bloggang.com mainmenu search
จดหมายเหตุความทรงจำ




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทาน
ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร ม.จ.ก., ป.จ.
ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส
วันที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖

.............................................


จดหมายเหตุความทรงจำ
ตอนที่ได้ฉบับเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชวิจารณ์
กับ
ตอนที่ได้ฉบับเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙

กรุงเก่าพม่ายกมา ๕,๐๐๐ ล้อมประชิดตั้งค่ายบ้านระจัน โพสามต้น ค่ายใหญ่ล้อมรอบ เกาะเมืองอยู่กลาง พลในเมืองขึ้นหน้าที่ประจำช่องเสมาเมืองถึง ๗๐๐,๐๐๐ ประจุปืนทุกหน้าที่ มิให้ยิงสู้ข้าศึก แผ่นดินต้นอยู่หน้าที่วัดแก้ว ได้ยิงสู้พม่าครั้งหนึ่ง ต้องคาดโทษมิให้ยิง ให้แจ้งศาลาก่อน พม่าล้อมไว้ ๓ ปี แผ่นดินต้นหนีออกจากเมือง กับผู้คนพรรคพวก ๕๐๐ มีปืนถือติดมือแต่ท่าน หนีข้ามฟากไปตะวันออก

ณ วันเสาร์ เดือน ๕ ขึ้น ๔ ค่ำ หนีออกจากเมือง พม่าขุดอุโมงค์เข้าเผาเมือง ได้ด้านหน้าวังก่อน
ณ วันเสาร์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ลุศักราช ๑๑๒๙ ปีกุน นพศก เพลายามเศษเข้าเมืองได้ กวาดครัวผ่อนหย่อนสายเชือกให้ลงตามช่องใบเสมา ประตูเมืองไม่เปิดให้ออกกลางคืนอยู่สัก ๑๕ วัน ตั้งให้นายทองสุกเป็นเจ้าอยู่โพสามต้น ให้นายกอง (๑) บุญสงเป็นเจ้าเมืองธนบุรี พม่าเลิกทัพกลับไป

แผ่นดินต้นกับไพร่ ๕๐๐ ไปปะพระเชียงเงิน ให้พลายแหวนกับพังม้วน (๒) ทรงไปตีเมืองตราด เมืองจันทบุรี ตีระยอง เมืองชล เข้าปากน้ำเมืองธนบุรี ณ เดือน ๑๒ ปีกุน นพศก มีแต่ซากศพ เผาเสีย คนโทษอยู่ ๒ – ๓ พัน

ไปตีโพสามต้น ได้หม่อมจิตร หม่อมเจ้ากระจาด ได้ปืนใหญ่พม่าเอาไปไม่ได้ค้างอยู่ ให้ระเบิดเอาทองลงสำเภา ซื้อข้าวถังละ ๑ l ๒ เลี้ยงคนโซไว้ได้กว่าพัน

ไปตีเกยไชยถูกปืนไม่เข้า ไปตีพิษณุโลก ได้หม่อมฉิมลูกเจ้าฟ้าจิตร ในปลายปีกุนกลับมา ถวายพระเพลิงที่นั่งสุริยาอมรินทร์ เจ้าแผ่นดินกรุงเก่า มีการสมโภชพร้อมเสร็จ

ณ ปีชวด สัมฤทธิศก ไปตีเมืองนครราชสีมา กรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าศรีสังข์ ไปอยู่พิมาย ต่อสู้รบประจัญกัน จับได้กรมหมื่นเทพพิพิธ บุตรชาย ๒ บุตรหญิง ๑ กับเจ้าศรีสังข์ กรมหมื่นเทพพิพิธ ท่านให้สำเร็จโทษเสีย เจ้าศรีสังข์หนีไปเมืองขอม บุตรกรมหมื่นสุนทรเทพ หม่อมประยงค์ โปรดให้เป็นเจ้าอนิรุทเทวา บุตรกรมหมื่นจิตรสุนทร หม่อมกระจาดให้ชื่อบุษบา บุตรกรมพระราชวัง หม่อมเจ้ามิตรประทานชื่อประทุม บุตรกรมหมื่นเทพพิพิธ หม่อมมงคล หม่อมพยอม (๓) พี่หม่อมอุบลบุตรเจ้าฟ้าจิตร เลี้ยงเสมอกันทั้ง ๔ คน แต่โปรดหม่อมฉิม หม่อมอุบล ประทมอยู่คนละข้าง

