bloggang.com mainmenu search


สั่งนายทุน 52 รายรื้อตึกรุกหาดหัวหินใน 30 วันเผยเป็นนักธุรกิจและนักการเมืองท้องถิ่น-ศาลตัดสินมา 2 ปีหมายจับก็ออกแล้ว
ชายหาดหัวหินถูกบุกรุกโดยภัตตาคาร ห้องอาหาร สถานที่พักที่ 52 รายถูกสั่งให้รื้อถอนภายใน 30 วัน
Last updated: 10 กันยายน 2559 | 18:03
สั่งนายทุน 52 รายรื้อตึกรุกหาดหัวหินภายใน 30 วันเผยศาลฎีกาพิพากษามาแล้ว 2 ปียังไม่มีใครลงมือ แม้จะออกหมายจับบรรดานักธุรกิจและนักการเมืองท้องถิ่นไม่สนใจ ตำรวจ-ทหาร-ดีเอสไอ-ปทส.-ปปท.เจ้าหน้าที่บางหน่วยงานอาจเจอมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2559 พ.ต.อ.ฉัตรไชย เรียนเมฆ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร (รอง ผบก.ภ.) ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากตรวจสอบรายงานความคืบหน้าคดีบุกรุกชายหาดในเขตเทศบาลหัวหิน กรณีนายทุน  52 ราย ก่อสร้างอาคารรุกพื้นที่ชายหาด ตั้งแต่ศาลเจ้าแม่ทับทิมถึงสะพานปลาหัวหินเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารซีฟู้ดขนาดใหญ่ บ้านพักอาศัย บริเวณริมถนนนเรศดำริห์

หลังจากศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำพิพากษาตั้งแต่ปี 2557 โดยเทศบาลเมืองหัวหินเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้บุกรุกทั้งหมดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 ตั้งแต่ปี 2546 และที่ผ่านมาผู้พิพากษาได้พิจารณาออกหมายจับผู้ต้องหา  8ราย ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2557 เนื่องจากจำเลยไม่ได้เดินทางไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว

ล่าสุดได้สั่งการให้ ผกก.สภ.หัวหิน เร่งรัดจับกุมจำเลยทั้งหมดตามหมายจับให้เรียบร้อยโดยเร็ว เนื่องจากผู้ต้องหาส่วนใหญ่ไม่ได้หลบหนี แต่เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง เป็นหัวคะแนนของนักการเมืองท้องถิ่นในเมืองหัวหิน และให้รายงานชี้แจงเหตุผลให้ทราบว่าเหตุใดหลังรับทราบหมายจับ แต่ไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาตามอำนาจหน้าที่นานกว่า 2 ปี

นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหิน ได้แจ้งหนังสือที่ ปข 52306.3//3860 ลงวันที่ 7 กันยายน2559 แจ้งให้จำเลยทุกรายปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา หลังจากพบว่าจำเลยยังไม่มีการรื้อถอนอาคารและยังไม่ได้ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลฎีกา

ทั้งนี้จำเลยอาจมีหนังสือยินยอมให้เทศบาลหัวหินเข้าดำเนินการรื้อถอนโดยผู้บุกรุกต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโดยให้ดำเนินการภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง หากเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด เทศบาลจะพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สำหรับค่าปรับที่ศาลฎีกามีคำสั่งปรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 แต่ละรายนั้นศาลได้พิจารณามีค่าปรับรายวันวันละ 1,000-3,000 บาท ตามระยะวลาที่ฝ่าฝืนตาม พ.ร.บ.ฯนับถึงวันฟ้อง ทำให้จำเลยแต่ละรายต้องจ่ายค่าปรับรายละเกือบ 1 ล้านบาทถึง 1.3 ล้านบาท

ระยะเวลา 2 ปี หลังศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2557 แต่เทศบาลหัวหินในฐานะผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ได้ทำการตรวจสำนวนเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559  พบว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา

พ.ต.อ.บัญชา ปั้นประดับ รองผู้บังคับการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รอง ผบก.ปทส.) กล่าวว่า จากการติดตามความคดีหน้าคดีรุกหาดหัวหินพบว่ามีความล่าช้าผิดปกติ หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว 2 ปี แต่เจ้าพนักงานท้องถิ่นเพิ่งมีหนังสือถึงจำเลย

ล่าสุดฝ่ายปกครอง อ.หัวหิน กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารจาก กอ.รมน.ส่วนกลาง จะลงพื้นที่เพื่อร่วมกันตรวจสอบและเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายในฐานความผิดบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ มีการปล่อยน้ำเสียทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยขอให้ผู้บริหารเทศบาลหัวหินชี้แจงเหตุผลความล่าช้า มีการประวิงเวลาโดยส่อเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

