bloggang.com mainmenu search





“วันสุดท้ายของปอมเปอี” (ค.ศ. 1833)
เป็นตัวอย่างที่ดีของภาพเขียนประวัติศาสตร์




จิตรกรรมประวัติศาสตร์ (History painting) เริ่มเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ค.ศ.1667 โดยอันเดร เฟลิเบียน (André Félibien) จิตกรประวัติศาสตร์สถาปนิก นักทฤษฎีคลาสสิคซิสม์ฝรั่งเศส

ซึ่งเป็นลักษณะที่ระบบ “การจัดลำดับคุณค่าของศิลปะ” (Hierarchy of genres) ถือว่าเป็นประเภทการเขียนภาพที่มีคุณค่าสูงที่สุดในบรรดาการเขียนภาพประเภทต่างๆ


คำอธิบาย

“จิตรกรรมประวัติศาสตร์” เป็นจิตรกรรมที่แสดงฉากบรรยายเนื้อหาจากประวัติศาสตร์กรีกโรมัน ประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา และตำนานเทพ/ปรัมปราวิทยา และรวมทั้งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานก่อนที่จะเขียน

ภาพเขียนชนิดนี้รวมทั้งภาพเขียนที่ในหัวเรื่องที่เกี่ยวกับ ศาสนา ประวัติศาสตร์ วรรณคดี หรืออุปมานิทัศน์ ที่ตีความหมายของชีวิตหรือสื่อความหมายทางจริยธรรม

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เลือกเขียน จะเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่แต่เพียงจะแสดงเหตุการณ์แต่เป็นเหตุการณ์ ที่มีความสำคัญต่อสังคมของผู้เขียนภาพ

เช่นการเขียนภาพการประกาศอิสรภาพ ของสหรัฐอเมริกา หรือบางครั้งอาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่จิตรกรต้องการเขียนภาพที่สื่อความหมายที่ต้องการ

เทพหรือเทพีจากปรัมปราวิทยา ก็ใช้เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิทยาต่างๆ ของมนุษย์ และบุคคลจากศาสนาต่างก็เป็นตัวแทนของความคิดต่างๆ และเป็นระยะเวลานาน

โดยเฉพาะระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่การเขียนภาพประวัติศาสตร์ มักจะเน้นการเขียนภาพวีรบุรุษชายเปลือย แต่ลดถอยลงไปในคริสต์ศตวรรที่ 19





“ความตายของนายพลวูลฟ” โดย เบนจามิน เวสต์




เครื่องแต่งตัวในภาพบางครั้งก็จะเป็นการแต่งอย่างกรีกโรมัน ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อใด ในปี ค.ศ. 1770 เบนจามิน เวสต์ เสนอว่าการวาดภาพ “ความตายของนายพลวูลฟ” ควรจะใช้เครื่องแต่งกายร่วมสมัย แต่ก็มีผู้คัดค้านหลายคนว่าควรจะแต่งตัวอย่างคลาสสิค

ในที่สุดเวสต์ก็เขียนโดยใช้เครื่องแต่งกายร่วมสมัย แต่พระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษไม่ทรงยอมซื้อภาพ แต่อย่างไรก็ตามเวสต์ก็ได้รับชัยชนะต่อผู้ต่อต้าน และริเริ่มการเขียนภาพประวัติศาสตร์ ที่ตรงตามความเป็นจริงแทนที่จะเป็นภาพอุดมคติ

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการริเริ่มลักษณะการเขียน ที่เรียกว่าประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งเป็นการเขียนแบบการเลียนแบบ การเขียนภาพประวัติศาสตร์หรือจิตรกรประวัติศาสตร์

การวิวัฒนาการอีกอย่างหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือการผสานการเขียนภาพประวัติศาสตร์ กับการภาพชีวิตประจำวัน (Genrepainting) ที่แสดงให้เห็นฉากชีวิตประจำวัน

เป็นการเขียนเหตุการณ์สำคัญ ที่มีรายละเอียดที่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นส่วนตัว หรือเหตุการณ์ประจำวันของเหตุการณ์หรือบุคคลในภาพ จิตรกรที่เขียนภาพบางทีก็จะพยายามสื่อความหมายทางจริยธรรมในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จิตรกรประวัติศาสตร์




“คำสาบานของโฮราติอิ” โดย ฌาคส์-ลุยส์ ดาวิด
(ค.ศ. 1784) สร้างนาฏกรรมในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์




“จิตรกรประวัติศาสตร์” มิใช่เป็นแต่เพียงจิตรกรที่วาดภาพที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่วาดอย่างใหญ่โตและเป็นนาฏกรรม โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หรือตำนานกรีกโรมัน

ฉากจากวรรณคดีสำคัญ หรือเหตุการณ์สำคัญของบุคคลสำคัญๆ ในสมัยบาโรก หัวเรื่องก็มักจะเป็นจุดสูงสุดของเหตุการณ์ โดยมีผู้ร่วมเหตุการณ์แต่งตัวแบบคลาสสิค

“จิตรกรรมประวัติศาสตร์” เป็นการเขียนที่ไม่แต่มีความสำคัญ เป็นลำดับหนึ่งของศิลปะสถาบัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ในสมัยหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วย

ฉะนั้นจิตรกรรมประวัติศาสตร์ จึงเป็นกระบวนการเขียนที่เป้าในการถูกโจมตีเมื่อขบวนการเขียนแบบใหม่ๆ เริ่มขึ้น เช่นเมื่อขบวนการอิมเพรสชันนิสม์ หันหลังให้การเขียนของจิตรกรรมประวัติศาสตร์

หรือกลุ่มพรีราฟาเอลไลท์ ในอังกฤษที่เน้นเฉพาะหัวเรื่องเขียนที่มาจากวรรณคดี หรือเรื่องลึกลับแทนที่จะเขียนภาพแบบคลาสสิค ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 วิธีการเขียนภาพประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเขียนแบบนาฏกรรมไปเป็นการเขียนนอกสถานที่และหัวข้อที่เล็กลง


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


สิริสวัสดิ์ศุกรวาร สิริมานรมเยศค่ะ
Create Date :30 พฤษภาคม 2553 Last Update :4 มิถุนายน 2553 20:25:36 น. Counter : Pageviews. Comments :0