วิบัติหนูกัดพระวิสูตร รับสั่งให้ชิดภูบาล ชาญภูเบศร์ ฝรั่งคนโปรดทั้งคู่ ให้มาไล่จับหนูใต้ที่เสวยในที่ด้วย เจ้าประทุมทูลว่า ฝรั่งเป็นชู่กับหม่อมฉิม หม่อมอุบล กับคนรำ ๔ คน เป็น ๖ คนด้วยกัน รับสั่งถามหม่อมอุบลไม่รับ หม่อมฉิมว่ายังจะอยู่เป็นมเหสีขี้ซ่อนหรือ มาตายตามเจ้าพ่อเถิด รับเป็นสัตย์หมด ให้เฆี่ยนเอาน้ำเกลือรด ทำประจานด้วยแสนสาหัส ประหารชีวิต ผ่าอกเอาเกลือทา ตัดมือตัดเท้า
สำเร็จโทษเสร็จแล้วไม่สบายพระทัย คิดถึงหม่อมอุบลว่ามีครรภ์อยู่ ๒ เดือน ตรัสว่าจะตายตามหม่อมอุบล ว่าใครจะตายกับกูบ้าง เสมเมียกรมหมื่นเทพพิพิธว่าจะตามเสด็จ หม่อมทองจันทร์ หม่อมเกศ (๔) สั่งบุษบา จะตามเสด็จด้วย ประทานเงินคนละ ๑ ชั่ง ให้บังสุกุลตัว ทองคนละ ๑ บาท ให้ทำพระแล้วให้นั่งในแพหยวก นิมนต์พระเข้ามาบังสุกุล แล้วจะประหารชีวิตคนที่ยอมตามเสด็จนั้นก่อน แล้วท่านจะแทงพระองค์ท่านตามไปอยู่ด้วยกันเจ้าข้า พระสติฟั่นเฟือน

เจ้าคุณใหญ่ท้าวเจ้าคุณทรงกันดาล (๕) กับเตี่ยหม่อมทองจันทร์ นิมนต์พระเข้ามามาก ชุมนุมสงฆ์ถวายพระพรขออย่าให้ทำหาควรไม่ ว่าที่จะได้พบกันนั้นหามิได้ แล้วถวายพระพรขอชีวิตไว้ ได้พระสติคืนสมประดี ประทานเงินเติมให้แก่ผู้รับตามเสด็จนั้น

เจ้าหอกลางประสูติเจ้า เป็นพระราชกุมาร แผ่นดินไหว

ฉลูต้นปี โปรดปล่อยคนโทษในคุกสิ้น หมายสมโภชเจ้าฟ้าน้อย แล้วเสด็จไปตีเมืองนคร เสด็จไปทัพเรือ ทรงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาด เข้าปากน้ำเมืองนคร ณ วันเดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำ ลุศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลู เอกศก

เจ้าพระยายมราช เจ้าพระยาอภัยราชา เจ้าพระยาดาฤทธิรงค์ ยกทางสถลมารค ๓ ทัพไม่ทัน เสด็จเข้าเมืองได้แล้วเป็นวัน ทรงพระพิโรธคาดโทษให้ตามเจ้านครที่หนีไปอยู่เมืองจนะ พระฤทธิเทวาเจ้าเมืองรู้ว่ากองทัพยกติดตาม กลัวพระบารมี ส่งตัวเจ้านครกับพวกพ้องพงศ์พันธุ์ ทั้งละครผู้หญิง เครื่องประดับเงินทอง ราชทรัพย์สิ่งของส่งถวายมาพร้อม เสด็จลงมาสมโภชพระบรมธาตุ มีละครผู้หญิง แล้วให้ตั้งแห่สระสนาน ๓ วัน เสด็จอยู่นาน จนจีนนายสำเภาเอาของปากสำเภามาถวาย จึงให้เจ้าดาราสุริวงศ์อยู่กินเมือง เสด็จกลับมากรุงธนบุรี นางห้ามประสูติเจ้า ท่านสงสัยว่าเรียกหนเดียว มิใช่ลูกของท่าน รับสั่งให้หาภรรยาขุนนางเข้าไปถาม ได้พยานคน ๑ ว่าผัวไปหาหนเดียวมีบุตร จึงถามเจ้าตัวว่าท้องกับใคร ว่าท้องกับเจ๊ก เฆี่ยนสิ้นชีวิตในฝีหวาย แต่เจ๊ก (๖) นั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระอัยกาเอาไปเลี้ยงไว้