ก่อนหน้านี้นายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม นายอำเภอหัวหิน กล่าวว่า ฝ่ายปกครองได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารจาก กอ.รมน.ส่วนกลาง จะลงพื้นที่เพื่อร่วมกันตรวจสอบและเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายในฐานความผิดบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ มีการปล่อยน้ำเสียทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“รวมทั้งจัดการปัญหาจากการทำหน้าที่ของบางหน่วยงาน เข้าข่ายส่อเจตนาละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เนื่องจากพบว่า กลุ่มนายทุนดังกล่าวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองท้องถิ่นบางราย และเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล จึงไม่มีหน่วยงานในพื้นที่ ใช้อำนาจหน้าที่ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย” นายสุทธิพงษ์กล่าว  

นายสุทธิพงษ์เปิดเผยว่า การดำเนินการกับผู้บุกรุกทั้ง 52 ราย จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการจัดระเบียบชายหาดหัวหินของผู้ประกอบการเตียงผ้าใบ ริมชายหาด ตามที่มีบางฝ่ายแอบอ้างเพื่อสร้างมวลชนให้ออกมากดดันและขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่

นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลหัวหิน มีเอกสารชี้แจงถึงผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่าปัจจุบันสภาพอาคารบริเวณดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงสภาพ ดังนั้นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีจะต้องมีความรัดกุม รอบคอบ ต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ปรากฏ เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าอาคารใดที่ถูกดำเนินคดี และปัจจุบันมีผู้ใดเข้าครอบครอง (ที่มาข่าว นสพ.มติชน)

อำเภอหัวหิน (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี )

อำเภอหัวหิน (Amphoe Hua Hin)

ตั้งอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ 838.9 ตร.กม. ประชากร 110,554 คน (พ.ศ. 2558) ที่ว่าการอำเภอหัวหิน อยู่เลขที่ 2 หมู่ที่ 10 ถนนเลี่ยงเมืองชะอำ ตำบลทับใต้ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77110

หัวหิน เป็นอำเภอที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เดิมมีชื่อว่า "บ้านสมอเรียง" หรือ "บ้านแหลมหิน"พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงสร้างวังไกลกังวลเพื่อประทับพักผ่อนในฤดูร้อน ปัจจุบันวังไกลกังวลเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน

ทุกวันนี้หัวหินมีชื่อเสียงจากการเป็นสถานที่ตากอากาศที่สามารถเที่ยวได้ใน 1 วันและอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเพียง 196 กิโลเมตร หากใช้เส้นทางถนนพระรามที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง หากโดยสารทางรถ หรือใช้เวลา 45 นาทีหากเดินทางโดยเครื่องบิน

ชุมชนหัวหินก่อตั้งขึ้นในราวปี พ.ศ. 2377 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจากทางตอนเหนือละทิ้งถิ่นฐานและเดินทางมาจนถึงพื้นที่ที่เป็นบริเวณใกล้กับเขาตะเกียบในปัจจุบัน แล้วตั้งถิ่นฐานที่บริเวณนี้ เพราะเห็นว่าเป็นหาดทรายที่สวยงามและแปลกกว่าที่อื่น คือมีกลุ่มหินกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป อีกทั้งที่ดินก็มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับทำการเกษตรและการประมง แล้วตั้งชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านสมอเรียง"

ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์ (พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร ต้นราชสกุลกฤดากร) มาสร้างตำหนักหลังใหญ่ชื่อ "แสนสำราญสุขเวศน์" ที่ด้านใต้ของหมู่หินริมทะเล (ปัจจุบันคือบริเวณที่อยู่ติดกับโรงแรมโซฟิเทลฯ) และทรงขนานนามหาดทรายบริเวณนี้เสียใหม่ว่า "หัวหิน" จนเมื่อเวลาล่วงไป ทั้งตำบลในบริเวณนี้ก็ถูกเรียกในชื่อเดียวกันว่าหัวหิน และเจริญเติบโตขยายขึ้นเป็นอำเภอหัวหินจนถึงปัจจุบัน

อำเภอหัวหินในอดีตเป็นพื้นที่เขตปกครองของส่วนหนึ่งในเมืองปราณบุรี (เมืองชั้นจัตวา) ขึ้นตรงแขวงเมืองเพชรบุรี จนกระทั่งมีการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล จึงได้อยู่ในพื้นที่ของอำเภอปราณบุรี เมืองเพชรบุรี (จังหวัดเพชรบุรี)

ต่อมา วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าให้รวมเอาอำเภอเมืองปราณบุรี อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอกำเนิดนพคุณ จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นเมืองชั้นจัตวามาก่อนเข้ารวมเป็นจังหวัดปราณบุรี และภายหลังได้รับการจัดตั้งเป็น กิ่งอำเภอหัวหิน ขึ้นกับอำเภอปราณบุรี

อำเภอหัวหิน ได้รับประกาศยกฐานะจากกิ่งอำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2492 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2492

อำเภอหัวหินตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ (จังหวัดเพชรบุรี)

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอ่าวไทย

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอปราณบุรี

ทิศตะวันตก ติดต่อกับเขตตะนาวศรี (ประเทศพม่า)

ความสวยงามของทิวทัศน์หัวหินหากไม่มีการรุกล้ำที่สาธารณะ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

Create Date :13 กันยายน 2559 Last Update :13 กันยายน 2559 12:02:33 น. Counter : 2722 Pageviews. Comments :0