบ็นนาดิคตินที่ก่อตั้งขึ้น

ลัทธิเบ็นนาดิคตินเป็นลัทธิที่นิยมกันอย่างแพร่หลายที่สุด ในยุคกลางของยุโรป ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน ก็มีกฎของนักบุญออกัสตินโดยนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาอันสั้น

เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ก็มีระบบสำนักสงฆ์ใหม่ๆ ก่อตั้งขึ้นอีกหลายระบบเช่นระบบลัทธิฟรานซิสกัน, ลัทธิคาร์เมไลท์, ลัทธิโดมินิกัน และลัทธิเมดิคันท์ที่เลือกตั้งสำนักสงฆ์ที่อยู่ในเมืองแทนที่จะไปตั้งห่างไกลจากชุมชน

ผู้ที่ดำรงชีวิตแบบสำนักสงฆ์จะเรียกกันโดยทั่วไปว่า “monk” หรือ “พระ” สำหรับชาย และ “nun” หรือ “ชี” สำหรับสตรี แต่ในปัจจุบันในภาษาอังกฤษจะใช้เพียงคำเดียวว่า “monastic” สำหรับทั้งชายและหญิง คำว่า “monk” เดิมมาจากภาษากรีกว่า “monos” ที่แปลว่า “คนเดียว”

ในสมัยแรกพระจะมิได้อยู่ในสำนักสงฆ์เช่นในสมัยต่อมา แต่อาจจะแยกตัวไปดำรงชีวิตอยู่อย่างสันโดษ ตามความหมายของรากคำดังกล่าว ต่อมาผู้นิยมใช้ชิวิตในรูปแบบเดียวกัน ก็อาจจะมารวมกลุ่มกันตั้งตัวเป็นประชาคม ที่อาจจะมีกฎเกณฑ์ที่เป็นของตนเอง

ต่อมาประชาคมเหล่านี้ก็ค่อยวิวัฒนาการมาเป็นกลายเป็นสำนักสงฆ์


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


วุธวารวรสวัสดิ์ ปรีดิ์มนัสสวัสดิ์สิริค่ะ
Create Date :28 มิถุนายน 2553 Last Update :21 กรกฎาคม 2553 13:17:50 น. Counter : Pageviews. Comments :0