ปีขาล โทศก ไปตีเมืองสวางคบุรี พระฝางมีช้างเผือกลูกบ้านออก ยังไม่จับหญ้า รู้ว่าทัพเมืองใต้ยกขึ้นไปจะรบเอาช้างเผือก จึ่งเสี่ยงหญ้าว่าช้างนี้คู่บุญเมืองเหนือ ให้รับหญ้าเมืองเหนือ คู่บุญเมืองใต้ ให้รับหญ้าเมืองใต้ รับหญ้าเมืองใต้ พอทัพถึงเข้าตีได้เมือง พระฝางพาช้างหนี ติดตามไปพบช้างอยู่ชายป่าแม่น้ำมืด ได้มาถวาย รับสั่งให้สมโภชนางพระยาแล้ว ให้รับละครผู้หญิงขึ้นไปสมโภชพระฝาง ๗ วัน แล้วเสด็จไปเยี่ยมเมืองพิษณุโลก สมโภชพระชินราช พระชินศรี ๗ วัน มีละครผู้หญิงเสร็จแล้ว แล้วเสด็จกลับมาที่หาดสูง เสด็จทรงพลายแหวน ประหารชีวิตผู้ทำผิดคิดมิชอบเสร็จแล้ว ให้พลายแหวนเป็นพระยาปราบ พังม้วนเป็นแม่นมนางพระยา แล้วเสด็จกลับมากรุง

ณ ปีเถาะ ไปตีกัมพูชา พุทไธมาศก็ได้ เสร็จกัมพูชา ให้องค์รามอยู่กินเมืองพุทไธมาศ ให้พระยาพิพิธว่าราชการเป็นพระยาราชาเศรษฐี ได้เจ้านำก๊กเล่าเอี๋ย ขับต้อนครอบครัวเข้ามาเมืองธนบุรี

ประทมอยู่แว่วเสียงลูกอ่อนร้องที่ข้างหน้า กริ้วว่าลูกมันหาเอาไปกับแม่มันไม่ ยังจะทำพันธุ์ไว้อีก สมเด็จพระอัยกาทราบ ทรงพระดำริระแวงผิด จึงส่งให้เจ้าวังนอก ว่าสุดแต่เธอ ก็ทำตามกระแสรับสั่ง สำเร็จโทษเสีย

ปีมะโรง เมืองมัตมะแตก พระยาเจ่งพาครัวหนีมาพึ่งพระบารมี พระยาจ่าบ้านแข็งเมืองอยู่ไม่ลงมา เสด็จขึ้นไปตีไม่ได้ ถอยล่าทัพยั้งอยู่เนิน รื้อกลับขึ้นไปตีเชียงใหม่ กลับลงมา ณ ปลายปีพม่ายกไล่หลังมา ๕ ทาง ล้วนทัพหมื่น แต่สู้รบกันอยู่เป็น ๓ ปี เสียพิษณุโลก กลับขุดอุโมงค์เข้าไปตีค่าย พม่าแตกออกจากค่าย รื้อตั้งล้อมกลางแปลง จับได้พม่าแม่ทัพใหญ่ ได้พม่าหลายหมื่น พม่าแตกเลิกทัพไป สมเด็จพระพันปี กรมพระเทพามาตย์ประชวรหนักอยู่แล้วเสด็จสู่สวรรคาลัย เสด็จมาตั้งเขาวงกต โดยสูงแลสุดสายตา ถวายพระเพลิงบนยอดเขาเสร็จ

เจ้าเสง เจ้าดารา อยู่เมืองนคร สิ้นพระชนม์ รับพระศพเข้ามาประทานเพลิงวัดบางยี่เรือ มีการสมโภชพร้อมเสร็จแล้ว

บุตรเจ้านครเก่าเป็นสนมเอก มารดาเจ้าทัศพงศ์เจ้าได้ขวบเศษ โปรดรับสั่งให้เจ้าตาไปเป็นเจ้าแผ่นดินเมืองนครศรีธรรมราช ให้รับพระโองการ เมียรับพระเสาวนีย์ให้ฝึกละครผู้หญิงเป็นเครื่องประดับ มารดาเจ้าเทียบที่กรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ โปรดให้ลูกเขยไปเป็นผู้ (๗) ช่วยราชการเมืองนคร ได้กลับคืนไปเมืองปีมะแม สัปตศก

ปีวอก เข้าวัสสันตฤดูฝน นางพระยาล้ม

เดือนอ้าย ลุศักราช ๑๑๓๙ ปีระกา นพศก เจ้าฟ้ากษัตริย์ศึกยกพยุหทัพไปตีเมืองป่าศัก เมืองอัตปือ กลับมาเดือน ๑๐ ปีจอ สัมฤทธิศก ณ เดือนอ้าย ปีจอ กลับไปตีเมืองศรีสัตนาคนหุต ยังตั้งมั่นล้อมอยู่แรมปี ยังไม่เข้าเมืองได้

ฝ่ายผู้รักษากรุงเก่า เชื่อถือมหาดาว่า ผู้มีบุญจะมารื้อถ่ายการน้ำ จะขนทรัพย์ขึ้นสร้างวัดพระราม ผูกโครงช้างเผือกผู้งาดำ ผ้าขาวหุ้มโครง ผ้าดำหุ้มงา เพลาเย็นรอนๆ ชูรูปช้างไว้วัดถมุฆราช คนที่ไม่รู้ด้วยในกลเชื่อถือมาก เมืองมือด่างโกหกอยู่วัดสังขจาย ซื้อน้ำยาเสน่ห์ล่วงอาญาจักร หม้อละ ๕ ตำลึง ไปประสมมหาดาวัดพระราม ได้แจกลงมาถึงข้างใน วิเศษต้นเถ้าแก่แม่เจ้าได้ทาด้วยกันหลายคน ผู้รั้งกรมการหลงเชื่อถือหมด จะได้รื้อถ่ายการน้ำก็หามิได้ มหาดาคิดกลล่อลวงถ่ายเททรัพย์ ผู้เชื่อถือมาบุรณะทำบุญด้วยเป็นอันมาก จนได้ปิดทองพระเกือบแล้ว กิตติศัพท์รู้ลงมาถึงท่านราชาคณะ พระพนรัตน์วัดระฆังถวายพระพร รับสั่งให้นิมนต์มหาดาลงมา ณ วัดแจ้ง ให้ชุมนุมสงฆ์ไล่เลียงดูถามตามกิจสมณะ มหาดาว่าจะบุรณะวัดที่ชำรุดพม่าเผาเสีย จะบุรณะปฏิสังขรณ์พระวิหาร พระอุโบสถ พระพุทธรูป เจดียฐาน ขึ้นดังเก่าโดยสติปัญญา

พระพนรัตน์ถวายพระพร แผ่นดินต้นเห็นด้วย รับสั่งให้มหาดาขึ้นไปสร้างวัด อิ่มเอิบกำเริบอิทธิฤทธิ์ว่าจะฆ่าไม่ตาย ได้กลับขึ้นไป ผู้คนหลงใหลเชื่อว่ามหาดามีบุญจริง จะขี่ช้างเผือกผู้งาดำขึ้นปราสาทสุริยาอมรินทร์ เมื่อมหาดากลับขึ้นไป รับสั่งให้สุริยภักดีธรมาแต่งขึ้นไปฟังดูแยบคาย ว่าจะศรัทธาจริงหรือจะคิดเป็นการแผ่นดิน ดูแยบคายให้แน่ สุริยภักดีธรมาแต่งเพลาสงัดถือดาบเดินขึ้นไปบนปรางค์วัดพระราม เห็นมหาดานอนตื่นอยู่ในปรางค์แต่ ๒ คนกับที่เรียกพระท้ายน้ำ มหาดาตกใจกลัวยกมือคำนับผิดกิจสมณะ เขาซักว่า ได้เงินทองเอาไปเสียไหน มหาดาว่าถ่ายเทกัน เก่าไปใหม่มา เห็นเป็นกลโกหกแน่ กลับลงมาทูล จึงรับสั่งให้เจ้าลูกเธอ กรมอินทรพิทักษ์ขึ้นไปจับ เธอเมตตาสัตว์ที่หลงทำบุญด้วยมหาดา ให้ฝีพายกระทุ้งโห่ร้องขึ้นไป ที่ได้ยินเสียงอื้ออึงหนีได้มาก ที่ยังอยู่ในบริเวณวัดนั้นจับส่งลงมาทั้งผู้รั้ง กรมการกรุงเก่า ข้าราชการที่อยู่แขวงกรุงหลงเชื่อถือจับส่งลงมาหมด รับสั่งว่าตั้งเดโชท้ายน้ำจัตุสดมภ์ ยังขาดแต่พระยายมราชอยู่ในระวางโทษ ฝากไปกับมหาดา วิเศษต้นเถ้าแก่ยายเลี้ยงที่ได้ทายาเมืองมือด่างล่วงอาญาจักรไปประจบกับมหาดา รับสั่งให้ประหารชีวิตเสียด้วยกัน แต่มารดาเจ้ากับอยู่งาน ๔ คนด้วยกัน ลงพระราชอาญาคนละ ๑๐๐ จำไว้ เจ้าฟ้ากษัตริย์ศึกเข้าเมืองได้ ณ วันจันทร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๓ ค่ำ เจ้าเมืองหนี ได้พระแก้วพระบาง

พระอัยกาเข้าเมืองได้ ๓ วัน เจ้าลูกทรงครรภ์ประสูติเจ้า ณ วันศุกร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๗ ค่ำ ประสูติเป็นพระราชกุมาร ประโคมแตรสังข์ลั่นฆ้องชัย แมลงมุมทั้งไข่ จิ้งจกตกพร้อมกัน แมลงมุมอนิจกรรม จิ้งจกไปได้ ๑๒ วันเจ้าแม่สิ้นพระชนม์ ส่วนเจ้าลูกให้พระพี่นางเธอเอาไปเลี้ยง ให้นามเจ้าสุพันธุวงศ์ ศพนั้นก่อกุฏิไว้ ณ วัดบางยี่เรือ ให้ประโคมทุกเพลา

ณ เดือนอ้าย มีศุภอักษรขึ้นไปถึงเจ้าฟ้ากษัตริย์ศึก ว่าสำเร็จการศึกแล้วให้กลับลงมา บุตรนั้นเสียแล้วยังแต่หลานเป็นผู้ชาย แล้วรับสั่งให้หาเจ้านครด้วย เจ้าฟ้ากษัตริย์ศึกทราบแล้ว เร่งรีบการที่จะส่งพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกตลงมา ประทับแรมมาถึงกรุงเก่า ณ วัน เดือน ๔ รับสั่งให้ตั้งพลับพลาที่ประทับ ณ บางธรณี สวนมะปราง

ณ วัน เดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ ลุศักราช ๑๑๔๒ ปีชวด โทศก รับสั่งให้ข้างในลงเรือประพาส ๔ ลำ ข้างหน้า ๔ ลำ ให้เจ้านครแต่งประพาส ๒ ลำ ๖ ลำด้วยกัน ให้พร้อมลำแต่ตี ๑๑ เรือข้าราชการสวนเรือพระที่นั่งเจ้าคันธวงศ์ล่มหน้าวัดระฆัง พี่เลี้ยงทั้ง ๔ รับเสด็จไว้ได้ พอสว่างเรือประพาสข้างในถึงหน้าวัดชัยชนะสงคราม ดวงพระสุริยเยี่ยมเพียงปลายไม้ ฤกษ์บนนั้นวิปริต รูปเมฆเป็นอาวุธผ่ากลางดวงพระอาทิตย์เป็นอัศจรรย์ พอสายงายถึงพร้อมกันที่ประทับ ทราบว่าเรือที่นั่งพระองค์เจ้าคันธวงศ์ เรือข้าราชการสวนเรือเจ้าล่ม พี่เลี้ยงทั้ง ๔ รับเสด็จไว้ได้ กริ้วบโทนพันที่นั่ง ให้ลงพระราชอาญาคนละ ๑๐๐ ฝีพายคนละ ๕๐ ขุนนางบรรดาตามเสด็จให้ลงพระราชอาญาภรรยาแทนผัวๆ จะได้แห่พระแก้ว เสด็จกลับรับพระแก้วพระบางลงมา เรือประพาสดอกสร้อยสักวา มโหรีพิณพาทย์ละครโขนลงแพ ลอยเล่นมาตามกระแสชลมารค พยุหยาตรากระบวนเรือ ประทับท่าวัดแจ้ง เชิญพระแก้วขึ้นทรงพระยานุมาศแห่มา ณ โรงพระแก้วอยู่ที่ท้องสนาม พลับพลาเสด็จอยู่กลาง ละครผู้หญิงผู้ชายอยู่คนละข้าง เงินโรงผู้หญิง ๑๐ ชั่ง เงินโรงผู้ชาย ๕ ชั่ง มี ๗ วัน ต้นกัลปพฤกษ์ ๔ ต้นๆ ละ ๑ ชั่ง บรรดาการมหรสพสมโภชพร้อมเครื่องเล่น ดอกไม้พุ่มระทา ถ้วนเสร็จวันละ ๑ ชั่ง แจกทานคนแก่อายุ ๖๐ ๑ l ๒ อายุ ๘๐ ๒ l__ อายุ ๑๐๐ ๒ l ๒ สมโภชถ้วนสัตตวาร ให้มีละครผู้หญิงประชันกับละครเจ้านครวัน ๑ เงินโรงละ ๕ ชั่ง ละครหลวงแบ่งออกประชันกันเองโรงละ ๕ ชั่ง มีอีก ๓ วัน ถวายเงินกัลปนาให้ซื้อทองคำ เครื่องประดับพระแก้ว ๑๐๐ ชั่ง เสร็จการสมโภชแล้ว ให้ทอผ้าไตรเอกไตรละ ๑ ชั่ง ๑๐๐ ไตรถวายทั้งวัด ถวายเงินไปที่วัดชำรุดคร่ำคร่าในแขวงกรุงธนบุรีวัดละ ๑๐๐ ชั่ง ให้เจ้าวัดจัดแจงทำเครื่องบนขึ้นบุรณะปฏิสังขรณ์ โดยกำลังสมณะเป็นหลายวัด
ให้ปลูกไม้ไผ่ ๑,๐๐๐ ไม้แก่น ๑,๐๐๐ ไว้ท่าท่านผู้มีบุญจะมาข้างหน้า จะได้สร้างปราสาท ไม้ไผ่จะทำร่างร้าน ไม้แก่นจะได้ทำ (๘) เสาปราสาท ปลูกไว้สำหรับผู้มีบุญจะมา พระองค์ท่านจะเหาะแล้ว

ให้แต่งสำเภาส่ง (๙) พระราชสาส์นไปถึงพระเจ้าปักกิ่ง ว่าจะขอลูกสาวพระเจ้าปักกิ่ง ให้เจ้าพระยาศรีธรมาธิราชผู้เถ้า กับหลวงนายฤทธิ หลวงนายศักดิ เป็นราชทูต หุ้มแพรมหาดเล็กเลวไปมาก แต่งเครื่องบรรณาการไปกล่าวขอลูกสาวเจ้าปักกิ่ง

ส่งพระราชสาส์นไปแล้ว เขาฟ้องว่าญวนเขมรรู้กันคิดกบฏต่อแผ่นดิน รับสั่งให้ประหารชีวิตนำก๊กเล่าเอี๋ยลูกชาย บรรดาพวกญวนฆ่าเสียครั้งนั้นมาก

แล้วกริ้วข้างในนางอยู่งาน ลูกขุนนางไม่ใช้ ให้เก็บลูกพลเรือนชาวตลาด ญวนงานกลางยกขึ้นไปเป็นนางอยู่งาน มารดาเจ้าอยู่งานเก่าให้เป็นเข็ญใจโทษ นุ่งตาเล็ดงาผ้าห่มผ้าลว้า (๑๐) จึงขับเจ้าหอกลางไปอยู่ที่วังนอก เจ้าลูกเธอทรงผนวช แล้วเงินนอนเจ้าลูกเธอข้างในองค์ละ ๑๐๐ ชั่ง ทองเครื่องประดับ ๑ ชั่ง มอบให้พี่เลี้ยงนางนมคุมของไว้ พี่เลี้ยงยกขึ้นไปเป็นสมศรีสมทรง ดูพระจริตฟั่นเฟือนเฝ้า (๑๑) แต่ฆ่าญวน มีโจทก์ฟ้องว่าขายข้าวเกลือลงสำเภามารายๆ จนกลางปีฉลู ได้ยินข่าวราชการกัมพูชา ว่าเขมรดงยกมาล้อมพุทไธเพชร ยังแต่ลูกองค์โตนองค์เองได้ ๙ ขวบว่าราชการอยู่ เจ้าฟ้ากษัตริย์ศึกเสด็จไปปราบกัมพูชา ทัพหัวเมืองพร้อมกรมอินทรพิทักษ์ลาผนวชเสด็จกับทัพหัวเมือง

อยู่ภายหลังกรุงธนบุรีเกิดโกลี พันศรีพันลาเป็นต้นฟ้องว่า ขุนนางและราษฎรขายข้าวเกลือลงสำเภา โยธาบดีผู้รับฟ้องกราบทูล รับสั่งให้เร่งเงินที่ขุนนางราษฎรขายข้าวเกลือ ให้เฆี่ยนเร่งเงินเข้าท้องพระคลัง ร้อนทุกเส้นหญ้า สมณาประชาราษฎรไม่มีสุข ยุคเข็ญเป็นที่สุดในปลายแผ่นดิน เงินในคลังในหาย ๒,๐๐๐ เหรียญๆ ละ ๑ บาท ๓ สลึง ๑ เฟื้อง แพรเหลือง ๑๐ ม้วน รับสั่งเรียกหาไม่ได้ ชาวคลังต้องเฆี่ยนใส่ไฟย่างแสนสาหัส ท่านสงสัยว่าข้างในขโมยเงินในคลัง จนพระมาตุจฉาพระพี่นางเธอ ให้จำหม่อมเจ้านัดดาแทนมารดาเจ้าแทนอยู่งาน คนรำใหญ่ให้เฆี่ยนคนละ ๑๕๐ คนละ ๑๐๐ คนละ ๕๐ คนรำเล็กให้พ่อให้แม่พี่น้อง ทาสรับพระราชอาญา

__ l__ ๑๐๐ ให้เจ้าตัวแต่คนละ ๒๐ ที คนละ ๑๐ ที ตามรับสั่ง
หลวงประชาชีพ โจทก์ฟ้องว่าขายข้าว รับสั่งให้ตัดศีรษะหิ้วเข้ามาถวายที่เสด็จออกทอดพระเนตร เหตุผลกรรมของสัตว์ พื้นแผ่นดินร้อน ราษฎรเหมือนผลไม้ เมื่อต้นแผ่นดินเย็นด้วยพระบารมี ชุ่มพื้นชื่นผลจนมีแก่น ปลายแผ่นดินแสนร้อนรุมสุมรากโคน โค่นล้มถมแผ่นดินด้วยสิ้นพระบารมีแต่เพียงนั้น

ผู้รักษากรุงเก่า พระชิตณรงค์ ผูกขาดขึ้นไปจะเร่งเงินไพร่แขวงกรุงเก่าให้ได้โดยจำนวน ๕๐๐ ชั่ง เร่งรัดไพร่เมืองยากครั้งนั้นสาหัส

รับสั่งให้ขุนแก้วน้องพระยาสรรค์ เอาปืนขึ้นไปต่อยศิลาปากนกปืน ๑,๐๐๐ ไปคบคิดกับกำนันบ้านแขวงกรุงเก่า ปักหนังสือชวนพวกรักษากรุงว่าจะเข้าด้วยกันหรือไม่เข้า เพลา ๒ ยามจะเข้าเผาบ้าน ผู้รักษากรุงว่าไม่เข้า จะเผาก็เผาเสีย เพลา ๒ ยาม ผู้ร้ายเข้าล้อมบ้าน ได้สู้รบกันเป็นสามารถ กองผู้ร้ายทิ้งพลุระดมเผา บุตรผู้รักษากรุงโจนน้ำหนี ผู้ร้ายพุ่งหอกซัดถูกบุตรพระยาอินทรอภัยผู้รักษากรุง กับบุตรภรรยาสิ้นชีวิตในไฟ ๔ คน พระยาอินทรอภัยกลับมาทูล

ลุศักราช ๑๑๔๓ ปีฉลู ตรีนิศก รับสั่งให้พระยาสรรค์ไปจับผู้ร้ายที่เผาบ้านผู้รักษากรุงเก่า พระยาสรรค์ขึ้นไป น้องพระยาสรรค์เป็นกองผู้ร้าย จับพระยาสรรค์ตั้งเป็นแม่ทัพลงมาวันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ เพลาตี ๑๐ ทุ่ม ตั้งค่ายมั่นคลองรามัญ ยิงระดมลูกปืนตกในกำแพง เสียงสนั่นหวั่นไหว ข้างในตกใจร้องอื้ออึง ประทมตื่นคว้าได้พระแสงทรงเสด็จขึ้นบนที่นั่งเย็น ตรัสเรียกฝรั่งที่ประจำป้อม ฝรั่งได้รับสั่งยิงปืนใหญ่ออกไป ถูกเรือข้าศึกล่ม เขาไปจับบุตรภรรยาฝรั่งมาให้ฝรั่งยิง พอรุ่งสว่าเห็นหน้าว่าไทย ฝรั่งโจนกำแพงลงไปหากัน ผู้คนเบาบางร่วงโรยนัก เสด็จออกหน้าวินิจฉัย ทราบว่าพระยาสรรค์มาปล้นตีเมือง ให้จำภรรยากับบุตรไว้ เสด็จเข้ามาฟันตะรางปล่อยคนโทษข้างใน พระยาธิเบศร์ พระยารามัญ พระยาอำมาตย์ ต่อสู้ลากปืนจ่ารงขึ้นป้อม ข้าศึกถอยหนี เสด็จกลับออกไป มีรับสั่งห้ามว่าสิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย พระยาธิเบศร์ พระยารามัญ พระยาอำมาตย์ มิให้สู้อยู่ตายด้วยเจ้าข้าวแดง

พระยาสรรค์ให้นิมนต์พระราชาคณะให้ถวายพระพร ให้ทรงบรรพชาชำระพระเคราะห์เมือง ๓ เดือน ทรงพระสรวลตบพระเพลา ว่าเอหิภิกขุลอยมาถึงแล้ว ให้เชิญพระกรรบิดออกไป เพลา ๓ โมงเช้า ทรงพระบรรพชา วันเดือน ๔ แรม ๑๒ ค่ำ อยู่ในราชสมบัติ ๑๔ ปี กับ ๔ เดือน ทรงผนวช

ณ วันพุธ เดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ (๑๒) พระยาสรรค์ขึ้นนั่งซัง แจกเงินข้างใน กลับออกไปนอนอยู่ข้างหน้า สั่งว่าจะฟังละครร้องอยู่ข้างใน จะฟังแต่สำเนียง (๑๓) ครั้นคนเสียงคลอดบุตร พระยาสรรค์ให้ประโคม ท่านให้ไปห้ามว่าอย่าให้ทำเลย มันสุดชาติแล้ว

พระยาสรรค์มีเทศนา ให้ข้างในออกไปฟังธรรม ไฟเทียนเจ้าคุณใหญ่ไหม้ม่าน ได้ยินเสียงคนอื้ออึงชักหอกดาบที่ท้องพระโรง ข้างในกลับเข้ามาเวลา ๒ ทุ่ม

๒ ยามเกิดศึกกลางเมือง พระยาสรรค์ปล่อยเจ้ารามลักษณ์ออกไปเรียกท่านที่ทรงผนวชว่าประจุออกเถิด ท่านว่าสิ้นบุญเราแล้วอย่าทำเลย เจ้ารามลักษณ์ออกไปจุดไฟบ้าน ไหม้ตลอดลงมาถึงวังหลัง ได้สู้รบกันจนแสงทองขึ้น พระยาเจ่ง ขุนแก้วน้องพระยาสรรค์ ลากปืนใหญ่มาช่วยพระวังหลัง เจ้ารจจาแดง (๑๔) เป็นทัพเรือ ตีกระหนาบหนุนพระวังหลัง เจ้ารามลักษณ์สู้แต่ผู้เดียวโดยโมหันธ์ เหลือกำลังแตกหนีไปอยู่วัดยาง พระวังหลังติดตามจับได้ ไต่ถามได้ความจริงว่า พระยาสรรค์ปล่อยเธอออกความก็ติด (๑๕) อยู่พระยาสรรค์สิ้น

สมเด็จพระอัยกา เจ้าฟ้ากษัตริย์ศึก เสด็จอยู่กรุงกัมพูชา ถอยมาประทับด่านกระบินทร์ ทราบว่ากรุงธนข้นเข็ญ เป็นศึกขึ้นกลางเมืองถึง ๒ ครั้ง จึงเสด็จกลับเข้าพระนคร

ณ วันเสาร์ เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ ลุศักราช ๑๑๔๔ ปีขาล จัตวาศก เพลา ๒ โมงเศษ สุขสวัสดิฤกษ์ เสด็จเข้าพระนคร ปราบดาภิเษก อดิเรกเฉกชมสมบัติจักรพรรตราพร้อม ถวาย ๑๒ พระกำนัล ๑๒ พระคลัง แล้วมีพระราชโองการรับสั่งให้ตั้งกรุงเทพมหานครยังฝั่งบุรพทิศ พระสุริยทรงกลด ๗ วัน เมื่อตั้งทวาราวดี อุดมโชคเข้าเหยียบกรุงธนบุรี แรกเสด็จยั้งประทับ ณ วัดควงไม้พระมหาโพธิบัลลังก์ ประจญพญามารด้วยพระบารมี ๓๐ ทัศ เป็นปฐมกษัตริย์สมเด็จเอกาทศรฐพระเจ้าปราสาททองเสด็จข้ามฟากฝั่งมหรณพ เฉลิมภพกรุงทวาราวดี พระโองการให้ฐาปนาที่ท้องสนามในเป็นพระอุโบสถหอไตรเสร็จ เชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน ส่วนพระธรรมไว้หอไตร ก่อพระเจดียฐานประจุพระบรมธาตุพร้อมเสร็จ
Create Date :30 เมษายน 2550 Last Update :6 ธันวาคม 2551 7:08:52 น. Counter : Pageviews. Comments :8